ไม่เห็นทางออกเพราะไม่ยอมรับความจริง

เวลาเพื่อนมีปัญหาหัวใจ วิ่งมาปรึกษาเรา เราจะให้คำแนะนำได้เป็นอย่างดี

แต่พอเราอกหักเสียเอง เรากลับไปต่อไม่เป็น

จริงๆ แล้วปัญหามันไม่ได้ยากเย็นอะไร มองด้วยสายตาคนดูก็พอจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ

แต่ที่ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะเรายังไม่ยอมรับความจริง

เรายังหวังว่าเขายังรักเราอยู่ ยังเสียดายสิ่งต่างๆ ที่เคยร่วมสร้างกันมา

เมื่อเราคาดหวังหรือแม้กระทั่งคาดคั้นให้ความจริงนั้นต่างไปจากที่มันเป็น สายตาของเราก็เลยพร่ามัว

เมื่อไหร่ก็ตามที่ยอมรับความจริง เราก็จะมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน และเห็นทางออกที่จ้องหน้าเรามาตลอดครับ

“คุณยังเด็กเกินไป” คือคำแนะนำที่ใช้ไม่ได้

เพราะเอาเข้าจริงหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์มากมายนั้นเกิดจากคนหนุ่มสาว

นิวตันค้นพบเรื่องแรงโน้มถ่วงตอนอายุ 23 ปี

ไอน์สไตน์คิดเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพตอนอายุ 26 ปี

เดอะบีทเทิลส์ออกซิงเกิ้ลแรกตอนพวกเขาอายุ 19-22 ปี

จ็อบส์ และ วอซเนียก ก่อตั้งแอปเปิ้ลตอนอายุ 21 ปี

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก สร้างเฟซบุ๊คตอนอายุ 20 ปี

คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์เปิด “ห้างเซ็นทรัลเทรดดิ้ง” ที่ถนนเจริญกรุงตอนอายุ 22 ปี

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เริ่มเข้ามาดูแลกิจการเจริญโภคภัณฑ์พ่อตอนอายุ 25 ปี

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็เกิดจากนักศึกษาและบัณฑิตอายุ 20-25 ปี

ยิ่งในยุคนี้ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเร่ง พื้นที่และโอกาสในการสร้าง impact นั้นเปิดกว้างกว่าที่เคย

ไม่มีใครเด็กเกินไป และทางในกลับกันก็ไม่มีใครแก่เกินแกง

ขอเพียงเป็นคนที่ใช่ในเวลาที่ถูก จะอายุเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ประเด็นครับ

เราคือหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู

แสงสวยหรูระยิบระยับ

อวดโฉมว่าฉันโดดเด่นเป็นประกาย

มียอดไลค์ยอดแชร์เป็นเครื่องการันตี

อวดศักดิ์อวดศรีว่าตนสำคัญ

จนดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า

จึงได้พบว่า เราเป็นแค่แมลงธรรมดาตัวหนึ่ง


เราคือปราสาททรายใต้เมฆครึ้ม

ใช้เวลาต่อเติมจนสวยงาม

พิถีพิถันและสรรค์สร้าง

แต่แสนจะเปราะบาง

เมื่อน้ำฝนร่วงหล่นจากท้องฟ้า

หรือน้ำขึ้นมาจากท้องทะเล

ปราสาททรายที่ทุ่มเทก็พังทลาย


เราคือหนึ่งพริบตาในอนันตกาล

ใช้ชีวิตเพื่อวันหน้าจนลืมวันนี้

วางแผนเป็นสิบปีทั้งที่ไม่รู้มีเหลืออยู่เท่าใด

มุ่งสร้างตำนานชื่อเสียงเกรียงไกร

แต่แม้จะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน

เมื่อวันเวลาผ่านไป

เราก็เป็นได้แค่เพียง footnote ในหนังสือ


เพราะเราคือหิ่งห้อยใต้ต้นลำภู

เพราะเราคือปราสาททรายใต้เมฆครึ้ม

เพราะเราคือหนึ่งพริบตาในอนันตกาล

ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

เคยมีคนถาม Nadine Stair คุณยายวัย 85 ปีจากเมือง Louisville รัฐ Kentucky ว่า “ถ้ามีโอกาสได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง คุณจะอยากเปลี่ยนอะไรบ้าง?”

“ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกหน ฉันอยากจะทำผิดพลาดให้มากกว่านี้ ฉันจะทำตัวสบายๆ ฉันจะยืดเส้นยืดสาย ฉันจะทำตัวติ๊งต๊อง ฉันจะจริงจังกับเรื่องบางเรื่องให้น้อยลง ฉันอยากจะกล้าเสี่ยงมากขึ้น กินไอติมให้มากกว่านี้ กินถั่วให้น้อยกว่าเดิม

ฉันอยากจะมีเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าเรื่องวุ่นวายที่มโนเอาเอง เพราะฉันเคยเป็นคนที่ระแวดระวังและเอาแต่ใช้เหตุผลมาโดยตลอด

โอ้ แล้วฉันก็เคยมีช่วงเวลาดีๆ ด้วยนะ ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกรอบ ฉันอยากจะมีช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นให้มากขึ้น เอาจริงๆ ฉันจะไม่อยากทำอะไรเลยนอกจากสร้างช่วงเวลาดีๆ และใช้ชีวิตไปทีละห้วงขณะในวันแต่ละวัน ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบเอาแต่คิดล่วงหน้าไปเสียหลายปี

ฉันมันเป็นคนประเภทที่จะไม่ยอมออกไปไหนถ้าไม่ได้พกเทอร์โมมิเตอร์ กระติกน้ำร้อน เสื้อกันฝน และร่มชูชีพไปด้วย ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกครั้งฉันจะแบกสัมภาระให้น้อยกว่านี้

ถ้าฉันได้ใช้ชีวิตอีกหน ฉันจะเดินเท้าเปล่าตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน และทำอย่างนั้นจนสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง ฉันจะไปงานเต้นรำให้เยอะๆ ขึ้นม้าหมุนบ่อยๆ และเด็ดดอกเดซี่ให้เต็มมือกว่าเคย”


ขอบคุณเนื้อหาจาก James Clear: 3-2-1 Newsletter, ต้นทางคือหนังสือ Chicken Soup for the Soul 20th Anniversary Edition

อยากได้อะไร ก็จงให้สิ่งนั้น

อยากได้โอกาส ก็จงให้โอกาส

อยากได้ความสุข ก็จงให้ความสุข

อยากได้ความรู้ ก็จงให้ความรู้

อยากได้ความรัก ก็จงให้ความรัก

อยากได้อิสรภาพ ก็จงให้อิสรภาพ

“There is a wonderful, almost mystical, law of nature that says three of the things we want most — happiness, freedom, and peace of mind — are always attained when we give them to others. Give it away to get it back.”
-Basketball coach John Wooden, winner of 10 championships

เรากับเขานั้นเชื่อมโยงกัน มนุษย์ต้องพึ่งพากันมาแต่ไหนแต่ไร เราไม่อาจทำให้ตัวเองดีขึ้นได้ด้วยการทำให้คนอื่นแย่ลง และเมื่อเราทำให้คนอื่นดีขึ้น เราก็จะดีขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน

อยากได้อะไร ก็จงให้สิ่งนั้น

แล้วมันจะกลับมาหาเราในที่สุดครับ