สิ่งที่เราทำจะเหือดหายหรือจะสั่งสม

เวลาที่โค้ชน้องในทีม ผมจะพยายามพูดให้น้องเห็นภาพว่าสิ่งที่เขาทำวันนี้มันจะไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายในอนาคตอย่างไร

บางคนอยากเก็บเงินซื้อบ้าน บางคนอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง บางคนอยากโตขึ้นไปเป็น director บางคนอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น

หากเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเพิ่มความน่าจะเป็นที่เราจะบรรลุความฝันของเราได้ แม้จะพบอุปสรรคและความเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็พร้อมจะเผชิญมันอย่างไม่ย่อท้อ

แต่หากเราลืมการเชื่อมโยงนี้ แล้วใช้เวลาไปกับงานยุ่งๆ แต่ไม่ค่อยมีคุณค่า ที่ฝรั่งเรียกมันว่า busywork พอหมดวันเราจะรู้สึกเปล่าดาย เพราะแม้จะทำงานเสร็จไปหลายชิ้น แต่มันกลับไม่ได้นำพาเราไปสู่เป้าหมายใหญ่อันใดเลย

10 นาทีต่อจากนี้ เราสามารถใช้ทำสิ่งที่มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ในอีกสิบปีข้างหน้า หรือเราอาจใช้มันไปกับสิ่งที่จะไม่เหลือคุณค่าใดๆ ในสัปดาห์หน้า

Most daily actions evaporate. Some accumulate.
-James Clear

ถามตัวเองทุกครั้ง ว่าสิ่งที่เราทำจะเหือดหายหรือจะสั่งสมครับ

หนักเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราแบกมันยังไง

“It’s not the load that breaks you down, it’s the way you carry it.”
-Lena Horne

แต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ให้ตัวเองต้องดูแล

บางคนเพิ่งทำงานมาไม่กี่ปี ลูกน้องก็ยังไม่มี แต่รู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองต้องแบกไว้มันหนักหนาสาหัส เครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

หากใครตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ให้มองไปที่หัวหน้าแผนก มองไปที่เจ้าของบริษัท หรือแม้กระทั่งผู้บริหารประเทศ ที่เขาแบกภาระมากกว่าเราเป็นร้อยเป็นพันเท่า

ไม่ได้ให้มองด้วยความรู้สึกชื่นชมว่าเขาต้องเป็นยอดมนุษย์แน่ๆ แต่ให้มองว่าเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับเรา มีอวัยวะเท่ากัน มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน เคยมีช่วงหนึ่งที่ต้องเรียนรู้วิธีหัดเดิน 1+1=2 และ ABC เหมือนเรา

ดังนั้น สิ่งที่คนเหล่านั้นมี แต่เรายังไม่มี น่าจะเป็น mindset อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถ “แบก” อะไรได้ขนาดนี้

หรือถ้าพูดให้ถูก น่าจะเป็น mindset อะไรบางอย่างที่ทำให้เขา “วาง” ได้ขนาดนี้

เพราะไม่ว่าใครจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถแบกโลกได้ตลอดไป มันต้องมีผ่อนหนัก-ผ่อนเบา มีทำงาน-มีพักผ่อน มีการเพื่อคนอื่น-ทำเพื่อตัวเอง

สุดท้ายแล้วมันคือการสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่างตัวเรากับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นภาระหน้าที่

หนักเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับเราแบกมันยังไงครับ

ฟันโยกเจ็บกว่าฟันหลุด

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตของผมกำลังอยู่ในวัย “ผลัดฟัน”

ฟันน้ำนมร่วงไปแล้วสามซี่ มีอีกสองซี่ที่กำลังโยกเยก

ถ้านอนคุยกันอยู่ดีๆ แล้วเค้าทำหน้าเหยเกขึ้นมา ก็มักจะเป็นเพราะฟันโยกนี่แหละ

แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมา 30 กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังพอจำความรู้สึกของอาการฟันน้ำนมโยกได้

ช่วงแรกฟันจะขยับนิดหน่อย แล้วก็ค่อยโยกได้มากขึ้น กินของแข็งก็ต้องคอยระวังเพราะถ้ากัดไปโดนฟันที่โยกอยู่ก็จะเจ็บน่าดูจนน้ำตาไหล ช่วงท้ายๆ ฟันจะเริ่มหลุดออกมาเสียจนใช้ลิ้นหมุนฟันไปมาได้ และตอนที่มันถึงจุดแตกหัก จะด้วยการใช้ด้ายหรือมือดึงก็แล้วแต่ ฟันก็จะหลุดออกมาแบบเจ็บนิดเดียวจนแทบไม่รู้สึกตัว

ถ้าพล็อตกราฟโดยให้แกนนอนเป็นความโยกของฟัน แกนตั้งเป็นความเจ็บปวด ก็น่าจะได้กราฟระฆังคว่ำ คือเจ็บที่สุดตอนช่วงกลางที่ฟันโยกประมาณ 40-60% ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นจะไม่เจ็บเท่าช่วงนี้แล้ว

ผมว่าหลายอย่างในชีวิตก็คล้ายกับฟันโยกนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรือเรื่องการทำงาน

มันจะเจ็บสุดคือตอนที่เราอยู่ในช่วงเจียนอยู่เจียนไป ตอนที่ความรู้สึกมันสั่นคลอนแบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง

แต่เมื่อรู้ว่าต้อง move on แน่ๆ พอถึงเวลาที่ “ฟันหลุด” จริงๆ มันจะไม่เจ็บอย่างที่เราคิด

แม้จะรู้สึกโหวงๆ อยู่บ้างเพราะของที่เคยอยู่กับเรามานานมันหายไป

แต่มันคือการเปิดทางให้ฟันใหม่ได้งอกขึ้นมาครับ

อยากมีหรืออยากเป็น

เราคิดว่าเราอยากมีซิกแพ็ค แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่น่าดึงดูด

เราคิดว่าเราอยากมีรถสปอร์ต แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ

เราคิดว่าเราอยากมีรายได้เดือนละ 3 แสน แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน

การอยากมีซิกแพ็ค รถสปอร์ต หรือรายได้เดือนละ 3 แสน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันแค่ปิดกั้นทางเลือก

คนที่น่าดึงดูดไม่จำเป็นต้องมีซิกแพ็คก็ได้ การเป็นคนยิ้มง่าย มีอารมณ์ขัน มี passion ก็ทำให้เราน่าดึงดูดได้เหมือนกัน

คนที่ได้รับการยอมรับไม่ต้องขับรถสปอร์ตก็ได้ การเป็นคนทำงานที่ดี มีความรู้ลึกซึ้ง ปฏิบัติกับคนอื่นด้วยความเคารพก็ทำให้คนอื่นยอมรับเราได้เหมือนกัน

คนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินไม่ต้องมีรายได้เดือนละ 3 แสนก็ได้ หากเราใช้ให้น้อยกว่าที่หามา ศึกษาการลงทุน และสร้างช่องทางรายได้อื่นๆ เอาไว้ ความกังวลเรื่องการเงินก็จะหมดไป (และถ้ามันยังไม่หมด นั่นก็แสดงว่าต่อให้เรามีรายได้เดือนละ 4 แสนก็อาจไม่ช่วยเช่นกัน)

Social และโลกทุนนิยมพร้อมจะเกลี้ยกล่อมเราตลอดเวลาว่า “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการไปให้ถึงไม่ใช่การครอบครองสินค้าใดๆ แต่มันคือ “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่เราแค่ยังขาดอยู่

“In the end, it’s about what you want to be, not what you want to have.”
-Derek Sivers

อยากมีหรืออยากเป็น คิดให้กระจ่างแล้วจะไม่หลงทางง่ายๆ ครับ

งานยากคือภูเขา

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะทำสิ่งที่ง่ายมากกว่าทำสิ่งที่ยาก

เราทุกคนมีภูเขาหลายลูกในชีวิต ตั้งตระหง่านเรียงรายอยู่ตรงหน้า

เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่าจะปีนมันวันนี้ หรือจะปลอบใจตัวเองว่า เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน แล้วแอบหวังลึกๆ ว่าพรุ่งนี้ภูเขาจะหายไป

แต่วันรุ่งขึ้นตื่นมาภูเขาก็ยังอยู่ที่เดิม แถมมันยังดูสูงใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย

ภูเขาบางลูก เราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ปีนก็ได้

แต่กับภูเขาชีวิตบางลูกที่มันไม่หนีไปไหน ถ้าเราปีนเสียตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะถึงยอดเขาได้เร็วกว่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ


ขอบคุณความคิดจาก Farnam Street: The Mountain