ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม

20171111_youmayberight

ท่ามกลางกระแสการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการที่ประชาชนยังตั้งข้อกังขา โครงการระดมทุนเพื่อโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอาจถูกมองได้ว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงการดำเนินงานของภาครัฐ กระนั้น คำตอบของตูนบอกชัดว่าโครงการของเขาต่อยอดขึ้นมาจากความสุข และหากโครงการนี้จะตั้งคำถามต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่ใช่นโยบายใดนโยบายหนึ่งของรัฐ หากแต่เป็นการกระทำหรือไม่กระทำอะไรของประชาชนทุกคนนี่เอง

“ผมก็เห็นโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก อีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็ยังอาจจะเป็นแบบนี้ต่อไป เท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้รัฐบาลช่วยแล้วก็อาจไม่พอ เราเองนี่แหละที่ถึงเวลาแล้ว ไม่ต้องโทษใคร ไม่ใช่เวลาหาคนผิด มันเป็นเวลาของการช่วยคนละเล็กละน้อย ช่วยแรง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ช่วยสมทบกองรวม อะไรก็แล้วแต่ ทำได้ในส่วนที่ทำได้ ไม่ใช่เวลาคอมเมนต์ คนนี้ผิด ทำไมคนนี้ไม่ทำ ไม่ใช่แล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างทาง ผมวิ่งเจอเด็กน้อยคนหนึ่งยกกระปุกออมสินมาให้ผมทั้งกระปุก ทั้งปีเขาเก็บออมมา อยากจะได้ของเล่นสักชิ้น แต่พอรู้ว่าจะเอาเงินมาช่วยคนป่วย เขายกกระปุกที่เขาสะสมมาเป็นปีๆ ตัดใจไม่เอาของเล่นนั้น เอามายกให้คนอื่น เงิน 5 บาท 10 บาทของเด็กน้อยยังเกิดประโยชน์มากกว่าคอมเมนต์ที่เราตัดสินกัน ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม”

-อาทิวราห์ คงมาลัย
ธันวาคม 2559
Optimise Magazine – เบื้องหลังการวิ่ง 400 กม.ของตูนบอดี้แสลมที่ไม่ใช่แค่การบริจาค
เรื่อง: ธนกร จ๋วงพานิช

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Optimise และคุณธนกรที่ได้สร้างบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งที่สุดบทนึงเท่าที่ผมเคยได้อ่านมา

มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากพี่ตูน “ออกวิ่ง” เป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน 85 ล้านบาท

คราวนั้นที่วิ่ง 400 ก.ม.ใน 10 วันก็ถือว่าเท่สุดๆ แล้ว มาปีนี้ที่พี่ตูนออกวิ่งจากเบตงมุ่งหน้าแม่สายเป็นระยะทางสองพันกว่ากิโล กระแสพี่ตูนจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

แต่แม้จะมีคนคอยตามเชียร์มากแค่ไหน ก็ยังมีคนเห็นต่างและท้วงติงว่าทำไมภาระนี้ต้องมาตกกับพี่ตูน รัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรหมด

—–

เมื่อสามเดือนที่แล้ว พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก ได้มาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังที่บริษัทวงใน

หนึ่งในสิ่งที่พี่ต่อบอก และกลายเป็นคำพูดติดปากของผมกับเพื่อนๆ ที่วงในมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ อะไรที่ “ไม่สร้างการผลิต” ก็อย่าไปทำ

เช่นทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง – ไม่สร้างการผลิต

ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ – ไม่สร้างการผลิต

นั่งคุยกันเรื่องการเมือง – ไม่สร้างการผลิต

แน่นอน บ้านเมืองเรา เราก็ต้องเป็นห่วง แต่แทนที่จะถกกันแล้วด่าคนโน้นคนนี้ สู้ออกไปทำอะไรซักอย่างให้มันดีขึ้นจะดีกว่ามั้ย

—–

กรณีของพี่ตูนก็เหมือนกัน

ใครจะวิจารณ์ว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ยั่งยืน หรือเป็นการกลบปัญหาให้รัฐบาล เขาก็อาจจะถูกของเขา

แต่คำวิจารณ์ไม่สร้างการผลิต

แม้ว่าคำวิจารณ์นั้นจะถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ มันก็ยังไม่สร้างการผลิต

ถ้าคำวิจารณ์มันสร้างการผลิตจริงๆ บ้านเมืองเราน่าจะพัฒนาไปเยอะมากแล้ว เพราะเรามีนักวิจารณ์เต็มเมือง แต่มีนักลงมือเพียงหยิบมือ

15 ตุลาคม 2559 ผมเขียนไว้ในบทความ 9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมาว่า ในวันที่พ่อไม่อยู่ ถึงเวลาที่คนไทยต้องโตกันได้แล้ว

เราคุ้นชินกับการเป็นลูกแหง่ เป็นเด็กงอแงมานาน พอเกิดปัญหาก็จะโทษคนโน้นคนนี้ว่าไม่ทำหน้าที่

แล้วเราล่ะ ได้ทำหน้าที่ในฐานะ active citizen แล้วหรือยัง?

ถ้าจะมีความฝันอันสูงสุดซักอย่างที่ผมอยากให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่คนไทยลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ด้วยแรงและสติปัญญาที่เรามีเพื่อช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอหรือเรียกร้อง ซึ่งพี่ตูนก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

“When you pray, move your feet”
-African proverb

ปากจะบ่นไม่ว่ากัน เพราะนั่นแสดงว่าคุณก็แคร์ และสิ่งที่คุณบ่นอาจจะถูกก็ได้

แต่บ่นเสร็จแล้วยังไงต่อ?

เราเป็น “คนถูก” ที่ไม่สร้างการผลิตมานานเกินพอแล้ว

ลองปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนถูก” และมาร่วมกันเป็น “คนทำ” กันดีมั้ยครับ

—–

ติดตามการวิ่งของพี่ตูนและร่วมบริจาคได้ที่ Facebook Page: ก้าวคนละก้าว

ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

20101023_trafficjam

ในเช้าวันทำงาน ใครที่ต้องเข้าเมืองโดยใช้ทางด่วนพระราม 9 (ทางพิเศษศรีรัชหรือทางด่วนขั้นที่ 2) จะเข้าใจดีว่ารถติดสาหัสแค่ไหน

ด่านหลักๆ จะมีอยู่สองด่าน คือด่าน 25 บาท ซึ่งอยู่ก่อนถึงพระราม 9 ตัดกับรามคำแหง และอีกด่านคือ 50 บาท ซึ่งอยู่แถวๆ แยกอสมท.

รถจะติดเป็นกิโลตั้งแต่ก่อนถึงด่าน 25 บาท และถ้าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ พอจ่ายเงินด่าน 25 บาทมาแล้วก็จะเจอรถติดต่อเลย บางทีต้องใช้เวลาร่วม 45 นาทีกว่าจะวิ่งจากด่าน 25 บาทไปถึงด่าน 50 บาท ทั้งๆ ที่ระยะทางระหว่างสองด่านนี้แค่ประมาณ 4 กิโลเมตรเท่านั้น แสดงว่ารถของเราวิ่งได้เร็วกว่าเดินแค่นิดเดียว!

ทางด่วนนั้นมี 3 เลน แต่ก็จะมีรถวิ่งตามไหล่ทางด้วย เลยกลายเป็น 4 เลน พออีกประมาณ 50 เมตรจะถึงด่าน 50 บาทก็จะขยายเป็น 9 เลน โดย 6 เลนซ้ายเป็นด่านเก็บเงินสด ส่วน 3 เลนขวาเป็นด่าน Easy Pass

คนที่หันมาใช้ Easy Pass ก็ชีวิตดีขึ้นนิดหน่อยเพราะสามารถวิ่งเข้าด่าน Easy Pass ได้ฉลุย แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อวิ่งมาถึง 50 เมตรสุดท้ายตรงจุดที่ทางด่วนขยายจาก 4 เลนเป็น 9 เลนแล้ว อีก 3.95 กิโลเมตรก่อนหน้านี้ก็ต้องรถติดไปพร้อมกับรถที่ใช้เงินสดคันอื่นๆ

คนจำนวนไม่น้อยจึงไม่ใช้ Easy Pass เพราะใช้ไปก็รถติดอยู่ดี แถมคนอีกจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะวิ่งด้านล่าง เพราะใช้เวลาพอๆ กันโดยไม่ต้องเสียเงิน

ผมเลยคิดว่า ถ้าเราทำให้คนหันมาใช้ Easy Pass มากพอจนไม่มีรถติดสะสมตรงหน้าด่านแล้ว การเดินทางน่าจะเร็วขึ้นเยอะมาก และชีวิตคนกรุงที่อยู่ละแวกนี้จะดีขึ้นอย่างมหาศาล

ผมไม่ได้เข้าไปศึกษาตัวเลขของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นเจ้าของทางด่วนพระราม 9) แต่ลองคำนวณโดยใช้การตั้งสมมติฐานและเช็คผลลัพธ์ว่าสอดคล้องกับประสบการณ์จริงเป็นหลัก

ข้อสรุปที่ได้มีตามนี้ครับ http://bit.ly/bkkexpressway

ในชั่วโมงเร่งด่วน 3 ชั่วโมง (6:30-9:30)

มีรถวิ่งผ่านด่าน 50 บาททั้งหมด 12,960 คัน
จ่ายด้วย Easy Pass 4,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100 คัน

อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท คือ 4,320 คันต่อชั่วโมง

แต่รถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ คือประมาณ 6,000 คันต่อชั่วโมง

จึงเป็นเหตุผลให้มีรถติดสะสมเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 6,000-4,320 = 1,680 คัน

ด้วยอัตรานี้ ภายในเวลา 2 ชั่วโมง รถติดสะสมจะกินพื้นผิวถนนทั้งหมดระหว่างด่าน 50 บาทและด่าน 25 บาท (ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ตรงที่พอพ้นด่าน 25 บาทแล้วก็จะเจอรถติดทันที)

วิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้รถที่จ่ายด้วยเงินสด หันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน

จ่ายด้วย Easy Pass 4,860+3000 = 7,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100-3,000 = 5,100 คัน

ด้วยสัดส่วนใหม่นี้ จะทำให้อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท เพิ่มเป็น 6,861 คันต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่ารถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ 6,000 คันต่อชั่วโมง จึงทำให้ไม่มีรถติดสะสมหน้าด่าน 50 บาท

เมื่อไม่มีรถติดสะสม รถจึงสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วปกติคือ 60 ก.ม.ต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการเดินทางระหว่างด่าน 25 บาทกับด่าน 50 บาท

ซึ่งนั่นหมายความว่า คนขับรถแต่ละคนจะประหยัดเวลาเดินทางได้ตั้งแต่ 20-40 นาทีเลยทีเดียว

ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาทีต่อวันทำงานหนึ่งวัน นั่นแสดงว่าเขาจะประหยัดเวลาได้มากถึง 83 ชั่วโมงต่อปี

คนเราทำงานเดือนละ 40 ชั่วโมง x 4 สัปดาห์ = 160 ชั่วโมง หากคนที่ขับรถขึ้นทางด่วนมีเงินเดือน 16,000 บาท 1 ชั่วโมงของเขาจะมีค่า 100 บาท เวลา 83 ชั่วโมงที่เขาประหยัดไปจึงจะมีมูลค่า 8,300 บาทต่อปี และยิ่งมีค่ามากกว่านี้หากเงินเดือนเขาสูงกว่า 16,000 บาท

หากคิดในเชิงผลประโยชน์มวลรวม ในช่วง 3 ชั่วโมงเร่งด่วน จะมีคนต้องผ่านทางนี้อย่างน้อย 18,000 คน ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาที นั่นคือ 6,000 ชั่วโมงซึ่งมีมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวัน หรือ 150 ล้านบาทต่อปี

ทำยังไงถึงจะทำให้รถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass ซัก 3,000 คัน?

ผมคิดแคมเปญได้สองแบบ

1.โปรโมชั่นคนสมัครใหม่ 3,000 คนแรก เติมเงิน 500 บาท ทางด่วนจะสมทบให้ 500 บาท

ธรรมดาเวลาสมัคร Easy Pass เราต้องเติมเงินทันที 1000 บาท แต่ถ้าเราลดการเติมเงินให้เหลือเพียง 500 บาท แล้วทางด่วนออกให้อีก 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจสมัครกันเยอะ

วิธีนี้นี้เรียบง่าย ใช้เงินไม่เยอะ แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง หนึ่งคือทางด่วนต้องควักเงินออกไปก่อน 500 x 3,000 = 1,500,000 บาท สองคือลูกค้าเก่าอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ สามคือคนที่อยู่ในพื้นที่อื่นอาจมา “สวมสิทธิ์” ก็ได้เพราะได้เงิน 500 บาทเห็นๆ

ผมก็เลยคิดออกอีกวิธีหนึ่ง

2. ออกแคมเปญ “ใช้ Easy Pass ขึ้นทางด่วนพระราม 9 ช่วง 6:30-9:30 ฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2561”

ในเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์รัฐบาลก็มักประกาศให้คนขึ้นทางด่วนและมอเตอร์เวย์ฟรีอยู่แล้ว เราจะใช้ไอเดียที่คล้ายคลึงกันมาดึงให้คนหันมาใช้ Easy Pass ได้รึเปล่า?

โดยเราประชาสัมพันธ์เนิ่นๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคมเลยก็ได้ เดือนมกราคมก็จะได้คนสมัคร Easy Pass เพิ่ม พอเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ให้คนที่มี Easy Pass ใช้ทางด่วนฟรี (ด่าน 50 บาทขาเข้าช่วง 6:30-9:30) กันถ้วนหน้า

ส่วนใครยังยินดีจะจ่ายเงินสดก็แสดงว่าเขาเสียสิทธิ์ที่จะประหยัดเงินไป 900 บาท (50 บาท x 18 วันทำงาน)

ด้วยแคมเปญนี้ ทุกคนที่ใช้ Easy Pass จะได้สิทธิ์เท่าเทียมกันหมด วิธีคุมก็ง่ายคือตั้งให้ด่าน Easy Pass 50 บาทนี้ไม่คิดเงินในช่วงเวลา 6:30-9:30 ของวันทำงาน ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะมาสวมสิทธิ์เหมือนวิธีแรก

การทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไป 900 บาท x 7,860 คัน = 7.1 ล้านบาท ดูเหมือนจะเยอะ แต่รายได้ปีที่แล้วของการทางพิเศษคือ 13,500 ล้านบาท และปีนี้น่าจะแตะ 15,000 ล้านบาท รายได้ที่หายไปจึงเป็นเพียง 0.05% เท่านั้น

แถมการทางพิเศษจะได้ประโยชน์อีก 3 ทาง

1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรถที่เคยวิ่งแต่ทางธรรมดาที่หันมาขึ้นทางด่วน เพราะทางด่วนเร็วกว่าจริงๆ

สมมติว่าแคมเปญนี้ ทำให้คนที่เคยวิ่งแต่ข้างล่างหันมาขึ้นทางด่วนเพิ่มขึ้นซัก 1,000 คัน การทางพิเศษก็จะถอนทุนคืนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน

2. ราคาหุ้นที่ขึ้นเพราะมีความสามารถในการรับลูกค้าและทำกำไรมากกว่าเดิม บวกกับภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นเพราะได้ออกแรงช่วยแก้ปัญหารถติด

3. การเจรจาขอความสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะเรากำลังช่วยเพิ่มผลิตภาพเป็นมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวันหรือ 150 ล้านบาทต่อปี (คิดเฉพาะวันทำงาน)

จะทำยังไงให้คนเปลี่ยนใจมาใช้ Easy Pass ถึง 3,000 คน?

ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ยังยินดีจ่ายเงินสดอยู่มีเหตุผลอะไรบ้าง แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะประมาณนี้

1. ไม่อยากจ่ายค่ามัดจำบัตร Easy Pass
2. กลัวทำ Easy Pass เสียหายแล้วต้องชดใช้
3. กลัวจะโดนทุบรถเอา Easy Pass ไป
4. กลัวเครื่องหักเงินผิด
5. Sensor ตรงด่านบางทีก็ไม่ทำงาน
6. สมัครลำบาก
7. ใช้ Easy Pass ไปก็ต้องเจอรถติดเหมือนเดิมอยู่ดี

ขอตอบ 5 ข้อแรกรวมๆ แล้วกันครับว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่เก็บค่ามัดจำบัตรแล้ว ส่วนเรื่องถ้าบัตรพังแล้วจะโดนปรับนั้นก็โอกาสน้อยมากๆ ผมใช้มา 3 ปีแล้วยังไม่เจอปัญหาเลย และถึงจะมีปัญหาที่เกิดจากการใช้งานปกติก็ไม่โดนปรับครับ 

ผมยังไม่เคยได้ยินว่าใครโดนทุบรถขโมย Easy Pass เรื่องคิดเงินผิดผมก็ยังไม่เคยเจอ และถ้าไม่สบายใจจริงๆ เราก็สามารถขอให้เขาส่งรายงานการหักเงินมาให้เราตรวจได้ ส่วนปัญหา Sensor ไม่ทำงานนั้น ใช้ 100 ครั้งอาจจะเกิดขึ้นซัก 2-3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ก็มาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

แต่ละวันมีคนใช้ Easy Pass เกิน 6 แสนเที่ยว ถ้าของมันแย่อย่างที่กลัวคงไม่มีคนใช้เยอะขนาดนี้ครับ

ผมขอตอบสองข้อสุดท้ายโดยละเอียด

สมัคร Easy Pass ลำบาก
อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะจะสมัครได้ต้องไปสมัครบนทางด่วน ซึ่งเราจะมีโอกาสผ่านมาทางนี้จริงๆ ก็เฉพาะวันทำงานเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป

แต่ถ้าการทางพิเศษมีสิ่งจูงใจเช่นขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยน่าจะรู้สึกอยากสมัคร Easy Pass ขึ้นมาบ้าง คราวนี้เราก็แค่ทำให้การสมัครมันง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

เราสามารถประชาสัมพันธ์ง่ายๆ ด้วยการแจกใบปลิวตรงด่านเก็บเงินสด ชักชวนให้คนสมัคร Easy Pass เพื่อรับสิทธิพิเศษขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ โดยบนใบปลิวมี QR Code แปะไว้ด้วย

พอสแกน QR Code (ใช้โปรแกรม LINE เหมือนตอนเพิ่มเพื่อน) มันก็จะพาเราไปที่ใบสมัครที่เราอาจใช้ Google Forms สร้างขึ้นมาฟรีๆ หน้าตาประมาณนี้

https://goo.gl/vvMrP2

เมื่อเรากรอกเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันนัดหมายสองวันก็จะมีอีเมลแจ้งเตือนให้มารับ Easy Pass

จุดรับ Easy Pass ก็อาจจะเป็นสถานที่อย่าง The Nine หรือ Homepro พระราม 9 โดยเปิดให้บริการเฉพาะกิจวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดเดือนมกราคมรวมเป็นเวลา 8 วัน หากวันหนึ่งรับสมัครได้ 400 คน ก็จะรับคนได้เพิ่มถึง 3200 คน

ขั้นตอนก็ควรจะง่ายดาย เพียงนำบัตรประชาชนพร้อมสำเนามาแสดง เมื่อเช็คว่าข้อมูลที่ได้กรอกเอาไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็ชำระเงินและรับบัตร Easy Pass ไปได้เลย กระบวนการทั้งหมดน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที

ถ้าคนสมัคร Easy Pass ไม่ครบ 3000 คน รถก็ติดเหมือนเดิมอยู่ดี
ใช่ครับ ถ้าคนเปลี่ยนไปใช้ Easy Pass แค่ไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยคน สถานการณ์ย่อมไม่มีอะไรดีขึ้นมา

คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

เพียง 3,000 คนเปลี่ยนมาใช้ Easy Pass ชีวิตคนอีก 18,000 คนจะดีขึ้นทันที ประหยัดเวลามวลรวมได้ 6,000 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1,500,000 ชั่วโมงต่อปี

ถ้าคุณยังจำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ซักอย่างในเดือนตุลาคมนี้ ผมคิดว่าการหันมาใช้ Easy Pass เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการทางพิเศษจะออกแคมเปญอย่างที่ผมเสนอไปหรือไม่อาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถ้าคิดแล้วว่าดีมีประโยชน์ ก็สามารถเดินหน้าได้เลย

จะช้าจะเร็ว คนก็คงค่อยๆ หันมาใช้ Easy Pass อยู่แล้ว เหมือนที่เราเปลี่ยนจาก Blackberry มาใช้ Smartphone หรือเปลี่ยนจาก Whatsapp มาใช้ LINE เพียงแต่ถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ปี แต่ถ้าเราใส่ใจและช่วยกันออกแรงซักนิด อาจใช้เวลาเพียง 5 เดือนก็ได้

แน่นอน ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าคือคำตอบระยะยาว เหตุผลที่เขียนบล็อกนี้ขึ้นมาจึงไม่ใช่เพื่อสนับสนุนให้คนใช้รถยนต์ แค่ต้องการจะตอบคำถามที่ว่า มีอะไรที่ผมพอจะทำได้ ณ ตอนนี้ เพื่อช่วยให้ชีวิตเพื่อนร่วมชาติรวมถึงชีวิตของตัวเองดีขึ้น

ด้วยการเขียนบล็อกนี้ ผมเชื่อว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว

คราวนี้ก็ถึงตาคุณแล้วครับ


ร่วมลงชื่อรณรงค์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass ผ่าน Change.org:  https://goo.gl/Cgqfrg

ขอบคุณภาพจาก Bo Pimmanont on Twitter

คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

20171019_justice

แต่ถ้าเราทำผิด เราสมควรได้รับความเห็นใจ

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”
— someone on Humans of New York

เพราะคนเรามีสามมาตรฐาน

มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่น มาตรฐานที่ใช้กับคนใกล้ตัว และมาตรฐานที่ใช้กับตัวเอง

พอเราเห็นข่าวนักการเมืองทำไม่ดี เราจึงไม่รีรอที่จะตำหนิ แต่พอเราทำไม่ดีบ้าง เราจะบอกตัวเองว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”

ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่ายถูกพิพากษาว่าทำความผิด ต้องชดใช้ค่าเส่ียหายทั้งในด้านตัวเงินและอิสรภาพ

ถ้าเราฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่อีกฝ่ายได้รับการลงโทษ แต่การที่ฝ่ายเราต้องโดนลงโทษด้วยนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลย เพราะเราสู้เพื่อความถูกต้อง

แต่ทุกคนก็คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น

และถึงจะรู้ตัวว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของเราได้อยู่ดี

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”

ถ้านิทานเรื่องนี้พอจะสอนอะไรได้บ้าง ก็คงเป็นความตระหนักที่ว่าเรามักจะเข้มงวดกับคนอื่นและผ่อนปรนกับตัวเองเสมอ

ครั้งหน้าถ้าเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้องอีก ก่อนจะเอ่ยคำประณาม ลองใช้โอกาสนี้กลับมาสำรวจตัวเองก็น่าจะดีนะครับ

ขอโทษตัวเอง

20170520_saysorry

[ถาม]: คุณอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่อำยุเพียง 13 ปี จนถึงตอนนี้ก็อายุ 27 ปีแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตที่น่าพูดถึงบ้าง

[ตอบ]: ปูคิดว่าตัวเองเดินทางมาไกลมากเลยนะ และไม่มีปีไหนที่เหนื่อยน้อยลงกว่าปีก่อนหน้าเลย ตั้งแต่เด็กๆ ที่เราทำงานมาโดยตลอด เหมือนขาดชีวิตวัยเด็กไปโดยไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้จักปู ไม่ได้ติดตามข่าวคราวในชีวิตของปูมาตลอด อาจจะตกใจนิดหน่อยคิดว่าปูเปลี่ยนแปลงไป เติบโตขึ้นแบบปุบปับ แต่จริงๆ แล้วปูรู้สึกเป็นผู้ใหญ่แบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมามักจะมีแต่คนมาสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวหรือความรัก (หัวเราะ) แต่ไม่ค่อยมีคนมาสัมภาษณ์เรื่องราวจริงจัง ว่าปูมีความคิดยังไง หรือมีตัวตนจริงๆ เป็นอย่างไร สมัยแรกๆ ที่เข้าวงการมา ปูก็มักจะมีความรู้สึกต่อต้านและก็มีข่าวออกไปให้ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าปูดื้อ แต่สิ่งที่คนไม่รู้เกี่ยวกับปูเลย ก็คือปูมีความเศร้าอยู่ในใจลึกๆ เพราะต้องแบกความรับผิดชอบสูงมากตั้งแต่เด็ก และปูรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ได้ง่ายเลยนะ ชีวิตการเป็นดาราก็ไม่ได้ง่ายเหมือนที่ทุกคนมองว่ามันง่ายด้วย ช่วงที่ไปเรียนต่อเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะซึ่งปูก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยากจะต่อต้านสังคม ต่อต้านสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา ปูคิดว่าไหนๆ คนก็ชอบวิจารณ์เราอยู่แล้วงั้นเราก็เอาให้เต็มที่เลย วันนี้พอมองกลับไป คนที่ปูควรจะขอโทษมากที่สุดคือตัวเองและครอบครัว มาถึงตอนนี้ปูนึกขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆ เลยนะ เพราะปูคงจะไม่ได้เป็นคนอย่างที่เป็นในตอนนี้ ถ้าไม่ได้รับโอกาสให้ทำงานในวงการตั้งแต่อายุ 13 ปีไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้มีความเข้าใจชีวิต ไม่ได้เข้าใจโลก หรือไม่ได้คิดจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ถ้าปูไม่ได้รู้สึกเศร้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนที่ท่าน ว. วชิรเมธีเคยพูดว่า ความทุกข์คือสิ่งมหัศจรรย์ คนเราถ้าไม่เคยทุกข์ก็ไม่มีทางเรียนรู้ได้ ความทุกข์ไม่เกิดปัญญาก็ไม่เกิด ปูก็เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากที่ได้ผ่านจุดนั้นมาด้วยตัวเอง ปูคิดว่าความสุขที่แท้จริงคือการมอบความสุขมอบทางออก มอบชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนอื่น ซึ่งก็เพราะอย่างนี้ปูถึงได้บอกว่าคนไม่ค่อยรู้จักปู ปูเป็นคนที่มีความดาร์กในตัวเองอยู่สูงมาก

– ไปรยา ลุนด์เบิร์ก

a day BULLETIN Issue 468 20 February 2017 
เรื่อง: วรัญญู อินทรกำแหง, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: ภำสกร ธวัชธำตรี
สไตลิสต์ : Hotcake
เสื้อผ้า: The Only Son


ผมเคยเขียนถึงคุณปู ไปรยามาครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากที่ได้ฟังเธอพูดในงาน TEDx และทำให้ผมเข้าใจว่า ภาพที่ผมเคยรับรู้มาเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ห่างไกลจากตัวตนของเธอไม่น้อย

บทสัมภาษณ์ของเธอใน a day BULLETIN เมื่อต้นปีนี้เธอก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หลังจากที่เธอเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

นี่คือข้อมูลบางส่วนของปัญหาผู้ลี้ภัยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

“หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ลี้ภัยทั้งหมด ทั่วโลกจำนวนมากถึง 65.3 ล้านคน และในจำนวนทั้งหมดนั้นมี มากถึงร้อยละ 51 ที่เป็นเด็กๆ และในจำนวนเด็กผู้ลี้ภัยนั้น 50% หรือมากกว่า 30 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะต้องลี้ภัยไป เรื่อยๆ ย้ายถิ่นฐานไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยิ่งมาถึงสถานการณ์ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขเพิ่มขึ้นเร็วมาก จนกลายเป็นว่าโลกเรามีคนที่ต้องลี้ภัยเพิ่มมากถึง 40,000 คนต่อวันเลยทีเดียว ผู้ลี้ภัยเป็นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แต่มีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่จริงๆ บนโลกใบนี้ คนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างจากสงคราม สิ่งเดียวที่เขาต้องการ อาจจะเพียงแค่ขอความปลอดภัยเท่านั้นเอง สำหรับปู นี่เป็นปัญหาที่เราหันหลังให้ไม่ได้นะ เพราะถ้าเราหันหลังให้เขา ชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรก็ยังนึกไม่ออกเลย อย่างบางคนก็จะบอกว่านั่นไม่ใช่ ปัญหาของประเทศเรา ไม่ไปยุ่งดีกว่า แต่เชื่อไหมว่าปัญหาจะเดินทางมาถึงเราได้ และสักวันถ้ามันเกิดขึ้นกับเราบ้าง เราจะไม่มองอย่างนี้เลย เราเองก็จะต้องขอร้องให้คนมาช่วยเหลือด้วยเหมือนกัน”

และคุณปูก็ตั้งคำถามปรัชญาว่า คนเราจะมีชื่อเสียงไปเพื่ออะไร จะรวยไปเพื่ออะไร จะมีอำนาจไปเพื่ออะไร

“ปูยอมรับนะว่าพอทำงานอาชีพนักแสดง เป็นดารามีชื่อเสียงเราอยากได้อะไรก็ได้ จะดื่มน้ำยี่ห้ออะไรก็มีคนวิ่งไปหามาให้อยากจะได้ อยากจะมีอะไร คนก็วิ่งเข้ามาเสนอให้ทุกวัน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะมีชื่อเสียงไปเพื่ออะไร เพื่อเป็นที่หนึ่งเหรอ เพื่อเป็นที่รักของทุกคนเหรอ เพื่อเป็นคนสวยเลือกได้อะไรแบบนั้นเหรอ? …พระเจ้าไม่ได้ให้โอกาสดีๆ กับเรามาเพียงเพื่อเราคนเดียว พระเจ้าให้โอกาสเหล่านี้แก่เรา เพื่อที่เราจะได้ทำอะไรดีๆ หรือส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นด้วย”

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าผมเคยเห็นข่าวว่าคุณปูได้ไปทำงานกับเอเจนซี่เมืองนอก อ่านบทสัมภาษณ์นี้จึงได้รู้หนึ่งในเหตุผลของเธอที่เชื่อมโยงกับคำถามด้านบน

“ถามว่าทำไมปูจึงไปแคสต์งานกับเอเจนซีที่นิวยอร์ก ทำไมถึงอยากจะไปทำงานเมืองนอก สาเหตุหนึ่งที่ปูอยากจะประสบความสำเร็จในระดับสากล เพราะอย่างที่บอก ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนทั้งโลกต้องช่วยเหลือกัน และปูไม่รู้ว่าถ้าเราไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนรู้จักเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร คือปูหมายถึงช่วยเหลือในแบบที่เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเราจะทำอย่างนั้นได้สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือชื่อเสียง”

และอีกหนึ่งประโยคที่ผมรู้สึกว่าเป็นมุมที่น่าสนใจมากจนต้องนำมาใส่ไว้ในภาพประกอบของบทความนี้

“ช่วงที่ไปเรียนต่อเป็นช่วงที่มีข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะ ซึ่งปูก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยากจะต่อต้านสังคม ต่อต้านสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา ปูคิดว่าไหนๆ คนก็ชอบวิจารณ์เราอยู่แล้วงั้นเราก็เอาให้เต็มที่เลย วันนี้พอมองกลับไป คนที่ปูควรจะขอโทษมากที่สุดคือตัวเองและครอบครัว”

ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา เวลาเราเห็นใครที่เคยผิดพลาดในอดีต เขามักจะเอ่ยปากขอโทษคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เจ้านาย หรือเพื่อน

แต่ผมไม่เคยได้ยินใครบอกว่าอยากจะขอโทษตัวเอง

ทั้งๆ ที่ถ้ามาลองคิดดู ตัวเองควรจะเป็นคนที่ถูกขอโทษคนแรกด้วยซ้ำไป เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่ฉลาดของเรามากที่สุดก็คือตัวเราเองนั่นแหละ

เมื่อเราขอโทษตัวเองแล้ว เราก็พร้อมที่จะให้อภัยและปลดล็อคตัวเองจากอดีต เพื่อที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เพื่อที่วันหนึ่งในอนาคต เราจะได้มองกลับมาและนึกขอบคุณตัวเองในวันนี้ครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 468 20 February 2017 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีใครอยากทำเลว

20170408_doright

“สุดท้ายแล้วสามัญสำนึกของเราเป็นคนดีเสมอ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำเลวเพราะเขาอยากทำเลว แต่เป็นเพราะเขาเชื่อว่าการทำเลวของเขามันถูกต้อง มันจะมีเหตุผลสนับสนุนในจิตใต้สำนึกของตัวเองเสมอ คนเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเลว”

– กันต์ กันตถาวร

a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017
เรื่อง ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของคุณกันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการ The Mask Singer ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของผู้บริหารคนหนึ่งของ Workpoint เจ้าของรายการที่ฮอตฮิตที่สุดในชั่วโมงนี้

ผู้บริหารคนนั้นคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่เล่าพฤติกรรมการดูละครไทยของนักโทษในเรือนจำ

คนเหล่านี้ถูกสังคมหรือศาลตัดสินแล้วว่าเป็น “ผู้ร้าย” แต่เวลาดูละคร พวกเขาก็ยังเชียร์พระเอก-นางเอกอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครเชียร์ตัวโกงซักคน

นั่นแสดงว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีของนักโทษเหล่านี้ยังทำงานปกติดีอยู่


Stephen Covey บอกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น เป็นหนึ่งในต้นทุน 4 อย่างของมนุษย์ที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ

การที่คนๆ หนึ่งจะลงมือทำเรื่องที่ผิด จึงอาจไม่ใช่เพราะเข็มทิศของเขาเสีย แต่เป็นเพราะว่าชีวิตของเขามี “แม่เหล็ก” ชิ้นอื่นๆ มารายล้อม

เราถึงได้ยินเรื่องเด็กที่ขโมยยาไปช่วยแม่ที่ป่วย

เราถึงได้ยินเรื่องของคุณยายที่ทุบเขื่อนทำลายทรัพย์สินทางราชการ

เราถึงได้ยินเรื่องท่อน้ำเลี้ยงในพรรคการเมืองเพราะมีคนในสังกัดต้องดูแลและมีภาษีสังคมที่ต้องจ่าย

การที่คนๆ หนึ่งจะทำผิดต่อส่วนรวมหรือทำผิดต่อใครบางคน จึงไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากทำเลว แต่เพราะเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่าต่างหาก

ผมไม่ได้จะให้ท้ายคนทำผิดนะครับ แค่จะบอกว่า ถ้าเราตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครอยากทำเลวอย่างที่คุณกันต์บอก เราก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

มีหวังที่จะเข้าใจหรือยอมรับเรื่องราวต่างๆ อย่างที่มันเป็น มากกว่าด่วนตัดสินด้วยข้อมูลที่อาจหมดอายุหรือจากอคติที่ซ่อนอยู่ในใจ

และหลังจากที่เราเข้าใจหรือยอมรับได้แล้วเท่านั้น เราถึงจะพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นได้


ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives