นิยามของความมัธยัสถ์

วิวัฒนาการคือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในโลก มันสามารถเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวให้กลายมาเป็นมนุษย์ยุคนี้ได้

แต่วิวัฒนาการไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันไม่มีคู่มือใดๆ ทั้งสิ้น บางทีมันไม่ค่อยเก่งเรื่องการคัดสรรคุณสมบัติที่เหมาะสมด้วยซ้ำ

พลังเพียงอย่างเดียวของมันคือมันทำการทดลองเป็นล้านล้านครั้ง และอันไหนไม่เวิร์คก็ฆ่าทิ้งเสีย ส่วนผู้ที่เหลือรอดก็จะได้อยู่ต่อไป

มีทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า Fisher’s Fundamental Theorem of Natual Selection ที่บอกว่าความหลากหลายคือความแข็งแกร่ง เพราะยิ่งประชากรมีความหลากหลายมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติให้คัดสรรมากเท่านั้น

ซึ่งก็อุปมาอุปไมยเหมือนกับการใช้เงิน

หลายคนไม่รู้ว่าการใช้เงินแบบไหนจะทำให้เรามีความสุข เราควรซื้ออะไรดี? ควรเดินทางไปไหนดี? ควรเก็บเงินเท่าไหร่ดี?

ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพราะเราแต่ละคนนั้นแตกต่าง คนส่วนใหญ่จึงมักเชื่อตามเสียงของสังคมที่บอกว่าของที่ราคาสูงที่สุดจะทำให้เรามีความสุขได้มากที่สุด

แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราต้องลองใช้เงินในหลากหลายรูปแบบเพื่อจะได้รู้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรา บางคนชอบเดินทาง ส่วนบางคนนั้นติดบ้าน บางคนชอบกินร้านอาหารหรู แต่บางคนชอบฟาสต์ฟู้ดมากกว่า หลายคนมองว่าการนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสเป็นเรื่องหลอกกินเงิน แต่สำหรับบางคนก็มองว่ามันคุ้มค่า

ยิ่งเราได้ลองใช้เงินในรูปแบบต่างกันมาเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสจะเจอของที่ใช่มากขึ้นเท่านั้น และการลองก็ไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะ แค่ลองชิมอาหารจานใหม่ ลองใช้บริการใหม่ๆ ลองซื้อรองเท้าสวยๆ ฯลฯ

เหมือนที่ Ramit Sethi เคยนิยามไว้

“โดยเนื้อแท้แล้ว ‘ความมัธยัสถ์’ คือการหาให้เจอว่าเรารักสิ่งใดมากพอที่จะยอมใช้เงินอย่างอู้ฟู่ และพร้อมที่จะลดค่าใช้จ่ายกับทุกอย่างที่เหลือ”

“Frugality, quite simply, is about choosing the things you love enough to spend extravagantly on — and then cutting costs mercilessly on the things you don’t love.”

ไม่มีคู่มือที่จะบอกว่าอะไรจะทำให้เรามีความสุข เราแค่ต้องลองสิ่งละอันพันละอย่างเพื่อหาให้เจอว่าอะไรที่เหมาะกับเรา


ผมแปลข้อความข้างต้นมาจากส่วนหนึ่งของบทความ The Art and Science of Spending Money ของ Morgan Housel

ผมชอบคำพูดของ Ramit Sethi เป็นพิเศษ ตรงที่เขานิยามความประหยัดว่าไม่ใช่ความตระหนี่ถี่เหนียวและอยากจ่ายให้น้อยที่สุดในทุกเรื่อง แต่คือการเลือกให้ดีว่าจะตัดเรื่องอะไร และจะยอมอู้ฟู่กับเรื่องอะไร

ผมเป็นคนประหยัดกับข้าวของส่วนตัว ไม่เคยอินกับแคมเปญ 11.11 พร้อมจะใช้ของไม่มียี่ห้อถ้ามันตอบโจทย์ได้ 70%

ผมเคยบ่นกับน้องในทีมว่าหูฟังสายไฟมันเริ่มลอกแล้ว กลัวไฟช็อต น้องก็แนะนำหูฟังยี่ห้อหนึ่งราคาสามพันกว่าบาท ผมบอกว่าไม่กล้าซื้อ ปกติผมซื้อแต่หูฟังในเซเว่นอันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น

แต่ถ้าผมกับแฟนไปดูคอนเสิร์ต ผมพร้อมควักเงินซื้อตั๋วที่นั่งใกล้เวทีราคาหลายพันได้แบบไม่เสียดาย เพราะคิดว่าไปคอนเสิร์ตทั้งทีแล้วก็อยากเห็นหน้าศิลปินคนโปรดชัดๆ

ความยากอย่างหนึ่งเรื่องการใช้เงินคือเราจะบาลานซ์อย่างไรระหว่างการจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสุขในวันนี้ และการเก็บออมและลงทุนเพื่อความมั่นคงในวันหน้า

เพราะแม้ว่าความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเราจะอยู่ถึงวันนั้นรึเปล่า หรือเมื่อถึงวันนั้นแล้วเราจะยังแข็งแรงพอที่จะทำบางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ดังนั้นถ้าเราไม่ใช้เงินเพื่อปัจจุบันบ้างเลยผมว่ามันก็เป็นการฝากความหวังไว้กับอนาคตมากไปหน่อย

ทดลองให้รู้ว่าเงินซื้อความสุขให้เราในเรื่องไหนได้บ้าง อู้ฟู่ไปกับมัน แล้วค่อยประหยัดกับเรื่องที่ไม่ได้สำคัญกับเราครับ

จะวิ่งไปพร้อมรถม้าหรือจะให้มันลากเราไป

หนึ่งในสิ่งที่ปรัชญาสโตอิกให้ความสำคัญมากที่สุด คือการโฟกัสแต่ในสิ่งที่เราควบคุมได้

เพราะความทุกข์ร้อนของเราล้วนเกิดจากการไม่ยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

เมื่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น แล้วเราตีโพยตีพายหรือฟูมฟาย มันก็รังแต่จะทำให้เราเจ็บตัวและเจ็บใจมากกว่าเดิม

ลองนึกภาพสุนัขสองตัวที่ถูกผูกเชือกไว้กับรถม้า

สุนัขตัวแรกวิ่งตามทิศทางที่รถม้าพาไป และเพลิดเพลินไปกับการเดินทางและทิวทัศน์

ส่วนสุนัขตัวที่สองฝืนต้านรถม้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี และลงท้ายด้วยการโดนรถม้าลากไปตลอดทาง

สุดท้ายแล้วสุนัขทั้งสองย่อมไปถึงจุดหมายเดียวกัน แต่ตัวที่สองสะบักสะบอมกว่ากันเยอะ

ยอมรับไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย ยอมรับไม่ได้แปลว่าถอดใจ ยอมรับไม่ได้แปลว่าไร้ความทะเยอทะยาน มันแค่หมายความว่าเมื่อสิ่งต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว และเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ตอนนี้ เราก็ควรยอมรับและทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่สถานการณ์เอื้อให้เราทำได้

ไม่มีใครอยากให้ลูกป่วย ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว การไม่ยอมรับย่อมไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น จริงๆ แล้วมันทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำ

เป็นเรื่องปกติที่เราจะมองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นเรื่องปกติที่เราชอบหลอกตัวเองว่าทุกอย่างควรเกิดขึ้นตามใจเรา

แต่เราไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น โลกไม่ได้เป็นไปดั่งใจแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะชวนทะเลาะกับพระเจ้าหรือโชคชะตา

เราจึงต้องมีสติปัญญาที่จะแยกแยะให้ได้ ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรฝืน และเมื่อไหร่ที่เราควรวิ่งตามรถม้าไปครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

ถ้ามันใช่มันจะไม่ต้องฝืน

หนึ่งในคนที่ผมตามอ่านบล็อกทุกตอน คือ Morgan Housel ผู้เขียน The Psychology of Money

มอร์แกนเขียนบทความลงในบล็อกของ Collaborative Fund แต่เขียนไม่บ่อย อาจจะแค่เดือนละ 3-4 ตอน แถมยังไม่มีตารางการปล่อยงานที่แน่นอนอีกด้วย ซึ่งเจ้าของ Collaborative Fund ก็ไม่ได้ว่าอะไรและให้อิสระเต็มที่

เนื่องจากไม่ได้โดนบังคับด้วยเดดไลน์ มอร์แกนจึงเขียนต่อเมื่อเขามีเรื่องอะไรจะเขียนเท่านั้น เขาจึงแทบไม่เจอ writer’s block หรืออาการเขียนไม่ออกเลย

“Good ideas are easy to write, bad ideas are hard. Sounds obvious, but it’s the best quality signal of what you’re writing. Writers’ block usually reflects more about your ideas than your writing.”


James Clear เคยให้คำแนะนำไว้ว่า

“Look for situations where the energy is already flowing downhill. Invest in relationships where there is already mutual respect. Create products that tap into a desire people already have. Work on projects that play to your strengths.

And then, once the potential of the situation is already working for you, add fuel to the fire. Pour yourself into the craft. Act as if you have to outwork everyone else—even though the wind is at your back.

The idea is to sprint downhill, not grind uphill.”

เราจึงควรลงแรงและเวลากับสิ่งที่สอดคล้องและเป็นใจให้เราอยู่แล้ว มันคือการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่เหนือลมแทนที่จะอยู่ใต้ลม และแม้จะอยู่เหนือลมเราก็ยังออกแรงเต็มที่ และด้วยวิธีนี้จะทำให้เราไปได้เร็วและไกลกว่าคนอื่น


แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือน Morgan Housel ที่จะเขียนบทความเดือนละกี่ตอนก็ได้ บางคนไม่ได้มีทางเลือกมากขนาดนั้น ต้องทนทำสิ่งที่เราไม่ชอบเพราะมีภาระหน้าที่ต้องดูแล

แต่ผมก็อยากให้เราตั้งข้อสังเกตสองอย่าง

หนึ่ง เราถูกฝึกให้ทำในสิ่งที่เราไม่ชอบและฝืนธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก เช่นห้ามคุยกันในห้องเรียน ถูกบังคับให้เรียนวิชาที่เราไม่ได้สนใจและไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์อะไรกับชีวิต วิธีการเรียนการสอนแบบนี้เหมาะสำหรับการป้อนคนเข้าทำงานในโรงงานเพื่อจะได้มีความพร้อมเพรียงและมีวินัยเพื่อจะได้สร้าง productivity ให้กับเจ้าของโรงงานได้มากที่สุด

สอง นิทานช้างกับกิ่งไม้:

“นานมาแล้วชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง โดยล่ามโซ่ ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่ พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้

ความพยายามหลายๆ ครั้งแล้วไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่ามันไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง และเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้

ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ มันจะไม่หนีไปไหน

อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ”


การได้งานที่ใช่ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องพยายามเลย

กว่าที่ Morgan Housel จะได้อิสระเขียนบล็อกเดือนละกี่ตอนก็ได้ เขาเคยเขียนบทความลง The Motley Fool มาแล้วหลายพันบทความ

เวลาที่น้องในทีมต้องทำงานในหน้าที่ใหม่ ผมจะบอกเขาเสมอว่าอย่าคาดคั้นกับตัวเองเกินไป จงให้เวลาตัวเองอย่างน้อย 6 เดือนแล้วเราจะรู้ได้เองว่ามันเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา

หรือถ้าใครเพิ่งลองวิ่งครั้งแรก แค่กิโลแรกก็จะเป็นจะตาย ต้องทำซ้ำหลายครั้งถึงจะเริ่มอยู่ตัวและตอบตัวเองได้ว่าชอบการวิ่งหรือไม่

และถึงได้ทำสิ่งที่ใช่แล้วมันก็ยังเหนื่อยอยู่ดี แต่เหนื่อยแล้วรู้สึกว่ามันคุ้ม เหนื่อยแล้วมันเติมเต็มเราได้

ส่วนถ้าใครรู้สึกว่าทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบมานานเกินพอ หรือเพิ่งรู้ตัวว่าขาของเราผูกเชือกกับกิ่งไม้ตลอดมา ก็อย่ากลัวที่จะคิดใหม่ทำใหม่

เพราะถ้ามันใช่มันจะไม่ต้องฝืนครับ

‘Dailyish’ – ศิลปะของการทำอะไร ‘เกือบทุกวัน’

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2015 ผมเขียนบทความชื่อ “ทำก่อน เชื่อทีหลัง” ที่เล่าให้ฟังว่าผมเขียนบล็อกครบ 100 ตอนได้อย่างไร พร้อมกับประกาศในบรรทัดสุดท้ายว่า Anontawong’s Musings จะมีบทความใหม่ไปทุกวัน

และผมก็ตั้งใจเขียนบทความทุกวันจริงๆ แม้กระทั่งช่วงปลายปี 2015 ที่มีลูกสาวคนแรก ได้นอนวันละ 4 ชั่วโมง ก็ยังเขียนบทความทุกวันอยู่แม้จะต้องเขียนตอนตี 3 ก็ตาม

เพราะผมเคยได้ยินเทคนิค Don’t Break The Chain ของ Jerry Seinfeld

Jerry Seinfeld เป็น standup comedian และนักแสดงนำใน Seinfeld ซึ่งเป็นซีรี่ส์ซิทคอมที่โด่งมากในยุค 90’s

สมัยที่ยังไม่โด่งดัง เจอรี่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะคิดมุกทุกวัน วันละ 1 มุก

เจอรี่จะมีปฏิทินติดผนัง ทุกครั้งที่เขาเขียนมุกเสร็จ เขาจะกาปฏิทินเอาไว้ พอนานวันเข้าเครื่องหมายกากบาทติดๆ กันก็ทอดยาวราวกับห่วงโซ่ที่บ่งบอกว่าเขาเขียนมุกวันละ 1 ตอนมานานแค่ไหน

แล้วเขาก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมน้องที่เป็นนักแสดงตลกด้วยกันว่า

“Don’t break the chain!” – อย่าให้โซ่ขาด!

ผมก็เลยอยากจะเขียนบล็อก Anontawong’s Musings แบบไม่ให้โซ่ขาดบ้าง

ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีปีไหนที่ผมเขียนได้ครบ 365 ตอน มีหลุด มีคิดไม่ออก มีไม่สบาย ซึ่งก็รู้สึกเสียดายและรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน

การแบกความรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่สามารถเขียนบล็อกได้ทุกวันเริ่มคลี่คลายเมื่อผมได้อ่านบทความชื่อ Why you should aim to do new habits ‘dailyish’ ของ Oliver Burkeman ผู้เขียน Four Thousand Weeks

เขาเคยสัมภาษณ์ Jerry Seinfeld เรื่องเทคนิคดูแลโซ่ไม่ให้ขาดที่กลายเป็นตำนานในแวดวง productivity แล้วโอลิเวอร์ก็ได้พบว่าเจอรี่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคนี้อย่างที่เราคิด

นี่คือคำพูดของเจอรี่:

“มันเป็นเรื่องเบสิกมากจนผมไม่อยากจะพูดถึงมันด้วยซ้ำ ถ้าคุณเป็นนักวิ่งและอยากจะวิ่งให้ดีขึ้น คุณก็แค่บอกตัวเองว่าคุณจะวิ่งทุกวันแล้วก็เขียน X ลงในปฏิทินทุกวันที่คุณวิ่ง ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นไอเดียที่ลึกซึ้งตรงไหนเลย จะมีใครคิดจริงๆ เหรอว่าถ้านั่งเฉยๆ แล้วจะเก่งขึ้น?”

ในโลกของชาว productive เทคนิคของเจอรี่มีนัยว่า “ให้ทำสิ่งที่มีคุณค่ากับเราทุกวันโดยห้ามพลาดโดยเด็ดขาด”

แต่สำหรับตัวเจอรี่เอง เขาแค่ต้องการจะสื่อว่าเราต้องลงทุนลงแรงติดต่อกันเป็นเวลายาวนานเท่านั้นเอง

ความมุ่งมาดปรารถนาที่จะทำอะไรให้ได้ทุกวันนั้นเป็นการตั้งมาตรฐานที่ขาดความยืดหยุ่น เต็มที่ก็ได้แค่เสมอตัว โอกาสพลาดพลั้งก็สูง แถมการทำอะไรให้ได้ perfect score นั้นไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ แต่เป็นธรรมชาติของหุ่นยนต์

ชีวิตมีเรื่องไม่คาดฝันเสมอ และสำหรับคนไม่น้อยที่ตั้งเป้าแบบนี้ เมื่อพลาดไปหนึ่งหรือสองครั้ง เขาก็อาจสูญเสียกำลังใจจนล้มเลิกไปเลยก็ได้

แนวคิดที่โอลิเวอร์คิดว่าเมคเซนส์มากกว่ามาจาก Sam Harris เจ้าของแอป Waking Up สำหรับคนที่อยากฝึกนั่งสมาธิ

เขาใช้คำว่า ‘Dailyish’

เวลาเติม ‘ish’ ลงไปท้ายคำไหน จะหมายความว่า “โดยประมาณ”

Dailyish ก็คือการทำทุกวันโดยประมาณ หรือทำเกือบทุกวันนั่นเอง

ความดีงามของการทำอะไร ‘เกือบ’ ทุกวัน คือมันบอกให้เรายังจริงจังกับเรื่องที่เราให้ความสำคัญโดยที่ยังเปิดพื้นที่ให้เรื่องไม่คาดฝันในชีวิต

ถ้าสัปดาห์หนึ่งทำสัก 2 วันก็คงอาจไม่เรียกได้ว่า dailyish แต่ถ้าทำสัปดาห์ละ 5 วัน อันนั้นก็น่าจะพอเรียกได้ว่า dailyish ส่วนถ้าสัปดาห์ไหนจะทำได้ครบทั้ง 7 วันเลยก็เรียกว่า dailyish ได้เหมือนกัน

จริงๆ ผมควรจะเขียนบทความนี้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมไปข้างนอกมาและคุยกับคนค่อนข้างเยอะ กลับถึงบ้านก็หมดแรง เลยเลือกที่จะพักผ่อนให้เต็มที่แล้วตื่นมาเขียนเช้าวันนี้แทน

การประกาศว่าจะเขียนบล็อกทุกวันของผมเมื่อ 8 ปีที่แล้วอาจดูเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ถ้ามองลึกลงไปกว่านั้นเป้าหมายนี้ก็ดูเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน เพราะผมอาจจะยอมเขียนบทความที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงเพื่อจะให้ได้รับความยอมรับว่าเป็นคนเขียนบล็อกทุกวันก็ได้

ผมจึงขอถอนคำพูดเดิมที่ว่าจะเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ทุกวัน และตั้งปณิธานใหม่เป็นการเขียนบล็อก ‘เกือบทุกวัน’ แทน จะได้ไม่เบียดเบียนตัวเองจนเกินไป และหวังว่าจะรักษามาตรฐานเนื้อหาที่ดีเอาไว้ ส่วนผู้ติดตามอาจจะได้อ่านบทความบ้างในบางวัน และได้พักบ้างในบางวันให้พอคิดถึง

แต่โดยรวมแล้วผมคิดว่ามันจะทำให้บล็อกนี้แข็งแรงขึ้นและยืนระยะได้ดีกว่าเดิมครับ

เมื่อเราได้อะไรมา เราจะเสียอะไรไปเสมอ

ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกินปูนึ่ง

ไม่ใช่เพราะว่าไม่ชอบรสชาติ แต่เพราะว่าขี้เกียจแกะ ถ้ามีคนช่วยแกะให้ก็โอเค

พ่อผมชอบแกะปูให้กับคนในครอบครัว และพ่อก็เคยบอกผมสมัยเด็กๆ ว่า “ที่ปูมันอร่อยก็เพราะว่ามันต้องออกแรงแกะนี่แหละ”


ผมเป็นคนชอบกินปลาดิบ ไม่ว่าจะเป็นซูชิหรือซาชิมิ

ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก่อนปี 2010 ร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยที่คนธรรมดาจะพอเข้าถึงได้ก็คือร้านญี่ปุ่นที่เป็นเชนใหญ่ๆ

ผมได้ไปญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2010 แล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เพราะไม่ว่าจะกินปลาดิบร้านไหนก็อร่อยไปหมดเมื่อเทียบกับสิ่งที่เคยกินมาที่เมืองไทย

พอกลับไทยเลยเริ่มรู้สึกว่าปลาดิบที่ร้านเชนไม่ค่อยอร่อยเสียแล้ว

ปี 2013 ผมได้ไปญี่ปุ่นอีกครั้ง ไปกินร้าน Musashi Sushi ซึ่งเป็นซูชิจานหมุนตรงสถานีรถไฟเกียวโต จำได้ว่าเข้าคิวนานพอสมควร แต่พอได้กินก็ฟินมากเพราะปลาดีทุกจานและราคาก็ไม่แพง

ปี 2019 ผมกลับไปที่ร้านเดิม ร้านก็คิวยาวเหมือนเดิม แต่พอได้กินแล้วขีดความสุขกลับไม่ได้พุ่งเท่าครั้งก่อน

สมมติฐานหนึ่งก็คือคุณภาพปลาดิบของร้าน Musashi ตกลงไป แต่อีกสมมติฐานหนึ่งก็คือในช่วงปี 2013-2019 นั้นเมืองไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นผุดขึ้นมากมายราวดอกเห็ด ปลาดิบคุณภาพดีในราคาที่ผมเข้าถึงได้จึงมีให้ได้ลิ้มลองมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อมาตรฐานของเราสูงขึ้น ก็เลยกลายเป็นว่าซูชิจานหมุนร้าน Musashi ไม่อาจทำให้เราว้าวได้อีกต่อไป

เมื่อปลายปี 2022 แฟนผมไป business trip ที่โตเกียวประมาณ 4 วัน ได้กินปลาดิบอยู่ 2-3 มื้อ แต่แฟนบอกว่าร้านโปรดที่เมืองไทยอร่อยกว่ากันเยอะ

ผมบอกกับแฟนว่า ถ้าจะไปญี่ปุ่นรอบหน้าก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ว่าอาหารญี่ปุ่นอาจจะไม่ใช่ไฮไลท์ในการเดินทางอีกต่อไป ต้องหาเหตุผลอื่นที่ดีกว่านั้น


Quote หนึ่งที่ Morgan Housel มักพูดถึงอยู่บ่อยๆ และทำให้ผมขบคิดมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก็คือ:

“The thing that is least perceived about wealth is that all pleasure in money ends at the point where economy becomes unnecessary. The man who can buy anything he covets values nothing that he buys.

Wiliam Dawson, 1905

เมื่อใดก็ตามที่เราไม่จำเป็นต้องประหยัดอีกต่อไป ความสุขที่เราจะได้รับจากการจับจ่ายใช้สอยก็เหือดหายไปด้วย คนที่อยากได้อะไรก็ซื้อได้ทันทีย่อมจะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใดเลย

Dawson ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า (สมัยร้อยกว่าปีที่แล้ว) เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งคิดอยากจะซื้อรูปภาพ เขาต้องเข้าคิวหลายสัปดาห์ ต้องไปหาความรู้เกี่ยวกับรูปภาพต่างๆ เพื่อจะได้ไม่โดนคนขายหลอก ต้องทุรนทุรายอยู่กับการลุ้นว่าจะได้ภาพนั้นมาเชยชมหรือภาพนั้นจะหลุดมือไป เขาอาจต้องสละความสะดวกสบายบางอย่างเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากพอ และความสุขที่เขาจะได้มาจากการได้ซื้อรูปนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความยากลำบากกว่าจะได้มันมาครอบครอง

แต่สำหรับคนที่เดินเข้ามาในห้องขายภาพโดยรู้อยู่แก่ใจว่าจะซื้อภาพไหนก็ได้ด้วยการเซ็นเช็คแค่ใบเดียว ย่อมไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้เลย


ผมเคยไปทำกิจกรรม CSR ที่โรงเรียนต่างจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกันก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “พวกเขามีความสุขกันง่ายจัง”


คนเราส่วนใหญ่แสวงหาความมั่งคั่งและความสะดวกสบาย ที่เราทำงานอย่างหนักทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะสร้างฐานะและมีเงินมากพอที่จะดูแลตัวเองและคนที่เรารัก

แต่เรามักจะลืมคิดไปว่า ยิ่งเรามีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ ยิ่งเรามีรสนิยมสูงขึ้นแค่ไหน สิ่งของหรือประสบการณ์ที่จะทำให้เรามีความสุขนั้นก็จะลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ

เหมือนคนที่เคยกินปลาดิบจากร้านเชนใหญ่ก็มีความสุขแล้ว แต่พอได้กินของที่ดีกว่า อร่อยกว่า ปลาดิบที่เคยทำให้เรามีความสุขได้ก็ไม่สามารถทำให้เรามีความสุขได้อีกต่อไป

ผมเลยคิดได้ว่า จริงๆ แล้วจักรวาล (หรือพระเจ้า / ธรรมะ) นี่ก็ยุติธรรมเหมือนกัน

เมื่อเราได้อะไรมา เราจะเสียอะไรไปเสมอ

เมื่อเรามีเงินมามากๆ เราจะสูญเสียความสุขจากการจับจ่ายใช้สอยเงินนั้น

เมื่อเราได้ตำแหน่งสูงๆ เราจะสูญเสียความทะเยอทะยานหรือความตั้งใจทำงานที่เคยมีสมัยที่อยู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่านี้

เมื่อเราได้ follower มาเยอะๆ เราจะสูญเสียตัวตนในอดีตที่สามารถอดทนนั่งเขียนบทความโดยที่แทบไม่มีคนอ่านได้

ในทางกลับกัน เมื่อเราเสียอะไรไป เราจะได้อะไรกลับมาเสมอ

เมื่อเราเสียเหงื่อไปกับการวิ่ง เราจะได้ร่างกายที่แข็งแรงกลับมา

เมื่อเราเสียเวลากับคนที่ไม่ใช่ เราจะได้บทเรียนที่จะไม่เลือกคนผิดซ้ำอีก

เมื่อเราต้องสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว เราจะมีเวลากลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย เหมือนหยินกับหยางที่อยู่คู่กันเสมอ

เหมือนคำของพ่อที่เคยบอกผมเอาไว้ ที่ปูมันอร่อยก็เพราะว่ามันต้องออกแรงแกะ

หากเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราจะเห็นคุณค่าของปัจจุบัน และมองอนาคตอย่างมีความหวังและความเผื่อใจครับ