ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

20150903_Punctuality

ในบรรดานิสัยที่แตกต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่ง นิสัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความตรงต่อเวลา

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ง่ายๆ แบบไม่ได้อ้างอิงตำราอะไร ผมว่ามีสองเหตุผล

ข้อหนึ่ง เพราะการเดินทางของฝรั่งเขากะเวลาง่ายกว่าเรา บ้านเมืองเขารถไม่ติดมากเท่าเมืองไทย แถมขนส่งมวลชนของเขาก็ตรงต่อเวลาและเชื่อถือได้ ฝรั่งจึงไม่มี “ข้ออ้าง” ให้มาสาย ไม่เหมือนคนไทยที่เราสามารถอ้างรถติดได้เสมอ (แม้ว่าจริงๆ แล้วเรามัวแต่อ้อยอิ่งทำอย่างอื่นมากกว่า)

แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ว่า สมัยก่อนที่ฝรั่งจะมีขนส่งมวลชนที่เชื่อถือได้ ทำไมฝรั่งก็ยังให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาซึ่งก็นำผมไปสู่เหตุผลก็คือสภาพอากาศครับ (อันนี้มโนเอาเองล้วนๆ)

นึกภาพขวัญนัดเจอเรียมที่ริมคลองแสนแสบ ถ้าเรียมมาช้า ขวัญก็ยังหาร่มไม้นั่งรอได้ หรือถ้าร้อนนักก็กระโดดลงเล่นน้ำรอซะเลย

แต่ถ้าขวัญกับเรียมเกิดที่อังกฤษ นัดกันแถวริมแม่น้ำเธมส์ การมาสายของอีเรียมย่อมหมายความว่าไอ้ขวัญต้องยืนปากสั่นท้าลมหนาว ณ อุณหภูมิ 10 องศา จะลงเล่นน้ำก็ไม่ได้ (เผลอๆ ฝนตกอีก) ถ้าเรียมมาช้าซักครึ่งชั่วโมง ผมว่างานนี้ขวัญมีเคืองแน่ๆ

—–

ประสบการณ์ส่วนตัวของผม เกี่ยวกับเรื่องความตรงต่อเวลาของฝรั่ง

ปี 1996 : สมัยนั้นผมเตะบอลแทบจะเป็นอาชีพเสริม วันเสาร์เตะสองนัด วันอาทิตย์เตะอีกหนึ่งนัด วันนั้นเราต้องไปเตะ “นอกบ้าน” คือเมืองข้างๆ โดยมีผู้ปกครองอาสาขับรถพาเด็กๆ ไป ผมก็เป็นหนึ่งในเด็กๆ ที่จะติดรถคุณน้าคนนี้ไปด้วย

คุณน้าบอกว่าจะมารับที่สนามซ้อมตอนบ่ายโมงตรง (โดยนักเตะอีกสองคนก็จะมารอที่นี่) พอดีเพื่อนผมชื่อโยนบ้านอยู่แถวนั้นเลยแวะไปบ้านโยนก่อน มัวแต่เล่นเพลินไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึงเวลานัดแล้ว ผมรีบวิ่งออกมา ในใจ็คิดว่าเค้าคงไม่ทิ้งเราหรอก เพราะผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นกำลังหลักของทีมด้วย

ผมไปถึงสนามตอน 13:05 ปรากฎว่าเงียบสนิท สมัยนั้นยังไม่มีมือถือด้วยเลยติดต่อใครไม่ได้ ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีใครมา สุดท้ายผมเลยอดแข่ง

วันรุ่งขึ้นเจอคุณน้า เขาบอกว่าเขาวิ่งวนมาดูแล้วถึงสองรอบคือตอน 12:50 กับ 13:00 แต่ก็ยังไม่เจอผม สุดท้ายเขาก็เลยต้องตัดสินใจมุ่งหน้าสู่สนาม

—–

ปี 2001 : สมัยฝึกงานอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมนัดกับนักเรียน IAESTE อีกประมาณ 7 คนว่าจะไปเดินเขาที่ Zermatt เพื่อจะชมวิวยอดเขา Matterhorn (ยอดเขาที่เป็นโลโก้ของช็อกโกแล็ตทอเบิลโลน)

เรานัดเจอที่จุดนัดพบของที่สถานีรถไฟหลัก Zürich Hauptbahnhof (อ่านว่าเฮ้าบานหอบ) อารมณ์คล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเรา

ผมไปสายห้านาที และก็เป็นอย่างที่กลัว คือไม่เหลือใครแล้ว!

โชคดีที่มีคนไปสายกว่าผม ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว แต่เป็นสาวจากประเทศแถบอเมริกาใต้ (ประเทศเขตร้อนเหมือนผมเลย มิน่าสายเหมือนกัน!) เราเลยต้องเดินทางไปด้วยกันเองสองคน ใช้เวลาสี่ชั่วโมงกว่าจะได้เจอพรรคพวกที่โรงแรมตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว

—–

ประสบการณ์เหล่านี้เลยทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลาพอสมควร (แต่ก็ยังบกพร่องอยู่นะครับ)

จริงๆ ผมก็อยากให้คนไทยตรงต่อเวลามากขึ้นนะ เพราะการที่เราไม่รักษาเวลา ปล่อยให้คนอื่นต้องนั่งรอ ก็เป็นการแสดงออกว่าเราขาดความเคารพต่อเขา

และเมื่อ “ชีวิต” ก็คือ “เวลา” เจ็ดสิบกว่าปี ที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้

การไม่รักษาเวลา ก็เหมือนเป็นการ “ฆ่า” คนอื่นดีๆ นี่เอง (แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็เถอะ)

ถ้าเราไปตามเวลาไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรจะโทร.บอกคนที่รอเราอยู่ว่า เราจะไปถึงประมาณเมื่อไหร่ เขาจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรทำอะไรดี

เพราะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดไปกว่าการได้ยินเพื่อนที่มาสายบอกว่า “ใกล้จะถึงแล้ว” แต่กลับปล่อยให้เรารอไปอีกเป็นชั่วโมงหรอกนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 5

20150808_India5

ผม หัวหน้า และน้อง HR ออกเดินทางจากโรงแรมตอน 19.50 คนขับแท๊กซี่เป็นคุณลุงอายุห้าสิบกว่าแล้ว พูดอังกฤษไม่ค่อยได้แต่ก็พยายามชวนผมคุยตลอด (พอดีผมนั่งเบาะหน้า) ไม่ว่าจะชี้ให้เห็นฐานทัพอากาศของอินเดีย (ซึ่งมีโชว์รูปเครื่องบินเจ๋งๆ เพียบเลย) หรือบอกว่าตรงไหนเป็นแหล่งซื้อทอง ซื้อเสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งเสียดายที่ตลอดสามคืนที่ผ่านมาเราไม่มีโอกาสผ่านละแวกนี้เลย

ช่วงสองทุ่มรถในบังกาลอร์ติดมากยิ่งกว่าตอนเช้า เพราะอย่างที่บอกว่าเมืองนี้ต้องทำงานเพื่อรองรับลูกค้าในย่านอเมริกาและยุโรปเยอะมาก การทำงานกะดึกจึงเป็นเรื่องปกติของที่นี่ครับ กว่าจะผ่านจุดที่รถติดมาได้ก็ใช้เวลาชั่วโมงนึงพอดี จากนั้นก็วิ่งฉิวเลย 27 กิโลเมตรเจอไฟแดงแค่จุดเดียวเท่านั้น (อันนี้คนขับก็บอกกับผมเหมือนกัน)

ถึงสนามบินปุ๊บเราก็ต้องเตรียมตั๋วเครื่องบินที่ปริ๊นท์เอาไว้ตั้งแต่ก่อนมาจากเมืองไทย รวมถึงพาสปอร์ตเอาไว้โชว์รปภ.ที่รอตรวจอยู่ตรงประตูทางเข้า เพราะสนามบินที่นี่จะอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่กับคนที่เดินทางเข้าไปในตัวอาคารได้ ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีสิทธิ์ หัวหน้าผมอธิบายว่า เพื่อป้องกันไม่ให้คนมาเดินเร่ขายของในสนามบิน ส่วนจะเท็จจริงประการใดคงต้องรบกวนผู้รู้มาบอกผมด้วยนะครับ

ด้วยการสกรีนคนที่ค่อนข้างเข้มงวดนี่เอง ทำให้ในตัวสนามบินเองค่อนข้างจะเป็นระเบียบและไม่พลุกพล่าน ผมใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็เช็คอินเรียบร้อย เดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อผ่านตม. (ตรวจคนเข้าเมือง แต่จริงๆ มันคือตรวจคนออกนอกเมือง) ซึ่งลักษณะคล้ายๆ กับตอนขาเข้าเพียงแต่ไม่หรูเท่า (กลับไปอ่านได้ที่อานนฯ อินอินเดียตอนที่ 1) แถมข้อดีก็คือคนต่างชาติไม่ต้องกรอกใบขาออกด้วย เขาให้เฉพาะคนอินเดียเท่านั้นที่ต้องกรอกใบพวกนี้

20150806_212329

เมื่อผ่านตม.แล้วก็ถึงด่านตรวจสัมภาระและร่างกายว่าปราศจากสิ่งของที่จะเป็นอันตรายบนเครื่อง น่าสนใจมราเขามีแยกเลนชาย-หญิงด้วย ซึ่งก็สะดวกไปอีกแบบ แต่พอเลนผู้หญิงไม่ค่อยมีคน เจ้าหน้าที่ก็ส่งสัญญาณให้เราเอาสัมภาระ กระเป๋าสตางค์ มือถือ เข็มขัด ไปเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ของแถวของผู้หญิง แต่ตัวคนเองต้องกลับมาเข้าแถวของผู้ชายตามเดิม จึงเกิดเหตุการณ์ “คลาดสายตา” จากสมบัติของเราอยู่เกือบๆ ห้านาที โดยตอนที่เราเอาพวกกระเป๋าสตางค์ มือถือ เข็มขัด ใส่ถาดนั้น เจ้าหน้าที่จะให้ติ้วพลาสติกชิ้นนึงมาถือว่า คอนเซ็ปต์เดียวกับที่เราฝากของไว้ก่อนเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละครับ พอเราเดินผ่านเครื่องตรวจและให้เจ้าหน้าที่ตรวจร่างกายเราเสร็จแล้วว่าไม่มีอาวุธอะไร เขาก็จะประทับตราที่บอร์ดดิ้งพาสของเรา แล้วเราจึงค่อยเอาติ้วไปแลกทรัพย์สินของเราคืนมา

ภายในตัวสนามบินนั้นมีร้าน Duty Free น้อยมาก ผมก็ไม่ได้เดินดูอะไรยกเว้นร้านหนังสือซึ่งหนังสือฝรั่งก็ราคาพอๆ กับเมืองไทยครับ (ยกเว้นหนังสือที่เขียนโดยชาวอินเดียก็จะถูกกว่าหน่อย) สนามบินที่นี่ทำเก้าอี้ดูน่านั่งมากๆ แถมหลายๆ โต๊ะก็มีที่ชาร์จให้ด้วย แต่เท่าที่ลองชาร์จแล้วรู้สึกว่ามันช้าราวกับเราชาร์จผ่านสาย USB จากคอมพิวเตอร์เลย

20150806_215400

ผมแยกกับหัวหน้าและน้อง HR ตั้งแต่ตรง Duty Free เพราะหัวหน้าผมเขาเป็น Frequent Flyer เลยได้สิทธิ์ในการใช้เลาจ์ของการบินไทย และสามารถพาคนเข้าไปนั่งด้วยได้หนึ่งคน (ขามาหัวหน้าให้ผมได้ไปนั่งในเลาจ์ที่สุวรรณภูมิ ขากลับเลยเป็นตาของน้อง HR บ้าง) ผมก็ลองไปเดินหาอะไรกินดู ตอนแรกเห็นป้ายร้าน Noodle ก็คิดว่าได้กินบะหมี่น้ำซุปอุ่นๆ ก่อนเครื่องออกก็น่าจะดี แต่พอไปถึงเขามีขายแต่ผัดไทยกับผัดอะไรอีกซักอย่างจากมาเลเซีย ผมเลยไปเข้าร้านข้างๆ ชื่อ Mediterranean และได้กินไก่ย่างแทน

20150806_223107

อ้อ ที่นี่มี wifi ฟรีด้วยนะครับ แต่จะใช้ได้ก็ต้องใส่เบอร์โทรศัพท์ของเราให้เขาส่ง OTP (One Time Password) มาให้ ซึ่งมือถือผมไม่ได้เปิดโรมมิ่งไว้ก็เลยไม่สามารถจะรับ SMS จากระบบได้

ใกล้ๆ เที่ยงคืนผมเดินไปรอที่เกทสุดท้ายพอดี ก่อนขึ้นเครื่องก็เข้าห้องน้ำ ข้อดีของห้องน้ำที่นี่คือห้องน้ำใหญ่โต แถมยังมีที่วางกระเป๋าเดินทางให้ด้วย สะดวกดีทีเดียว

20150806_235749

สนามบินถือเป็นสิ่งแรกที่นักเดินทางจะเห็น และเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่เขาจะกลับไป เป็นที่รู้กันดีว่าคนเรามักจะจำสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายได้ดีเสมอ การทำสนามบินให้ดีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศครับ

เที่ยงคืนปุ๊ป เขาก็เรียกคนให้ทำการขึ้นเครื่อง เมื่อถึงที่นั่งแล้วผมก็หยิบผ้าห่มสีม่วงขึ้นมาห่มตัว (ทายสิว่าผมนั่งสายการบินอะไร?) เอาหูฟังเสียบหูและเปิดเพลง “ชีวิตยังคงสวยงาม” ของบอดี้สแลมขับกล่อมก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งทยานกลับเมืองไทย

และแล้วการเดินทางมาอินเดียครั้งแรกของผมก็ถึงฉากสุดท้ายครับ ขอราตรีสวัสดิ์ทุกท่าน แล้วพบกันใหม่วันพรุ่งนี้!

—–

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 4

20150807_India4

ตอนนี้ผมกลับถึงถึงเมืองไทยแล้วนะครับ จะขอเล่าเรื่องอินเดียอีกสองตอนแล้วกัน วันอาทิตย์ค่อยกลับเข้าสู่โหมดปกติอีกครั้ง

เมื่อวานเป็นเวิร์คช็อปวันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้าย ทุกอย่างเสร็จสิ้นตอนสี่โมงครึ่ง กลับถึงโรงแรมตอนหกโมง มีเวลาเกือบๆ สองชั่วโมงก่อนจะต้องไปสนามบิน ผมเลยใช้โอกาสนี้เดินสำรวจบังกะลอร์อีกซักรอบ

ตอนแรกไปเดินดูร้านขายของที่อยู่ในอาณาเขตเดียวกับโรงแรมที่ผมอยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก (ส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้า พรม และพวกของแกะสลัก เหมาะแก่การซื้อของฝากกลับไปที่บ้าน) ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีก็เบื่อแล้ว ออกไป “ผจญภัย” บนถนนจริงดีกว่า

ออกมาหน้าโรงแรม สิ่งแรกที่เจอคือ “วินตุ๊กตุ๊ก”

20150806_182459
ได้เห็นจังหวะที่คนขับตุ๊กตุ๊กสตาร์ทรถด้วย ถึงได้เห็นว่าเขาสตาร์ทเครื่องด้วยการดึงเส้นดำๆ แรงๆ หลายๆ ครั้ง เหมือนที่เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ท้ายเรือในเมืองไทยน่ะครับ

อ้อ แล้วตุ๊กตุ๊กที่นี่มีมิเตอร์ด้วยนะ! (ภาพถ่ายจากคนละเวลา/สถานที่)

20150806_082241
ฝั่งตรงข้ามวินตุ๊กตุ๊กเป็นรถเข็นขายอาหารอะไรซักอย่างที่ต้องใส่จาน มีลูกค้ายืนถือจานกินกันตรงนั้นอยู่สี่ห้าคน อารมณ์คล้ายๆ บะหมี่ป๊อกป๊อกบ้านเราเหมือนกัน

มาคราวนี้ผมไม่ได้แลกเงินรูปีมาเลย ถ้าผมมีเงินสดติดตัวอยู่บ้าง ผมอาจจะเข้าไปซื้อของซักชิ้นนึง แล้วขออนุญาตคนขายถ่ายรูปร้านของเขา แต่เมื่อตัวเองไม่มีอะไรเลย จะเข้าไปขอถ่ายโต้งๆ ก็เขินไปหน่อย เลยได้แค่แอบถ่ายเท่าที่ทำได้นะครับ

ผมลองเดินกลับมาอีกทิศหนึ่ง จึงได้เห็นสิ่งต่างๆ ดังนี้

โปสเตอร์หนัง / คอนเสิร์ต

20150806_183914

ร้านขายน้ำผลไม้

20150806_183737 (1)

ร้านขายเสื้อผ้า (ไม่แน่ใจว่าเป็นมือสองรึเปล่า)

20150806_184531

Chicken Center – ด้านหน้าเป็นกรงไก่เป็นๆ มองเข้าไปในร้านมีไก่ย่างหมุนอยู่ เลยเดาว่าเค้าคงทั้งเลี้ยง-ฆ่า-ปรุง อยู่ใน Chicken Center นี่เลย

20150806_183920

การเลือกไก่จากหน้าร้านเพื่อเอาไปฆ่าหลังร้านแล้วมาทำไก่ย่างให้เรานี่ แว้บแรกที่เห็นก็อดคิดไม่ได้ว่าโหดร้ายจังเลย แต่สุดท้ายแล้วคอนเซ็ปต์ของเขาก็แบบเดียวกับร้านอาหารทะเลบ้านเราที่มีปูกุ้งปลาเป็นๆ มาให้ดูและเลือกได้เลยเพื่อรับรองความสดใหม่

วิธีการเดียวกัน ต่างกันแค่ชนิดของสัตว์

เหมือนที่บอกไปในตอนที่สองว่าที่นี่ไม่มีเซเว่นอีเลฟเว่น จึงยังมีร้านโชห่วยอยู่เยอะแยะ อารมณ์เหมือนเราย้อนยุคไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วตามต่างจังหวัด ร้านจะดูเก่าๆ โทรมๆ แต่ก็มีขนมมากมายให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว (เสียดายไม่มีจังหวะถ่ายรูปมาให้ดู)

เห็นสะพานลอยเลยลองข้ามดู จึงพบว่าสะพานลอยของที่นี่กว้างกว่าของเรามาก ทั้งทางเดินตรงบันได และทางเดินบนสะพาน

20150806_183728

20150806_184729

สะพานลอยที่กรุงเทพ เท่าที่เห็นจะมีสองแบบคือใช้โครงเหล็กและมีหลังคา หรือไม่ก็ใช้ปูนแต่ไม่มีหลังคา แต่สะพานลอยของบังกะลอร์เหมือนเอามารวมกัน คือใช้ปูนแต่มีหลังคาด้วย

เดินไปเจอร้านขายข้าวแกงยืนกินอีกร้านนึง เลยฟอร์มยืนหันหน้าทำท่าเหมือนจะถ่ายรถรา แต่จริงๆ แล้วเปิดกล้องหลังเอาไว้ (ดูเหมือนผู้ชายคนนั้นจะรู้ตัวแฮะ)

20150806_184854

เดินได้ประมาณเกือบชั่วโมงก็ต้องรีบกลับโรงแรมเพื่อไปเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่า ผมเดินย้อนมาถึงสี่แยกที่โรงแรมอยู่แล้วพยายามเดินข้ามถนนข้ามฝั่งกลับมา ซึ่งเป็นอะไรที่ลำบากมาก เพราะรถวิ่งมาจากทุกทิศทาง ขนาดผมพยายามเดินเกาะกลุ่มกับคนอินเดียยังเกือบโดนรถชนอย่างเฉียดฉิว

ข้ามถนนเสร็จแล้วจึงเพิ่งสังเกตว่าตัวเองมีความไม่สบายทางร่างกายสามอย่าง

  • ระคายตา เพราะลมพัดฝุ่นเข้าตาตลอด
  • แสบจมูก เพราะหายใจเอาฝุ่นและควันเขม่าเข้าไปไม่น้อย
  • หูอื้อ เพราะเสียงแตรรถยนต์และมอเตอร์ไซค์

แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่ขนาดเราเดินแค่ 1 ชั่วโมงยังอาการขนาดนี้ แล้วคนที่นี่เขาจะไม่เป็นต้อลม / ภูมิแพ้ / หูหนวก กันบ้างหรือ?

อีกสามอย่างที่สังเกตได้ก็คือ

1. แม้การจราจรจะโกลาหลมากๆ แต่ที่ผ่านมาสามวันผมยังไม่เห็นอุบัติเหตุเลยซักครั้งเดียว

2. แม้รถจะบีบแตรใส่กันแค่ไหน แต่รถจะไม่บีบแตรใส่คนเดินถนน อย่างมากก็แค่กระพริบไฟสูงใส่

3. ผมเดินอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ไม่เจอฝรั่งซักคนเดียว (อย่าลืมว่าบริษัทข้ามชาติมาตั้งที่นี่อยู่เยอะมาก และที่โรงแรมที่ผมอยู่ก็มีฝรั่งเต็มไปหมด) ถ้าให้เดาก็คือคงไม่ค่อยมีฝรั่งคนไหนกล้าลงมาเดินที่ถนนกัน

เนื่องจากเช็คเอาท์ไปตั้งแต่เที่ยงแล้ว (ทำ late check-out ไม่ได้ด้วยเพราะมีคนรอใช้ห้องต่ออยู่ถึง 22 คิว) จึงไม่สามารถอาบน้ำห้องตัวเองได้  แต่โชคดีที่ทางโรงแรมให้ใช้ห้องสปาอาบน้ำได้ ก็เลยได้ทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวก่อนจะออกเดินทางกลับประเทศไทย

พรุ่งนี้จะมาเล่าตอนสุดท้าย ว่าด้วยเรื่องสนามบินเบงกาลูลู่ (Bengalulu) ครับ

—–

ภาพจากกล้องผู้เขียน ถ่ายที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 3

20150805_075743วิวสวนจากทางเข้าโรงแรม The Leela Palace

เช้าเมื่อวานหลังจากที่เขียนตอนที่สองเสร็จ ลงไปทานข้าวก็เจอหัวหน้ากำลังนั่งทานอยู่คนเดียวพอดีเลยไปทานด้วย ซักพักน้อง HR ที่ไปด้วยอีกคนก็ตามมาแจม วันนี้ก็เลยนั่งรถคันเดียวกันไปบริษัท

ระหว่างทางเจ้านายก็ชี้ไปที่ฟุตบาทของถนนอีกฝั่งนึงให้ดูวัว

จริงด้วย ตั้งแต่มาอินเดียผมยังไม่เห็นวัวเลย ทั้งๆ ที่พี่ๆ เมืองไทยที่เคยมาที่นี่บอกแล้วว่าให้ระวังวัวด้วยนะ ที่นี่วัวเยอะ

วัวร่อนเร่อินเดียในจินตนาการของผมก็คล้ายๆ กับวัวที่เมืองไทย สีน้ำตาลๆ ผอมๆ หน่อย แต่วัวตัวแรกที่ผมได้เห็นที่บังกาลอร์นั้น เหมือนวัวฝรั่งที่อยู่ในทุ่งหญ้าสีเขียวไม่มีผิด ตัวสีขาวและมีลายสีดำ หน้าตาดูมีสง่าราศรีมาก เสียดายถ่ายรูปไม่ทัน

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนแรกว่ารถยนต์ที่นี่ส่วนใหญ่จะคันเล็กๆ ผมเลยลองยี่ห้อและรุ่นมาให้ดูครับ

Suzuki Alto
Maruti Suzuki Swift
Tata (ไม่เห็นเขียนว่ารุ่นอะไร)
Toyota Etios
Fiat Paleo
Hyundai Sanro
Skoda Laura
Hyundai i20

อ้อ แล้วที่ผมบอกว่าถนนที่บังกาลอร์ไม่ค่อยมีเส้นขาวแบ่งเลนนั้นผมเข้าใจผิดนะครับ เมื่อวานนี้เห็นแล้วว่ามันมี แต่มีเฉพาะเลนขวาสุดเท่านั้น

หัวหน้าผมยังบอกอีกว่าที่บังกาลอร์นี่ตอนค่ำจะยุ่งกว่าตอนกลางคืน เพราะความที่เขาต้องบริการลูกค้าที่อยู่ฝั่งอเมริกาค่อนข้างเยอะ คนที่นี่เลยทำงานกะดึกันเยอะมากซึ่งทำให้ตอนกลางคืนรถติดมาก อย่างตอนขามา (ตอนเที่ยงคืน) เราใช้เวลา 45 นาทีจากสนามบินถึงโรงแรม แต่ขากลับ (ซึ่งต้องออกจากโรงแรมประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง) น่าจะใช้เวลา 90 นาทีกว่าจะฝ่ารถติดออกจากตัวเมืองได้

การทำเวิร์คช็อปวันที่สองยุ่งมาก เพราะโดยหลัก The Lean Startup เราต้องเอาฟีดแบ็คของลูกค้าทางอีเมล์ที่ตอบมาคืนวันก่อนมาวิเคราะห์และวางแผนว่าต่อว่าจะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม (iterate) เปลี่ยนทิศ (pivot) หรือเดินหน้าต่อ (persevere) จากนั้นก็ต้องเตรียมสไลด์และพรีเซ้นต์ในวันเดียวกันถึงสองรอบ เหนื่อยแต่ก็มันดีครับ

ตอนเย็นหลังเลิกงานเขาไม่มีเลี้ยงข้าวอะไร ตัวแทนจากกรุงเทพสามคน เลยกลับมาทานที่โรงแรม ซึ่งมีร้านอาหารอยู่สี่ร้าน ตอนแรกหัวหน้าจะกินด้วยแต่เปลี่ยนใจอยากไปทำงานต่อให้เสร็จก่อน ผมกับน้องอีกคนเลยไปลองร้านที่ชื่อว่า Zen ซึ่งมีทั้งอาหารจีน ญี่ปุ่น และไทย ลองกินซาชิมิและซูชิที่นี่ดู พอดีช่วงสั่งอาหารผมโทร.คุยกับแฟนอยู่เลยให้น้อง HR เขาสั่งให้ อีท่าไหนไม่รู้ได้ไข่ปลามาเต็มเลย ได้กินเนื้อปลาไหลเล็กๆ แห้งๆ แค่สองชิ้น สรุปไม่ประทับใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนบิลมาเพราะตกหัวละ 2500 บาทแน่ะ

อ้อ อีกอย่างที่น่าสนใจคือโต๊ะนั่งสองคนที่นี่จะยาวๆ นั่งครั้งแรกแล้วดูห่างเหิน แต่พอนั่งไปซักพักก็เข้าใจว่าที่มันต้องยาวเพราะต้องใช้พื้นที่วางอาหารเยอะ (จานเขาใหญ่แต่อาหารน้อยนะครับ!) และผมว่าโต๊ะเขามันแคบว่าโต๊ะที่เมืองไทยด้วย เลยดูยาวผิดปกติ

ทานข้าวเสร็จสามทุ่มครึ่งก็นัดกันมานั่งทำงานกันต่อ มีคนจีนมาช่วยทำด้วย สงสารเขาเหมือนกันเพราะเพิ่งบินจากปักกิ่งผ่านฮ่องกงและมาถึงโรงแรมเมื่อเช้านี้ตอนตี 3 ยังไม่ทันได้นอนก็ต้องมาทำเวิร์คช็อปเลย ทานข้าวเสร็จยังพอช่วยกันเตรียมพรีเซ้นต์ถึงห้าทุ่ม ถือว่าอึดมากๆ

วันนี้ (6 ส.ค.) ถือเป็นวันสุดท้ายของเวิร์คช็อปแล้ว น่าจะเสร็จไม่เกินห้าโมงเย็น จากนั้นต้องตุหรัดตุเหร่ซักพักก่อนจะไปที่สนามบินเพื่อเตรียมออกเดินทางตอนเที่ยงคืนครึ่ง น่าจะได้เก็บภาพอะไรมาพอสมควร ถึงเมืองไทยวันศุกร์แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ

20150805_081538
ถนนที่นี่จะต้นไม้เยอะพอดู

20150805_193213
โรงแรมมีเครื่องเอ๊กซ์เรย์ด้วย

20150805_205219
โต๊ะห่างเหิน

20150805_200145
น้ำเปล่าที่ฝาเป็นหมวกอินเดีย

20150805_204119
นึกว่าสั่งเนื้อปลาแซลมอนได้แต่ไข่ปลาๆๆๆ

อานนฯ อินอินเดีย ตอนที่ 2

????

หลังจากที่เขียนตอนแรกเสร็จ ผมก็ลงไปทานอาหารเช้าที่ช้้นล๊อบบี้ของโรงแรม จึงได้เห็นว่าลูกค้าไม่มีชาวอินเดียเลย มีฝรั่ง (หรือคนดำ) ประมาณ 95% ที่เหลือเป็นคนเอเชีย ดังนั้นอาหารที่เสิร์ฟจึงเอาใจฝรั่งโดยเฉพาะ แค่ cereal (อย่างคอนเฟล็ก) ก็มีให้เลือกประมาณ 6 ชนิดแล้ว

แต่ก็มีอาหารอินเดียให้กินนะครับ ผมก็พยายามลองตักทุกอย่างที่ดูแปลกตามาทานดู รสชาติก็โอเค ไม่มีอะไรที่แปลกแหวกแนวเสียจนต้องคายทิ้ง

แปดโมงเช้าก็มีรถมารับไปส่งที่บริษัท เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความเป็นไปบนถนนหนทางในอินเดีย (เพราะเมื่อคืนนี้กว่าเราจะออกจากสนามบินก็เที่ยงคืนแล้ว) ที่ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งก็คือถนนที่รถผมวิ่งผ่านส่วนใหญ่ไม่เส้นสีขาวแบ่งเลน รถราขับกันค่อนข้างวุ่นวายทีเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ต่างจากกรุงเทพเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันรู้สึกวุ่นวายเพราะว่าเขาบีบแตรกันบ่อยเหลือเกินเท่านั้นเอง

ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์ที่เมืองบังกาลอร์มีอยู่สองจุดคือที่ Divyaree และที่ Technopolis ออฟฟิศที่ผมไปทำเวิร์คช็อปคือที่เทคโนโปลิศ โดยที่ตึกทั้งตึกเป็นของทอมสันรอยเตอร์หมดเลย (ผิดกับที่กรุงเทพที่เราใช้ออฟฟิศร่วมกับบริษัทอื่นๆ ในตึกอื้อจื่อเหลียง)

เวิร์คช็อปที่ผมมาร่วมชื่อว่า Enterprise Innovation Workshop และเราทดลองเอาหลักการของ The Lean Startup มาประยุกต์ใช้ ก็ต้องรอดูต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ขอข้ามเรื่องงานไปเลยแล้วกันนะครับ

เสร็จจากงานตอนหกโมงกว่าๆ เขาก็พาไปเลี้ยงข้าวเย็น โดยมีรถมารับเราจากออฟฟิศและนั่งรถไปประมาณ 40 นาทีเพื่อเข้าไปในเมือง มองไปรอบๆ ก็จะเห็นสภาพการจราจรที่วุ่นวายยิ่งกว่าตอนเช้าและบีบแตรกันหนักยิ่งกว่าตอนเช้า มีเสียงแตรเกือบทุกวินาทีเลยก็ได้ สถิติสูงสุดของ “ความเงียบจากเสียงแตร” คือสามวินาที (จากการนับเลขในใจของผมเอง) ที่เมืองไทยใครมีบ้านติดถนนคงจะบ่นว่าเสียงรถรบกวน แต่ผมว่าที่บังกะลอร์ใครมีบ้านติดถนนนี่อาการน่าจะหนักกว่ากันเยอะเพราะเสียงแตร แถมที่บังกะลอร์ยังเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับอย่างแท้จริงด้วย (เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม)

อ้อ! ที่นี่มีรถตุ๊กๆ ด้วยนะครับ แถมใช้สีเหลืองเขียวโทนเดียวกับแท๊กซี่มิเตอร์เป๊ะเลย ตุ๊กๆ ที่นี่จะคันเล็กกว่า คนนั่งกันได้เต็มที่ 2 คน (ของเมืองไทยนั่งได้สี่คนถ้าจัดวางกันดีๆ)

20150804_184750

ระหว่างที่นั่งรถก็คุยกับเพื่อนร่วมงานชาวอินเดียที่มาจากเมืองมุมไบ (บอมเบย์) เขาก็เล่าให้ฟังว่าคนอินเดียชอบไปเมืองไทยกันมาก เพราะตั๋วเครื่องบินไปเมืองไทยราคาค่อนข้างถูก ราคาพอๆ กับบินจากมุมไบมาบังกาลอร์เลยทีเดียว แถมจะไปเมืองไทยก็ทำวีซ่าง่าย คือบินไปถึงเมืองไทยแล้วค่อยทำที่เมืองไทยเลย (Visa on Arrival) อยู่ได้ 30 วันหรืออะไรประมาณนี้

ร้านตามริมทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านสัญชาติฝรั่ง ที่เห็นเด่นชัดสุดก็คือร้าน iStudio (ที่นี่ใช้ชื่อว่า iPlanet จนตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าของจริงหรือของก๊อป)

20150804_190017

ร้านอาหารที่เราไปดูจะเป็นร้านหรูทีเดียว อยู่บนชั้นดาดฟ้า สิ่งแรกที่เห็นตอนเดินออกจากลิฟต์คือซุ้มถ่ายรูป โดยเขาจะมีอุปกรณ์แต่งตัวให้ ทั้งหมวก ทั้งผ้าคลุม หรือแม้กระทั่งหนวดปลอม!

20150804_19085820150804_200430

แถมซุ้มข้างๆ ยังมีคนคอยเขียนตัวอักษรชื่อของเรา (ผมไม่แน่ใจว่าใช่ภาษาฮินดีรึเปล่า) ลงบนผ้าเพื่อให้เราเก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย

20150804_192010

ช่วงชั่วโมงแรกงานจะเป็นสไตล์ “ค็อกเทลเคลื่อนที่” คือคนก็จับกลุ่มยืนคุยกันไป แล้วจะมีเด็กเสิร์ฟประมาณสามคนเดินถือถาดแวะไปนำเสนอ เราก็แค่เอาไม้จิ้มฟันจิ้มอาหารของเขาขึ้นมากิน รสชาติดีหลายอย่างเลย โดยเฉพาะมันฝรั่งราดซ้อส

20150804_191822

ระหว่างงานผมหาโอกาสลงไปเดินเล่นข้างล่างด้วย อยากไปสัมผัสบรรยากาศการเดินในเมืองว่าจะเป็นอย่างไร ร้านส่วนใหญ่ที่เจอเป็นร้านเสื้อผ้าและขึ้นป้ายว่าลด 50% แต่ผมขี้เกียจเดินเข้าไปดู ที่ผมสนใจมากกว่าคือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า อยากรู้ว่าราคาจะถูกจะแพงกว่ากันอย่างไรบ้าง

ร้านที่ผมเดินเข้าไปเป็นร้านกว้างประมาณสองคูหา สิ่งแรกที่เห็นคือลำโพงสีดำสูงประมาณเอว หน้าตาเหมือนลำโพงของเครื่องเสียงใหญ่ๆ ประมาณ 20 ปีที่แล้ว พอหันไปทางซ้ายก็เจอทีวีจอแบนขนาดใหญ่มาก ตั้งราคาไว้ที่ 799,999 รูปีหรือประมาณสี่แสนบาท!

พวกหูฟังที่ขายเป็นยี่ห้อที่ผมไม่รู้จัก ราคาประมาณพันกว่าบาทขึ้นไปทั้งนั้น เดินไปอีกนิด ก็จะมีทีวีจอแบนที่เขาจัดโชว์ติดผนังกันเรียงราย วัดกันไปเลยว่าของใครสวยกว่าใคร

ตรงทางเดินเข้าไปดูทีวี เขาวางเครื่องซักผ้าไว้สองข้างเลย (ดูผิดที่ผิดทางไปหน่อยรึเปล่า?) เป็นยี่ห้อ LG ที่หน้าตา (ในความรู้สึกผม) โคตรเชยเลย ไม่ว่าจะเป็นสี หรือทรวดทรง อารมณ์เหมือนเครื่องซักผ้าสมัยเรายังเด็ก สงสัย LG คงวิจัยการตลาดมาแล้วว่าต้องหน้าตาประมาณนี้ถึงจะขายได้

อ้อ ผมแวะเข้าร้านมินิมาร์ทด้วยนะ (มาที่นี่ผมยังไม่เห็นเซเว่น) ร้านจะได้อารมณ์บ้านๆ หน่อย เหมือนร้านโชว์ห่วยบ้านเรา แต่มันจะมีความเป็นตลาดสดรวมอยู่ด้วยเพราะความรู้สึกมันแฉะๆ และการจัดวางของดูไม่งามตานัก

ราคาของที่ผมจดมามีประมาณนี้ครับ (แปลงเป็นเงินไทยก็หารสองได้เลย)

ขนมปังห่อละ 30 รูปี
นูเทลล่าไซส์เล็ก 170 รูปี
กล้วย 39 รูปีต่อหนึ่งกิโล

(เพิ่งรู้ตัวว่าจดมาน้อยไปหน่อย)

ที่น่าสนใจคือตอนเดินไปดูตู้เครื่องดื่ม น้ำดำจะมีสามยี่ห้อคือโค้ก เป๊ปซี่ และ Thums Up (ไม่มีตัว b) ทำฝาและรูปลักษณ์คล้ายๆ เป๊ปซี่! แต่พอดูใกล้ๆ มันกลับผลิตโดย Coca-Cola อืม…น่าสนใจ

20150804_195810

ออกจากร้านอาหารตอนสามทุ่มกว่า ร้านขายของก็ยังเปิดกันอยู่ หัวหน้าผมบอกว่าที่เมืองนี้เป็นเมืองที่ “Truly 24×7” (เมืองที่ตื่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเจ็ดวันต่อสัปดาห์) เพราะบังกาลอร์มีบริษัทข้ามชาติมาตั้งอยู่เยอะมาก ซึ่งรวมไปถึงงานพวก customer support ที่ต้องคอยรับโทรศัพท์ลูกค้าในยุโรปและอเมริกาด้วย ดังนั้นคนในเมืองนี้จึงทำงานเป็นกะวนเวียนกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว และด้วยวิถีชีวิตอย่างนี้จึงทำให้บังกาลอร์เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับอย่างแท้จริงนั่นเอง

เจ็ดโมงเช้าแล้ว สายแล้วครับ (ยังไม่ได้อาบน้ำ & ทานข้าวเลย)

ไว้เจอกันพรุ่งนี้!