อานนฯ อินอินเดีย ตอนที่ 2

????

หลังจากที่เขียนตอนแรกเสร็จ ผมก็ลงไปทานอาหารเช้าที่ช้้นล๊อบบี้ของโรงแรม จึงได้เห็นว่าลูกค้าไม่มีชาวอินเดียเลย มีฝรั่ง (หรือคนดำ) ประมาณ 95% ที่เหลือเป็นคนเอเชีย ดังนั้นอาหารที่เสิร์ฟจึงเอาใจฝรั่งโดยเฉพาะ แค่ cereal (อย่างคอนเฟล็ก) ก็มีให้เลือกประมาณ 6 ชนิดแล้ว

แต่ก็มีอาหารอินเดียให้กินนะครับ ผมก็พยายามลองตักทุกอย่างที่ดูแปลกตามาทานดู รสชาติก็โอเค ไม่มีอะไรที่แปลกแหวกแนวเสียจนต้องคายทิ้ง

แปดโมงเช้าก็มีรถมารับไปส่งที่บริษัท เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นความเป็นไปบนถนนหนทางในอินเดีย (เพราะเมื่อคืนนี้กว่าเราจะออกจากสนามบินก็เที่ยงคืนแล้ว) ที่ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งก็คือถนนที่รถผมวิ่งผ่านส่วนใหญ่ไม่เส้นสีขาวแบ่งเลน รถราขับกันค่อนข้างวุ่นวายทีเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ต่างจากกรุงเทพเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันรู้สึกวุ่นวายเพราะว่าเขาบีบแตรกันบ่อยเหลือเกินเท่านั้นเอง

ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์ที่เมืองบังกาลอร์มีอยู่สองจุดคือที่ Divyaree และที่ Technopolis ออฟฟิศที่ผมไปทำเวิร์คช็อปคือที่เทคโนโปลิศ โดยที่ตึกทั้งตึกเป็นของทอมสันรอยเตอร์หมดเลย (ผิดกับที่กรุงเทพที่เราใช้ออฟฟิศร่วมกับบริษัทอื่นๆ ในตึกอื้อจื่อเหลียง)

เวิร์คช็อปที่ผมมาร่วมชื่อว่า Enterprise Innovation Workshop และเราทดลองเอาหลักการของ The Lean Startup มาประยุกต์ใช้ ก็ต้องรอดูต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ขอข้ามเรื่องงานไปเลยแล้วกันนะครับ

เสร็จจากงานตอนหกโมงกว่าๆ เขาก็พาไปเลี้ยงข้าวเย็น โดยมีรถมารับเราจากออฟฟิศและนั่งรถไปประมาณ 40 นาทีเพื่อเข้าไปในเมือง มองไปรอบๆ ก็จะเห็นสภาพการจราจรที่วุ่นวายยิ่งกว่าตอนเช้าและบีบแตรกันหนักยิ่งกว่าตอนเช้า มีเสียงแตรเกือบทุกวินาทีเลยก็ได้ สถิติสูงสุดของ “ความเงียบจากเสียงแตร” คือสามวินาที (จากการนับเลขในใจของผมเอง) ที่เมืองไทยใครมีบ้านติดถนนคงจะบ่นว่าเสียงรถรบกวน แต่ผมว่าที่บังกะลอร์ใครมีบ้านติดถนนนี่อาการน่าจะหนักกว่ากันเยอะเพราะเสียงแตร แถมที่บังกะลอร์ยังเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับอย่างแท้จริงด้วย (เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าทำไม)

อ้อ! ที่นี่มีรถตุ๊กๆ ด้วยนะครับ แถมใช้สีเหลืองเขียวโทนเดียวกับแท๊กซี่มิเตอร์เป๊ะเลย ตุ๊กๆ ที่นี่จะคันเล็กกว่า คนนั่งกันได้เต็มที่ 2 คน (ของเมืองไทยนั่งได้สี่คนถ้าจัดวางกันดีๆ)

20150804_184750

ระหว่างที่นั่งรถก็คุยกับเพื่อนร่วมงานชาวอินเดียที่มาจากเมืองมุมไบ (บอมเบย์) เขาก็เล่าให้ฟังว่าคนอินเดียชอบไปเมืองไทยกันมาก เพราะตั๋วเครื่องบินไปเมืองไทยราคาค่อนข้างถูก ราคาพอๆ กับบินจากมุมไบมาบังกาลอร์เลยทีเดียว แถมจะไปเมืองไทยก็ทำวีซ่าง่าย คือบินไปถึงเมืองไทยแล้วค่อยทำที่เมืองไทยเลย (Visa on Arrival) อยู่ได้ 30 วันหรืออะไรประมาณนี้

ร้านตามริมทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านสัญชาติฝรั่ง ที่เห็นเด่นชัดสุดก็คือร้าน iStudio (ที่นี่ใช้ชื่อว่า iPlanet จนตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าของจริงหรือของก๊อป)

20150804_190017

ร้านอาหารที่เราไปดูจะเป็นร้านหรูทีเดียว อยู่บนชั้นดาดฟ้า สิ่งแรกที่เห็นตอนเดินออกจากลิฟต์คือซุ้มถ่ายรูป โดยเขาจะมีอุปกรณ์แต่งตัวให้ ทั้งหมวก ทั้งผ้าคลุม หรือแม้กระทั่งหนวดปลอม!

20150804_19085820150804_200430

แถมซุ้มข้างๆ ยังมีคนคอยเขียนตัวอักษรชื่อของเรา (ผมไม่แน่ใจว่าใช่ภาษาฮินดีรึเปล่า) ลงบนผ้าเพื่อให้เราเก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย

20150804_192010

ช่วงชั่วโมงแรกงานจะเป็นสไตล์ “ค็อกเทลเคลื่อนที่” คือคนก็จับกลุ่มยืนคุยกันไป แล้วจะมีเด็กเสิร์ฟประมาณสามคนเดินถือถาดแวะไปนำเสนอ เราก็แค่เอาไม้จิ้มฟันจิ้มอาหารของเขาขึ้นมากิน รสชาติดีหลายอย่างเลย โดยเฉพาะมันฝรั่งราดซ้อส

20150804_191822

ระหว่างงานผมหาโอกาสลงไปเดินเล่นข้างล่างด้วย อยากไปสัมผัสบรรยากาศการเดินในเมืองว่าจะเป็นอย่างไร ร้านส่วนใหญ่ที่เจอเป็นร้านเสื้อผ้าและขึ้นป้ายว่าลด 50% แต่ผมขี้เกียจเดินเข้าไปดู ที่ผมสนใจมากกว่าคือร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า อยากรู้ว่าราคาจะถูกจะแพงกว่ากันอย่างไรบ้าง

ร้านที่ผมเดินเข้าไปเป็นร้านกว้างประมาณสองคูหา สิ่งแรกที่เห็นคือลำโพงสีดำสูงประมาณเอว หน้าตาเหมือนลำโพงของเครื่องเสียงใหญ่ๆ ประมาณ 20 ปีที่แล้ว พอหันไปทางซ้ายก็เจอทีวีจอแบนขนาดใหญ่มาก ตั้งราคาไว้ที่ 799,999 รูปีหรือประมาณสี่แสนบาท!

พวกหูฟังที่ขายเป็นยี่ห้อที่ผมไม่รู้จัก ราคาประมาณพันกว่าบาทขึ้นไปทั้งนั้น เดินไปอีกนิด ก็จะมีทีวีจอแบนที่เขาจัดโชว์ติดผนังกันเรียงราย วัดกันไปเลยว่าของใครสวยกว่าใคร

ตรงทางเดินเข้าไปดูทีวี เขาวางเครื่องซักผ้าไว้สองข้างเลย (ดูผิดที่ผิดทางไปหน่อยรึเปล่า?) เป็นยี่ห้อ LG ที่หน้าตา (ในความรู้สึกผม) โคตรเชยเลย ไม่ว่าจะเป็นสี หรือทรวดทรง อารมณ์เหมือนเครื่องซักผ้าสมัยเรายังเด็ก สงสัย LG คงวิจัยการตลาดมาแล้วว่าต้องหน้าตาประมาณนี้ถึงจะขายได้

อ้อ ผมแวะเข้าร้านมินิมาร์ทด้วยนะ (มาที่นี่ผมยังไม่เห็นเซเว่น) ร้านจะได้อารมณ์บ้านๆ หน่อย เหมือนร้านโชว์ห่วยบ้านเรา แต่มันจะมีความเป็นตลาดสดรวมอยู่ด้วยเพราะความรู้สึกมันแฉะๆ และการจัดวางของดูไม่งามตานัก

ราคาของที่ผมจดมามีประมาณนี้ครับ (แปลงเป็นเงินไทยก็หารสองได้เลย)

ขนมปังห่อละ 30 รูปี
นูเทลล่าไซส์เล็ก 170 รูปี
กล้วย 39 รูปีต่อหนึ่งกิโล

(เพิ่งรู้ตัวว่าจดมาน้อยไปหน่อย)

ที่น่าสนใจคือตอนเดินไปดูตู้เครื่องดื่ม น้ำดำจะมีสามยี่ห้อคือโค้ก เป๊ปซี่ และ Thums Up (ไม่มีตัว b) ทำฝาและรูปลักษณ์คล้ายๆ เป๊ปซี่! แต่พอดูใกล้ๆ มันกลับผลิตโดย Coca-Cola อืม…น่าสนใจ

20150804_195810

ออกจากร้านอาหารตอนสามทุ่มกว่า ร้านขายของก็ยังเปิดกันอยู่ หัวหน้าผมบอกว่าที่เมืองนี้เป็นเมืองที่ “Truly 24×7” (เมืองที่ตื่นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเจ็ดวันต่อสัปดาห์) เพราะบังกาลอร์มีบริษัทข้ามชาติมาตั้งอยู่เยอะมาก ซึ่งรวมไปถึงงานพวก customer support ที่ต้องคอยรับโทรศัพท์ลูกค้าในยุโรปและอเมริกาด้วย ดังนั้นคนในเมืองนี้จึงทำงานเป็นกะวนเวียนกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว และด้วยวิถีชีวิตอย่างนี้จึงทำให้บังกาลอร์เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับอย่างแท้จริงนั่นเอง

เจ็ดโมงเช้าแล้ว สายแล้วครับ (ยังไม่ได้อาบน้ำ & ทานข้าวเลย)

ไว้เจอกันพรุ่งนี้!

One thought on “อานนฯ อินอินเดีย ตอนที่ 2

  1. Pingback: อานนฯอินอินเดีย ตอนที่ 3 | Anontawong's Musings

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s