เมื่อ IQ แปรผันตามเงินในกระเป๋า

เมื่อ IQ แปรผันตามเงินในกระเป๋า

ผมอ่านเจอประเด็นหนึ่งในหนังสือ Stolen Focus – Why You Can’t Pay Attention ที่เขียนโดย Johann Hari เห็นว่าน่าสนใจดีเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ประชาชน 60% ในสหรัฐอเมริกามีเงินฝากในบัญชีน้อยกว่า $500 (17,000 บาท) ดังนั้นหากเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน เช่นถูกให้ออกจากงาน หรือรถเสียโดยไม่มีประกัน พวกเขาจะตกที่นั่งลำบากทันที

Hari อยากเข้าใจว่าการที่เรามีความกังวลเรื่องการเงินนั้นมันส่งผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจนรึเปล่า – what happens to your ability to think clearly when you become more financially stressed?

เขาได้พบงานวิจัยของศาสตราจารย์ Sendhil Mullainathan ที่สอนวิชา computational science ในมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งได้ไปศึกษาคนงานตัดอ้อยในอินเดียในฤดูเก็บเกี่ยว

ทีมวิจัยทดสอบ IQ ของคนงานก่อนตัดอ้อย (ซึ่งตอนนั้นกำลังถังแตก) แล้วพอพวกเขาตัดอ้อยเสร็จ ได้เงินค่าจ้างมาแล้ว ก็ทำการทดสอบ IQ กันอีกรอบ

ผลปรากฎว่า IQ ของคนงานตัดอ้อยหลังจากที่มีเงินในกระเป๋านั้น มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า IQ ที่วัดได้ก่อนตัดอ้อยถึง 13 คะแนน ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เยอะพอสมควร

ใครหลายคนที่เคยผ่านช่วงเวลาที่ขัดสนด้านการเงิน คงจะพอนึกออกว่าสภาพจิตใจของเราตอนนั้นเป็นเช่นไร กังวล หงุดหงิดง่าย เจอปัญหาอะไรหน่อยก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียหมด จะให้คิดอะไรได้อย่างมีสติสัมปชัญญะตอนที่เราเครียดเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นเป็นเรื่องท้าทายมาก

พูดแบบกำปั้นทุบดินก็คือ เวลาที่เราถังแตก เรามักจะโง่ลงนั่นเอง

ถ้ามองในภาพใหญ่กว่านั้น สังคมไหนที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ประชาชนชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็อาจอนุมานได้ว่า IQ โดยรวมของคนในสังคมนั้นอาจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Stolen Focus – Why You Can’t Pay Attention by Johann Hari

ความทุกข์ของลูกคนรวย

Blythe Grossberg เป็นผู้เขียนหนังสือ I Left My Homework in the Hamptons: What I Learned Teaching the Children of the One Percent

The One Percent ในที่นี้หมายถึงคนที่รวยระดับ Top 1% ของโลก

Grossberg เล่าถึงชีวิตการเป็นติวเตอร์ให้กับกลุ่มอีลีท (elite) ในย่านแมนฮัตตัน ที่แสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยแบบสุดโต่งนั้นมีผลต่อเด็กๆ อย่างไรบ้าง

“เบน” พักอยู่ในโรงแรมห้าดาวและสั่งอาหาร room service ทุกมื้อ

“โอลิเวีย” สะสมรองเท้าผ้าใบแบรนด์หรูที่เคยถูกสวมใส่โดยเหล่าดารา

“ดาโกต้า” ขึ้นเครื่องบินไปกรุงโรมเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับดราม่าที่โรงเรียน

นี่คือความเป็นไปของครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดในนิวยอร์ค ที่ความเป็นเลิศทางวิชาการต้องมาก่อน ความร่ำรวยไม่ได้ช่วยให้ลดความกังวล และพ่อแม่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย Ivy League อย่าง Harvard, Yale, และ Princeton

หลังจากได้ติวลูกหลานในครอบครัวเหล่านี้ สิ่งที่ Grossberg ได้ค้นพบมีดังนี้ครับ

  • เด็กๆ มีตารางเวลาที่แน่นราวกับ CEO ที่แต่ละวันเริ่มต้นด้วยการซ้อมตีสควอชตอนตี 5 และจบลงด้วยการติวหนังสือตอนดึกดื่น เพราะการทำกิจกรรมเยอะๆ นั้นจะเป็นแต้มต่อสำหรับการได้รับการพิจารณาเข้ามหาลัยระดับท็อป
  • เด็กหลายคนมีความเครียดและอาการซึมเศร้าจนบางทีต้องหันไปพึ่งยาหรือของมึนเมา
  • พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะไม่คิดว่าจะสามารถ contribute อะไรได้อีก เพราะพ่อแม่เองก็ได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว
  • พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ “ความสำเร็จ” มาก มากเสียยิ่งกว่าความผูกพันทางใจ (emotional connection) แต่สิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่คือ emotional connection ที่พวกเขาแทบไม่เคยได้รับจากพ่อแม่
  • พ่อแม่ของเด็กกลัวว่าชีวิตในวันข้างหน้ามันจะเป็น zero-sum game คือถ้ามีคนได้ประโยชน์ก็จะต้องมีคนเสียประโยชน์ ดังนั้นพ่อแม่จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้อยู่ในฝั่งที่จะได้ประโยชน์

แล้วเราจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างไร?

สิ่งที่ Grossberg ลองแล้วได้ผล คือให้เด็กกลุ่มนี้ได้ไปพบเจอกับคนที่ “อยู่นอกแวดวง” ให้รู้จักกับชีวิตของคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าพวกเขา

เด็กๆ เคยไปอาสาช่วยงานที่ศูนย์เปลี่ยนสัญชาติ (citizenship center) เพื่อช่วยให้คำแนะนำกับคนร้อยพ่อพันแม่ว่าหากอยากจะเปลี่ยนมาใช้สัญชาติอเมริกันจะต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากจบงานนั้น เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เด็กคนหนึ่งที่ได้ที่โหล่ของห้องพบว่าตัวเองเป็นคนที่อธิบายได้ดีและน่าจะเป็นครูได้ ส่วนเด็กอีกคนที่ตอนแรกจะเลิกเรียนภาษาสเปนก็ค้นพบว่าตัวเองพูดสเปนได้คล่อง และช่วยเหลือชาวต่างชาติที่พูดภาษาสเปนได้เป็นอย่างดี


บทความนี้อาจจะดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวกับคนไทยหรือผู้อ่าน Anontawong’s Musings เท่าไหร่นัก เพราะพวกเราเองคงไม่ใช่ Top 1%

แต่มีอย่างน้อยสามแง่คิดที่ผมได้จากเรื่องราวนี้

หนึ่ง แม้จะไม่ใช่ Top 1% แต่เราเองก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับ “ความสำเร็จ” โดยเฉพาะความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนไม่ค่อยเหลือแรงและเวลามาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนที่เรารักมากที่สุด

สอง ลูกของเรานี่ถือว่ามีบุญ ยิ่งปิดเทอมก็มีเวลาว่าง นั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องรับแรงกดดันเพื่อบรรลุความฝันของพ่อแม่

และสาม ต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดีครับ

ความเจ็บปวดในวัยเด็กของ Will Smith

ธรรมดาผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องดารา
 
แต่วันนี้เห็นข่าว Will Smith ตบ Chris Rock บนเวทีออสการ์ หลังจากที่ Chris Rock พูดจาล้อเลียนภรรยาของเขาที่โกนหัว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทที่ 1 ของหนังสือ “Will” อัตชีวประวัติที่ Will Smith ร่วมกันเขียนกับ Mark Manson
 
ผมขอยกบางส่วนมาไว้ตรงนี้ครับ
 
—–
 
บทที่ 1 – ความหวาดกลัว
 
ผมมองตัวเองว่าเป็นคนขี้ขลาดมาโดยตลอด ความทรงจำวัยเด็กของผมเกือบทั้งหมดมักจะเป็นตอนที่ผมกลัว กลัวเด็กคนอื่น กลัวเจ็บ กลัวอับอาย กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ
 
แต่ส่วนใหญ่ในความทรงจำนั้น คือผมกลัวพ่อผมเอง
 
ตอนที่ผมอายุ 9 ขวบ ผมยืนมองพ่อต่อยแม่อย่างแรงจนแม่ล้มลงไปกองกับพื้น และแม่ถ่มน้ำลายออกมาเป็นเลือด
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องนอนคืนนั้น คือห้วงขณะที่หล่อหลอมตัวตนของผมมากกว่าห้วงขณะใดในชีวิต
 
ทุกอย่างที่ผมทำนับตั้งแต่วันนั้น ทั้งรางวัลและเกียรติยศ สปอตไลท์และความสนอกสนใจ บทบาทการแสดงและเสียงหัวเราะ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคำขอโทษทางอ้อมที่ผมมีให้แม่ที่คืนนั้นผมไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ผมทำให้แม่ผิดหวัง ที่ผมไม่กล้าประจันหน้ากับพ่อ
 
ที่ผมขี้ขลาด
 
คนที่คุณได้รู้จักในนามของ Will Smith ผู้กำราบมนุษย์ต่างดาว ดาราหนังอันน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นแค่เพียงสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อปกป้องตัวผมเอง เพื่อซ่อนตัวผมจากโลกภายนอก เพื่อซ่อนไอ้ขี้ขลาดคนนี้
 
—–
 
ผมมีชื่อเต็มๆ ว่า Willard Carroll Smith II
 
พ่อก็ชื่อ Willard เหมือนกัน
 
พ่อเกิดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) และเคยรับราชการทหาร ดังนั้นเขาจึงมองทุกอย่างเป็น mission และเข้มงวดกับทุกคนในครอบครัว
 
ครั้งหนึ่งพ่อเคยใช้ผมไปซื้อบุหรี่ แต่ขากลับผมเจอเพื่อนที่มีของเล่นใหม่ เลยแวะคุยอยู่นานจนพ่อมาตาม
 
“แกทำอะไรอยู่เนี่ย? ฉันบอกให้แกมาทำอะไร?”
 
“ผมรู้ครับพ่อ แต่ผม-“
 
“บ้านเราใครคุม?”  (Who’s in charge?)
 
“พ่อหมายความว่าไงครับ”
 
“บ้านเราใครคุม ฉันหรือแก?”
 
“…พ่อเป็นคนคุมครับ”
 
“ถ้ามีผู้คุมสองคน ทุกคนจะตายกันหมด!! ถ้าแกจะเป็นคนคุมก็บอกฉันด้วย ฉันจะได้ให้แกเป็นหัวหน้า”
 
แล้วพ่อก็พูดต่อ
 
“เวลาฉันส่งแกมาทำภารกิจ มันมีทางออกได้แค่สองทาง หนึ่งคือแกทำภารกิจเสร็จสมบูรณ์ หรือสองก็คือแกตาย แกเข้าใจฉันมั้ย?”
 
“เข้าใจครับพ่อ”
 
แล้วพ่อก็ลากคอผมกลับบ้าน

—–
 
แม้ทุกคนในครอบครัวต้องเจ็บปวดกับความรุนแรงของพ่อ แต่แม่นั้นต้องรับมือกับพ่อมากกว่าใครทั้งหมด ถ้ามีสองคนเป็นผู้คุม ทุกคนจะตาย ดังนั้นแม่จึงไม่สามารถคุมอะไรในบ้านได้เลย
 
แต่แม่ของผมไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาสั่งได้ง่ายๆ แม่มีการศึกษาและหัวรั้น มีครั้งหนึ่งที่พ่อตบแม่ แล้วแม่ก็พูดกับพ่อว่า
 
“โอ้ พ่อชายชาตรี คิดว่าตบผู้หญิงแล้วจะทำให้เธอเป็นลูกผู้ชายหรือไง?”
 
แล้วพ่อก็ตบแม่อีกครั้งจนแม่ล้มลงไปกอง
 
แม่ลุกขึ้นมาสบตากับพ่อและพูดอย่างสงบว่า
 
“เธอจะตบจะตีฉันยังไงก็ได้ แต่อย่าคิดว่าจะทำให้ฉันเจ็บได้นะ” (“Hit me all you want, but you can never hurt me.”)
 
—–
 
พี่น้องทุกคนต่างจำคืนที่พ่อต่อยแม่ในห้องนอนได้ และแต่ละคนก็มีปฏิกิริยาแตกต่างออกไป
 
แฮร์รี่ ซึ่งแม้ตอนนั้นจะอายุแค่ 6 ขวบ แต่เขาก็พยายามจะเข้ามาขวางและปกป้องแม่ เขาจะทำอย่างนี้อีกหลายครั้งตลอดหลายปี ซึ่งบางครั้งเขาก็ทำสำเร็จ แต่สำหรับคืนนั้น แค่พ่อผลักแฮร์รี่ก็กระเด็นแล้ว
 
แฮร์รี่ได้เรียนรู้บทเรียนที่แม่ค้นพบเกี่ยวกับความเจ็บปวด เขาเจอสิ่งหนึ่งในตัวเขาที่ไม่อาจมีใครแตะต้องได้ นั่นก็คือต่อให้คุณจะตบจะตีเขาเท่าไหร่ คุณก็ไม่มีทางทำให้เขาเจ็บได้
 
แฮร์รี่เคยตะโกนใส่พ่อว่า “ถ้าอยากให้ผมหยุด พ่อต้องข้ามศพผมไปก่อน”
 
ในคืนเดียวกันนั้น เอลเลนพี่สาวของผมวิ่งไปซ่อนอยู่บนเตียง นอนตัวขด เอานิ้วอุดหูและร้องไห้ เธอจำได้ว่าคืนนั้นพ่อเดินผ่านมาที่ห้องนอนของเธอ พอได้ยินเสียงร้อง พ่อก็ถามว่า “จะร้องหาพระแสงอะไร”
 
หลังจากนั้นเอลเลนก็ตีตัวออกห่างจากทุกคน พอเริ่มโต เธอจะออกตระเวนราตรี กินเหล้าและสูบบุหรี่และไม่เคยโทรบอกใครว่าเธออยู่ที่ไหน
 
ส่วนผม หลังจากคืนนั้น ผมก็กลายเป็นคนชอบเอาอกเอาใจ เพราะผมเชื่อว่าถ้าทำให้พ่อหัวเราะและยิ้มได้ พวกเราทุกคนจะปลอดภัย เด็กชาย 9 ขวบในตัวผมตีความว่าความรุนแรงของพ่อนั้นเป็นความผิดของผมเอง
 
และไอ้ความต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะเอาใจคนอื่น ทำให้คนอื่นหัวเราะ และดึงความสนใจออกห่างจากสิ่งที่อัปลักษณ์ และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่สวยงาม นั่นแหละคือจุดกำเนิดของ entertainer ในตัวผม
 
แต่ในคืนวันนั้น ในห้องนอนห้องนั้น ที่ผมยืนตรงทางเดินแล้วเห็นกำปั้นของพ่อกระแทกกับใบหน้าของผู้หญิงที่ผมรักที่สุดในโลก ผมเห็นแม่ล้มลงไปกองกับพื้นและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมได้แค่ยืนตัวแข็งทื่อ
 
ผมเป็นคนขี้กลัวมาตลอด แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักถึงการไม่ทำอะไรเลยของตัวเอง ผมเป็นลูกชายคนโต ผมยืนห่างจากตรงนั้นไม่ถึง 10 เมตร ผมเป็นเพียงคนเดียวที่จะช่วยแม่ได้
 
แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
 
นั่นคือจุดที่อัตลักษณ์นั้นฝังแน่นอยู่ในใจ เข้าไปในชั้นล่างสุดของตัวตน เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจสลัดทิ้ง
 
ไม่ว่าผมจะทำอะไร ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ไม่ว่าจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ มีเพลงฮิตติดชาร์ตกี่เพลง หรือทำลายสถิติไปแล้วกี่ครั้ง มันก็ยังมีความรู้สึกอันเงียบงันที่สั่นไหวอยู่ลึกๆ ในใจผม ว่าผมมันเป็นไอ้ขี้ขลาด ผมมันล้มเหลว
 
ผมขอโทษ – แม่ครับ ผมขอโทษ
 
“รู้มั้ยว่าเวลามีคนคุมสองคนจะเกิดอะไรขึ้น? เวลามีคนคุมสองคน ทุกคนจะตายกันหมด!”
 
ค่ำคืนนั้น ในห้องนอนห้องนั้น ในวัยเพียง 9 ขวบ ผมเฝ้ามองแม่ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับครอบครัวที่พังทลายลง
 
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมได้ตัดสินใจ และผมได้ให้คำมั่นสัญญาอันเงียบงันกับแม่ กับคนในครอบครัว และกับตัวผมเอง
 
ซักวันหนึ่ง ผมจะเป็นคนคุมเกม (One day, I would be in charge.)
 
และผมจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด (And this would never, ever happen again.)
 

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Will by Will Smith and Mark Manson

แด่คนดีที่ชอบตัดสิน

เมื่อวันเสาร์ผมได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือที่สถานีกลางบางซื่อมาครับ

บู๊ธที่ได้หนังสือเยอะที่สุดคือบู๊ธ A58 ของสำนักพิมพ์เป็ดเต่าควาย / PTK Studio

จริงๆ ผมไม่รู้จักชื่อสำนักพิมพ์นี้ เดินผ่านโดยบังเอิญและเห็นว่าน่าสนใจเพราะมีหนังสือการ์ตูนหมีแพนด้าเต็มไปหมด พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงเห็นปกหนังสือที่คุ้นตา เป็นรูปปลาวาฬสีขาวบนแบ็คกราวด์สีน้ำเงิน หนังสือชื่อ “ยอดมนุษย์ดาวเศร้า” เขียนโดย องอาจ ชัยชาญชีพ

ชื่อคุ้นมาก…พอไล่ดูปกหนังสือถึงเห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง “หมูบินได้” หนังสือเล่มโปรดที่ผมเคยอ่านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วและซื้อเป็นของขวัญให้คนอื่นหลายเล่ม

ผมอ่านยอดมนุษย์ดาวเศร้าจบตั้งแต่อยู่ในงาน แม้จะเป็นการ์ตูน แต่ก็หนาเกือบสี่ร้อยหน้า และมีข้อความชวนให้คิดเยอะมาก

หนึ่งในตอนที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือบทสนทนาระหว่าง “น้ำ” เด็กผู้หญิงเจ้าชู้ กับ “ป้อม” เจ้าของสำนักพิมพ์เซอร์ๆ ที่ครองความโสดมาโดยตลอด

น้ำ: พี่ว่าหรูแรดปะวะ? โอ๊ย…ไม่รู้จะถามทำไม…หนูแม่งแรดอยู่แล้วเห็นๆ…แย่ว่ะ ใครที่รู้เรื่องหนูก็คงบอกว่าหนูแม่งโคตรชั่วแน่ๆ

ป้อม: คนเรามันก็ตัดสินคนอื่นจากมุมมองของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ อะไรที่มันต่างจากขอบเขตศีลธรรมของตัวเอง เค้าก็ตัดสินว่าชั่วทั้งนั้นแหละ

น้ำ: แล้วมุมมองของพี่ล่ะ?

ป้อม: …เฮ้อ…แกก็รู้…คนอย่างพวกเราจะไปตัดสินใครได้วะ…นั่นอาจจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของคนชั่วๆ อย่างพวกเรามั้ง

น้ำ: แล้วทำไมคนอื่นเค้าถึงกล้าตัดสินคนกันวะพี่ ทั่งที่ไม่รู้ว่าชีวิตคนนั้นต้องเผชิญอะไรมาบ้าง

ป้อม: คนพวกนั้นมันอยู่คนละจักรวาลกับพวกเรา ฉันถึงกลัวพวกที่คิดว่าตัวเองมีศีลธรรมสูงกว่าใครไง ถ้าใช้มาตรฐานศีลธรรมตัวเองมาตัดสินคนอื่นมันก็จอมปลอมทั้งนั้นแหละ…คนมีศีลธรรมจริงๆ แม่งจะไม่ตัดสินใครง่ายๆ หรอก…เพราะเขาต้องหมั่นตรวจสอบศีลธรรมของตัวเองก่อน โดยเฉพาะในเวลาที่เขาคิดจะตัดสินคนอื่น…

น้ำ: แรงนะพี่ ถ้าออกสื่อพี่โดนถล่มแน่

ป้อม: ใครจะไปพูดวะ ก็อยู่ให้เป็นสิ อีกอย่างไอ้พวกออกตัวว่ามีศีลธรรมสูงเพราะไม่ได้ทำอะไรที่มันขัดต่อศีลธรรมตัวเองน่ะ…เค้านึกว่าตัวเองมีความอดกลั้น มีความละอายไง แต่จริงๆ หลายคนแม่งก็แค่ไม่มีโอาส ถ้ามีโอกาสนะแกเอ๋ย…คนพวกนี้แม่ง…บรื๋อ ขนลุก


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ยอดมนุษย์ดาวเศร้า โดย องอาจ ชัยชาญชีพ สำนักพิมพ์เป็ดเต่าควาย

“สงครามยูเครนอาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง” – Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens

เมื่อวันอังคารที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา TED ได้สัมภาษณ์ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind เกี่ยวกับมุมมองที่เขามีต่อสงครามยูเครนในตอนนี้

หากใครอยากฟังยูวาลเต็มๆ ก็เข้ายูทูบแล้วค้นหา The War in Ukraine Could Change Everything ได้เลย

ส่วนผมเองได้แปลบางช่วงตอนมาฝากไว้ตรงนี้ครับ [ส่วนที่ผมขยายความ จะใส่ไว้ในวงเล็บสี่เหลี่ยมแบบนี้นะครับ]

.

[ถาม] อะไรคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับยูเครนเพื่อจะได้เข้าใจว่าสงครามครั้งนี้มีเดิมพันอะไรบ้าง?

สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องรู้ก็คือชาวยูเครนไม่ใช่ชาวรัสเซีย และยูเครนคือประเทศอธิปไตยที่มีมาตั้งแต่โบราณ

ยูเครนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี เคียฟ [Kyiv เมืองหลวงของยูเครน] เป็นมหานครและศูนย์กลางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ตอนที่มอสโกยังไม่ได้เป็นหมู่บ้านด้วยซ้ำ

ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคียฟไม่ได้อยู่ในการปกครองของมอสโก เป็นเวลาหลายศตวรรษที่เคียฟมีสัมพันธ์กับโลกตะวันตกและเป็นสหภาพเดียวกับลิทูเนียและโปแลนด์ก่อนจะถูกยึดครองโดยอาณาจักรซาร์ของรัสเซีย

แต่ความเป็นชนชาติของยูเครนก็ยังคงอยู่ตลอดมา และเราจำเป็นต้องเข้าใจประเด็นนี้ เพราะนี่แหละคือสิ่งที่เป็นเดิมพันในสงครามครั้งนี้

ประเด็นสำคัญของการทำสงคราม อย่างน้อยก็ในมุมของปูติน คือยูเครนเป็นประเทศเอกราชหรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่ายูเครนเป็น “ประเทศ” รึเปล่า เพราะปูตินมีจินตภาพ (fantasy) ว่ายูเครนไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรัสเซีย และชาวยูเครนก็คือชาวรัสเซีย

ในจินตภาพของปูติน ชาวยูเครนอยากกลับสู่อ้อมอกแม่ที่มีนามว่ารัสเซีย และอุปสรรคเพียงอย่างเดียวก็คือแก๊งค์เล็กๆ ที่กุมอำนาจสูงสุดของที่ปูตินสร้างภาพว่าเป็นพวกนาซี ทั้งๆ ที่ประธานาธิบดีของยูเครนนั้นเป็นยิว…คนยิวที่เป็นนาซี…เอาอย่างนั้นก็ได้

และสิ่งที่ปูตินเชื่อก็คือ ถ้าเพียงรัสเซียบุกเข้ายูเครน เซเลนสกี้ [ประธานาธิบดีของยูเครน] ก็จะลี้ภัย รัฐบาลจะล้ม ทหารจะวางอาวุธ และชาวยูเครนจะโปรยดอกไม้ให้เหล่าทหารรัสเซียผู้มาปลดแอก

แต่จินตภาพนั้นก็ถูกทำลายลงไปเรียบร้อย เซเลนสกี้ไม่ได้หนีไปไหน กองทัพยูเครนยังคงสู้รบ และชาวยูเครนไม่ได้โปรยดอกไม้ให้รถถังของรัสเซีย แต่ปาระเบิดขวดให้แทน

.

[ถาม] ในหนังสือเล่มล่าสุดที่คุณเขียน [21 Lessons for the 21st Century] คุณบอกว่ารัสเซียไม่ได้ถูกนำทางด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง มันเป็นเพียงการรวบอำนาจและความมั่งคั่งไว้ที่คนเพียงกลุ่มเดียว แต่ดูจากสิ่งที่ปูตินทำกับยูเครนแล้ว เหมือนเขากำลังใช้อุดมการณ์การสร้างอาณาจักรรัสเซีย ด้วยการปฏิเสธความมีตัวตนของประเทศยูเครน อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปใน 4 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่คุณเขียนหนังสือเล่มนั้น?

ความฝันในการสร้างจักรวรรดินั้นมีมาโดยตลอด แต่คุณก็รู้ว่าจักรวรรดินั้นถูกสร้างโดยแก๊งค์ของคนไม่กี่คนที่กุมอำนาจสูงสุด ผมไม่คิดว่าประชาชนชาวรัสเซียสนใจอยากทำสงครามนี้ ผมไม่คิดว่าพวกเขาอยากจะยึดครองยูเครน หรืออยากจะเข่นฆ่าประชาชนในเคียฟ ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนมาจากกลุ่มผู้นำสูงสุดเท่านั้น

เมื่อเปรียบกับตอนที่เป็นสหภาพโซเวียต อย่างน้อยตอนนั้นก็มีอุดมการณ์บางอย่างที่ผู้คนในสหภาพยึดถือร่วมกัน แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว

คุณก็รู้ว่ารัสเซียเป็นประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากร แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับยากจน มีคุณภาพชีวิตที่ต่ำมาก เพราะอำนาจและความมั่งคั่งถูกดูดไปที่ส่วนบนหมดเลย

นี่จึงเป็นสภาพการณ์ที่ไม่ต่างจากจักรวรรดิภายใต้จักรพรรดิที่กุมอำนาจประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่พูดว่า “เฮ่ย แค่นี้มันไม่พอนะ ข้ายังต้องการมากกว่านี้” ว่าแล้วก็เลยส่งกองทัพมาเพื่อขยายอาณาจักร

.

[ถาม] เมื่อวานนี้คุณเขียนบทความลง The Guardian ว่า เหตุใดปูตินจึงแพ้สงครามครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่วยขยายความหน่อย

เพื่อความชัดเจน ผมไม่ได้หมายความว่ารัสเซียจะแพ้ในทันที ปูตินมีกองทัพที่สามารถยึดครองเคียฟได้ และเผลอๆ จะยึดครองยูเครนทั้งประเทศได้ แต่เป้าหมายระยะยาวของปูตินคือการปฏิเสธความเป็นชาติของยูเครน และผนวกยูเครนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งหากจะทำอย่างนั้น แค่ยึดครองเคียฟยังไม่พอ แต่ต้องรักษาเคียฟเอาไว้ให้ได้ด้วย

ซึ่งทุกอย่างตั้งอยู่บนจินตภาพหรือการเดิมพันที่ว่าชาวยูเครนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย หรือแม้กระทั่งยินดีกับการกระทำของรัสเซีย แต่ตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่ามันไม่จริง ชาวยูเครนเป็นชนชาติที่หวงแหนเอกราชของตัวเองมาก พวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และพวกเขาพร้อมจะสู้ตาย

คุณอาจจะยึดครองประเทศได้ แต่อย่างที่รัสเซียได้เรียนรู้จากอัฟกานิสถาน และอย่างที่อเมริกาได้เรียนรู้จากอัฟกานิสถานและอิรัก การยึดครองนั้นง่ายกว่าการรักษาประเทศเอาไว้มากนัก

ก่อนสงครามจะเริ่ม เรารู้อะไรหลายอย่างอยู่แล้ว ทุกคนรู้ว่ากองทัพของรัสเซียนั้นแข็งแกร่งกว่ากองทัพของยูเครนหลายเท่า ทุกคนรู้ว่านาโต้ (NATO) จะไม่ส่งกองกำลังมาในยูเครน ทุกคนรู้ว่าอเมริกาและยุโรปจะไม่กล้าคว่ำบาตรรัสเซียรุนแรงเกินไปเพราะมันจะส่งเสียต่อตัวเอง เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในแผนสงครามของปูติน

มีเพียงประเด็นเดียวที่ไม่มีใครแน่ใจ ก็คือชาวยูเครนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร มันยังมีความเป็นไปได้ที่จินตภาพของปูตินจะเกิดขึ้นจริง เมื่อรัสเซียบุกเข้ามา เซเลนสกี้อาจจะหนี กองทัพยูเครนอาจจะล่ม และชาวยูเครนอาจจะปล่อยเลยตามเลย

แต่ตอนนี้เราได้รู้แล้วว่ามันเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อ ชาวยูเครนกำลังสู้และจะสู้ต่อไป และความจริงข้อนี้ก็ลดความชอบธรรมในการทำสงครามของปูติน เพราะแม้คุณจะเอาชนะได้ แต่คุณไม่สามารถจะผนวกยูเครนให้เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียได้

สิ่งเดียวที่ปูตินจะบรรลุคือการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นในใจของชาวยูเครน แต่ละศพของชาวยูเครนที่ต้องสังเวยในสงครามคือเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังที่จะคงอยู่ไปอีกหลายชั่วอายุคน

ก่อนเกิดสงคราม ชาวยูเครนกับชาวรัสเซียไม่ได้โกรธเกลียดกัน พวกเขาคือบ้านพี่เมืองน้อง แต่ปูตินกำลังทำให้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นศัตรู และถ้าปูตินยังไม่หยุด นี่จะกลายเป็นมรดกบาปของเขา

ผมอยากให้สงครามคราวนี้ยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะหากมันไม่จบ คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่ยูเครนหรือรัสเซียเท่านั้น ทุกคน ทุกประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างเลวร้าย

.

[ถาม] ช่วยขยายความหน่อยว่าเพราะอะไร

ขอเริ่มจาก “บรรทัดสุดท้าย” ก็แล้วกัน นั่นก็คือเรื่องงบประมาณ พวกเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่โลกสงบสุขอย่างไม่น่าเชื่อในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในยุโรปงบประมาณกลาโหมนั้นเป็นเพียง 3% ของงบประมาณทั้งหมด นี่แทบจะเป็นปาฎิหาริย์ เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา งบประมาณ 50%-80% ของจักรพรรรดิและสุลต่านนั้นถูกใช้ไปกับการสงครามและการเลี้ยงกองทัพ แต่ตอนนี้ในยุโรปใช้งบประมาณแค่ 3% เท่านั้น ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วโลกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ฝากเช็คข้อมูลนี้เพื่อความถูกต้องด้วย แต่ 6% คือตัวเลขที่ผมจำได้

สิ่งที่เราได้เห็นภายในไม่กี่วันที่ผ่านมาก็คือเยอรมันนีเพิ่มงบกลาโหมเป็นสองเท่า ซึ่งผมไม่ได้ต่อต้านนะ เพราะเมื่อคำนึงถึงสิ่งที่ต้องเผชิญมันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่เยอรมันนี โปแลนด์ และทุกประเทศในยุโรปจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นเท่าตัว แต่นี่คือเกมที่ทุกคนจะแพ้ (race to the bottom)

เพราะเมื่อคุณเห็นประเทศอื่นๆ เพิ่มงบประมาณการทหาร คุณก็จะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นประเทศของคุณก็ต้องเพิ่มงบกลาโหมเช่นกัน และแทนที่งบเหล่านี้จะไปลงที่สาธารณสุข การศึกษา หรือการสู้กับโลกร้อน มันกลับถูกนำไปซื้อรถถัง มิสไซล์ และใช้ในการสู้รบ

ประชาชนจะได้รับสวัสดิการสุขภาพที่แย่ลง และเราจะไม่มีทางออกสำหรับภาวะโลกร้อน ดังนั้นทุกคนจะได้รับผลกระทบแม้ว่าคุณจะอยู่ที่บราซิลหรือออสเตรเลียก็ตาม

.

[ถาม] ถ้าหนึ่งในเป้าหมายของปูตินคือการแบ่งแยกยุโรป คือการลดทอนกำลังของนาโต้ และระเบียบเสรีโลก (global liberal order) ก็ดูเหมือนว่าปูตินจะทำให้กลุ่มเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้นมายิ่งกว่าเดิมเสียอีก

ถ้าเป้าหมายคือการแบ่งแยกยุโรปและนาโต้ สิ่งที่เขาทำกลับให้ผลตรงกันข้ามเลย ผมเองก็แปลกใจว่าทำไมยุโรปถึงตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพขนาดนี้ ผมว่าแม้แต่ยุโรปก็ยังแปลกใจตัวเอง แม้กระทั่งฟินแลนด์หรือสวีเดนยังส่งอาวุธไปให้ยูเครน เรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยสงครามเย็นเลย

.

[ถาม] คุณได้เขียนบทความลง The Economist ไว้ด้วยว่า สิ่งที่เป็นเดิมพันอยู่ในตอนนี้คือ “ทิศทางของประวัติศาสตร์ เพราะเรากำลังทำลายความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติในยุคสมัยใหม่ นั่นก็คือการลดลงของสงคราม”

ตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา ไม่เคยมีการสู้รบกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ในขณะที่ก่อนหน้านั้นมันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก

และตั้งแต่ 1945 เป็นต้นมา ไม่เคยมีประเทศใดถูกทำให้หายไปจากแผนที่โลกเพราะการรุกรานจากประเทศอื่น

นี่เป็นความสำเร็จที่สุดยอดมาก และมันคือพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์หรือการศึกษา แต่เรื่องเหล่านี้กำลังตกอยู่ในอันตราย

สันติภาพไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์ใดๆ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนไปของกฎธรรมชาติ แต่เกิดจาการที่มนุษย์เลือกทางที่ถูกต้องมากขึ้นและสร้างองค์การ (institutions) ที่ดีขึ้น

ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายความว่า ไม่มีอะไรจะการันตีได้ว่าความสงบสุขนี้จะคงอยู่ตลอดไป หากมีใครบางคนตัดสินใจโง่ๆ และทำลายองค์การที่ช่วยสร้างสันติภาพให้โลก เราก็จะกลับไปอยู่ในยุคของสงครามอีกครั้ง ในวันนั้นงบกระทรวงกลาโหมอาจจะคิดเป็น 20% 30% หรือ 40% ของงบประมาณทั้งหมดก็ได้

เราจึงควรเข้าใจว่าสงครามในยูเครนไม่ใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์เพียงคนเดียว ชาวรัสเซียไม่ได้ต้องการสงครามนี้ แค่การตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ขึ้น

.

[ถาม] สิ่งหนึ่งที่เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาก็คือโอกาสในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งปูตินก็พูดถึงมันอยู่หลายครั้ง เขาสั่งให้ฐานทัพอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มระดับความระมัดระวัง และประธานาธิบดีเซเลนสกี้ก็ยอมรับว่ายูเครนพลาดไปที่ปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่ได้มาตั้งแต่สมัยเป็นสหภาพโซเวียต คุณคิดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับความเสี่ยงนี้

ผมว่ามันน่ากลัวสุดๆ ไปเลย เราเคยคิดว่าอาวุธนิวเคลียร์เป็นเพียงเรื่องของยุค 60s ที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับมาแล้ว ตอนนี้คุณเริ่มเห็นผู้เชี่ยวชาญออกมาอธิบายว่าอาวุธนิวเคลียร์แต่ละชนิดจะสร้างความเสียหายให้กับเมืองเมืองหนึ่งได้ในระดับไหน

ในทางหนึ่ง อาวุธนิวเคลียร์ได้รักษาสันติภาพของโลกเอาไว้ ผมอยู่ในกลุ่มคนที่เชื่อว่าถ้าเราไม่ได้มีอาวุธนิวเคลียร์ เราน่าจะมีสงครามโลกครั้งที่สามไปนานแล้ว นั่นก็คือสงครามระหว่างสหภาพโซเวียต อเมริกา และนาโต้ในนยุค 50s หรือ 60s

เพราะมีอาวุธนิวเคลียร์ เราจึงไม่มีการปะทะกันของมหาอำนาจ เพราะมันจะเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ของทุกคน (collective suicide) แต่ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ตลอดมา หากมีการคาดการณ์หรือประเมินผิดพลาด ผลลัพธ์จะเลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง

.

[ถาม] ในยุค 70s เราเริ่มสร้างองค์การนานาชาติเพื่อลดความเสี่ยงของการปะทะกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเราก็มีการร่างสนธิสัญญาเรื่องการควบคุมอาวุธ แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเราปล่อยปละละเลยเรื่องเหล่านี้ สถานการณ์ตอนนี้จึงน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าตอนขึ้นสหัสวรรษใหม่เสียอีก

นี่คือวิบากจากความประมาทตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธนิวเคลียร์ แต่รวมไปถึงองค์การนานาชาติและความร่วมมือกันระดับโลก (international institutions and global cooperation)

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เราได้สร้างบ้านของมนุษยชาติที่วางอยู่บนรากฐานของความร่วมมือและความเข้าใจกัน เพราะเรารู้ดีว่าอนาคตตของเราขึ้นอยู่กับความสามารถในการร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นเราจะทำลายล้างกันเองจนสูญพันธุ์

และเราทุกคนก็อยู่ในบ้านหลังนี้ แต่หลายปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ใส่ใจ เราไม่ได้ซ่อมแซมบ้าน เราปล่อยให้มันทรุดโทรม และสุดท้ายบ้านก็จะพังครืนลงมา ผมเลยหวังว่าผู้คนจะเข้าใจเรื่องนี้ก่อนที่มันจะสายเกินแก้ ว่าเราจำเป็นต้องหยุดสงครามครั้งนี้ และเราต้องกลับมาให้ความสำคัญกับองค์การนานาชาติ เราต้องซ่อมบ้านหลังใหญ่หลังนี้ เพราะถ้ามันพังลงมา พวกเราจะตายกันหมด

.

[ถาม] คุณเขียนไว้ในบทความเดียวกันว่าสุดท้ายแล้วประเทศชาตินั้นถูกสร้างขึ้นจากเรื่องราวที่แต่งขึ้น (nations are ultimately built on stories) ดังนั้นเมล็ดที่เรากำลังหว่านอยู่ตอนนี้คือเรื่องราวใหม่ๆ ที่เรากำลังแต่งขึ้น ซึ่งมันจะมีผลต่ออนาคตอย่างนั้นใช่มั้ย

ใช่ เมล็ดพันธุ์ของสงครามในยูเครนถูกหว่านเอาไว้ตั้งแต่การล้อมเลนินกราด [Siege of Leningrad ที่นาซีทำกับโซเวียตช่วงปี 1941-1944] ผลของมันคือการบุกรุกเคียฟในวันนี้ ซึ่งก็จะเป็นการหว่านเมล็ดที่อาจส่งผลอันเลวร้ายอีกครั้งใน 50 ปีข้างหน้า เราจึงต้องหยุดวงจรนี้ให้ได้

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ บางทีผมก็รู้สึกผิดเหมือนกันเมื่อเห็นว่าประวัติศาสตร์ได้ทำอะไรกับผู้คนบ้าง หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นผู้นำประเทศเข้าพบและพูดคุยกับปูติน และหลายครั้งปูตินก็ใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการเทศนาเรื่องประวัติศาสตร์ ตอนที่มาครง [Emmanuel Macron ปธน.ฝรั่งเศส] เข้าพบปูตินนั้น พวกเขาคุยกันถึง 5 ชั่วโมง และมาครงก็ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าปูตินใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสั่งสอนเขาเรื่องประวัติศาสตร์

ผมก็เลยรู้สึกผิดที่วิชาชีพของผมอาจะมีส่วนให้เกิดปัญหาเหล่านี้ อย่างประเทศอิสราเอลของผมเอง ผมก็รู้สึกว่าเรากำลังทุกข์ทนเพราะประวัติศาสตร์มากเกินไป ผมเชื่อว่าคนเราควรจะได้รับการปลดปล่อยจากอดีต ไม่ใช่ย้อนรอยอดีตซ้ำๆ ทุกคนควรจะละทิ้งความทรงจำของสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ว่าจะเป็นชาวรัสเซียหรือชาวเยอรมันก็ตามที

สิ่งที่ผมอยากจะบอกกับชาวเยอรมันที่รับชมอยู่ตอนนี้ก็คือ พวกเรารู้ว่าพวกคุณไม่ใช่นาซี ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอก สิ่งที่เราต้องการจากเยอรมันนีในตอนนี้คือการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทัพในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

แต่ดูเหมือนเยอรมันนียังห่วงสายตาประชาคมโลก ยังกลัวว่าถ้าพวกเขาพูดจาขึงขังหรือจับอาวุธขึ้นมา พวกเขาจะถูกประณามว่า “นี่ไง พวกนาซีมาอีกแล้ว” ผมจะบอกว่าผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย

ตอนนี้เยอรมันนีเป็นผู้นำของยุโรปแล้ว โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ Brexit ผมจึงอยากเห็นเยอรมันนีที่ปล่อยวางอดีตและอยู่กับปัจจุบัน

พูดในฐานะที่ผมเป็นชาวยิว เป็นชาวอิสราเอล และเป็นนักประวัติศาสตร์นะ ถ้าจะมีประเทศไหนที่ผมมั่นใจว่าจะไม่ซ้ำรอยสิ่งที่นาซีเคยได้ทำเอาไว้ ประเทศนั้นคือเยอรมันนี

.

[ถาม] มีคำถามจากในห้องแชทเกี่ยวกับจีน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นตัวละครที่สำคัญ และจีนเองก็มีนโยบายที่ต่อต้านการรุกล้ำอาณาเขตของชาติอื่น แต่จีนเองก็สนิทสนมกับรัสเซีย สี จิ้นผิงกับปูตินก็ได้พบกันก่อนงานโอลิมปิกที่ปักกิ่ง และเป็นภาพที่ทำให้ทั่วโลกรับรู้ว่าทั้งสองเป็นมิตรกัน คุณมองยังไงเกี่ยวกับบทบาทของจีนในความขัดแย้งครั้งนี้

ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีน การอ่านข่าวไม่ได้ทำให้คุณเข้าใจวิธีคิดและความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำในจีนได้

จีนใกล้ชิดกับรัสเซีย จึงน่าจะโน้มน้าวรัสเซียได้ไม่น้อย ผมจึงหวังว่าจีนจะทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ที่ช่วยไกล่เกลี่ยและช่วยรดน้ำเพื่อดับไฟสงครามครั้งนี้

จีนจะสูญเสียประโยชน์ไม่น้อยหากระเบียบโลกพังทลายลง (they have a lot to lose from a breakdown of the global order) และถ้าสันติภาพกลับคืนมา จีนก็จะได้ประโยชน์มากมาย ซึ่งรวมไปถึงความรู้สึกขอบคุณจากนานาชาติด้วย

ผมไม่อาจรู้ได้ว่าจีนจะทำรึเปล่า แต่ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

.

[ถาม] ถ้าไม่นับเรื่องโอกาสในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ อะไรที่ทำให้สงครามยูเครนครั้งนี้แตกต่างจากสงครามอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก

อย่างที่ได้กล่าวไป นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1945 ที่เราได้เห็นประเทศมหาอำนาจพยายามที่จะลบประเทศเอกราชให้หายไปจากแผนที่โลก

ตอนที่อเมริกาบุกยึดครองอัฟกานิสถานหรืออิรัก คุณอาจจะวิจารณ์อเมริกาได้มากมาย แต่เรารู้ว่าอเมริกาไม่เคยคิดจะผนวกอิรักหรือตั้งอิรักเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา

แต่นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับยูเครน เป้าหมายที่แท้จริงคือการผนวกยูเครนให้เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งถ้ารัสเซียทำสำเร็จ ยุคสมัยแห่งสงครามอาจจะกลับมา

ผมยังจำได้ไม่ลืมกับสิ่งที่ตัวแทนจากประเทศเคนยาเคยกล่าวกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและตัวแทนจากหลากหลายประเทศในแอฟริกา เขาบอกว่า “เราเองก็เป็นผลผลิตที่ตกค้างจากยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคม การที่โซเวียตล่มสลายและแตกเป็นประเทศต่างๆ ฉันใด ประเทศในแอฟริกาเองก็เกิดจากการล่มสลายของจักรวรรดิยุโรปฉันนั้น

และหลักการสำคัญที่ชาติแอฟริกายึดถือนับแต่นั้นมาก็คือ ไม่ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับชายแดนประเทศที่ถูกขีดเอาไว้มากแค่ไหน แต่เราจำเป็นต้องรักษาชายแดนเหล่านั้นเอาไว้ อย่าไปแตะต้องมัน เพราะถ้าเราเริ่มรุกล้ำประเทศเพื่อนบ้านเพราะเราเอาแต่คิดว่า “เฮ้ย จริงๆ แล้วนี่คือแผ่นดินของฉัน” เราจะทะเลาะกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น

และถ้ารัสเซียบุกยูเครนได้สำเร็จ มันอาจจะกลายเป็นเยี่ยงอย่างให้ชาติอื่นๆ ทั่วโลกเริ่มทำแบบนั้นบ้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่สงครามนี้ต่างออกไป ก็คือเรากำลังพูดถึงการปะทะกันของประเทศมหาอำนาจ นี่ไม่ใช่สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮิซบุลลอฮ์ (มุสลิมชีอะห์ในเลบานอน) สงครามครั้งนี้อาจขยายตัวไปเป็นสงครามระหว่างรัสเซียกับนาโต้ และต่อให้ไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ มันก็ยังทำให้สันติภาพทั่วโลกสั่นคลอนอยู่ดี

ผมจึงขอย้ำเรื่องงบประมาณอีกครั้ง ถ้าเยอรมันนีเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นสองเท่า และโปแลนด์ก็ทำอย่างนั้นบ้าง สุดท้ายทุกประเทศก็จะทำตาม และนี่จะเป็นข่าวร้ายอย่างยิ่ง

.

[ถาม] หลายประเทศในยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย คุณคิดว่าสงครามครั้งนี้จะส่งผลให้ยุโรปหันมาสนใจพลังงานสะอาดมากขึ้นมั้ย

ผมก็หวังว่ายุโรปจะเข้าใจความเสี่ยงนี้แล้ว และเริ่มต้น “โปรเจคแมนฮัตตันสีเขียว” (a green Manhattan project) [Manhattan คือชื่อโปรเจ็คลับในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง] เพื่อเร่งเครื่องพัฒนาแหล่งพลังงานที่ดีกว่านี้ ยุโรปจะได้ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากเท่าแต่ก่อน

ซึ่งนั่นย่อมลดอำนาจของระบอบบปูตินและกองทัพของเขา เพราะรัสเซียมีแค่น้ำมันกับก๊าซ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว จำได้มั้ยว่าคุณซื้อของที่ Made in Russia ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

ทุกคนก็รู้ว่าน้ำมันนั้นเหมือนมีคำสาป มันคือขุมทรัพย์แห่งความมั่งคั่ง แต่มันก็มักจะถูกใช้เพื่อรักษาอำนาจของเผด็จการเอาไว้ด้วยเช่นกัน เพราะการจะได้ประโยชน์จากน้ำมัน คุณไม่จำเป็นต้องแบ่งอะไรให้ประชาชน คุณไม่จำเป็นต้องมีสังคมที่เปิดกว้าง คุณไม่ต้องให้การศึกษา คุณก็แค่ต้องขุดเจาะน้ำมันเท่านั้น

หากน้ำมันและก๊าซราคาตก นอกจากจะทำให้การเงินและการทหารของรัสเซียสั่นคลอนแล้ว ยังอาจส่งผลให้รัสเซียต้องผลัดใบระบอบการเมืองด้วย

.

[ถาม] ขอพูดถึงอีกหนึ่งตัวละคร ที่หลายคนในห้องแชทรูมรู้สึกว่าเป็นวีรบุรุษ นั่นก็คือเซเลนสกี้ ซึ่งเคยเป็นนักแสดงตลก ก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดีแบบงงๆ และตอนนี้ก็กลายเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางศึกสงคราม และเขาก็แสดงบทบาทได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนที่อเมริกาเสนอให้เขาลี้ภัยและตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เซเลนสกี้ตอบไปว่า ‘ผม่ได้ไม่ต้องการตั๋วเครื่องบิน ผมต้องการกระสุนเพิ่ม’ (‘I don’t need a ride, I need more ammunition’)

สิ่งที่เซเลนสกี้ทำนั้นน่าชื่นชมจริงๆ และมันได้ปลุกเร้าความกล้าหาญและสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่เฉพาะแค่ชาวยูเครนแต่มันยังส่งผลไปทั่วโลก ปฏิกิริยาของยุโรป ทั้งการคว่ำบาตรและการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์นั้น ผมคิดว่าเซเลนสกี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เหล่านี้

เพราะนักการเมืองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน ผู้นำหลายคนเคยได้เจอหน้ากับเซเลนสกี้ และเข้าใจว่าเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียว แต่ครอบครัวเขาด้วยเช่นกัน [ครอบครัวของเซเลนสกี้ไม่มีใครหนีไปไหน] เขาจะพูดเสมอว่า นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน เพราะวันนี้หรือพรุ่งนี้เขาอาจจะตายจากการโดนลอบสังหารหรือถูกระเบิดถล่มก็ได้


ขอบคุณข้อมูลจาก The War in Ukraine Could Change Everything | Yuval Noah Harari | TED