อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา

อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา

ถ้าเรารู้จักคนสัก 100 คน อาจจะมีสัก 5 คนที่ชอบเรามากๆ และอาจจะมีอีกสัก 5 คนที่ไม่ชอบเรามากๆ

ส่วนอีก 90 คนนั้นเขาแค่เฉยๆ กับเรา ถ้าเจอหน้ากันก็ทักทายตามปกติ แต่พอเราพ้นสายตาเขาไปแล้ว เขาไม่ได้คิดถึงเราอีกเลยด้วยซ้ำ เหมือนที่เราก็แทบไม่ได้คิดถึงคน 90% ที่เราเจอในวันนี้เช่นกัน

ดังนั้น ถ้าเราทักใครไปแล้วเขาไม่ทักเราตอบ หรือถ้าเราทำอะไรไปแล้วโดนเขาวีนใส่ ให้เตือนตัวเองว่ามันไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ชอบเราหรอก เขาแค่กำลังหงุดหงิดอยู่เฉยๆ

เราไม่ได้พิเศษเสียจนจะมีคน 90% มารักเรา และก็ไม่ได้พิเศษเสียจนจะมีคนเกลียดเราถึง 90% เช่นกัน

เราก็แค่ผ่านไปเจอเขาในจังหวะที่ไม่ดี อย่าไป take it personal

จะได้ไม่รู้สึกแย่กับตัวเองและกับโลกใบนี้จนเกินเลยครับ

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้

เช้านี้ผมคิดไอเดียเรื่องเขียนบล็อกไม่ออก จึงนอนไถฟีด Quora ไปเรื่อยๆ เพื่อหาเรื่องที่น่าสนใจ

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง สุดท้ายก็คิดอะไรไม่ออกอยู่ดี

จริงๆ สุดสัปดาห์นี้ผมมีเรื่องต้องทำอีก 2-3 โปรเจ็ค คือเตรียมสไลด์สอนสัปดาห์หน้า, ร่าง course outline สำหรับ eLearning, และตรวจต้นฉบับหนังสือของพ่อ

แต่เมื่อเช้านี้ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเดียว เพราะอยากเขียนบทความให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถึงเวลาเที่ยงกว่าแล้วก็ยังนึกเนื้อหาไม่ออก ผมเลยยอมแพ้และตัดสินใจว่างั้นทำสไลด์ก่อนแล้วกัน

ในขณะนั้นเอง ประโยคนี้ก็ลอยเข้ามาในหัว – อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้

หลายครั้งหลายคราที่เราติดหล่มกับเรื่องบางเรื่องจนไม่เป็นอันทำอะไร

เราจะสร้างข้อแม้ขึ้นมาในใจว่า ต้องทำ 1 ก่อน ถึงจะทำ 2 3 4 ได้

พอ 1 ไม่เกิด เราก็เลยพานไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเราก็หงุดหงิดทั้งตัวเองและคนอื่น

สถานการณ์โควิดตอนนี้ นำพามาซึ่งข้อจำกัดหลายอย่าง อยากออกไปข้างนอกก็ทำไม่ได้ อยากจะขยับเนื้อขยับตัวก็ลำบากเหลือเกิน

แต่การหงุดหงิดไม่ได้ช่วยอะไร การเรียกร้องให้ 1 เกิดก่อนไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะถ้าเรื่องนั้นมันไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเรา

สิ่งที่เราควรถามตัวเองก็คือ แม้ว่า 1 จะยังไม่เกิด เราจะยังพอทำอะไรได้อีกบ้าง สิ่งเหล่านั้นมันจำเป็นต้องทำทีหลัง 1 จริงหรือ

อย่าปล่อยให้ข้อแม้ที่เราสร้างขึ้นมาเองกลายเป็นข้ออ้างให้เราจมปลักอยู่กับที่

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้มาหยุดสิ่งที่เราทำได้ครับ

สำหรับคนที่ชอบตัดพ้อว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา

  1. ถามตัวเองก่อนว่า นี่เราอยากรู้จริงๆ หรือแค่อยากบ่นเฉยๆ
  2. ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ลองทบทวนให้ดี เกินกว่าครึ่งของสิ่งร้ายๆ นั้นเรามักมีส่วนร่วมด้วยเสมอ
  3. หาให้เจอว่าเราทำอะไรลงไปจึงไปเพิ่มโอกาสให้เรื่องร้ายๆ นี้เกิดกับเรา
  4. เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้ไม่ทำสิ่งนั้น และลดความเสี่ยงที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
  5. แต่สำหรับคนที่อยากจะบ่นเฉยๆ ให้ระลึกไว้ด้วยว่าเรากำลังมี victim mindset อยู่
  6. victim mindset คือการมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นเรื่องของฟ้ากลั่นแกล้งกัน เป็นเรื่องที่มันไม่แฟร์
  7. เพราะเราจะอดคิดไม่ได้ว่า คนเลวกว่าเรามีตั้งเยอะ ทำไมถึงอยู่สุขสบายดี
  8. ถ้าปล่อยให้ความรู้สึกว่า “ทำไมเราถึงโดนอยู่คนเดียว” กัดกินใจไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่แบกความคับแค้นไว้ในใจ ไม่ต่างอะไรกับการดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกฝ่ายตายไปเสีย
  9. แต่ความเป็นจริงแล้วชีวิตก็มีความ random ของมันอยู่ ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
  10. ถ้ายอมรับได้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ตั้งสติ และมี mindset ที่เหมาะสม เราก็น่าจะเข้มแข็งและมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างสง่างามครับ

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Beyond Order by Jordan Peterson

สำคัญกว่าน้ำครึ่งแก้วคือมันเป็นน้ำอะไร

น้ำเปล่า

น้ำแร่

น้ำหวาน

น้ำประปา

น้ำเสีย

น้ำเน่า

“แก้ว” ในที่นี่คือหัวของเรา เป็นภาชนะที่ใส่อะไรไปมันก็เก็บไว้ได้

แล้วสมองของเราเก็บน้ำอะไรเอาไว้ มันมีประโยชน์ต่อเราจริงมั้ย

ถ้าไม่ ก็ถึงเวลาเทน้ำออกและเติมน้ำใหม่แล้วนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Compound Effect by Darren Hardy

คุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรายอมทน

ถ้าเราไม่ยอมทนกับห้องรกๆ เราจะลุกขึ้นมาจัดห้อง

ถ้าเราไม่ยอมทนกับการมีเงินไม่ค่อยพอใช้ เราจะเลิกซื้อของไร้สาระ

ถ้าเราไม่ยอมทนกับคนปลิ้นปล้อน เราจะเลิกคบกับคนคนนั้น

ถ้าเราไม่ยอมทนกับร่างกายแบบนี้ เราจะหักห้ามใจแม้เห็นของน่ากิน

หากมีแง่มุมใดในชีวิตที่เราไม่พอใจแต่มันก็ไม่เคยดีขึ้นซักที นั่นแสดงว่าเรายังทนมันได้อยู่

อาจจะเพราะว่าเราเหลือไม่มีแรงพอที่ลุกขึ้นมาทำอะไร หรือไม่เราก็คุ้นชินกับความทุกข์แบบนี้เสียแล้ว

“You get in life what you tolerate.”
-Darren Hardy

ก็คงต้องรอให้ความทุกข์นี้มันมากเกินเราจะรับไหว

หรือไม่อย่างนั้นก็จนกว่าเราจะตัดสินใจได้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับและอดทนอีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Compound Effect by Darren Hardy