ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว

พี่เอ๋ นิ้วกลมเคยคุยกับลุงคนหนึ่งซึ่งอายุมากแล้ว แต่ยังแข็งแรงและวิ่งเป็นประจำ แถมยังทำเวลาได้ดีมากด้วย

เมื่อพี่เอ๋ถามลุงว่าทำยังไงถึงวิ่งได้เร็วขนาดนี้ คุณลุงตอบว่า ไม่ต้องไปสนใจความเร็วหรอก แค่วิ่งบ่อยๆ เราก็จะแข็งแรง และเมื่อแข็งแรงเราก็จะวิ่งได้เร็วขึ้นเอง

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งของฝรั่งที่ว่า Slow is smooth. Smooth is fast.


ลูกของผมทั้งสองคนเรียนเปียโน และทุกปลายปีก็จะมีคอนเสิร์ตเล็กๆ ให้พ่อแม่ได้มาดู

เพลงที่ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 7 ขวบของผมจะเล่นช่วงสิ้นเดือนนี้คือ Perfect ของ Ed Sheeran

ใกล้รุ่งเป็นเด็กเรียนรู้เร็ว และชอบอวดหน่อยๆ ว่าตัวเองทำได้เร็ว เช่น วิ่งเร็ว คิดเลขเร็ว ทำการบ้านเร็ว แต่ดันเล่นเพลง Perfect เร็วไปด้วย เวลาซ้อมเพลงนี้ก็จะเล่นเร็วตลอด จนผมต้องคอยบอกให้ช้าลงหน่อย แต่เขาก็ยังเล่นเร็วอยู่ดี

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมพาครอบครัวไปเที่ยวเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย มีโอกาสได้ฟังวงดนตรีของนักเรียน 4 คน โดยมี 2 คนเล่นไวโอลิน 1 คนเล่นเชลโล และคนสุดท้ายเล่นดับเบิลเบส

หนึ่งในเพลงที่วงนี้เล่นคือเพลง Perfect พอดี ผมเลยบอกให้ใกล้รุ่งตั้งใจฟัง ว่าคนที่เล่นดนตรีเก่งไม่จำเป็นต้องเล่นให้เร็ว แต่ควรเล่นให้พอดีและเข้าถึงอารมณ์

ใกล้รุ่งนั่งฟังเพลงและโยกหัวตามอย่างมีความสุข พอกลับมาเมืองไทยก็สังเกตว่าเขาเล่นเพลงนี้ช้าลงและเพราะขึ้น


เช่นเดียวกับหลายบ้านที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ ผมกับภรรยาให้ลูกเล่นไอแพดช่วงหัวค่ำ โดยมีข้อแม้ว่าต้องซ้อมเปียโนก่อนถึงจะเล่นไอแพดได้

เมื่อช่วงกลางปี ผมลองเพิ่มกฎเข้าไปว่า ก่อนจะเล่นไอแพดให้อ่านหนังสือก่อน โดยให้ “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตอ่านวันละ 20 หน้า และให้ใกล้รุ่งอ่านวันละ 10 หน้า ซึ่งพวกเขาก็อ่านกันแค่นั้นจริงๆ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

เผลอแป๊บเดียว ปรายฝนอ่านพ็อกเก็ตบุ๊คจบไปเกิน 10 เล่ม โดยตอนนี้กำลังอ่าน Harry Potter ภาค 4 อยู่ ส่วนใกล้รุ่งก็อ่าน Dragon Masters เล่มบางๆ จบไป 17 เล่มแล้ว

ปีนี้ลูกๆ น่าจะอ่านหนังสือจบมากกว่าผมด้วยซ้ำ


อาจจะเพราะเราถูกรายล้อมด้วยวัฒนธรรม life hacks และเรามีแรงขับ (หรือแรงกดดัน) ที่จะประกาศความก้าวหน้า/ความสำเร็จของเราให้คนรอบข้างรับรู้

บางทีเราจึงเร่งรีบเกินไป ใช้ชีวิตตึงเกินไป เพื่อจะบรรลุตัวเลขบางตัวที่ไม่ได้มีความหมายอะไรในตัวมันเอง (arbitrary)

ถ้าเราวางความรู้สึกว่าต้องเร็วกว่าคนอื่น ต้องดีกว่าคนอื่นลงได้ บางทีชีวิตอาจจะเรียบง่ายกว่านี้

ไอน์สไตน์บอกว่า compound interest คือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก เราจึงควรใช้มันให้เกิดประโยชน์

และสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ compound interest คือความสม่ำเสมอ ถ้าเราทำมันเรื่อยๆ ทำมันทุกวัน และเป็นคนที่รอได้ ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนย่อมตามมา

“Intensity impresses. Consistency transforms.”
-Shane Parrish

ไม่ต้องเก่งกาจเพื่ออวดใคร ขอแค่ทำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็วเองครับ

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman ว่าเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือให้เรายอมรับใน “ความจำกัด” ของตัวเอง (finitude)

โลกทุนนิยมชอบสอนว่าเราไม่มีขีดจำกัด เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้ เพียงเรายอมจ่ายเพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ได้ของชิ้นนี้มา หรือได้ความรู้ชุดนี้มา แล้ว productivity เราจะสูงขึ้น ชีวิตเราจะดีขึ้น และเราจะ “เอาอยู่” ทุกอย่าง

แต่ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือมากี่เล่ม ลองแอปมาแล้วกี่ตัว ฟังพ็อดแคสต์มาแล้วกี่ตอน ก็ยังไม่เห็นว่าจะจัดการชีวิตได้อยู่หมัดสักที

เพราะพอเราคิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย ชีวิตก็มักจะส่งอะไรที่เราคิดไม่ถึงมาให้เสมอ ดั่งคติพจน์ของชาวยิวที่ว่า

“Mann Tracht, Un Gott Lacht”

“Man plans and God laughs.”

Four Thousand Weeks เลยบอกให้เรายอมรับความจริงที่ว่า วันที่เราจะเป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์ ทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เราจะมีงานค้างอยู่เสมอ และเราไม่สามารถทำตามความต้องการของทุกคนได้อย่างไร้ที่ติ

เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ เราจะพบความโล่งใจอย่างประหลาด เพราะเราจะเปลี่ยนบทบาทจากคนที่ทำอะไรเพราะ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” เป็นคนที่ทำอะไรเพราะ “อยากทำ” มากขึ้น โดยไม่ต้องมีเหตุผล และไม่มัวกังวลว่าการกระทำนั้นจะทำให้เราเป็นคนดีขึ้นหรือเก่งขึ้นหรือไม่

การตระหนักถึงจุดนี้เป็นเครื่องเตือนสติที่สำคัญสำหรับคนรักการพัฒนาตัวเอง และคนที่เป็น “เดอะแบก” ทั้งในที่ทำงาน ที่บ้าน หรือแม้กระทั่งในที่สาธารณะ

เมื่อเรารู้สึกว่าเราต้องเก่งขึ้นทุกวัน และต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน เราก็อาจรู้สึกว่าเราไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง “ไร้สาระ” และไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

นานวันเข้าเราก็เลยกลายเป็นคนไม่กล้าอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข


ผมนึกถึงฉากหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในซีรี่ส์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance” (2019) ที่นำแสดงโดย ซันนี่ (เป้ง) ใหม่ ดาวิกา (ทานตะวัน) สกาย วงศ์ระวี (ฉลาม) และ ต้าเหนิง กัญญาวีร์ (บะหมี่)

เป้งคบกับทานตะวันมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเป้งมีพลังวิเศษที่หากทานตะวันเรียกหาเป้งเมื่อไหร่ เป้งก็สามารถทะลุมิติไปเจอทานตะวันได้ทันที

แต่ด้วยภาระหน้าที่ของความเป็นแพทย์ ทำให้หมอเป้งไม่ได้ดูแลทานตะวันเท่าที่ควร จนทานตะวันเริ่มมีใจให้ “ฉลาม” แพทย์ฝึกหัด ส่วน “บะหมี่” ที่เป็นคนขับรถพยาบาลก็แอบชอบหมอเป้งมานานแล้ว

ใน EP7 หมอเป้งขอให้บะหมี่ไปช่วยลองแหวน เพราะไซส์นิ้วนางของบะหมี่และทานตะวันใกล้เคียงกัน หมอเป้งตั้งใจจะขอทานตะวันแต่งงาน แต่พอคืนนั้นได้คุยกับทานตะวันและรู้สึกได้ว่าทานตะวันเริ่มมีใจให้ฉลาม ก็เลยทะเลาะกันจนหมอเป้งท้าให้ทานตะวันเลิก และทานตะวันก็ดันตอบตกลง

หมอเป้งที่ยังช็อคๆ งงๆ เดินกลับมาเจอบะหมี่พอดี

บะหมี่: หนูบังเอิญมาเดินเล่นแถวนี้พอดีอ่ะพี่…บังเอิญดีเนอะ…(เห็นหน้าหมอเป้งจ๋อยๆ) พี่ไม่เป็นไรแน่นะ?

หมอเป้ง: เลิกกันแล้วอ่ะ…

บะหมี่: ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องออกมาเลยนะพี่

หมอเป้ง: (ยิ้มเศร้าๆ คูลๆ) ร้องทำไม…ร้องแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

บะหมี่: อย่างน้อยก็ได้ร้องไงพี่

หมอเป้งพยายามกลั้นน้ำตา ไฟตึกโดยรอบค่อยๆ ดับลง หมอเป้งบอกบะหมี่ว่าไปกันเถอะ บะหมี่เดินเข้ามาหา เอามือวางบนไหล่หมอเป้ง

บะหมี่: ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่

(หมอเป้งยิ้มส่ายหน้า แล้วบอกว่าไปกันได้แล้ว)

บะหมี่เลยเดินเข้าไปโอบกอดหมอเป้ง แล้วหมอเป้งก็ปล่อยโฮออกมา


ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เรา “ต้องเป็น” หรือ “ต้องทำ” ทั้งนั้น

เราเลือกได้ว่าเราอยากเป็นแบบไหน อยากทำอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจใช้ชีวิตแบบมุ่งไปข้างหน้ามากเกินไป จนเราหลงลืมไปว่าทำไมเราถึงมุ่งไปข้างหน้าตั้งแต่แรก

วง Aerosmith เคยกล่าวไว้ว่า Life’s a journey, not a destination.

การมีจุดมุ่งหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าลืมสนุกกับการเดินทางด้วย

เราไม่ต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนในทุกที่และทุกเวลา

ทำตัวไร้สาระบ้างถ้าหากมันทำให้เรามีความสุข และหากมีความทุกข์ก็แค่ระบายมันออกมา

“ก็ถ้าพี่รู้สึกอ่ะ พี่ก็แค่ร้องออกมาดิ พี่กลัวอะไรอ่ะ มันไม่มีใครเห็นอยู่แล้วหนิ ไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้พี่”

ทิ้งความกังวลที่จะไม่ได้บรรลุตัวตนอันสมบูรณ์แบบ อยู่กับปัจจุบันให้ไม่น้อยกว่ามุ่งมั่นสร้างอนาคต

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ครับ

ความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้

วันก่อนเผอิญผมเห็นภรรยาเล่นมือถือแล้วไถไปเจอน้องผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายเซลฟี่ในชุดออกกำลังกาย

ภรรยาเล่าให้ผมฟังว่า น้องคนนี้รู้จักกันที่ทำงานเก่า แต่ก่อนเป็นเด็กเจ้าเนื้อ แต่พอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน ก็เลยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ฟิตหุ่น ตั้งใจทำงาน จนกระทั่งเก็บเงินซื้อรถ ซื้อบ้าน ได้เจอคู่ชีวิต ได้แต่งงาน และดูแลร่างกายเป็นอย่างดีมาจนถึงทุกวันนี้

ผมฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่ได้เลิกกับแฟนคนนั้น เส้นทางชีวิตของน้องเขาจะเปลี่ยนไปจากนี้หรือไม่

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องของตัวเองที่ไม่เคยเล่าในบล็อกนี้

ผมเคยทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติอยู่เกือบ 14 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีเพราะได้ทำงานหลายตำแหน่ง ได้เรียนรู้เกือบทุกวัน และได้เพื่อนดีๆ มากมาย

แต่พอถึงปี 2016 อายุ 36 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่าอยากออกมาเจอโลกกว้างบ้าง (ถ้าใช้ศัพท์พี่ตูนคือ “จะออกไปแตะขอบฟ้า”) ผมเลยสมัครงานที่บริษัทเอเจนซี่สัญชาติไทยแห่งหนึ่ง ได้ทำงานในส่วนของ planner หน้าที่คือไปรับบรีฟลูกค้าแล้วทำแผนไปนำเสนอว่าควรจะมี communication plan อย่างไรที่จะตอบโจทย์ของลูกค้า

แต่ปรากฏว่าเมื่อได้เข้าไปทำงานแล้วผมกลับทำงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารหรือเทรนด์ใหม่ๆ กับเพื่อนร่วมทีมหรือลูกทีมก็ไม่ค่อยสนิทกันเพราะวิธีคิดและมุมมองคนละสไตล์ แต่ผมก็พยายามเต็มที่เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ทำงานอดหลับอดนอนจนช่วงนั้นแทบไม่เคยมีคืนไหนได้นอนถึง 5 ชั่วโมง (ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย)

หลังจากทำงานมาได้เกือบ 4 เดือน และอีกไม่กี่วันก่อนสิ้นปี HR ของบริษัทก็เรียกผมไปแจ้งว่าผมไม่ผ่านช่วงทดลองงาน

ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ผมเฟลอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี และไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แค่เราไม่เหมาะกันเท่านั้นเอง

เหตุเกิดเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2016 ซึ่งตอนนั้นผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มาได้เกือบ 2 ปีแล้ว เพจมีคนติดตามประมาณหมื่นกว่าคน ก็เลยปรึกษากับภรรยาว่าจะยังไม่หางานใหม่ แต่จะลองจัดอบรมหัวข้อประมาณ Time Management หรือ Writing Workshop แล้วประกาศลงเพจ คิดว่าน่าจะมีคนสนใจบ้าง

อีกคนหนึ่งที่ผมนึกถึง คือคุณยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Wongnai ที่เคยเป็นหัวหน้าของผมตอนทำงานในบริษัทข้ามชาติ

ตอนที่จะเริ่มก่อตั้ง Wongnai คุณยอดชวนเพื่อนๆ รวมถึงผมให้ไปทำ Wongnai ด้วยกัน แต่เนื่องจากผมเองไม่ได้มีพื้นฐานการเขียนโค้ดที่ดีเท่ากับคนอื่น เลยมองไม่เห็นว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้มากนัก เลยยังทำงานประจำอยู่ที่บริษัทข้ามชาติเหมือนเดิม และได้แต่คอยช่วย Wongnai อยู่ห่างๆ เป็นครั้งคราว

เมื่อตอนนี้ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว ผมก็เลยทักไปหาคุณยอดว่า ตอนนี้ผมจะทำเทรนนิ่งของตัวเอง ดังนั้นถ้าอยากให้ไปช่วยอะไรที่ Wongnai เยอะขึ้นก็ยินดี

คุณยอดก็เลยนัดเจอกับผมในวันขึ้นปีใหม่ปี 2017 ที่เอ็มควอเทียร์ เล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้ Wongnai มีพนักงานร้อยกว่าคน ปีที่แล้วรายได้เกือบร้อยล้าน ปีนี้ตั้งใจจะโตขึ้นอีกเยอะ และมีแผนจะรับพนักงานเพิ่มอีกหลายสิบคน

แล้วยอดก็ถามผมว่า

“แทนที่พี่รุตม์จะไปสอนให้คนอื่นเก่ง พี่รุตม์มาช่วยสอนให้คนวงในเก่งดีกว่ามั้ย?”

ตอนนั้นทีม People มีกันแค่สองคน คนหนึ่งดู payroll อีกคนดู recruitment ยังไม่มีใครดู learning คุณยอดเลยอยากให้ผมมาช่วยดูส่วนนี้ และช่วยดูทีม People ไปด้วยเลย

เราคุยกันวันอาทิตย์ กลับมาที่บ้านผมปรึกษาภรรยา ภรรยาก็บอกว่าเอาเลย

วันจันทร์เป็นวันหยุดชดเชยวันปีใหม่ แล้ววันอังคารที่ 3 มกราคม 2017 ผมก็มาเริ่มงานที่ Wongnai ในตำแหน่ง Head of People

ผ่านมาเกือบ 7 ปี Wongnai กลายเป็น LINE MAN Wongnai พนักงานเพิ่มขึ้นสิบเท่าและธุรกิจโตขึ้นเกินร้อยเท่า ส่วนทีม People ก็เติบโตขึ้นทั้งในแง่จำนวนคนและขีดความสามารถ และผมกำลังสนุกกับการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มุ่งหวังจะเป็น บริษัทเทคชั้นนำของประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณเอเจนซี่ที่รับผมเข้าทำงานและให้ผมไม่ผ่านโปร

เพราะถ้าเอเจนซี่ไม่ได้รับผมเข้าทำงาน ผมก็คงยังอยู่บริษัทข้ามชาติ และผมก็คงไม่ได้ทักไปหาคุณยอด

และถ้าเอเจนซี่ให้ผมผ่านโปร ผมก็น่าจะเป็น planner ที่ไม่เก่งและไม่มีความสุข สุดท้ายผมน่าจะลาออกเองอยู่ดี ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น Wongnai อาจจะมี Head of People คนอื่นไปแล้ว

ทุกสิ่งที่เรามีวันนี้ คือ “ผลรวมทั้งหมด” ของทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ไม่ว่าอดีตจะดีหรือร้ายอย่างไร มันก็มีส่วนหล่อหลอมตัวตน และหักเหเส้นทางชีวิตให้เราเดินทางมาถึงจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน

“That which seems like a false step is just the next step.”
-Agnes Martin

เมื่อเราเห็นว่าการ “ก้าวพลาด” แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ก้าวถัดไป” เราก็จะไม่ฟูมฟายกับเรื่องร้ายๆ ที่ต้องประสบพบพาน

เพราะความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้ครับ

ทุกสิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

หนึ่งในคำถามที่หลายคนกำลังแสวงหาคำตอบก็คือ “เราควรใช้ชีวิตอย่างไร?”

หนังสือมากมายที่เราอ่าน คลิปมากมายที่เราฟัง ก็เพื่อจะหาคำตอบให้กับคำถามนี้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พบว่ามีหนึ่งคำตอบที่ผมชอบเป็นพิเศษ นั่นก็คือ

ให้ระลึกไว้เสมอว่าทุกสิ่งที่เราพบเจอในชีวิตคือเรื่องมหัศจรรย์

และทุกอย่างที่เราต้องประสบนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

ฟังประโยคนี้แล้วอาจจะทำให้บางคนคิดถึงคำพูดของไอน์สไตน์:

“There are only two ways to live your life. One is as though nothing is a miracle. The other is as though everything is a miracle.”

ผมขอเดาเอาเองว่า ไอน์สไตน์น่าจะพูดประโยคนี้เพื่อเตือนให้เรามองให้เห็นความมหัศจรรย์รอบตัวให้มากกว่านี้ เพราะหลายครั้งเราก็หลงลืมไปว่าชีวิตนี้มันน่าทึ่งแค่ไหน

แต่ผมเชื่อว่าการมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะถ้ามองผ่านเลนส์ของปรัชญาตะวันออกและตามหลักการของฟิสิกส์

“ทุกสิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา” ดูจะขัดกัน แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์ทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้มุมมองไหนในบริบทใด

“The test of a first-rate intelligence is the ability to hold two opposing ideas in the mind at the same time, and still retain the ability to function.”
-F. Scott Fitzgerald


ทุกสิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์

ในขณะที่คุณกำลังนั่งอ่านหรือนอนไถบทความนี้ คุณคงไม่รู้สึกตัวว่าโลกกำลังหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังพุ่งไปในอวกาศด้วยความเร็ว 107,226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าลูกกระสุน 35 เท่า

แม้ด้วยความเร็วขนาดนั้น โลกก็ยังใช้เวลาถึง 365 วันกว่าจะโคจรรอบดวงอาทิตย์

ถ้าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แล้วดวงอาทิตย์หมุนรอบอะไร?

ดวงอาทิตย์หมุนรอบทางช้างเผือกครับ

ระบบสุริยะจักรวาลกำลังเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว 720,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลา 230 ล้านปีกว่าที่ดวงอาทิตย์จะโคจรรอบศูนย์กลางทางช้างเผือกครบ 1 รอบ

“If you ever start taking things too seriously, just remember that we are talking monkeys on an organic spaceship flying through the universe.”
-Joe Rogan


ไดโนเสาร์เคยครองโลกอยู่นานถึง 200 ล้านปี จนกระทั่ง เมื่อ 66 ล้านปีที่แล้วที่มีอุกกาบาตชนโลก ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์และเปิดทางให้สัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ Homo Sapiens ด้วย

อย่าลืมว่าโลกนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 35 เท่าของลูกกระสุน หากในวันนั้นอุกกาบาตมาถึงช้าเพียงไม่กี่วินาทีก็จะไม่ชนโลก ไดโนเสาร์ก็จะไม่สูญพันธุ์ และ Homo Sapiens ก็ไม่มีทางได้อุบัติขึ้น


การที่ตัวเราได้เกิดมาก็ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะเราเป็นสเปิร์มเพียงตัวเดียวใน 100 ล้านตัวที่เจาะรังไข่ได้สำเร็จ

ลองคิดว่าแค่พ่อแม่เราเข้าห้องนอนเร็วหรือช้ากว่านี้แค่วินาทีเดียว คนที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ตัวเราก็ได้

แล้วถ้าพ่อแม่เราไม่ได้เจอกัน หรือเลิกกันก่อนที่จะมีเรา เราก็จะไม่ได้เกิดมาเช่นกัน

ซึ่งไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่รวมถึงปู่ย่าตายาย ทวด เทียด และต้นตระกูลของเราทุกคน ที่ต้องได้เจอกันและได้มีลูกด้วยกันตามจังหวะวินาทีนั้นเป๊ะๆ เราถึงจะได้ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ ถ้าห่วงโซ่ข้อใดข้อหนึ่งขาดไป ก็ไม่อาจมีตัวเราขึ้นมาได้เลย

การที่ “ตัวเรา” ได้เกิดมาจึงเป็นลูกฟลุกซ้อนลูกฟลุกนับไม่ถ้วน


เมื่อได้เกิดขึ้นมาแล้ว การดำรงชีวิตของเราต้องพึ่งพาคนแปลกหน้า เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ “สร้าง” อะไร

เราไม่ได้สร้างมือถือที่ใช้อ่านบทความนี้ ไม่ได้สร้างอาหารที่เรากิน ไม่ได้สร้างเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ไม่ได้สร้างสาธารณูปโภคที่เราใช้สอย

การผลิตไอโฟนหนึ่งเครื่องต้องใช้ดีไซน์จากอเมริกา ตัวประมวลผลจากไต้หวัน หน้าจอจากเกาหลี กล้องจากญี่ปุ่น แบตเตอรี่จากจีน และยิ่งถ้าสาวกลับไปที่วัตถุดิบที่นำมาผลิตสิ่งเหล่านี้ก็จะมีอีกหลายสิบประเทศที่เกี่ยวข้อง

จะกินข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว เรากดแอปแป๊บเดียวก็มา โดยที่เราไม่ต้องปลูกข้าว ไม่ต้องเลี้ยงไก่ ไม่ต้องเด็ดกะเพรา ไม่ต้องจุดเตา แต่ด้วย “ระบบ” ที่คนที่มาก่อนหน้าและคนแปลกหน้าได้สร้างเอาไว้ เราจึงได้กินข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวโดยไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้าน

การที่ Homo Sapiens ได้เกิดขึ้นมานั้นยากแค่ไหน การที่เราได้เกิดมานั้นยากแค่ไหน การที่มนุษย์เราจะพัฒนาระบบจนทุกอย่างแสนง่ายดายนั้นยากแค่ไหน หากเราระลึกได้ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราย่อมเกิดความรู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าการได้มีชีวิตในยุคนี้นับเป็นความโชคดีอย่างเหลือเชื่อ


ในมุมกลับกัน ทุกอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดา

สามเดือนก่อนปรินิพพาน หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ปลงมายุสังขาร ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ที่กำลังเศร้าโศกเสียใจว่า

“อานนท์ เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา หลีกเลี่ยงไม่ได้ อานนท์เอย ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไปเป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้นเป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป เคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ”

คำว่า “ทุกขัง” ในไตรลักษณ์นั้นมีความหมายว่า “ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก”

ซึ่งสอดคล้องกับกฎข้อที่สองของ thermodynamics ที่ระบุว่ากระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมดจะดำเนินไปในทิศทางที่เอนโทรปีของระบบรวมกับสภาพแวดล้อมจะเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยก็ต้องคงที่

เอนโทรปีคือค่าวัดความเป็นระเบียบของระบบ ยิ่งมีระเบียบเอนโทรปียิ่งต่ำ ยิ่งไร้ระเบียบเอนโทรปียิ่งสูง

ทิศทางหลักของจักรวาลนั้นเอนโทรปีจะสูงขึ้นเสมอ

ตัวอย่างเช่น น้ำแข็งที่อยู่ในอุณหภูมิห้องนั้นย่อมละลาย แก้วใบหนึ่งนานวันไปย่อมแตกสลาย โอกาสที่เราจะเห็นน้ำกลายเป็นน้ำแข็งในอุณหภูมิห้อง หรือแก้วที่แตกไปแล้วกลับมารวมเป็นแก้วอีกครั้งตามธรรมชาตินั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

การ “รวมตัวกันอย่างมีระเบียบ” อย่างน้ำแข็ง แก้วน้ำ หรือแม้กระทั่งร่างกายคนเรา จึงเป็นเรื่องที่ฝืนทิศทางของจักรวาล มันจึงไม่มีวันคงอยู่ได้นานเพราะถูกทุกขังบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา

พูดถึงแก้ว ผมก็นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากจากหนังสือ Master of Change ของ Brad Stulberg

เป็นเรื่องเล่าของหลวงปู่ชา ที่วันหนึ่งท่านยกแก้วใบโปรดขึ้นมาต่อหน้าลูกศิษย์แล้วกล่าวว่า

“เห็นแก้วใบนี้ไหม สำหรับเรา แก้วใบนี้มันแตกอยู่แล้ว เราเพลิดเพลินไปกับมัน เราดื่มน้ำจากแก้วใบนี้ มันเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี บางทีก็สะท้อนแสงแวววับจับตา ถ้าเราดีดแก้วเบาๆ มันก็ส่งเสียงเพราะเสนาะหู

แต่ถ้าเราวางมันไว้บนชั้น แล้วลมพัดมันตกลงมา หรือถ้าเราวางมันไว้บนโต๊ะแล้วข้อศอกของเราไปโดนจนมันตกพื้นแตกละเอียด เราย่อมพูดว่า ‘ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว’

เมื่อเราเข้าใจว่าแก้วมันแตกอยู่แล้ว ทุกชั่วขณะที่เราได้อยู่กับแก้วใบนี้ย่อมมีความหมาย”


เราทุกคนอยากเป็นคนพิเศษ

เราเข้าใจดีว่า เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน แต่เราก็อดหวังไม่ได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะเราก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเรามีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น

พอเราเชื่อว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น เมื่อเจอเรื่องธรรมดาอย่างการพลัดพราก เราจึงทุกข์ทรมานเป็นพิเศษเช่นกัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราละทิ้งความเชื่อว่าเราเป็นคนพิเศษนี้ได้ และยอมรับว่าเราเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เราก็จะเข้าใจและทำใจได้เร็วขึ้นเมื่อถึงวันที่เราต้องประสบกับสิ่งที่เราไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ความพลัดพราก หรือความสูญเสีย

เราคือคนธรรมดา และสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะจักรวาลมุ่งไปในทางทิศทางนี้ เราไม่อาจต้านทานหรือฝืนมันได้เลย


กลับมาตอบคำถามที่ว่า “เราควรใช้ชีวิตอย่างไร”

ผมคิดว่าในชีวิตปกติ หากเราระลึกได้ว่าการได้เกิดขึ้นมาและดำรงอยู่นั้นเป็นเรื่องโชคดีขนาดไหน เราก็น่าจะใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยความรู้สึกขอบคุณและไม่มานั่งเสียอารมณ์กับเรื่องยิบย่อย

และเมื่อถึงวันที่มัน “ไม่ปกติ” วันที่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับตัว หากเราระลึกได้ว่า “แก้วมันแตกอยู่แล้ว” สิ่งที่เกิดคือเรื่องธรรมดาและไม่ได้เกิดกับเราแค่คนเดียว เราก็น่าจะมีสติมากพอที่จะรับมือกับมัน

เพราะทุกสิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์

เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาครับ

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด ไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

ในบทความตอนที่แล้ว ผมกล่าวถึงอาจารย์ Graham Weaver ที่พูดให้กับนักศึกษา Stanford ในหัวข้อ Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power

Weaver บอกว่าให้ระวังเสียงในหัวของเราให้ดี เพราะมันขี้กลัวและมักจะล่อหลอกให้เราไม่เลือกเส้นทางที่จะเปิดโอกาสให้เราได้บรรลุศักยภาพของตัวเอง

ในชีวิตการสอนหนังสือ 22 ปี Weaver ไม่เคยพบนักศึกษาคนไหนเลยที่เดินมาบอกเขาว่า “อาจารย์ครับ ผมมีความฝันเรื่องหนึ่งที่ผมตื่นเต้นและอยากทำให้สำเร็จ แต่ผมคงทำไม่ได้ ผมเลยจะขอยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ”

นักศึกษาทุกคนที่ Weaver ได้คุยด้วยล้วนมีความฝัน และคิดว่าตัวเองสามารถทำสำเร็จได้ทั้งนั้น

แต่ก็ใช่ว่านักศึกษาทุกคนจะเลือกเส้นทางที่ฝันเอาไว้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าทำไม่ได้หรือยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

คำที่ดับความฝันได้บ่อยสุดก็คือคำว่า “Not now” ที่แปลว่า “ยังไม่ใช่ตอนนี้” หรือ “เอาไว้ก่อน”

ตอนที่ Weaver อยากเปลี่ยนสายอาชีพจากการทำธุรกิจมาสอนหนังสือ คลาสแรกที่เขาได้โอกาสสอน เขาสอนได้แย่มาก

หลังจากจบคลาสนั้น เสียงในหัวของ Weaver ไม่ได้พูดว่า “เกรแฮม นายไม่มีวันที่จะเป็นอาจารย์ได้หรอก”

แต่มันบอกกับเขาว่า “เกรแฮม นายควรออกไปหาประสบการณ์ก่อนอีกสัก 20 ปี จะได้มีความรู้มากขึ้น ถึงตอนนั้นแล้วค่อยกลับมาสอน”

โชคดีที่ Weaver ไม่ได้เชื่อฟังเสียงนั้น และตัดสินใจฝึกฝนและเก็บชั่วโมงบินจนสอนเก่งขึ้นเรื่อยๆ และได้เป็นอาจารย์ประจำคณะของ Stanford Graduate School of Business ในที่สุด

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

แต่มันคือคำว่า “เอาไว้ก่อน”

ลองย้อนกลับไปดูชีวิตของเราเอง เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยบอกตัวเองแบบนี้เหมือนกัน แล้วความฝันบางอย่างก็ถูกกลบฝังด้วยคำว่าเอาไว้ก่อน

ของบางอย่างก็ยังทำตอนนี้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน – You are not getting any younger.

ในวันที่ยังมีแรงและยังมีปัญญา เราอาจต้องหยุดพูดว่า “เอาไว้ก่อน” กับเรื่องบางเรื่องครับ