หนักเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราแบกมันยังไง

“It’s not the load that breaks you down, it’s the way you carry it.”
-Lena Horne

แต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ให้ตัวเองต้องดูแล

บางคนเพิ่งทำงานมาไม่กี่ปี ลูกน้องก็ยังไม่มี แต่รู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองต้องแบกไว้มันหนักหนาสาหัส เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

หากใครตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ให้มองไปที่หัวหน้าแผนก มองไปที่เจ้าของบริษัท หรือแม้กระทั่งผู้บริหารประเทศ ที่เขาแบกภาระมากกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า

ไม่ได้ให้มองด้วยความรู้สึกชื่นชมว่าเขาต้องเป็นยอดมนุษย์แน่ๆ แต่ให้มองว่าเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับเรา มีอวัยวะเท่ากัน มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน เคยมีช่วงหนึ่งที่ต้องเรียนรู้วิธีหัดเดิน 1+1=2 และ ABC เหมือนเรา

ดังนั้น สิ่งที่คนเหล่านั้นมี แต่เรายังไม่มี น่าจะเป็น mindset อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถ “แบก” อะไรได้ขนาดนี้

หรือถ้าพูดให้ถูก น่าจะเป็น mindset อะไรบางอย่างที่ทำให้เขา “วาง” ได้ขนาดนี้

เพราะไม่ว่าใครจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถแบกโลกได้ตลอดไป มันต้องมีผ่อนหนัก-ผ่อนเบา มีทำงาน-มีพักผ่อน มีการเพื่อคนอื่น-ทำเพื่อตัวเอง

สุดท้ายแล้วมันคือการสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่างตัวเรากับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นภาระหน้าที่

หนักเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราแบกมันยังไงครับ

ฟันโยกเจ็บกว่าฟันหลุด

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตของผมกำลังอยู่ในวัย “ผลัดฟัน”

ฟันน้ำนมร่วงไปแล้วสามซี่ มีอีกสองซี่ที่กำลังโยกเยก

ถ้านอนคุยกันอยู่ดีๆ แล้วเค้าทำหน้าเหยเกขึ้นมา ก็มักจะเป็นเพราะฟันโยกนี่แหละ

แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมา 30 กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังพอจำความรู้สึกของอาการฟันน้ำนมโยกได้

ช่วงแรกฟันจะขยับนิดหน่อย แล้วก็ค่อยโยกได้มากขึ้น กินของแข็งก็ต้องคอยระวังเพราะถ้ากัดไปโดนฟันที่โยกอยู่ก็จะเจ็บน่าดูจนน้ำตาไหล ช่วงท้ายๆ ฟันจะเริ่มหลุดออกมาเสียจนใช้ลิ้นหมุนฟันไปมาได้ และตอนที่มันถึงจุดแตกหัก จะด้วยการใช้ด้ายหรือมือดึงก็แล้วแต่ ฟันก็จะหลุดออกมาแบบเจ็บนิดเดียวจนแทบไม่รู้สึกตัว

ถ้าพล็อตกราฟโดยให้แกนนอนเป็นความโยกของฟัน แกนตั้งเป็นความเจ็บปวด ก็น่าจะได้กราฟระฆังคว่ำ คือเจ็บที่สุดตอนช่วงกลางที่ฟันโยกประมาณ 40-60% ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นจะไม่เจ็บเท่าช่วงนี้แล้ว

ผมว่าหลายอย่างในชีวิตก็คล้ายกับฟันโยกนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรือเรื่องการทำงาน

มันจะเจ็บสุดคือตอนที่เราอยู่ในช่วงเจียนอยู่เจียนไป ตอนที่ความรู้สึกมันสั่นคลอนแบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง

แต่เมื่อรู้ว่าต้อง move on แน่ๆ พอถึงเวลาที่ “ฟันหลุด” จริงๆ มันจะไม่เจ็บอย่างที่เราคิด

แม้จะรู้สึกโหวงๆ อยู่บ้างเพราะของที่เคยอยู่กับเรามานานมันหายไป

แต่มันคือการเปิดทางให้ฟันใหม่ได้งอกขึ้นมาครับ

อยากมีหรืออยากเป็น

เราคิดว่าเราอยากมีซิกแพ็ค แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่น่าดึงดูด

เราคิดว่าเราอยากมีรถสปอร์ต แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ

เราคิดว่าเราอยากมีรายได้เดือนละ 3 แสน แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน

การอยากมีซิกแพ็ค รถสปอร์ต หรือรายได้เดือนละ 3 แสน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันแค่ปิดกั้นทางเลือก

คนที่น่าดึงดูดไม่จำเป็นต้องมีซิกแพ็คก็ได้ การเป็นคนยิ้มง่าย มีอารมณ์ขัน มี passion ก็ทำให้เราน่าดึงดูดได้เหมือนกัน

คนที่ได้รับการยอมรับไม่ต้องขับรถสปอร์ตก็ได้ การเป็นคนทำงานที่ดี มีความรู้ลึกซึ้ง ปฏิบัติกับคนอื่นด้วยความเคารพก็ทำให้คนอื่นยอมรับเราได้เหมือนกัน

คนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินไม่ต้องมีรายได้เดือนละ 3 แสนก็ได้ หากเราใช้ให้น้อยกว่าที่หามา ศึกษาการลงทุน และสร้างช่องทางรายได้อื่นๆ เอาไว้ ความกังวลเรื่องการเงินก็จะหมดไป (และถ้ามันยังไม่หมด นั่นก็แสดงว่าต่อให้เรามีรายได้เดือนละ 4 แสนก็อาจไม่ช่วยเช่นกัน)

Social และโลกทุนนิยมพร้อมจะเกลี้ยกล่อมเราตลอดเวลาว่า “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการไปให้ถึงไม่ใช่การครอบครองสินค้าใดๆ แต่มันคือ “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่เราแค่ยังขาดอยู่

“In the end, it’s about what you want to be, not what you want to have.”
-Derek Sivers

อยากมีหรืออยากเป็น คิดให้กระจ่างแล้วจะไม่หลงทางง่ายๆ ครับ

งานยากคือภูเขา

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะทำสิ่งที่ง่ายมากกว่าทำสิ่งที่ยาก

เราทุกคนมีภูเขาหลายลูกในชีวิต ตั้งตระหง่านเรียงรายอยู่ตรงหน้า

เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่าจะปีนมันวันนี้ หรือจะปลอบใจตัวเองว่า เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน แล้วแอบหวังลึกๆ ว่าพรุ่งนี้ภูเขาจะหายไป

แต่วันรุ่งขึ้นตื่นมาภูเขาก็ยังอยู่ที่เดิม แถมมันยังดูสูงใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย

ภูเขาบางลูก เราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ปีนก็ได้

แต่กับภูเขาชีวิตบางลูกที่มันไม่หนีไปไหน ถ้าเราปีนเสียตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะถึงยอดเขาได้เร็วกว่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ


ขอบคุณความคิดจาก Farnam Street: The Mountain

Shiny Object Syndrome – อาการของคนตามหาของเล่นใหม่เรื่อยไป

ลองถามตัวเองว่าเรา (หรือคนรอบตัว) มีอาการเหล่านี้หรือไม่

ชอบลองของใหม่ๆ อยู่ตลอด ไม่ว่า “ของ” ในที่นี้จะเป็น product, services, หรือ framework ในการทำงาน

ชอบริเริ่มโปรเจ็คใหม่ๆ ด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ แต่ผ่านไปได้ไม่กี่สัปดาห์ก็ทิ้งโปรเจ็คเดิมไปทำโปรเจ็คอื่น จนแทบไม่มีโปรเจ็คไหนเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้าฟังดูแล้วคุ้น แสดงว่าเรา(หรือเขา) อาจกำลังประสบกับ SOS – Shiny Object Syndrome อาการของคนที่เห็นอะไรสุกสกาวแวววาวเป็นไม่ได้ ต้องกระโจนเข้าหาตลอด

เรื่องส่วนตัวก็อย่างคนที่ต้องซื้อ gadget ใหม่ๆ เข้าบ้านตลอด

ตัวอย่างในองค์กรก็เช่น framework การทำงานที่ผู้บริหารชอบเอามาใช้กันอย่าง Digital Transformation, Agile, Scrum, OKR, CFR, Gamification etc.

ในวงการ content creator ก็มี shiny object syndrome ให้เห็นอยู่เหมือนกัน ช่วงแรกเฟซบุ๊คดังคนก็แห่กันเปิดเพจ จากนั้นก็เป็นยุคของคนทำพ็อดแคสต์ พอเฟซบุ๊คมี FB Live ออกมาก็มีหลายคนหันไปทำ FB Live จากนั้นพอ Elon Musk จุดกระแส Clubhouse คนก็แห่ไปออก Clubhouse และตอนนี้ TikTok กำลังมาคนก็ไปทำวีดีโอติ๊กต่อกกันสนุกสนาน

ซึ่งในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่งก็เข้าใจว่าเมื่อเครื่องมือใหม่ๆ มาเราก็ควรต้องเรียนรู้เอาไว้ เพราะเทคโนโลยีนั้นอายุสั้น เฟซบุ๊คไม่ได้อยูค้ำฟ้า หากของใหม่มาแล้วเราไม่ลองใช้เราก็อาจกลายเป็นคนหลงยุคสักวันหนึ่ง

Shiny Object Syndrome นี้เขาบอกว่ามีต้นทางมาจากตอนเด็กๆ ที่เราอยากจะได้ของเล่นชิ้นใหม่ทั้งที่ของเก่าเราก็ยังใช้ได้อยู่

เมื่อเห็นของใหม่แล้วตาวาว เราจึงแทบไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่

ผมคิดว่าอีกหนึ่งสาเหตุหลักของ Shiny Object Syndrome คือ “ความหวัง” ที่ Oliver Burkeman เขียนเอาไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks

ความหวังว่าเราจะเจอเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบางอย่างที่จะเปลี่ยนชีวิตเราให้กลายเป็นคนในอุดมคติที่จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด

แต่เราก็ต้องผิดหวังอยู่เสมอเพราะเครื่องมือนั้นไม่มีอยู่จริง แต่เราก็ไม่วายหลอกตัวเองด้วยการวิ่งหาสิ่งใหม่เรื่อยไป

Shiny Object Syndrome นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ผมคิดว่ามีข้อเสียเยอะกว่า

ข้อดีคือเราจะเป็นคนไม่ตกยุคและอาจะฟลุ้คได้ของที่มันจะเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ

ข้อเสียคือเรามีความเสี่ยงจะกลายเป็นคนหยิบโหย่ง ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างเพราะไม่มีความอดทนที่จะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ ในขณะที่ของดีมีคุณค่าต้องใช้เวลาด้วยกันทั้งนั้น

และถ้าเราเป็นผู้บริหารที่มีอาการ SOS ลูกน้องก็จะสับสนเพราะเราเปลี่ยน focus อยู่ตลอดเวลา นานๆ เข้าลูกน้องก็จะรู้ตัวว่าไม่ต้องทุ่มเทมากก็ได้เพราะเดี๋ยวนายก็เปลี่ยน เดี๋ยวนายก็ลืมอีก

แล้วเราจะเอาชนะอาการ Shiny Object Syndrome ได้อย่างไร?

ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ถ้ามีคนถามแนวทางที่ผมให้คงประมาณนี้

  • เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เรากำลังทำ
  • เตือนตัวเองว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด
  • เลิกหวังว่าเราจะเจอ software/hardware/framework อะไรที่จะทำให้ชีวิตเราเพอร์เฟ็กต์
  • มี craftsman mindset ที่จะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอจนเราสามารถเก็บเกี่ยวคุณค่าจากมันได้จริงๆ ครับ