ตัดสินใจแบบคนอิตาเลี่ยน

Edward Egan เคยดำรงตำแหน่งเป็น Archbishop of New York และมีสมณศักดิ์เป็นพระคาร์ดินัล (cardinal) ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดรองจากพระสันตะปาปา

อดีต CEO ชาวไอริชคนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเคยได้พูดคุยกับท่านคาร์ดินัล จึงปรึกษาท่านว่า ควรทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น (How can I stay in the moment?)

ท่านคาร์ดินัลเป็นชาวไอริชเช่นกัน แต่ท่านเคยไปศึกษาและทำงานอยู่ในกรุงโรมนานหลายปี จึงเข้าใจนิกายโรมันคาทอลิกอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเข้าใจมายด์เซ็ตของคนอิตาเลี่ยนด้วย

สิ่งหนึ่งที่ท่านมองว่าเป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างคนไอริชและคนอิตาเลี่ยน ก็คือมุมมองเรื่องการตัดสินใจ

คนไอริชเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ถ้ามันไม่เวิร์คก็มักจะนึกเสียดายหรือเสียใจภายหลัง ขณะที่คนอิตาเลี่ยนเมื่อตัดสินใจแล้วมักจะไม่กลับไปคิดถึงเรื่องนั้นอีก เพราะเขาถือว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ภายใต้ข้อมูลที่เขามี ณ ตอนนั้น และแม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่หวังเอาไว้ เขาก็ยังมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดี

“เรื่องเดียวที่เราควรใส่ใจ คือเรื่องที่เรายังตัดสินใจได้อยู่” (The only decision to focus on is the one you are still able to make.)

ถ้าใครที่ชอบพูดติดปากว่า “รู้งี้” ลองหัดตัดสินใจแบบคนอิตาเลี่ยนดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Chasing Daylight by Eugene O’Kelly

ลูกเต๋าของเราออกได้กี่หน้า

จะว่าไปแล้ว ทุกการกระทำของเราก็เป็นการ bet หรือเดิมพันกับอะไรบางอย่างในอนาคต

เราเลือกเรียนสายนี้ เพราะ bet ว่าจบออกมาแล้วน่าจะมีงานทำ

เราเลือกทำงานกับบริษัทนี้ เพราะ bet ว่าจะมีงานที่ดีและมีความมั่นคง

เราเลือกตั้งบริษัทกับหุ้นส่วนคนนี้ เพราะ bet ว่าเขาเป็นคนเก่งและไว้ใจได้

การเดิมพันส่วนใหญ่ของเรามักจะออกมาโอเค แม้จะไม่ได้ถูกรางวัลที่หนึ่งบ่อยๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ากำไร

สิ่งที่ต้องระวังก็คือการเดิมพันกับผลลัพธ์อะไรบางอย่างมากเกินไปทั้งที่โอกาสจะเกิดสิ่งที่เราหวังนั้นเป็นไปได้ยาก

เหมือนการทอยลูกเต๋า ที่เราคาดคั้นว่าต้องออกหน้าใดหน้าหนึ่งเท่านั้น ถ้าออกหน้าอื่นแผนทุกอย่างที่เราวางเอาไว้จะพังทลายหมด

เช่นการ bet ด้วยเอาเงินเก็บทั้งหมดไปลงทุนในคริปโตแล้วจะหวังว่าจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี หรือ bet ว่าถ้าได้ลูกค้าเจ้านี้แล้วจะสบายไปทั้งชาติ

แม้หลายครั้งลูกเต๋าจะออกหน้าที่ภาวนาเอาไว้ แต่คนเราไม่อาจโชคดีไปได้ตลอด

เราจึงไม่ควรเอาชีวิตและความหวังไปแขวนไว้กับการที่ลูกเต๋าต้องออกหน้าใดหน้าหนึ่ง เพราะมันจะทำให้เราชอบคิดเข้าข้างตัวเองและไม่ค่อยมี Plan B

อย่าคิดว่าที่เรียนจบมาจะได้ใช้ อย่าคิดว่าบริษัทนี้จะจ้างเราไปตลอด อย่าคิดว่าหุ้นส่วนจะใสสะอาดเสมอ

ไม่ว่าจะเดิมพันเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เราควรออกแบบการเดิมพันเหล่านั้นให้ผลลัพธ์มันโอเคไม่ว่าลูกเต๋าจะออกหน้าไหนก็ตามครับ

ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อมีสิ่งที่อยากมี

ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อมีสิ่งที่อยากมี

เป็นการยากที่จะเอาชนะ biology หรือกระบวนการชีววิทยาในตัวเรา

เป็นเวลานับแสนนับล้านปีที่สมองถูกวิวัฒนาการให้หาเส้นทางที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด อะไรที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเอาตัวรอดจะถูกมองเป็นเรื่องรองเสมอ

สมองของเราจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้รับมือกับโลกโซเชียลที่เปิดทางและเชียร์ให้เราทำได้มากกว่าแค่เอาตัวรอด ให้เราลงทุนเพื่ออนาคต แถมยังโชว์ตัวอย่างให้เห็นว่ามีคนมากมายที่ทำได้

ในหัวจึงเกิดความตึงเครียด (tension) ระหว่างเสียงของสังคม (social) ที่บอกว่าเราดีได้กว่านี้ กับเสียงของวิวัฒนาการทางชีววิทยา (biology) ที่บอกว่าเท่านี้ก็เกินพอ

ถ้าเราอยากมีสิ่งที่เรายังไม่มี จึงจำเป็นต้องฝืนธรรมชาติของสมองไม่มากก็น้อย

ไม่อยากตื่นเช้าไปวิ่ง แต่ก็ต้องตื่นไปวิ่ง เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง

ไม่อยากอดชาไช่มุก แต่ก็ต้องอด เพื่อจะได้มีหุ่นที่ดี

ไม่อยากกู้แบงค์ไปซื้อคอนโด แต่ก็ต้องกู้ เพื่อจะได้มี passive income

ไม่อยากเขียนบทความวันอาทิตย์ แต่ก็ต้องเขียน เพื่อจะสร้างบล็อกที่เราอยากเห็น

ในทางกลับกัน ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราอยากทำ เราก็จะไม่มีสิ่งที่เราอยากมี

ถ้าเราดูเน็ตฟลิกซ์จนไม่มีเวลาออกกำลังกาย เราก็ไม่คงไม่อาจมีหุ่นดีๆ ได้

ถ้าเราชอบกินอาหารดึกๆ เราก็คงไม่อาจมีสุขภาพที่ดีได้

ถ้าเราเห็นของอะไรแล้วเป็นอันต้องเอฟตลอด เราก็คงไม่มีวันหยุดวิ่งได้

ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าคนเราควรฝืนใจทำสิ่งที่ไม่อยากทำเพื่อไขว่คว้าอะไรมากมาย และไม่ได้คิดว่าเราควรจะใช้ชีวิตเพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไปจนไม่เหลือความสุขในปัจจุบัน

แต่ในเมื่อเป้าหมายทางโลกบางอย่างก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย แถมการเดินตามเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยบ่มเพาะให้เราเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เราจึงควรฝึกสมองให้คุ้นเคยกับการฝืน biology ของตัวเองบ่อยๆ

ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วเราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

ใช้ชีวิตเหมือนมะม่วงที่สุกตามฤดูกาล

เพราะธรรมชาติมีจังหวะจะโคนของมันอยู่

บางอย่างหากเร่งเกินไป ผลที่ได้มักไม่อร่อย

เราจึงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับใคร แค่ใช้ชีวิตของเราไปให้ดี

ทำในสิ่งที่ควรทำ พูดในสิ่งที่ควรพูด คิดในสิ่งที่ควรคิด

ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

เราจึงมีหน้าที่เพียงทำเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อม รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย

จากนั้นก็จงเป็นคนที่รอได้ เพราะสิ่งดีๆ ล้วนต้องใช้เวลา และโชคชะตามักจะไม่กลั่นแกล้งคนที่เดินทางตรง

ลงมือทำด้วยความขยัน จากนั้นก็รอด้วยความเย็นใจ

จงใช้ชีวิตให้เหมือนมะม่วงที่สุกตามฤดูกาลครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น ใบพัด นบน้อม เขียน

5 นาทีก็พลิกเกมได้

“It only takes five minutes to break the cycle.

Five minutes of exercise and you are back on the path.

Five minutes of writing and the manuscript is moving forward again.

Five minutes of conversation and the relationship is restored.

It doesn’t take much to feel good again.”

-James Clear

บางปัญหาก็ดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่ก็มีปัญหาอีกมากมายที่รอคอยเราอยู่ด้วยใจเปิดกว้าง ขอแค่เรากล้าสบตากับมันและลงมือทำอะไรบางอย่าง

และอะไรบางอย่างที่ว่านี้ก็อาจใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีด้วย

แน่นอนว่า 5 นาทีคงไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจด แต่มันก็ยาวนานพอที่จะช่วยให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

5 นาทีในการทำสิ่งที่ง่ายที่สุด และเมคเซ้นส์ที่สุด

อาจเป็นการลงไปวิดพื้นซัก 10 ครั้ง หรือกระโดดตบซัก 20 ที

อาจเป็นการเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

อาจเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครสักคน

สิ่งที่เราจะทำในอีก 5 นาทีต่อจากนี้ อาจจะช่วยให้เราหลุดจากวังวนที่ควบคุมเรามาเนิ่นนานก็ได้นะครับ