ว่าด้วยเรื่องเงินเดือนนายกรัฐมนตรี

บทความนี้มีจุดตั้งต้นจากการที่ผมอ่านเจอคำถามนี้ใน Quora:

What are the most underpaid jobs?

อาชีพอะไรที่ได้เงินเดือนน้อยเกินไป?

Asim Qureshi ซึ่งเคยเป็น VP ของ Morgan Stanley และ Credit Suisse มาตอบคำถามนี้ว่า อาชีพที่เงินเดือนน้อยเกินไปคือครูกับ Heads of Government (นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี หรือตำแหน่งใดก็ตามที่บริหารประเทศนั้น)

สำหรับอาชีพครูนั้น คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยว่าควรได้เงินเดือนมากกว่านี้

แต่สำหรับนายกนั้นเขารู้ดีว่าคงมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง (controversial)

Asim เล่าว่าตอนที่เขาอายุยี่สิบปลายๆ และลาออกจาก Credit Suisse เงินเดือนของเขามากกว่า Tony Blair นายกของอังกฤษหลายเท่า

เขามองว่าเมื่อผู้บริหารประเทศได้ผลตอบแทนน้อยเกินไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการคอรัปชั่น และย่อมหมายความว่าเราอาจไม่ได้คนที่เหมาะสมที่สุดมาบริหารบ้านเมือง

เราปรารถนาดีต่อคนในครอบครัวของเรายังไง เราก็ควรปรารถนาดีต่อคนในชาติเราอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?

ไม่มีนายก (หรือประธานาธิบดี) คนไหนในโลกที่ได้เงินเกินปีละ $600,000 เหรียญ ยกเว้นประเทศเดียวคือสิงคโปร์ซึ่งได้เงินปีละ 2.2 ล้านเหรียญ ในขณะที่เงินเดือนของ CEO ในบริษัทที่รายได้สูงสุด 500 บริษัทในอเมริกานั้นมีรายได้เฉลี่ยปีละ 11 ล้านเหรียญ

Asim บอกว่า ลีกวนยูซึ่งเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์และอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคนที่ตั้งกฎให้ข้าราชการได้รับเงินเดือนสูงๆ เพื่อจะได้โฟกัสที่การทำงาน ทำงาน ทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาหากิน


คำตอบของ Asim บน Quora จบเท่านี้ แต่ผมสงสัยก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติม แค่กูเกิล prime minister salaries by country ก็เจอหน้า Wikipedia ที่บอกว่านายกแต่ละประเทศได้เงินเดือนเท่าไหร่บ้าง จากนั้นก็หาข้อมูลอื่นๆ มาเสริม

ถ้าใครอยากดูข้อมูลประกอบบทความนี้ไปด้วย ลองเข้า Google Sheets อันนี้แล้ว Make a copy หรือดาวน์โหลดมาเล่นได้ครับ

https://bit.ly/ampmsalaries

Wikipedia มีรายชื่อเกือบ 200 ประเทศ แต่ที่มีข้อมูลเงินเดือนนายกนั้นมีเพียง 144 ประเทศ

5 อันดับแรกได้แก่

  1. สิงคโปร์ ปีละ 1.6 ล้านเหรียญ (ต่างจากที่ Asim บอกว่าได้ 2.2 ล้าน) หรือตกเดือนละ 4.3 ล้านบาท (ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ 1 USD = 32 บาทเพราะข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนในตารางของ Wikipedia บอกว่ามาจากปี 2019)
  2. ฮ่องกง เดือนละ 1.5 ล้านบาท
  3. สวิตเซอร์แลนด์ 1.3 ล้านบาท
  4. สหรัฐอเมริกา 1.1 ล้านบาท
  5. เยอรมันนี 990,000 บาท

อันดับ 6-10 ได้แก่ออสเตรีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ได้เงินเดือนระหว่าง 700,000-980,000 บาท

ส่วนนายกของไทยนั้นจำง่ายมาก ได้อันดับที่ 100 พอดี รับอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสอดคล้องกับบทความที่ iTax เคยเขียนเอาไว้

อันดับข้างเคียง (95-105) ได้แก่บัลแกเรีย เวเนซูเอล่า ปาเลสไตน์ บุรุนดี เบลีซ แทนซาเนีย แซมเบีย ตองก้า และโบลิเวีย

เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกไทยได้เงินเดือนน้อยกว่าฟิลิปปินส์ (สองแสนห้า) มาเลเซีย (แสนหก) และอินโดนีเซีย (แสนสี่) แต่ได้มากกว่าพม่า (แปดหมื่นเจ็ด) และกัมพูชา (แปดหมื่น) ที่ประหลาดและเชื่อได้ยากหน่อยคือเวียดนามที่ Wikipedia ระบุว่านายกได้เงินเดือนแค่สองหมื่นกว่าบาทเท่านั้น

แน่นอนว่าถ้าดูเงินเดือนอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ ควรจะดูเรื่องอย่างค่าครองชีพ (Cost of Living Index) จำนวนประชากร และ GDP ของประเทศนั้นๆ ด้วย

อย่างที่กล่าวไป ถ้าดูเงินเดือนอย่างเดียว ไทยได้อันดับที่ 100 จาก 144 ประเทศ (ที่มีข้อมูลเงินเดือนนายก) หรืออยู่ที่ 30th percentile (Percentile ยิ่งต่ำแสดงว่ายิ่งอยู่รั้งท้าย)

ถ้าดูเงินเดือนโดยคิดเรื่องค่าครองชีพของประเทศนั้นๆ ด้วย ไทยจะได้อันดับที่ 78 จาก 100 ประเทศ (เพราะ Cost of Living Index ไม่ได้มีครบทุกประเทศ) หรือประมาณ 22nd percentile

ประเทศไทยมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 จาก 190 ประเทศ (89th percentile)

ถ้าเอาเงินเดือนนายกหารด้วยจำนวนประชากร ไทยจะได้อันดับที่ 109 จาก 125 ประเทศ (13th percentile) (ผมตัดประเทศที่ประชากรน้อยกว่าสามแสนคนออกไปก่อน ไม่งั้นอันดับต้นๆ จะมีแต่ประเทศเล็กๆ ที่เราไม่รู้จัก)

โดยนายกไทยจะได้เงินเดือน 1.7 บาทสำหรับการดูแลประชาชน 1000 คน ใกล้เคียงกับพม่า (1.6 บาท) และฟิลิปปินส์ (2.2 บาท) แต่แพ้มาเลเซียกับอินโดนีเซียที่ได้เงินเดือนประมาณ 5 บาทต่อการดูแลประชากร 1000 คน

ประเทศไทยมี GDP มากเป็นอันดับที่ 26 จาก 189 ประเทศ (86th percentile)

ถ้าเอาเงินเดือนหารด้วย GDP ไทยจะได้อันดับที่ 105 จาก 126 ประเทศ (17th percentile)

สำหรับทุกๆ $1 million ของ GDP นายกไทยได้เงินเดือนเกือบสลึง (24 สตางค์) น้อยกว่าพม่า (1.34 บาท) ฟิลิปปินส์ (65 สตางค์) กับมาเลเซีย (44 สตางค์) แต่มากกว่าอินโดนีเซีย (12 สตางค์)

คำถามว่าถ้านายกได้เงินเดือนเยอะแล้วคอรัปชั่นจะน้อยลงหรือเปล่า (ไม่ว่าจะเป็น causation หรือ correlation ก็ตาม) ผมคิดว่าข้อมูลอาจยังไม่ได้บ่งชี้ขนาดนั้น

ใน 180 ประเทศ ไทยเป็นอันดับที่ 114 เรื่องการต่อต้านคอรัปชั่น (37th percentile)

5 ประเทศที่คอรัปชั่นน้อยที่สุดคือเดนมาร์ค ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และสิงคโปร์ ซึ่งนายกได้เงินเดือนอันดับที่ 26, 43, 12, 38 และ 1 ตามลำดับ (คิดเรื่องค่าครองชีพแล้ว)

ถ้าดูประเทศที่นายกได้เงินเดือนเยอะที่สุด 5 ประเทศโดยคิดเรื่องค่าครองชีพแล้ว ก็จะเห็นว่าบางประเทศยังมีการคอรัปชั่นพอสมควร (ตัวเลขในวงเล็บยิ่งสูง แสดงว่าคอรัปชั่นยิ่งเยอะ)

Singapore (5)
Hong Kong (12)
South Africa (71)
Austria (13)
Turkey (101)


บทสรุป

  1. เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกไทยถือว่าได้เงินเดือนค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึง GDP และจำนวนประชากร
  2. ถ้าเราขึ้นเงินเดือนให้คนในรัฐบาลเยอะๆ เราอาจจะเหมือนสิงคโปร์หรือฮ่องกงที่คอรัปชั่นน้อย หรืออาจจะเหมือนแอฟริกาใต้หรือตุรกีที่คอรัปชั่นยังเยอะอยู่ดีก็ได้

อย่างที่คุณ Asim เขียนไว้ว่าหัวข้อนี้มันละเอียดอ่อนและน่าจะทำให้เกิดการโต้แย้ง แต่ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่น่านำไปขบคิดต่อ เพราะ

  1. ถ้ามองด้วยเลนส์ของนักเศรษฐศาสตร์ คนเราจะตอบสนองต่อแรงจูงใจเสมอ (People respond to incentives) เพียงแต่ว่า incentives ที่ว่านั้นมันจะพาให้คนส่วนใหญ่ดีขึ้นหรือคนส่วนใหญ่แย่ลง
  2. ทุกอย่างมีต้นทุนของมัน ไม่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม

ขอบคุณเนื้อหาครึ่งแรกจาก Quora: Asim Qureshi’s answer to What are the most underpaid jobs?

อยู่ประเทศไหนรวยง่ายที่สุด?

Herald Eia เป็นนักสังคมวิทยาและผู้จัดการทีวีชาวนอร์เวย์

ในปี 2016 เขาเคยขึ้นพูดบนเวที TEDxOslo ในหัวข้อ Where in the world is it easiest to get rich?

ผมขอถอดความบางส่วนมาไว้ในบล็อกนี้ครับ


อยู่ประเทศไหนรวยง่ายที่สุด? นี่คือคำถามที่ผมถามอาจารย์ของผมตั้งแต่ช่วงต้นยุค 90’s สมัยที่ผมเรียนคณะสังคมวิทยา (sociology)

อาจารย์กำลังสอนเรื่องประชาธิปไตยสังคมนิยม (social democracy) และรัฐสวัสดิการ (welfare state) ของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ค นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ฯลฯ) เขาเชื่อเรื่องการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมที่ไม่มีทั้งคนรวยและคนจน

แต่ผมเองตอนนั้นกำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับคนรวย ตอนที่ผมได้สัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจผู้มั่งคั่ง ทุกคนล้วนบอกว่าชีวิตในสแกนดิเนเวียมันไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าเพราะว่าโดนเก็บภาษีแพงมาก สหภาพแรงงานก็มีอำนาจต่อรองเยอะ และรัฐสวัสดิการก็ทำให้ผู้คนที่นี่เกียจคร้านอีกต่างหาก

ผมเลยอดไม่ได้ที่จะยกมือถามอาจารย์ในห้องว่า ถ้าเราไม่สนใจเรื่องความเท่าเทียม ถ้าความฝันของผมคือการได้เป็นคนรวยล่ะ ผมควรจะไปเกิดที่ประเทศไหนถึงจะมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้เป็นคนรวย

อาจารย์นิ่งไปสักครู่ก่อนจะตอบผมว่า

“ถ้านั่นคือเป้าหมายของคุณ คุณก็ควรจะเลือกเกิดในประเทที่มีตลาดเสรี ภาษีถูก และรัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงกลไกลตลาดมากนัก อ้อ แล้วถ้าคุณอยากจะรวยจริงๆ ควรไม่ควรเลือกเรียนสังคมวิทยาด้วยนะ”

ผมก็คิดว่านั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง จนกระทั่งผมได้อ่านผลงานของอาจารย์ Karl Moene แห่งมหาวิทยาลัย Oslo ถึงได้รู้ความจริงคืออะไร

ก่อนอื่นเราต้องนิยามคำว่า “รวย” กันก่อน

ยูเอ็น (United Nations) ได้กำหนด “เส้นความยากจน” (poverty line) เอาไว้ที่ $2 ถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่าวันละ $2 ก็ให้ถือว่าคนคนนั้นยากจน

แต่เส้นที่น่าสนใจกว่าคือ “เส้นความร่ำรวย” (richness line) และรายงานที่เชื่อถือได้มากที่สุดก็คือ Wealth Report ที่นิยามคนร่ำรวยไว้ว่าต้องมีความมั่งคั่งสุทธิ (net worth = ทรัพย์สินลบด้วยหนี้สิน) อยู่ที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ คนกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า Ultra High Net Worth Individual

ในโลกนี้มี UHNWI อยู่ 170,000 คน และนี่คือประเทศ Top 5 ที่มีคนเหล่านี้

ที่ 5 คือจีนมีแปดพันคน ที่ 4 อังกฤษหนึ่งหมื่นคน ที่ 3 เยอรมันมีหมื่นสอง ที่ 2 ญี่ปุ่นมีหมื่นเจ็ดพันคน และแน่นอนว่าที่ 1 คืออเมริกาที่มีคนรวยระดับนี้ถึงสี่หมื่นคน

แต่สิ่งที่เราอยากรู้มากกว่าคือจำนวนคนรวยต่อประชากร 1 ล้านคน และถ้าเราตัดดินแดนภาษีต่ำ (tax havens) อย่างไซปรัส สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ และโมนาโคทิ้งไป [เพราะเป็นเพียงแหล่งซุกเงินของคนรวยเท่านั้น] เราก็จะได้รายชื่อประเทศเหล่านี้

อันดับ 5 เดนมาร์ค มีคนรวย 179 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

อันดับ 4 แคนาดา 181

อันดับ 3 นิวซีแลนด์ 234

อันดับ 2 สวีเดน 329

อันดับ 1 นอร์เวย์ 484 คน

ส่วนอเมริกาอยู่เพียงอันดับที่ 13 มี 126 คน

อาจารย์แกงผมซะแล้ว ไหนบอกว่าสแกนดิเนเวียไม่มีทั้งคนรวยและคนจนไง

แต่เอาเถอะ $30 ล้านอาจจะดูจิ๊บจ๊อยไปหน่อย สมมติเราเพิ่มมาตรฐานเป็น $1 พันล้านจะเกิดอะไรขึ้น? แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้มากที่สุดก็คือ Forbes Billionaires List

อันดับ 5 เยอรมันนี มีคนรวยระดับ billionaires 1.2 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

อันดับ 4 อเมริกา 1.7 คน

อันดับ 3 นอร์เวย์ 2.0 คน

อันดับ 2 สวีเดน 2.4 คน

ส่วนอันดับ 1 คือไอซ์แลนด์ 3.1 คน ซึ่งมี billionaire หนึ่งคนถ้วนคือ Thor Björgólfsson [ไอซ์แลนด์มีประชากรสามแสนกว่าคน]

ประเด็นก็คืออเมริกา 1.7 ส่วนสแกนดิเนเวียค่าเฉลี่ยคือ 2.1

มันเป็นไปได้ยังไง? ทำไมประชาธิปไตยสังคมนิยมซึ่งคนเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียมจึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์มหาเศรษฐีไปได้?

มีเหตุผล 2 ข้อ

ข้อแรกคือค่าเล่าเรียนฟรี (free education)

ประชาธิปไตยสังคมนิยมทำให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาระดับสูงได้ แถมยังมีเงินกู้ยืมดอกเบี้ยถูกและทุนการศึกษาให้อีกด้วย มันจึงช่วยให้คนจำนวนมากสามารถใช้ความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว

มิติหนึ่งที่เราสามารถดูกันได้คือ “การขยับสถานะทางสังคม” (social mobility)

ลองนึกภาพคนที่เป็น “่พ่อคน” ในประเทศหนึ่ง และแบ่งคนเหล่านี้ออกเป็น 5 กลุ่มโดยดูจากรายได้เรียงจากมากไปน้อย

คราวนี้ก็ให้ไปดูลูกของคนเหล่านั้น และแบ่งเป็น 5 กลุ่มเช่นกัน

แล้วลองดูซิว่า พ่อที่อยู่ในกลุ่มที่จนที่สุด 20% นั้น มีลูกที่ได้ไปอยู่ในกลุ่มที่รวยที่สุด 20% บ้างรึเปล่า มีลูกที่ได้เปลี่ยนจากยาจกเป็นมหาเศรษฐีมากน้อยแค่ไหน

ในโลกอุดมคติที่มี perfect social mobility [ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะไปจบอยู่ที่กลุ่มไหนก็ได้] 20% ของลูกของพ่อในกลุ่มที่จนที่สุดควรจะได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่รวยที่สุด

ที่สวีเดน ตัวเลขคือ 14%

นอร์เวย์ 12%

สวีเดน 11%

ส่วนอเมริกาคือ 8%

การเรียนฟรีในประเทศแถบสแกนดิเนเวียทำให้คนสร้างเนื้อสร้างตัวได้มากกว่าคนในสหรัฐอเมริกา

แล้วถ้าเราดูลูกของพ่อที่จนที่สุดว่ามีใครที่ยังคงอยู่ในกลุ่มที่จนที่สุดบ้างล่ะ (ลูกของยาจกที่ดิ้นไม่หลุดจากความยากจน)

ใน perfect social mobility ตัวเลขก็คือ 20% เช่นกัน

เดนมาร์ค 25%

สวีเดน 26%

นอร์เวย์ 28%

อเมริกา 42%

นั่นเป็นเพราะว่าค่าเล่าเรียนในอเมริกานั้นแพงมากนั่นเอง [คนจนเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก]

แต่เหตุผลข้อที่ 2 – และเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สแกนดิเนเวียเป็นแหล่งเพาะพันธุ์คนร่ำรวยก็คือ…

ที่อเมริกา เวลาคุณขึ้นทางด่วน คุณจะเจอเจ้าหน้าที่ประจำด่าน เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ต คุณจะเจอพนักงานเก็บเงิน เวลาเข้าห้องน้ำสาธารณะ คุณก็จะเจอแม่บ้านทำความสะอาด

ขณะที่ในนอร์เวย์ ไม่ว่าคุณจะขึ้นทางด่วน ไปซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเข้าห้องน้ำสาธารณะ คุณจะแทบไม่ได้เจอมนุษย์เลย เพราะใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีแทนคนไปเกือบหมดแล้ว

ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย สหภาพแรงงานนั้นคอยกดดันให้เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำอยู่เสมอ การว่าจ้างคนจึงแพงมาก ถ้าคุณอยู่นอร์เวย์แล้วคุณได้งานเป็นพนักงานเก็บค่าทางด่วน พนักงานคิดเงินในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือเป็นแม่บ้านทำความสะอาด คุณจะได้ค่าจ้างมากกว่าในอเมริกาถึง 3 เท่า

เพราะค่าแรงในสแกนดิเนเวียแพงมาก หลายบริษัทเลยต้องลดจำนวนพนักงาน (downsize) และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่อย่างนั้นบริษัทก็อยู่ไม่ได้ แต่การใช้เทคโนโลยีก็ทำให้บริษัทมี productivity มากขึ้นในระยะยาวเช่นกัน

ในทางกลับกัน สหภาพแรงงานในสแกนดิเนเวียก็ไม่ยอมให้ค่าแรงของคนที่มีทักษะสูงๆ นั้นสูงเกินไปเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

Senior Engineer ในนอร์เวย์จะได้ค่าแรง $76,000 ต่อปี ส่วนในอเมริกานั้นจะได้ $100,000 ต่อปี และแน่นอนว่าการจำกัดเงินเดือนของคนที่ทักษะสูงๆ นั้นย่อมเป็นผลดีต่อกำไรของบริษัท เช่นนี้แล้วสหภาพแรงงานจึงเหมือนช่วยบริษัทประหยัดต้นทุนอยู่กลายๆ

มันจึงเป็นเหมือนตลกร้าย ที่คนร่ำรวยที่ผมได้สัมภาษณ์ตอนทำวิทยานิพนธ์นั้นล้วนบ่นว่าการเป็นคนรวยในสแกนดิเนเวียนั้นช่างยากเย็น พวกเขาเข้าใจผิดไปไกลเลย

ภาษีแพงนั้นทำให้พวกเราได้เรียนฟรีและทำให้เศรษฐกิจของเราเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ

สหภาพแรงงานที่แข็งแกร่งบังคับให้องค์กรมี productivity ที่ดีขึ้น

และความเป็นรัฐสวัสดิการก็ทำให้สหภาพแรงงานยอมให้เกิดการปลดพนักงานได้เพราะเขารู้ว่าแม้จะตกงานไปคนเหล่านี้ก็จะยังมีรัฐคอยดูแลเป็นอย่างดี

ประชาธิปไตยสังคมนิยมจึงไม่ใช่แนวคิดที่ต่อต้านความร่ำรวยหรือต่อต้านระบอบทุนนิยม รัฐสวัสดิการและสหภาพแรงงานนั้นทำงานควบคู่ไปกับทุนนิยมเลยด้วยซ้ำ

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมประเทศในสแกนดิเนเวียจึงเป็นดินแดนที่ผู้คนสามารถบรรลุ The American Dream ได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าในอเมริกาครับ!


ขอบคุณเนื้อหาจาก TEDxOslo | Where in the world is it easiest to get rich? | Harald Eia

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่สถานการณ์โลกไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง และยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางลง

ล่าสุดจีนก็มีเรื่องให้เคืองขุ่นอเมริกาที่ส่งตัวแทนไปเยือนไต้หวันให้ชาวโลกไหวหวั่น
เพราะเมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

ในช่วงเวลาคับขัน เราควรวางตัว-วางใจเช่นไร

ผมนึกถึงข้อความในหนังสือ ปัญญา{ฝ่า}วิกฤติ ของพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

“ผู้กล้านั้นตายด้วยความกล้า
ทหารนั้นตายด้วยการรบ
แต่ผู้คนธรรมดามักจบชีวิตลง
ด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่น

ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

ณ ช่วงเวลาแบบนี้ เราทำได้เพียงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา แยกแยะระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และยอมรับว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

ในขณะเดียวกัน ในฐานะประชาชน เราก็ควรช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ในบางช่วงตอนของละครโรงใหญ่ การเป็นคนดูย่อมปลอดภัยกว่าการขึ้นไปร่วมแสดงบนเวที – อย่างดีก็ได้เป็นไม้ประดับ อย่างร้ายก็ได้เป็นหญ้าแพรก

เราจะต้องไม่แหลกลาญด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่นครับ

ทำไมอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่มีปัญหาเรื่องการกราดยิง

เรามักจะได้ยินข่าวเรื่องกราดยิงในอเมริกาอยู่บ่อยๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมอเมริกาจึงดูเหมือนเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวที่ยังประสบปัญหานี้

มีคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจบน Quora จากคุณ Zbigniew Łobocki ซึ่งจบปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยา

เขาบอกว่าปัญหากราดยิงในอเมริกาเป็นเหตุผลทางคณิตศาสตร์ครับ

“ถ้าสมมติว่ามีคน 100 คน

20 คนมีปัญหาทางจิตเวช

8 คนมีปัญหาเรื่องความขี้โมโห (anger issues)

8 คน IQ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบจะเป็นบุคคลไร้สมรรถภาพ

6 คนมีความสุดโต่งเรื่องจุดยืนทางการเมือง

10 คนติดยาหรือติดเหล้า

แล้วลองเอาปืน 120 กระบอกไปให้คนกลุ่มนี้ คิดว่าจะมีใครสักคนโดนยิงหรือไม่?

สัดส่วนด้านบนคือข้อมูลเชิงสถิติของประเทศอเมริกา ซึ่งรวมถึงจำนวนปืนด้วย

อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนมากกว่าจำนวนประชากร

หลายคนอาจรู้สึกว่าสวิตเซอร์แลนด์ก็มีปืนเยอะเหมือนกัน แต่สวิสก็มีปืนแค่ 27 กระบอกต่อประชากร 100 คนเท่านั้น* ส่วนอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน เมื่อมีปืนเยอะขนาดนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครจะหาปืนมาครอบครองไว้สักกระบอก

สมมติว่าวันหนึ่งมีคนที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้านบน (ขี้โมโห สุดโต่ง ติดยา ฯลฯ) ตื่นขึ้นมาแล้วโดนความมืดครอบงำ

ในยุโรป เขาอาจจะหยิบมีดหรือไม้เบสบอลออกไปอาละวาด ซึ่งมักจะลงเอยด้วยผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและถ้าโชคร้ายก็อาจมีผู้เสียชีวิตสักหนึ่งหรือสองคน ส่วนเจ้าตัวก็คงถูกส่งไปโรงพยาบาลบ้า

ในอเมริกา คนแบบนี้ก็แค่หยิบปืนขึ้นมา เดินไปที่โรงเรียนแล้วก็เริ่มกราดยิง เพราะอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน

ดังนั้นปัญหาเรื่องการกราดยิงจึงเป็นเรื่องทางคณิตศาสตร์ ถ้าเราสามารถลดจำนวนปืนต่อประชากรให้เหลือเพียง 30 กระบอกต่อ 100 คนได้ เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนก็จะมลายหายไป

แต่ถ้าคุณยังเรียกร้องสิทธิที่จะพกปืนกันแบบนี้ ก็จงยอมรับว่าการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์จะยังเกิดขึ้นต่อไป”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Zbigniew Łobocki’s answer to Why is America the only rich country that has frequent mass shootings?

* เผื่อใครสงสัยเหมือนผม – ประเทศไทยมีปืน 15 กระบอกต่อประชากร 100 คนครับ ดูข้อมูลได้ที่ Wikipedia: Estimated number of civilian guns per capita by country

* ปืนในสวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่อยู่ในบ้านของทหารที่ปลดประจำการแล้ว ปืนเหล่านั้นจึงไม่มีลูกกระสุน ประชากรพกปืนไม่ใช่เพราะว่าชอบมีปืน แต่พกไว้เผื่อต้องโดนเรียกไปเป็นทหารกองหนุน

เมื่อเสียงของประชาชน(เริ่ม)มีความหมาย เราอาจแปลงกลายเป็น Active Citizen

บ้านผมอยู่ในซอยอ่อนนุช 80 (ฝั่งตรงข้ามคืออ่อนนุช 57) ไม่ไกลจากเส้นพัฒนาการตัดใหม่เท่าไหร่นัก

เวลากลับบ้าน ผมต้องมากลับรถแถวๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือป้าลิ้ม (ร้านนี้อร่อยครับ ผมกินประจำ)

ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตรงจุดกลับรถนี้เริ่มมีหลุมบ่ออยู่กลางถนน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ผมต้องพยายามขับรถหลบหรือขับคร่อมทุกครั้ง ในใจก็ได้แต่คิดว่าถ้ามอเตอร์ไซค์ที่ไม่คุ้นทางวิ่งมาเร็วๆ น่าจะอันตราย ยิ่งช่วงนี้เข้าหน้าฝนหลุมคงจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

และผมก็ทำเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่ทำกัน

นั่นคือไม่ได้ทำอะไร

จริงๆ ก็อยากจะรายงานปัญหานะครับ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เพราะไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบ จะให้โทรไปสำนักงานเขตประเวศก็ไม่รู้จะติดต่อฝ่ายไหน แถมส่งเรื่องไปแล้วจะได้รับการแก้ไขรึเปล่าก็ไม่รู้

เมื่อเรื่องมันดูวุ่นวาย สุดท้ายก็ได้แต่อยู่เฉยๆ และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบจะมาจัดการให้เรียบร้อยในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก


เคยได้ยินชื่อ Traffy Fondue (LINE @traffyfondue) กันมั้ยครับ?

ฟังชื่อนึกว่าเป็นร้านขายขนมหวาน แต่เมื่อเข้าไปศึกษาทีหลังถึงรู้ว่าสร้างจากห้องปฏิบัติการระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะของ NECTEC

แม้จะมีมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ผมเพิ่งได้รู้จักกับแอปนี้อย่างจริงจังจากโพสต์ของอ.ชัชชาติเมื่อวันที่ 29 พ.ค.65 ข้อความส่วนหนึ่งเขียนไว้ว่า:

“ปัญหาโครงสร้างของเมืองในระดับเส้นเลือดฝอยเป็นปัญหาที่พวกเราต้องเจอในทุกๆ วัน เช่น ฟุตบาทไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ ขยะไม่มีคนเก็บ เป็นต้น

หลังจากเลือกตั้งจบแล้ว ทีมงานเพื่อนชัชชาติจึงนำทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) กลับมาใช้อีกรอบ…หัวใจของความสำเร็จของระบบนี้ คือความร่วมมือของประชาชน + ความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ปัญหา

การพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้เพื่อกรุงเทพฯ ที่ดีของเราทุกคนครับ”

ผมก็เลยแอดไลน์เอาไว้ และตั้งใจว่าถ้าจังหวะเหมาะๆ ก็อยากจะลองรายงานปัญหาถนนเป็นหลุมตรงจุดที่ผมกลับรถ

สองเหตุผลที่คิดจะรายงานปัญหานี้ก็เพราะว่า หนึ่ง มันเป็นเส้นทางที่ผมผ่านทุกวัน จึงรู้ได้เลยว่าได้แก้หรือไม่ และสอง การแก้ปัญหานี้น่าจะใช้เงินและเวลาน้อยมาก ถ้าคิดจะทำก็ย่อมไม่มีข้ออ้าง เคสนี้จึงน่าจะเป็นการทดสอบที่ดีว่าการร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue มันจะมีประโยชน์จริงหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 5 มิ.ย. ผมพาลูกๆ ไปข้างนอก กลับมาก็เย็นและเหนื่อยมากแล้ว แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเราอยากรายงานปัญหานี้ เลยปั่นจักยานไปหน้าปากซอย เลี้ยวขวาปั่นขึ้นฟุตบาทไปยังจุดกลับรถ (รู้สึกผิดนิดหน่อยแต่เป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว) เปิดไลน์ @traffyfondue ขึ้นมาแล้วเริ่มคุยกับ Chatbot

ผม: ถนนเป็นหลุมบ่อ ตรงจุดกลับรถ

TF: ถนนเป็นหลุมบ่อ ตรงจุดกลับรถนะครับ ช่วยถ่ายภาพประกอบ ส่งเข้ามาหน่อยครับ (มีปุ่มให้เลือกกดถ่ายรูป)

ผม: (ส่งรูป)

TF: ช่วยเลือกประเภทของเรื่องที่แจ้ง 1 อย่างครับ (มีช้อยส์ขึ้นมาให้เลือก เช่น ขยะ น้ำท่วม ความปลอดภัย อื่นๆ)

ผม: (กดเลือกช้อยส์ “อื่นๆ”)

TF: สักครู่นะครับ

เพียงอึดใจเดียว Traffy Fondue ก็สรุปปัญหาพร้อมภาพถ่าย ลงเวลา 2022-06-05 18:41 และแจ้งสถานะว่า “รอรับเรื่อง” แถมยังบอกด้วยว่า “คุณมี 10 แต้ม”

ตอนแรกว่าจะไปถ่ายรูปจุดอื่นด้วย แต่ฝนเริ่มลงเม็ด ก็เลยต้องปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความหวัง แต่ก็มีเผื่อใจไว้เหมือนกันว่าอาจจะใช้เวลาหรืออาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยก็ได้

วันจันทร์ Traffy Fondue ก็ส่งอัพเดตมาให้

2022-06-07 12:46 “กำลังดำเนินการ”

ตลอดสัปดาห์ ทุกครั้งที่กลับรถ ผมก็จะคอยลุ้นว่าถนนได้ซ่อมหรือยังแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเร็วเกินไป

จนเมื่อวานนี้ ศุกร์ที่ 10 มิ.ย. หลังจากไปกินข้าวกับแฟน พอกลับรถปุ๊ป ผมก็ตะโกนลั่น “ซ่อมแล้วๆๆ” จนแฟนตกใจ นึกว่าเป็นอะไร

หลุมที่คุ้นเคยหายไปแล้ว มีแต่รอยยางมะตอยที่ราดเอาไว้

อาจฟังดูเว่อร์วัง แต่สำหรับผม มันเป็น magic moment

เพราะตลอดชีวิตการเป็นมนุษย์กรุงเทพมา 40 กว่าปี ผมยังไม่เคยร้องเรียนเรื่องใดๆ แล้วได้รับการแก้ปัญหาเลย แต่ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขหลังจากที่เรารายงานไปแค่ 5 วันเท่านั้น

พอกลับถึงบ้านเปิดไลน์ Traffy Fondue ก็เห็นข้อความ

2022-06-10 14:53 “เสร็จสิ้น”

“ฝ่ายโยธาสำนักงานเขตประเวศ ได้ตรวจสอบแล้ว และดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วตามภาพถ่ายที่แนบ”

เสียดายว่ารูปเล็กไปหน่อยและกดเข้าไปดูไม่ได้

ตอนเย็น หลังจากทำงานเสร็จ ผมก็เลยปั่นจักรยานกลับไปตรงจุดกลับรถและถ่ายรูปเพื่อบันทึกไว้ให้เห็นเป็น Before & After


ผมเคยนั่งคุยกับพ่อว่า ที่ผ่านมา “การปฏิรูป” ต่างๆ ไม่เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง สิ่งที่เราเห็นก็คือการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการศึกษาและนำเสนอแนวทางแก้ไข แต่สุดท้ายก็ได้เพียงรายงานที่ไม่เคยได้ถูกเอาไปใช้ปฏิบัติจริง

นี่คือความเห็นของพ่อ:

“สำหรับพ่อเอง ทุกวันนี้การเมืองเหมือนพายเรือในอ่าง พ่อคิดว่าทางออกของบ้านเมืองคือ Active Citizen พลเมืองเข้มแข็ง ถ้าพลเมืองเข้มแข็งแล้วเขาสามารถสร้างชุมชนขึ้นมาได้ดีด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจรัฐด้วยซ้ำไป

พ่อไปดูหลายพื้นที่ที่เขาสามารถจะสร้างชุมชนที่ดีขึ้น เช่น พ่อไปดูงานที่หมู่บ้านน้ำเกี๋ยน ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เขามีปัญหามีการค้ายาเสพติด 2-3 หลังคาเรือนมีบ่อนการพนัน 4-5 หลังคาเรือน มีการตัดไม้ทำลายป่า

เพราะฉะนั้นผู้คนในตำบลน้ำเกี๋ยงประมาณ 5 หมู่บ้าน เขาเรียก 42 ขุนพล เขาเอาคนที่เป็นที่เคารพนับถือของแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน 7 คนแล้วแต่ รวมแล้วได้ 42 ขุนพล แล้วจัดตั้งกันเข้มแข็ง มีประชุมกันเป็นประจำเพื่อที่จะแก้ปัญหา

42 ขุนพลเป็นที่ยอมรับเชื่อถือของของแต่ละหมู่บ้าน หยิบเอาปัญหายาเสพติดขึ้นมา เขาก็รู้ว่าบ้านนี้ค้า บ้านนั้นก็ค้า แล้วเขาก็ไปพูดบอกว่า ที่คุณค้าคุณคิดถึงอนาคตลูกหลานบ้างหรือเปล่า แล้วถ้ามันติดทั้งหมู่บ้านมันจะเป็นยังไง ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้

รู้ว่าบ้านนี้ตัดไม้ทำลายป่า ก็ใช้วิธี “ตาสับปะรด” บ้านแต่ละหลังดูแลบ้านซ้ายขวา ต่างคนต่างดูแลกันว่าอะไรที่ชั่วร้ายไม่ให้มี ในที่สุดก็ใช้เวลา 5 ปีแก้ปัญหาได้ ตัดไม้ทำลายป่าแก้ได้ ยาเสพติดแก้ได้ การพนันก็เลิกหมด อย่างนี้เป็นต้น”


สำหรับคนกรุงเทพแล้ว การเป็น Active Citizen ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแค่ทำงาน เดินทาง ดูแลคนในครอบครัวก็เต็มกลืนแล้ว คนที่จะมีเวลาเหลือไปจัดตั้งกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวหรือต่อสู้อะไรเพื่อส่วนรวมนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและไกลตัวสำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงาน

คนจำนวนไม่น้อยจึงเป็นได้แค่ Active Critic คือติดตามข่าว แสดงความเห็นตามโซเชียลมีเดีย และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสในวงเหล้าท่ามกลางเหล่าเพื่อนสนิท จากนั้นก็แยกย้ายกลับบ้านไปนอนเพียงเพื่อตื่นขึ้นมาเผชิญกับความจริงที่ยังคงเดิม

นี่คือเหตุผลที่สำหรับผมแล้ว การซ่อมหลุมบ่อตรงจุดกลับรถภายในเวลา 5 วัน เป็น magic moment เพราะมันคือความพ้องพานของหลายปัจจัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันมาก่อน:

  • คนไทยส่วนใหญ่มีสมาร์ตโฟนและมี LINE
  • แอป Traffy Fondue ทำให้การรายงานปัญหาเป็นเรื่องสะดวกและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แถมยังรู้ด้วยว่าปัญหาไปถึงไหนแล้ว
  • อ.ชัชชาติ ผู้ว่ากทม.คนใหม่ประกาศชัดเจนว่าจะติดตามเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ทำให้แต่ละเขตมี accountability และมี skin in the game เพราะทุกปัญหานั้นแทร็คได้หมดว่าอยู่ในความดูแลของใคร ทำให้มี KPI ชัดเจน

ผมเปิดดูในเว็บ Traffy Fondue เวลานี้ (11 มิ.ย.65 เวลา 16:32) มีพลเมืองช่วยกันรายงานปัญหาเข้ามาแล้วถึง 20,880 เคส แก้ไปแล้ว 3,176 เคส คิดเป็น 15%

แน่นอนว่าความหนักใจและเหน็ดเหนื่อยย่อมตกอยู่กับคนทำงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขามีเป้าหมายที่จับต้องได้ให้ยึดเหนี่ยว และได้ทำงานที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

แม้อ.ชัชชาติจะชนะการเลือกตั้งแบบทิ้งห่างคู่แข่ง แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เลือกอ.ชัชชาติ และยังจับตาดูด้วยความไม่ไว้วางใจ

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องดี จะได้ช่วยกันตรวจสอบและคอยเตือนสติกันไม่ให้ชี้นกเป็นนกไปเสียหมด

ไม่ว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่ผ่านมาเราจะกาเบอร์ไหนก็ยังสามารถรายงานปัญหาผ่าน Traffy Fondue ได้ เพราะ Chatbot นั้นตาบอดสีทางการเมือง

ใครจะเคลมเครดิตมากไปหรือน้อยไปเราไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าถ้าปัญหามันได้รับการแก้ไข คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

ขอบคุณทีมงาน NECTEC ที่สร้าง Traffy Fondue ขึ้นมา และขอบคุณอ.ชัชชาติและทีมงานที่ทำให้แอปตัวนี้มีที่ยืนอยู่ในสปอตไลท์ และแน่นอนว่าต้องขอบคุณหน่วยงานที่รับผิดชอบทุกภาคส่วนที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

เพราะจากนี้ไป เมื่อเสียงของประชาชน(เริ่ม)มีความหมาย พวกเราจะแปลงกลายเป็น Active Citizen

แล้วกรุงเทพเมืองฟ้าอมร จะดีกว่านี้ได้แน่นอนครับ