แสดงละคร

20160430_Drama

“คนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่แสดงละครโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังแสดง ย้อนกลับมาในเรื่องการศึกษาธรรมะ ซึ่งการศึกษาธรรมะคือการเจริญสติ รู้จิต รู้ว่าจิตเราคิดอะไรอยู่ จิตเราไปทางไหน อย่างมีวันหนึ่ง แฟนเราขึ้นบ้านแล้ว เขาเดินขึ้นไปก่อนแล้วเขาก็ถือของขึ้นไป แล้วเราก็มีกระเป๋าใบหนึ่งซึ่งก็คาดหวังว่าเขาจะต้องมายกให้เรา แต่วันนั้นเขาเหนื่อยมาก แล้วเขาก็ถือกระเป๋าให้เราหลายใบขึ้นไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนั้นเราก็รอว่าทำไมเขาถึงไม่ลงมาช่วยถือสักที ก็เลยถือขึ้นไปเองเลย จังหวะวูบหนึ่งของการที่เราเดินถือขึ้นไป เราก็จับความรู้สึกของตัวเองได้ว่าถ้าเราแบกกระเป๋าใบนี้ขึ้นไปแล้วเขาเห็นนะ เขาจะต้องรู้สึกผิด เราจับได้เลยว่าเราไม่ใสซื่อในพฤติกรรมของเรา เราไม่ได้ถือขึ้นไปเพราะโอเคที่ถือได้ แต่ถือไปเพื่อให้เขารู้สึกผิด พอจับตัวเองได้ปุ๊บ เราก็เลยหยุดพฤติกรรมนี้ของตัวเอง แล้วตะโกนเรียกว่า ‘ตัวเอง ตัวเอง มาช่วยถือหน่อย’ เขาก็บอกว่า ‘แป๊บหนึ่ง เข้าห้องน้ำอยู่ เราก็เลยรู้ว่า อ๋อ เขาเข้าห้องน้ำ อยู่ เราก็เลยสบายใจ ก็สามารถถือกระเป๋าขึ้นไปเองได้โดยที่เข้าใจว่า เขาเข้าห้องน้ำ เขาไม่ได้ขี้เกียจหรือไม่อยากจะช่วยเรานะ พอขึ้นไปเขาก็ถามว่าทำไมถึงถือขึ้นมาเอง เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ถือได้สบายๆ ก็เลยไม่ได้ไปหยิบยื่นความรู้สึกผิดให้กับเขา ซึ่งในชีวิตเราทำแบบนี้กันตลอดเวลา แต่เราไม่เคยจับความรู้สึกนี้ได้ คือเรามี sub text หรือทำหนึ่งอย่าง เพื่อแฝงความต้องการอีกหนึ่งอย่าง”

– รสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ)
ครูสอนการแสดงและผู้อำนวยการ The Drama Academy
a day BULLETIN issue 398, 7-13 March 2016
เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


อ่านประสบการณ์ถือกระเป๋าขึ้นบันไดของครูเงาะ ก็พลอยนึกถึงวันหนึ่งในชีวิตวัยเด็ก

ตอนนั้นผมน่าจะอยู่ม.1  โดนน้าตีจนน่องขาด้านหลังมีเลือดออกซิบๆ

อยากจะไปฟ้องแม่แต่กลัวจะดูเป็นเด็กขี้ฟ้อง เลยทำฟอร์มเดินไปที่ออฟฟิศ (ตอนนั้นแม่มีโฮมออฟฟิศอยู่ซอยถัดไป มีพนักงานอยู่ 3-4 คน) ผมพยายามเดินกะเผลกๆ ไปมารอบๆ ออฟฟิศแล้วเอามือแตะๆ ที่ขา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครทัก จนผมถอดใจแล้วเดินกลับบ้านแบบจ๋อยๆ

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน

ขนาดเด็ก 12 ขวบยังแก่แดดขนาดนี้ ผู้ใหญ่จะแก่แดดขนาดไหน

“A man always has two reasons for doing anything: a good reason and the real reason.”

“ไม่ว่าเราจะทำอะไร เรามีเหตุผลสองข้อเสมอ คือเหตุผลที่ดี กับเหตุผลที่แท้จริง”

– J. P. Morgan

เวลาเราทำอะไร เรามักจะมีเหตุผลที่ดีที่เอาไว้บอกตัวเองและคนอื่น

แต่บ่อยครั้ง เหตุผลที่เราบอกตัวเองกับเหตุผลที่แท้จริงก็ไม่เหมือนกัน

เช่น เราอาจจะอยากลงแข่งมาราธอน โดยมีเหตุผลว่าอยากสุขภาพแข็งแรงและลองพิชิตการวิ่งระยะไกลนี้ดู

แต่เหตุผลที่ซ่อนอยู่ลึกๆ อาจเป็นเพียงเพราะว่าเราต้องการจะอัพรูปลงเฟซบุ๊คเพื่อประกาศก้องว่า “กูวิ่งมาราธอนแล้วนะ เก่งป่ะล่ะ”

เราอาจจะทำงานกลับบ้านดึก โดยให้เหตุผลว่างานเยอะหรือทุ่มเทให้กับองค์กร แต่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นเพราะเราไม่อยากกลับไปเจอคนที่บ้านก็ได้

เราอาจจะนุ่งขาวห่มขาวถือศีล 8 โดยให้เหตุผลว่าเราอยากศึกษาธรรมะและพบความสงบ แต่เหตุผลที่แท้จริงอาจเป็นเพียงเราเสพติดความรู้สึกว่าเราเป็นคนดีกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง


แล้วผมมีข้อแนะนำอะไรบ้าง?

จริงๆ ก็รู้สึกกระดากเหมือนกันที่จะมาแนะนำเรื่องเหล่านี้ เพราะผมเองก็ยังฟอร์มจัด ปากไม่ตรงกับใจ และมักมีเหตุผลลึกๆ ซ่อนอยู่ในการกระทำเหมือนกัน

แต่ถ้าจะให้แนะนำตัวเอง ก็คงนึกออกสามข้อ

ข้อแรกคือกลับไปอ่านบทความเรื่องสองเอสที่ควรจำไว้เสมอ ว่าคนเรานั้นมีความต้องการพื้นฐานอยู่แค่สองอย่างคือ Significance และ Security

คนเราทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ และคนเราทุกคนอยากได้ความรู้สึกปลอดภัย สิ่งที่ผลักดันการกระทำของเรามักจะเป็นหนึ่งในความต้องการสองอย่างนี้

การที่ครูเงาะอยากให้แฟนมาถือกระเป๋าให้ก็เพราะว่าอยากให้แฟนแสดงออกว่าครูเงาะเป็นคนสำคัญ

การที่เราอยากลงเฟซบุ๊คเรื่องวิ่งมาราธอน ก็เพราะว่าเราอยากได้การยอมรับ ซึ่งก็เชื่อมโยงกับความสำคัญ (significance) เช่นกัน

การที่เราทำงานกลับบ้านดึก เพราะรู้สึกว่าที่ทำงานนั้นปลอดภัยและสบายใจกว่า (security) อยู่บ้าน

คำแนะนำข้อที่สองคือเราต้องคอยถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มีอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนกันแน่

ถ้ามีเหตุผลที่ดี ลองตัดเหตุผลนั้นทิ้งไปแล้วดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังอีก?

ข้อสุดท้ายก็คือเมื่อเราค้นเจอแล้วว่าเหตุผลที่ขับเคลื่อนอยู่หลังฉากนั้นคืออะไร ก็ลองดูซิว่าเหตุผลนั้นมันเป็นพลังงานบวกหรือพลังงานลบ

ถ้าเป็นพลังงานลบก็อย่าเพิ่งไปทำ รอให้เป็นพลังงานบวกก่อนแล้วค่อยทำ

เหมือนกรณีครูเงาะที่ตอนแรกก็จะถือกระเป๋าขึ้นบันไดด้วยแรงขับเคลื่อนที่เป็นพลังงานลบ (อยากให้แฟนรู้สึกผิด) แต่พอเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ครูเงาะจึงถือกระเป๋าขึ้นบันไดเองด้วยพลังงานบวก

การกระทำเดียวกัน แต่เจตนาต่างกัน ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันเสมอ อย่างน้อยก็ผลลัพธ์ในใจเรา

เมื่อเราคอยสำรวจตัวเองเป็นประจำว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนทุกการกระทำ เราก็จะเป็นคนที่ตรงไปตรงมา

และจะได้เลิกเล่นละครตบตาตัวเองเสียที


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Issuu: a day BULLETIN issue 398, 7-13 March 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ห้านาทีเปลี่ยนชีวิต

20160410_FiveMinute

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทดลองวิธีการจดไดอารี่แบบนึง

มันมีชื่อว่า Five-minute journal หรือ การเขียนไดอารี่แบบใช้เวลาไม่เกินห้านาที

ไอเดียนี้ได้มาจากบล็อกน้องใหม่ชื่อว่า anuengblog ชื่อตอน 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที

แล้วเผอิญ Smart Passive Income podcast ตอน SPI 140: Productivity and the Early Morning Routine with Hal Elrod ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยต้องลองเอามาใช้ซักหน่อย

คุณสามารถซื้อ Five-minute journal จากเว็บไซต์เขาได้เลย ราคา $22.95 หรือประมาณ 700 บาท

แต่ผมว่าใช้แค่สมุดเปล่าก็ได้เหมือนกัน

การเขียนไดอารี่สไตล์นี้ต้องแบ่งเวลาเขียนตอนเช้าหลังตื่นนอน และตอนกลางคืนก่อนเข้านอน

ตอนเช้า ให้เขียนเรื่องดังต่อไปนี้

I’m grateful for…(3 อย่าง)
What would make today great? (3 อย่าง)
Daily affirmations – I am…

ข้อแรกก็คือ เรารู้สึกขอบคุณหรือดีใจกับสามเรื่องอะไรบ้าง เช่น

  • I’m grateful for my wife
  • I’m grateful for my baby’s sleeping pattern
  • I’m grateful that my parents are still healthy

ข้อที่สองก็คือ สามอย่างที่จะทำให้วันนี้เจ๋งสุดๆ ไปเลย เช่น

  • Successful delivery of Connect Day event
  • Write 2 blog posts
  • Get home early

ส่วนข้อที่สาม Affirmations เหมือนเป็นประโยคเตือนใจตัวเองว่าเราเป็นคนยังไงหรือมีอะไร เช่น

  • I get out of my comfort zone every day

เจ้าตัว Affirmations นี่ถ้าได้อ่านหนังสือประเภท The Secret หรือ The Science of Getting Rich จะเห็นว่าเขาให้เขียนถึงสิ่งที่เรายังไม่มีก็ได้ แต่ให้เขียนเป็นประโยคปัจจุบันราวกับว่าเรามีแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำจิตใต้สำนึกเพื่อให้เราหาช่องทางไปสู่จุดๆ นั้นให้ได้ เช่น

  • I have 10,000 Likes on my Facebook page

ทั้งๆ ที่จริงๆ ตอนนี้ผมมีแค่ 7,200 Likes เท่านั้น แต่การเขียน Affirmations นี้ฝรั่งบอกว่า มันจะเป็นการ “หลอก” ให้จิตใต้สำนึกเชื่อว่าผมมี 10,000 Likes ซึ่งส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้สึกว่าสามารถหลอกตัวเองได้นะครับ เพียงแต่ว่าจะลองทำดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร

—-

ส่วนตอนกลางคืน ก่อนจะเข้านอน ก็มานั่งเขียนอีกสองข้อคือ

3 Amazing things that happened today
How could I have made today better?

ข้อแรกคือ สามเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งคงจะไม่ได้ amazing เสมอไป แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ย้อนมองสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีที่วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่

  • I upgraded my WordPress blog – no more ads!
  • My wife was in a really good mood
  • Ran 6k

ส่วนข้อที่สอง (และเป็นข้อสุดท้าย) ก็คือมีอะไรที่เราควรจะทำได้ดีกว่านี้บ้าง ซึ่งส่วนตัวผมว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่สุดในบรรดาหัวข้อทั้งหมด เพราะมันจะเตือนใจให้เราไม่ผิดพลาดซ้ำสอง (หรือซ้ำสาม ซ้ำสี่!) และอาจช่วยให้เราดีขึ้นวันละ 1%

  • Drink more water

—–

อ้อ แล้วถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทยก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดนะครับ!

ความโดดเด่นของการเขียนไดอารี่แบบนี้ก็คือ มันใช้เวลาไม่มากเลย แค่วันละ 5 นาทีเท่านั้น เผลอๆ น้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป ดังนั้นจึงเป็นอุปนิสัย (habit) ที่ใครๆ ก็เริ่มทำได้เลยทันที

และข้อดีที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรามีเวลาได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ก่อนที่จะต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกและความรับผิดชอบอันมากมาย และก่อนที่จะล้มตัวลงนอนเพื่อชาร์จแบตให้ตัวเอง

ที่ผมบอกว่า 5 นาทีเปลี่ยนชีวิต ก็เพราะว่ามันช่วยเปลี่ยนให้ผม “มองเห็น” เรื่องดีๆ ในแต่ละวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยที่มักจะมองข้ามไป จึงมีประจุบวกภายในใจมากกว่าเดิมครับ

ไปลองดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
anuengblog: 5-minute Journal…หัดคิดบวกวันละ 5 นาที
The Five Minute Journal 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เหตุผลที่เขียนบล็อก

20160328_WhyIBlog

วันก่อนมีผู้อ่านท่านหนึ่งถามผมมาทาง Facebook ว่า “ทำไมถึงเขียนบล็อก” ผมเลยบอกเขาไว้ว่า จะมาตอบคำถามนี้ผ่านบล็อกนะครับ

ผมขอแบ่งเหตุผลที่เขียนบล็อกเป็นสองส่วน คือทำไมถึงเริ่มเขียน และทำไมถึงยังคงเขียนอยู่

—–

ทำไมถึงเริ่มเขียน?

อยากมีเว็บไซต์ของตัวเอง สมัยนี้การสร้างเว็บไซต์ของตัวเองง่ายกว่าแต่ก่อนมาก แทบไม่ต้องใช้ความรู้ด้านเทคนิคอะไรเลย ดังนั้นเลยคิดว่าน่าจะดีถ้าเราจะมีเว็บของตัวเองซักเว็บนึง และการทำเว็บผ่านการเปิดบล็อกกับ Tumblr หรือ WordPress ก็เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด ตอนแรกไม่ได้อยากจะใช้ชื่อ anontawong.com นะครับ แต่พอลองคิดชื่ออื่นๆ ที่ชอบก็มีคนเอาไปหมดแล้ว เลยต้องมาลงเอยกับชื่อตัวเอง

มีบล็อกเกอร์เป็นไอดอล บล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ผมติดตามมานานแล้วชื่อ Seth Godin ซึ่งเป็นหนึ่งใน Marketing Guru ที่โด่งดังที่สุดในยุคนี้ (เขียนหนังสืออย่าง Purple Cow, Linchpin, และ The Icarus Deception) เซ็ธเขียนบล็อกมา 14 ปีแล้ว และเซ็ธคนนี้เองที่แนะนำว่าเราควรจะเขียนบล็อกทุกวัน

อยากฝึกปรือการเขียน ช่วงที่ผมเปิดบล็อก anontawong.com ผ่าน Tumblr ใหม่ๆ ผมจะเขียนบล็อกเป็นสองภาษา (ดูตัวอย่างได้ที่ตอน Unforgettable Conversation และตอนคนเราจะมีพรุ่งนี้ได้อีกกี่วัน) เพราะจะได้ฝึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปในตัว แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขียนได้ไม่มากนักเพราะต้องใช้พลังงานเยอะ แค่คิดจะเขียนก็เหนื่อยแล้ว

มีคนให้กำลังใจ ผมเคยอาสาเขียนบทความให้นิตยสาร Neighbour ที่เป็นนิตยสารแจกฟรี พอปลายปี 2557 จัดงานแต่งงานก็เลยเอาบทความเหล่านี้มารวบรวมพิมพ์เป็นของชำร่วย แล้วมีผู้ใหญ่หลายคนที่เอาไปอ่านแล้วชอบใจ คุณทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ (ภรรยาคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนขั้นเทพผู้ล่วงลับ) บอกผ่านพ่อผมมาว่า “อย่าหยุดเขียน”

ได้อ่านหนังสือดี ช่วงสิ้นปี 2557 ผมไปหยุดพักผ่อนที่กาญจนบุรี ได้อ่านหนังสือจบไปสองเล่มคือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย  ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ กับ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของคุณวิสูตร แสงอรุณเลิศ ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง รู้แค่เพียงว่าผมได้รับมวลพลังงานอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมตั้งใจว่า กลับมาถึงกรุงเทพจะลองเขียนบล็อกติดต่อกันสามวันดู

อยากแชร์สิ่งที่รู้ ผมว่าหลายคนน่าจะเคยอ่านเจอประโยคบางประโยคที่เปลี่ยนความคิดและมุมมองของเราไปในทางที่ดีขึ้น หรืออ่านหนังสือบางเล่มแล้วได้แต่เสียดายว่า ทำไมเราไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ให้เร็วกว่านี้ ผมเองก็เชื่อว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ บ้าง จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาลองผิดลองถูกเหมือนผมครับ

สอดคล้องกับอดีต เขาว่ากันว่าถ้าตอนนี้เราไม่แน่ใจว่า passion ของเราคืออะไรให้ลองมองย้อนกลับไปดูสมัยเด็กๆ ว่าเราชอบทำอะไร ผมนึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ชั้นประถมผมเคยลงเขียนเรียงความส่งประกวดอยู่สามสี่ครั้ง โดยส่วนใหญ่เขาจะให้ภาพมาหนึ่งภาพและให้เราเล่าเรื่องจากภาพนั้น จำได้ว่ามีภาพหนึ่งที่เป็นชายฝรั่งสามคนใส่สูทที่ดูโบราณๆ หน่อยคุยกันอยู่สามคน ผมก็ใช้จินตนาการเป็นตุเป็นตะว่าสามคนนี้กำลังคุยเรื่องประดิษฐ์นาฬิกาเรือนแรกของโลกกันอยู่ (ถกกันแม้กระทั้งเรื่องตัวเลขบนนาฬิกา ว่าควรจะมีแค่ 1-12 หรือเลข 1-24) จำได้ว่าเรียงความชิ้นนี้ได้เป็นตัวแทนไปแข่งในระดับเขตเลยทีเดียว!

สอดคล้องกับอนาคต ผมแอบมีความคิดว่าพอลูกเรียนจบ ผ่อนบ้านหมดแล้ว ก็อยากอยู่บ้านเยอะๆ และใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือดีๆ และเขียนบทความเพื่อหารายได้เป็นค่าขนม จะได้ไม่ต้องออกไปฝ่าฟันทำงานนอกบ้าน การเขียนบล็อกก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองในฐานะนักเขียนคนหนึ่งครับ

—–

ทำไมถึงยังคงเขียนอยู่?

เขียนให้ผู้อ่าน ความรู้สึกที่ดีที่สุดสำหรับบล็อกเกอร์ คือเขียนบทความแล้วมีคนเห็นว่ามีประโยชน์ ซึ่งตัวบ่งชี้ที่สำคัญก็คือดูว่ามีคนแชร์บล็อกของเรามากแค่ไหน โดยตอนนี้บทความของผมจะมีคนแชร์ประมาณ 50-100 ครั้ง แต่ถ้าบางบทความโดนใจคนมากๆ ก็อาจมีคนแชร์เป็นพันเป็นหมื่นครั้งเลยทีเดียว ไม่มีอะไรจะน่าชื่นใจไปกว่านี้แล้ว

เขียนให้คนในครอบครัว เรื่องบางเรื่องเราอาจจะไม่มีเวลาได้นั่งคุยกับคนในครอบครัว ก็เลยใช้วิธีเขียนให้อ่านแทน อย่างบทความวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari ซึ่งเป็นบทความที่มียอดคนอ่านมากที่สุด ก็เกิดจากการที่ผมเขียนให้คนในบ้านได้อ่านก่อนจะลงมือเก็บบ้านจริง

เขียนเตือนใจตัวเอง หลายบทความก็เป็นการเขียนเพื่อเตือนใจตัวเองเป็นหลัก เช่นเรื่องเมื่อไหร่จะเหนื่อยน้อยลง วิธีการใช้มือถือในปี 2559 และ ยังไม่มีอารมณ์

เขียนเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน วันที่มีลูกคนแรก และวันที่ทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริงด้วยการไปดูแมนยูที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

เขียนเป็นมรดก เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังของชีวิตและต้องไปงานศพบ่อยขึ้น ก็คิดว่าถ้ามีอะไรบางอย่างทิ้งไว้เป็นประโยชน์ต่อโลกบ้าง การมาของเราคราวนี้ก็คงไม่สูญเปล่า

ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ช่วยสนับสนุน Anontawong’s Musings ตลอดมา อยู่กับผมไปนานๆ นะครับ!

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สองประโยคเตือนใจ

20160308_two

I could be wrong – เราอาจจะผิดก็ได้

และ

It’s going to be OK – เดี๋ยวมันก็โอเค

ผมรู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักมาจากสองสาเหตุ

สาเหตุแรกคือมั่นใจว่าตัวเองถูก เราจึงอยากเอาชนะ และยอมใช้พลังงานมากมายไปกับการถกเถียง ไม่ว่าจกับแฟน กับพ่อแม่ กับเพื่อน หรือแม้กระทั่งกับคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์

สาเหตุที่สอง คือไม่อยู่กับปัจจุบัน ถ้าไม่เจ็บใจกับความผิดพลาดในอดีต ก็กังวลถึงสิ่งที่จะตามมาในอนาคต

สาเหตุแรกทำให้ผมทะเลาะกับคนอื่น

สาเหตุที่สองทำให้ผมทะเลาะกับตัวเอง

ถ้าระหว่างที่กำลังทะเลาะอยู่ ประโยค I could be wrong หรือ It’s going to be OK มันผุดขึ้นมาบ้าง ก็คงจะช่วยเตือนสติได้ไม่น้อย

จะได้ไม่เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

เห็นแก่ตัว

20160304_LoveThyself

“รักตัวเองคือไม่เห็นแก่ตัว และจริงๆ แล้วการเห็นแก่ตัวคือไม่รักตัวเองต่างหาก”

– พระมิตซูโอะ เควสโก
a day BULLETIN 100 Interview The Observer
พฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

จำหนังสือเรื่องสนทนากับพระเจ้า ที่ผมเคยพูดถึงในตอนจะไปกระบี่(อย่า)ขึ้นรถที่หมอชิตได้มั้ยครับ?

ผมเอาหนังสือเล่มนี้ให้น้องที่ออฟฟิศชื่อเอ็มยืมไปอ่าน มันไปอ่านแล้วกลับมาบอกว่าชอบมาก แต่มีเรื่องหนึ่งที่มันไม่เข้าใจและรู้สึกว่าไม่เมคเซ้นส์เลย

นั่นคือเรื่องที่ “พระเจ้า” บอกว่า จงเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำเพื่อตัวเองก่อน แล้วทุกอย่างจะดีเอง

เอ็มบอกว่านี่เหมือนกับสอนให้เห็นแก่ตัวไม่ใช่เหรอ

วันนี้เผอิญได้อ่านเจอคำสัมภาษณ์ของอาจารย์มิตซูโอะ เควสโกพอดี ก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนเรื่องนี้ซะหน่อย

ทำไมอาจารย์ถึงบอกว่า คนรักตัวเองจะไม่เห็นแก่ตัว และคนเห็นแก่ตัวนั้นไม่รักตัวเอง?

ฟังดูแล้วช่างย้อนแย้ง แต่ผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์นะครับ

เพราะเราไม่สามารถรักคนอื่นได้ โดยไม่รักตัวเองก่อน

และเราไม่สามารถทำร้ายคนอื่นได้ โดยไม่ทำร้ายตัวเองก่อน

การรักตัวเอง คือการฝึกว่ายน้ำให้แข็ง เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเราจะช่วยคนที่จมน้ำได้

แต่ถ้าเราเองก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น แถมยังทะลึ่งกระโดดลงไปช่วยคนที่จมน้ำอีก นอกจากเราจะช่วยเขาไม่ได้แล้ว ยังทำคนอื่นเดือดร้อนหนักกว่าเดิมอีก

ในทางกลับกัน คนที่เห็นแก่ตัว แม้จะดูเหมือนว่ารักตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเป็นการรักตัวเองแบบไม่ฉลาด เพราะใช้พลังงานลบขับเคลื่อนการกระทำ ทรัพย์สินหรือชื่อเสียงที่ได้มาเทียบไม่ได้เลยกับความสงบสุขในจิตใจที่หายไป

ดังนั้น เราจึงควรรักตนเองอย่างมีปัญญา บ่มเพราะจิตใจของเราให้ผ่องใส พัฒนาสมองและความสามารถให้เเป็นคนรู้จริงทำจริง

เมื่อเรารักตัวเองจนเต็มที่แล้ว ความรักนั้นจะเอ่อล้นออกมาจนคนอื่นได้สัมผัสและรับประโยชน์จากความรักนั้นเช่นกันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Dhammajak.net

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Master