17 หลักการสำหรับการใช้ชีวิต

Rule of thumb คือหลักการง่ายๆ หรือวิธีคิดคร่าวๆ แบบประมาณเอา ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% แต่มีคนใช้แล้วเวิร์คก็เลยบอกกันปากต่อปาก

อีกสำนวนหนึ่งที่มีความหมายเดียวกันคือ Razor ที่แปลว่าใบมีดโกน คือเปรียบหลักการง่ายๆ เป็นเหมือนใบมีดโกนที่ตัดส่วนที่ไม่สำคัญทิ้งไป เหลือเพียงเรื่องที่จำเป็นต้องรู้

เผอิญผมผ่านไปเจอ Twitter thread ของคุณ Sahil Bloom (@SahilBloom) ที่พูดถึงหลักการที่น่าสนใจไว้หลายข้อ

เลยขอคัดบางส่วนมาไว้ตรงนี้ เผื่อจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านครับ

[หากมีตรงไหนที่ผมขยายความเอง ผมจะใส่ไว้ใน square brackets แบบนี้นะครับ]

1. The Smart Friends Razor

ถ้าเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราสนใจเรื่องอะไรอยู่ ก็แปลว่าเราควรจะสนใจเรื่องนั้นด้วย

และถ้าเรื่องที่เพื่อนคนนั้นสนใจดูเป็นเรื่องบ้าบอและไม่น่าเป็นไปได้ เรายิ่งควรใส่ใจมากกว่าเดิมเสียอีก

เพราะความหลงใหลของเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราคือกล้องส่องทางไกลไปยังอนาคต

2. The Rooms Razor

ถ้าเราต้องเลือกระหว่างเข้าห้อง 2 ห้อง ให้เลือกห้องที่เราน่าจะเป็นคนโง่ที่สุดในห้อง

แล้วเมื่อได้นั่งอยู่ในห้องนั้นแล้ว ก็จงพูดให้น้อย ฟังให้มาก

ห้องนี้ไม่ดีต่ออัตตา แต่ดีต่อการเติบโต

3. The Man in the Arena Razor

เวลาเป็นคนดู การส่งเสียงเชียร์หรือส่งเสียโห่นั้นเป็นเรื่องง่ายดาย

สิ่งที่ยากกว่ามากคือการขึ้นไปชกอยู่บนเวที บนเวทีนั้นเปล่าเปลี่ยวและเปราะบาง แต่มันคือที่ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้จริงๆ

เมื่อมีสองทางให้เลือก จงเลือกทางที่จะทำให้เราได้ขึ้นไปชกบนเวที ทางที่เราจะมีส่วนได้เสียกับมันอย่างแท้จริง (skin in the game)

4. The Feynman Razor

การพูดด้วยคำศัพท์หรูๆ หรืออธิบายอะไรให้มันฟังดูซับซ้อนนั้นเป็นเพียงการปิดบังความจริงที่ว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้

ถ้าไม่สามารถอธิบายให้เด็ก 5 ขวบเข้าใจได้ แสดงว่าเราเองก็ยังเข้าใจมันไม่ดีพอ

ถ้ามีใครใช้ jargon (ศัพท์เฉพาะทาง) เยอะๆ เพื่ออธิบายอะไรให้เราฟัง ก็แสดงว่าเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน

5. The Serendipity Razor

[Serendipity แปลว่าการเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโชคช่วย]

สิ่งที่เราเรียกว่า “โชคดี” นั้นเป็นเพียง ผลรวมรวบยอดของการกระทำเล็กๆ นับร้อยพัน (macro results of thousands of micro actions)

ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันก็จะผลักดันให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่โชคดีน่าจะเกิดขึ้น

6. The Uphill Decision Razor

เมื่อมีสองทางให้เลือก ให้เลือกทางที่ยากกว่าในตอนแรก

Naval Ravikant (@naval) เรียกสิ่งนี้ว่า “การตัดสินใจขึ้นภูเขา” (uphill decisions) ซึ่งเป็นการ override สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ชอบหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด

ผลตอบแทนทบต้นของการยอมเหนื่อยตั้งแต่แรกนั้นมักจะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องเจอเสมอ

7. The Buffett Reputation Razor

“การสร้างชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปี การทำลายชื่อเสียงให้ป่นปี้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ถ้าคุณคำนึงถึงความจริงข้อนี้มากพอ คุณจะไม่ทำตัวเหมือนเดิม”
-Warren Buffett

ชื่อเสียงของเราใช้เวลาสร้างนับทศวรรษ แต่มันถูกสร้างด้วยแก้ว ไม่ใช่ด้วยหิน

8. The Opinion Razor

“ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีความคิดเห็นกับเรื่องใดๆ ที่ผมไม่เข้าใจความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่าพวกเขาเอง”
-Charlie Munger

ความคิดเห็นควรเป็นสิ่งที่ควรได้มาด้วยการออกเหงื่อออกแรง

ถ้าเราไม่สามารถอธิบายความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจน ก็แสดงว่าเรายังไม่ควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้น

9. The Narrative Fallacy Razor

มนุษย์เราชอบสร้าง story เราชอบเอาเรื่องราวต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่ออธิบายถึงสาเหตุและผลลัพธ์ ทั้งที่จริงแล้วหลายเรื่องนั้นเกิดขึ้นเพราะโชคหรือความบังเอิญล้วนๆ

เวลาอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ให้ทดไว้ในใจก่อนเลยว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความโชคดีของตัวเองเท่าที่ควร

10. The Time Billionaire Razor

เวลาคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

เมื่อต้องเลือก ให้เลือกทางที่เวลาของเราจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า

นี่ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องของ leverage

จงเลือกทางที่เราจะเอื้อให้เราได้อยู่ในเวอร์ชั่นที่เรา top form ที่สุด

11. The Grit Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่เคย “โดนชกหน้า” มาก่อน

คนที่เคยล้มหรือเผชิญความยากลำบากมาแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะมี grit หรือความอดทนไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง

12. The “Look the part” Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างคนสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่ “ดูไม่เข้าพวก”

คนที่ดูไม่เข้าพวกนั้นต้องฝ่าฟันอะไรมามากมายกว่าจะได้มายืนในจุดเดียวกันกับคนที่ “ดูเข้าพวก” อยู่แล้ว

13. The “What Stays the Same” Razor

การพยากรณ์อนาคตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

Jeff Bezos เคยพูดไว้ว่า การลงทุนในสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงนั้นมีความเสี่ยง แต่การลงทุนในเรื่องที่จะไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปลอดภัย

เมื่อต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต ให้โฟกัสในสิ่งที่จะคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

[เจฟ เบโซสคือผู้ก่อตั้ง Amazon เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’

แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย

เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’

เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้” อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)” ]

14. The Pygmalion Razor

[“พิกเมเลี่ยน” คือชื่อกษัตริย์องค์หนึ่งในเทพนิยายกรีก เขาได้สร้างรูปปั้นของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา และตกหลุมรักรูปปั้นนั้น]

ความคาดหวังที่สูงจะนำไปสู่ performance ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เวลาทำงานกับทีมใหม่ๆ หรือคนใหม่ๆ ขอให้มองเห็นมุมที่ดีที่สุดของพวกเขา และบอกเขาว่าเราเชื่อว่าเขาจะทำได้ดี แล้วพวกเขาจะสร้างผลงานได้ดีกว่าเดิม

15. The Optimist Razor

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่กับใคร ให้เลือกใช้เวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี

คนมองโลกในแง่ร้ายจะเห็นแต่ประตูที่ปิดตาย คนมองโลกในแง่ดีจะเห็นประตูที่เปิดอยู่ และก็น่าจะถีบประตูที่ปิดอยู่ให้เปิดออกด้วย

คนมองโลกในแง่ร้ายนั้นอาจฟังดูฉลาด แต่คนมองโลกในแง่ดีจะมีโอกาสร่ำรวย

16. Hanlon’s Razor

เวลาใครทำอะไรไม่ดีกับเรา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเขามุ่งร้ายกับเรา แต่ให้ลองคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ เช่นเขาอาจมีความเชื่อที่ต่างออกไป เขาขาดความสามารถ หรือเขาอาจฉลาดไม่พอเท่านั้นเอง

17. The Boasters Razor

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จของตัวเอง

ถ้าเราเห็นใครสักคนชอบอวดเรื่องรายได้ ความร่ำรวย หรือความสำเร็จ ก็ควรเผื่อใจเอาไว้ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่เขาพูดหรอก


ขอบคุณข้อมูลจาก @SahilBloom: “Razors” are rules of thumb that simplify decisions. The most valuable razors I’ve discovered.

ตัวจะเบาเมื่อหยุดคิดว่าเรายังดีไม่พอ

วันอาทิตย์ที่แล้วผมวิ่งงาน Bangsaen21 มาครับ

งาน Bangsaen21 คืองานฮาล์ฟมาราธอน (21.1 ก.ม.) ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ผมกับเพื่อนที่ออฟฟิศวิ่งติดต่อกันมาเป็นปีที่สี่แล้ว

เสียดายที่ปีนี้ไม่ได้ไปวิ่งที่บางแสน เพราะสถานการณ์โควิดยังดูไม่น่าไว้ใจ เลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นวิ่งแบบ virtual run คือวิ่งที่ไหนก็ได้แล้วค่อยส่งหลักฐานไปให้ทีมงานเพื่อส่งเหรียญ-ส่งเสื้อมาให้ทีหลัง

ผมเริ่มซ้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ประมาณเดือนพฤศจิกายนก็วิ่ง 10 กิโลเมตรได้แบบชิวๆ คิดว่าถ้าเพิ่มระยะซ้อมสัปดาห์ละ 2 กิโลเมตรก็น่าจะพร้อมภายในกลางเดือนมกราคม

แต่แล้วเดือนธันวาคมผมข้อเท้าพลิกอย่างหนัก ต้องหยุดซ้อมไปหลายสัปดาห์ กว่าจะกลับมาวิ่งได้ใหม่ก็เข้าเดือนมกราคมแล้ว สุดท้ายเลยซ้อมถึงแค่ 18 กิโลเมตรก่อนที่จะถึงงานวิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม

วันนั้นผมตื่นมาก่อนตีสี่นิดหน่อย แต่งตัวและออกมาวอร์มหน้าบ้าน ประมาณตีสี่ครึ่งก็เริ่มวิ่ง

ช่วง 2-3 กิโลเมตรทำเวลาได้ดีจนตัวเองแปลกใจ แต่แล้วเพซก็ช้าลงเรื่อยๆ ยิ่งตอนหยุดดื่มน้ำก็เผลอโอ้เอ้ สุดท้ายจึงจบด้วยเวลา 2:09 ชั่วโมง กับระยะทาง 21.5 ก.ม. (ผมวิ่งเกินเพื่อให้สอดคล้องกับระยะที่จะได้วิ่งในสนามจริง)

ผมแคปหน้าจอแอป Garmin ส่งให้เพื่อนในกลุ่มที่วิ่ง Bangsaen21 ด้วยกัน แต่ปีนี้เป็นปีแรกในรอบสี่ปีที่ผมไม่ได้อัพรูปขึ้นเฟซบุ๊ค

อาจจะเพราะว่าไม่ได้มีรูปสวยๆ ให้โพสต์ แถมวิ่งคนเดียวรอบหมู่บ้าน เสื้อก็ไม่ใช่เสื้องาน Bangsaen21 (เพราะเขายังไม่ได้ส่งมาให้) ก็เลยไม่รู้จะอวดอะไร

แต่ถ้าจะให้ซื่อตรงกับตัวเอง เหตุผลหลักที่ไม่ได้โพสต์ขึ้นเฟซก็เพราะว่าผมใช้เวลาเยอะกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งวิ่งได้ sub-2 (จบเร็วกว่าสองชั่วโมง) ทุกครั้ง

เช้าวันนั้นไถเฟซบุ๊คก็เห็นคนอัปรูปของตัวเองเต็มไปหมด แถมส่วนใหญ่ก็ได้ sub-2 กันเสียด้วย เร็วสุดที่เห็นเป็นเพื่อนผู้หญิง วิ่งจบที่ 1 ชั่วโมง 52 นาที ทั้งยินดี ทั้งอิจฉา และบอกกับตัวเองว่า เราจะต้องกลับมาซ้อมให้หนักกว่าเดิม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้กลับไปซ้อมอีกเลย ที่เคยตื่นตีห้า ก็กลายเป็นตื่นหกโมงกว่าตลอด เพิ่งจะได้กลับมาวิ่งเบาๆ เมื่อเช้านี้เอง

ใจคนเรามันก็ซับซ้อนย้อนแย้งแบบนี้


Social Media นั้นมีข้อดีมากมาย เหตุผลที่ผมได้เขียนบทความให้คุณอ่านก็เพราะว่ามีโซเชียลมีเดียนี่แหละ

แต่หนึ่งในข้อเสียที่สำคัญที่สุดของ Social Media ก็คือมันได้สร้างความรู้สึกว่า “เรายังดีไม่พอ” ให้กับคนทุกคน

สมัยก่อน ถ้าเราเป็นคนที่เล่นกีตาร์เก่งที่สุดในชั้นเรียน หรือสวยที่สุดในหมู่บ้าน เราก็จะมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองนี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน

แต่เป็นสมัยนี้ ไม่ว่าเราจะสวยแค่ไหน เล่นกีตาร์เก่งแค่ไหน มันจะมีคนที่สวยที่เก่งกว่าเราโผล่ขึ้นมาในฟีดเสมอ

แถมสมองของมนุษย์ก็ถูก wired ให้คอยเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลาเสียด้วย ต่อให้ปากจะบอกว่าแข่งกับตัวเอง แต่ลึกๆ แล้วเราก็ยังอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้อยู่ดี

เมื่อพบเจอคนที่ดีกว่าแบบ 24×7 ความรู้สึกว่าเรายังดีไม่พอจึงยิ่งฝังแน่นลงไปในจิตใต้สำนึก และอาจขับเคลื่อนให้เรามีพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  • เข้าศูนย์เลเซอร์ ฉีดโบท็อกซ์
  • สมัครฟิตเนส จ้าง personal coach กิน whey protein
  • ว่างแล้วอ่านมือถือตลอด ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะอ่านอะไร แต่ก็แอบหวังว่าเราจะเจอบทความที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้
  • เสพสื่อด้าน self-improvement จนล้นเกิน หมกมุ่นจนเข้าข่าย productivity porn
  • ซื้อหนังสือมามากมายเพื่อฝังมันไว้ในกองดอง
  • ใช้ชีวิตโดยรู้สึกว่า “มีอะไรต้องทำ” และต้อง “มุ่งไปข้างหน้า” ใจจดจ่อกับอนาคตจนไม่เหลือพื้นที่ว่างให้วันนี้หายใจ

ความจี๊ด (insidious) ของมันก็คือเรื่องเหล่านี้ดันเป็นสิ่งที่สังคมให้ค่าเสียด้วย พอเราโพสต์ความ smarter faster better ของตัวเองลงในโซเชียล ก็จะมีคนมากดไลค์และคอมเมนท์ชื่นชม ซึ่งก็จะยิ่งผลักดันให้เราทำมันต่อไปอีก

โลกโซเชียลและทุนนิยมคือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ผลักดันให้มนุษย์วิ่งเข้าหาความสมบูรณ์แบบ

แต่การวิ่งตลอดเวลานั้นเหนื่อยไม่ต่างอะไรกับการวิ่ง sub-2 และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นเพียงมโนภาพที่เราสร้างขึ้นมา แล้วเราก็แบกมโนภาพนี้เอาไว้ตลอดเวลา

เมื่อแบก ชีวิตจึงหนัก ชีวิตจึงเหนื่อย

ไม่ได้จะบอกว่าให้นั่งอยู่เฉยๆ อย่างเฉาๆ แค่จะบอกว่าเราควรแยกแยะให้ออกระหว่างสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ กับสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องเป็นคนเก่งตลอดเวลา

ตัวจะเบาเมื่อหยุดคิดว่าเรายังดีไม่พอครับ

จะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายทีหลัง

จะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายทีหลัง

“ผึ้ง” ภรรยาของผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทมาหลายวัน เพราะเมื่อวานต้อง present เรื่องแผนการปี 2022 ให้กับ key leaders ที่ทำงาน ผึ้งเลยตื่นตั้งแต่หัวรุ่งมานั่งทำสไลด์ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ แก้แล้วแก้อีกจนสไลด์เสร็จเรียบร้อยเมื่อวานตอนเช้าก่อนจะไปส่งปรายฝนกับใกล้รุ่งที่โรงเรียน

ผมเตือนผึ้งว่าอย่าลืมซ้อมด้วยนะ ผึ้งบอกว่าได้ เดี๋ยวซ้อมในรถตอนขากลับจากส่งลูกๆ ก็แล้วกัน


ระหว่างขับรถไปส่งลูกๆ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตดูหน้าตาหงอยๆ

ปรายฝนพูดขึ้นมาเบาๆ ว่า

“พอถึงโรงเรียนแล้ว แด๊ดดี้เอาสมุดการบ้านออกจากกระเป๋าแล้วเอากลับบ้านไปได้มั้ย ปรายฝนไม่ได้ทำการบ้านมา ปรายฝนกลัวโดนคุณครูว่า”

“แล้วปรายฝนจะบอกคุณครูว่ายังไงเหรอ”

“…”

“ปรายฝนจะบอกคุณครูว่าปรายฝนลืมเอาสมุดการบ้านมาเหรอ”

“…”

การบอกว่าลืมเอาสมุดการบ้านมา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ลืม เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะจะเป็นการปลูกฝังนิสัยที่ผิดให้กับลูก

ปรายฝนบอกว่า ปรายฝนจะบอกคุณครูตรงๆ ว่าไม่ได้ทำการบ้านมา แต่น้ำเสียงก็ดูไม่มั่นใจนัก ผมกับผึ้งมองว่ายังไงก็ควรติดสมุดการบ้านไปนั่นแหละ เผื่อคุณครูสั่งการบ้านใหม่ จะได้รู้เรื่องว่าต้องทำหน้าไหนบ้าง

ไปส่งถึงหน้าโรงเรียน ปรายฝนก็ไม่ยอมเดินเข้าประตู น้ำตาไหล กังวลเรื่องสมุดการบ้านเล่มนี้ “ใกล้รุ่ง” น้องชายก็ยืนรอเก้ๆ กังๆ ว่าเมื่อไหร่เจ่เจ้จะยอมเดินไปกับเขาเสียที

ผมบอกปรายฝนว่า ตอนเด็กๆ แด๊ดดี้ก็เคยไม่ทำการบ้านเหมือนกัน เด็กทุกคนก็ชอบเล่นมากกว่าทำการบ้านอยู่แล้ว แต่พอโดนคุณครูดุ แล้วเราไม่อยากโดนดุอีก คราวหน้าเราก็จะได้ตั้งใจรีบทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น ไม่ใช่เอาแต่เล่นแล้วต้องมานั่งกังวลอยู่แบบนี้

ต้องกล่อมอยู่ร่วม 10 นาที ปรายฝนถึงยอมเดินเข้าประตูไป


ส่งปรายฝนเสร็จ ระหว่างเดินกลับไปที่รถ ผมโทรไปร้านหมูปิ้งหน้าปากซอยให้เขาเตรียมของไว้ให้ ขากลับจะได้แวะรับได้เลย

“หมูปิ้ง 8 ไม้ ข้าวเหนียว 2 ถุงครับ”

“หมูจะเอาแบบติดมันหรือไม่ติดมันครับ” คนขายถาม

ผมชะงักไปชั่วขณะนึง ผลตรวจสุขภาพตอนปลายปีบอกว่าค่า LDL ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง แล้วผมก็ตอบไปว่า

“เอาแบบติดมันครับ”


ระหว่างนั่งรถกลับ ผมหันไปถามผึ้งว่าจะซ้อมกันรึยัง เห็นส่งสไลด์เข้าไลน์มือถือตัวเองแล้วนี่ เดี๋ยวสิบโมงก็เริ่มประชุมแล้วไม่ใช่เหรอ

ผึ้งก็เขิน ไม่ยอมซ้อมให้ผมฟัง จนกลับถึงบ้าน กินหมูปิ้งจะเสร็จแล้ว พอถามว่าจะซ้อมมั้ย ก็ยังบ่ายเบี่ยง

ผมเลยบอกกับผึ้งว่า ผมได้หัวข้อเขียนบล็อกแล้ว – “จะจ่ายตอนนี้หรือจะจ่ายทีหลัง”

ถ้าไม่จ่ายด้วยการทำการบ้าน ก็ต้องจ่ายด้วยความกังวลว่าจะโดนครูดุรึเปล่า

ถ้าไม่จ่ายด้วยการซ้อมพรีเซนต์ ก็ต้องจ่ายด้วยการพูดอย่างขัดข้องตอนพรีเซนต์จริง

ถ้าไม่จ่ายด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ก็ต้องจ่ายด้วยค่า LDL ที่สูงขึ้น

(พูดจบผมก็หยิบหมูปิ้งติดมันไม้สุดท้ายขึ้นมากิน)

ผมก็เลยเสนอว่า ไหนๆ ก็จะพรีเซนต์ผ่าน Google Meet อยู่แล้ว งั้นไม่ต้องซ้อมกันต่อหน้ากันก็ได้ ซ้อมแบบผ่าน Google Meet นี่แหละ แล้วเดี๋ยวผมปิดกล้องปิดเสียง ผึ้งจะได้ไม่เขิน

ก็เลยได้ซ้อมใหญ่กันหนึ่งครั้ง และผมก็จดสิ่งที่อยากให้ปรับเอาไปบอกเขา และการพรีเซนต์ของผึ้งก็ผ่านไปได้ด้วยดี


ทุกอย่างในชีวิตมีราคาที่เราต้องจ่าย

แต่นิสัยที่แก้ไม่หายของคนเรา คืออยากใช้ให้มากที่สุด และจ่ายให้น้อยที่สุดหรือช้าที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ก็แอบหวังว่าจะไม่ต้องจ่ายเลย

มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Jordan Peterson ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life:

“Nobody gets away with anything. Ever.”

ต่อให้เราพยายามหลีกเลี่ยงแค่ไหน สุดท้ายเราก็ต้องจ่ายอยู่ดี แม้บางอย่างจะกินเวลาเป็นสิบปี

ถ้าตอนเด็กไม่จ่ายด้วยการตั้งใจเรียน ตอนโตก็ต้องจ่ายด้วยการยอมเหนื่อยและออกแรงมากกว่าคนที่เขามีความรู้แน่นอยู่แล้ว

ถ้าไม่จ่ายด้วยการดูแลสุขภาพตอนหนุ่มสาว ก็ต้องจ่ายด้วยการวิ่งเข้า-ออกโรงพยาบาลในวัยกลางคนและวัยชรา

ถ้าไม่จ่ายด้วยการให้เวลากับลูก ก็ต้องจ่ายด้วยความห่างเหินที่ลูกมีกับเราเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่

ถ้าไม่จ่ายด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งต่อหน้าและลับหลัง ก็ต้องจ่ายด้วยการถูกจับได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง (โดยเฉพาะตอนที่เราย่ามใจว่าจะไม่มีทางถูกจับได้)

ประเด็นสำคัญก็คือ การจ่ายทีหลังนั้นมักมี “ดอกเบี้ย” และหลายครั้งก็เป็นดอกเบี้ยแบบทบต้นทบดอกด้วย

การไม่ยอมจ่ายตอนนี้ ก็คือการผลักภาระให้กับตัวเองในอนาคต ซึ่งในวันนั้นสติปัญญาของเราอาจไม่แหลมคมเท่าตอนนี้ ร่างกายอาจไม่แข็งแรงเท่าตอนนี้ แต่ดันต้องมาแบกรับภาระที่ตัวเราในอดีตได้ก่อเอาไว้

Nobody gets away with anything. Ever.

ทุกอย่างในชีวิตมีราคาที่เราต้องจ่าย

จะยอมจ่ายตอนนี้ หรือจะยอมจ่ายทีหลังเท่านั้นเอง

4 ชั่วโมงเปลี่ยนชีวิต

2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเข้านอนเราทำอะไรบ้าง

ถ้าเราใช้เวลาไปกับการทำงานบนแล็ปท็อป ดูทีวี ไถมือถือ กินอาหารตอนดึกๆ เราก็จะนอนหลับไม่สนิท ทำให้วันต่อมาไม่สดใส ทำงานได้ไม่เต็มที่ และถ้าทำอย่างนี้ติดต่อกันเป็นนิสัย สุขภาพและผลงานของเราก็จะแย่ลงเรื่อยๆ

แต่ถ้าเราใช้ 2 ชั่วโมงนี้ไปกับการผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ฟังเพลง อ่านหนังสือที่เราชอบ กลับมาอยู่กับลมหายใจ พูดคุยกับคนที่เรารัก มันก็จะเป็นการรีเซ็ตร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีแรงที่จะลุยงานในวันต่อมา

2 ชั่วโมงหลังตื่นนอนเราทำอะไรบ้าง

ถ้าเราเล่นมือถือ ดูข่าว เราก็จะมีเรื่องราวเข้ามาในหัวเต็มไปหมด รู้ตัวอีกทีก็สายและต้องรีบอาบน้ำ ทานข้าว มานั่งเฝ้าจอแบบใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

แต่ถ้าเราใช้เวลาไปกับการออกกำลังกายยามเช้า ทำโปรเจ็คที่สำคัญกับเราในระยะยาว วางแผนสำหรับชีวิตและการทำงาน เราก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง เขยิบเข้าใกล้เป้าหมาย และสามารถทำหน้าที่ของเราได้อย่างมีทิศทางและเต็มประสิทธิภาพ

ว่ากันว่า 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอนคือเวลาทองของสมอง ดังนั้นเราควรเก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันให้คุ้มค่าที่สุด

2 ชั่วโมงก่อนนอน กับ 2 ชั่วโมงหลังตื่น คือ 4 ชั่วโมงที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้

แม้จะดูเล็กน้อย แต่หากเราดีขึ้นเพียงวันละ 0.1% ภายใน 1 ปีเราจะดีขึ้นถึง 44% และหากเราแย่ลงแค่วันละ 0.1% ภายใน 1 ปีเราจะแย่ลงถึง 30%

ใช้ 4 ชั่วโมงนี้อย่างมีสตินะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง โดย ชิอน คาบาซาวะ

เขียน To Do List สำหรับเรื่องสนุก

ธรรมดาคนเราจะมี To Do List สำหรับการทำงาน

แต่น้อยคนนักจะมี To Do List สำหรับเรื่องสนุก เพราะคิดว่าไม่จำเป็น

พอเรามีเวลาว่าง เราก็เลยมักจะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยอย่างการไถมือถือหรือดูทีวีไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเรามี To Do List เรื่องสนุก เมื่อเรามีเวลาว่าง เราจะเอามันขึ้นมาทำเป็นอย่างแรก

คุณชิอน คาบาซาวะ ที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความ “อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก” ก็บอกว่าตัวเองเป็นคนชอบดูหนังในโรงหนังมาก ดังนั้นเขาจะศึกษาและจดตารางเอาไว้ก่อนเลยว่าเดือนนี้จะมีหนังเรื่องไหนเข้าโรงบ้าง ฉายวันแรกเมื่อไหร่ เมื่อถึงวันที่หนังออกฉาย เขาก็กระตือรือร้นที่จะทำงานให้เสร็จ จะได้ไปดูหนังได้อย่างสบายใจ

อีกอย่างที่คุณคาบาซาวะชอบทำ ก็คือการตระเวนกินร้านอาหารอร่อยๆ ดังนั้นหากมีนัดประชุมแถวไหน เมื่อประชุมเสร็จแล้วเขาก็จะแวะไปกินร้านอาหารใน To Do List ที่อยู่ในละแวกนั้น

ผมเองก็เพิ่งลองใช้เวลา 3 นาทีนั่งเขียน To Do List เรื่องสนุกที่อยากจะทำ แค่เขียนก็สนุกแล้ว

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง โดย ชิอน คาบาซาวะ