เป้าหมายในวันนี้อาจเป็นสิ่งไร้สาระในวันหน้า

ลองคิดย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปี หรือ 20 ปีที่แล้ว และดูว่าตัวเองเคยมีเป้าหมายอะไรบ้าง

แล้วเราจะพบว่า เป้าหมายหลายอย่างที่เคยสำคัญกับเรา มาบัดนี้มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราอีกต่อไป

หนึ่ง อาจเป็นเพราะเราทำมันสำเร็จแล้ว

หรือสอง เพราะว่าบริบทไม่เหมือนเดิม เราเติบโตขึ้น มุมมองที่เรามีต่อโลกก็เปลี่ยนไป เป้าหมายที่เคยสำคัญเสียมากมายก็เลยกลายเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเราในวันนี้

เมื่อเห็นความไม่จีรังของเป้าหมายแล้ว เราจะคิดต่อได้อีกสองอย่าง

หนึ่ง เป้าหมายที่เรากำลังจะเป็นจะตายอยู่ในวันนี้ อาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็ได้

สอง แล้วอะไรล่ะ คือเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ คือสารัตถะของชีวิตที่จะไม่สูญเสียคุณค่าไปไม่ว่าบริบทจะเปลี่ยนหรือเราจะเติบโตขึ้นอีกเท่าใดก็ตาม

เลือกเป้าหมายให้ถูก จะได้ไม่เสียเวลาเล็งเป้าที่ผิดไปครึ่งค่อนชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube ของพี่พศิน อินทรวงค์

ดีที่สุดคือพอดี

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan เคยกล่าวไว้ว่าคนเราควรจะมีเงินมากพอที่จะไม่ต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร แต่ไม่ควรมีมากเกินจนมันพาเราไปเข้าสังคมที่เต็มไปด้วยคนที่เราไม่ได้อยากคุยด้วย

David Allen ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity เคยบอกไว้ว่า ถ้าเราจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเวลา ถ้าเราจัดการการเงินได้ดี เราก็จะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

หลายสิ่งในชีวิตมันจะมีจุด optimized ของมัน พอเลยจากจุดนี้ ผลตอบแทนมันจะไม่ค่อยคุ้มค่ากับแรงที่ต้องลงเพิ่มต่อไปอีกแล้ว ฝรั่งเรียกมันว่า law of diminishing returns

เพราะเหรียญมีสองด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ดังนั้น “ดีที่สุด” อาจไม่ได้แปลว่ามากที่สุด รวยที่สุด เก่งที่สุด แต่มันคือจุดที่ “พอดีที่สุด” ที่เราจะได้ประโยชน์จากด้านบวกของสิ่งนั้นโดยไม่ต้องแบกรับผลลบที่ตามมาด้วย

วิ่งฮาล์ฟมาราธอน น่าจะดีต่อสุขภาพกว่าการวิ่งมาราธอน

มีเงินสด 10 ล้าน น่าจะดีกว่ามีเงินสด 1000 ล้าน (มีคนเคยบอกไว้ว่า การดูแลทรัพย์สินระดับพันล้านนั้นอาจทำให้เราเป็นบ้าได้)

การมีเวลาว่างวันละ 4 ชั่วโมง น่าจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการมีเวลาว่างวันละ 14 ชั่วโมง (ซึ่งอาจทำให้เราเป็นบ้าได้เหมือนกัน)

แทนที่จะมุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ผมอยากเชียร์ให้เรามุ่งสู่เป้าหมายที่พอดีกันครับ

เวลาเป็นของมีค่า เราจึงควรอยู่เฉยๆ บ้าง

บ้านหลังหนึ่ง จะสวยได้ก็ด้วยการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมาประดับ

แต่ลองคิดภาพบ้านที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ทุกตารางนิ้วจนไม่เหลือพื้นที่ว่าง จนเฟอร์นิเจอร์ต้องเอาวางซ้อนกัน ความสวยนั้นก็จะอันตรธานไปในทันที

“มี” จะดูดีได้ก็เพราะว่าความ “ไม่มี”

เฟอร์นิเจอร์จะดูดีได้ก็เพราะว่ามีพื้นที่ว่างให้มันอย่างเพียงพอ

ถ้าเปรียบเวลาที่เรามีเป็นพื้นที่ว่างภายในบ้าน หากเราใช้ความคิดแบบทุนนิยมที่เน้นเรื่องการผลิตและ productivity มองว่าทุกนาทีนั้นมีค่าแล้วพยายามแปลงมันเป็นการกระทำและผลผลิต ชีวิตก็จะไม่เหลือความสวยงาม

การอยู่เฉยๆ จึงมีคุณูปการอย่างน้อยสามข้อ

หนึ่ง มันทำให้เรามีเวลาพักหายใจ มีพื้นที่ให้กับความรื่นรมย์ที่อยู่ตรงนี้ตลอดมา

สอง เมื่อได้พักหายใจและมีเวลาอยู่กับตัวเอง เราจะมีเวลาถามคำถามสำคัญ

และสาม เมื่อได้ถามคำถามสำคัญ มันอาจทำให้เราระลึกได้ว่า เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรายของคุณพศิน อินทรวงค์ บน Youtube

ยิ่งใหญ่มิใช่เพราะเก่งกาจ

ยิ่งใหญ่เพราะสม่ำเสมอ

แน่นอนว่าพรสวรรค์ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง เราจึงควรเลือกทำในสิ่งที่เราทำได้ดีและมีฉันทะ เพราะมันจะทำให้เราไปได้เร็วและสร้างผลงานได้โดดเด่น

แต่พรสวรรค์ที่ไม่ได้ถูกค้ำจุนด้วยวินัยย่อมตกม้าตายกลางทาง

เราจึงต้องไม่หลงระเริง ต้องพร้อมที่จะนับหนึ่งใหม่ ต้องเป็นคนที่รอได้

เมื่อมีความสม่ำเสมอที่จะสร้างงานของเราโดยไม่เร่งรีบ ผ่านเวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี ตาน้ำจะกลายเป็นน้ำตก หนึ่งก้าวจะกลายเป็นหมื่นลี้ และก้อนอิฐก็จะกลายเป็นกำแพงเมืองจีนครับ

เราไม่เคยผัดวันประกันพรุ่งเวลาเราเจองู

ในหนังสือ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนพูดถึงประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่า การผัดวันประกันพรุ่งนั้นก็มีข้อดี

มันคือกลไกทางธรรมชาติที่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามครรลองโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอ “แรงต้าน” ที่จะทำอะไรบางอย่าง แสดงว่ามันอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญขนาดนั้นก็ได้

Taleb ยกตัวอย่างตอนเขาเขียนหนังสือ ว่าถ้ามีบางหัวข้อที่เขียนแล้วรู้สึกฝืนๆ เขียนไม่ค่อยออก เขาก็จะตัดหัวข้อนี้ทิ้งไปเลย เพราะถ้าขนาดคนเขียนยังไม่รู้สึกสนุกตอนเขียน คนอ่านจะไปสนุกตอนอ่านได้อย่างไร

การผัดวันประกันพรุ่งจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในสัญชาติญาณของมนุษย์มาแต่บรรพกาลอยู่แล้ว ส่วนมุมมองที่ว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดีเป็นเพียงชุดความคิดที่มาพร้อมกับโลกสมัยใหม่เท่านั้นเอง

เราผัดวันประกันพรุ่งเพราะเรารู้ดีว่าสิ่งนั้นมันไม่ได้กระทบกับชีวิตถึงขั้นรุนแรงอะไร และจริงๆ แล้วเราก็รู้ดีว่าเรื่องไหนที่เราควรทำทันที เรื่องไหนที่เอาไว้ก่อนได้

เวลาบ้านเราไฟไหม้เราคงไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เวลาเราเห็นงูอยู่ในสวนเราคงไม่บอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน ไว้ค่อยจัดการทีหลัง”

ข้อเขียนนี้ไม่ได้จะเชียร์ให้ทุกคนมาผัดวันประกันพรุ่งกันเถอะ แค่อยากชี้ให้เห็นว่าเหรียญนั้นมีสองด้านเสมอครับ


ป.ล. เพื่อให้เห็นเหรียญทั้งสองด้าน ลองอ่านบทความ “แรงต้านคือเข็มทิศ” ด้วยนะครับ