หงุดหงิดแล้วไงต่อ

20190310_frustrated

แต่ละวันเรามีเรื่องชวนหงุดหงิดหลายสิบเรื่อง

หงุดหงิดรถติด หงุดหงิดรัฐบาล หงุดหงิดเงินไม่พอใช้จ่าย

ความหงุดหงิดจริงๆ แล้วก็มีประโยชน์ เพราะมันเป็นสัญญาณว่าเรากำลังเห็นความเป็นไปได้ที่ดีกว่าตอนนี้ – you can see a better possibility.

คำถามก็คือ พอเราหงุดหงิดแล้วยังไงต่อ?

ผมหงุดหงิดแล้วอาจเขียนบล็อก เช่นบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน

ดาบวิชัยหงุดหงิดกับความแห้งแล้งในจังหวัดบ้านเกิด จึงปลูกต้นไม้ทุกวันมา 30 ปี รวมแล้วกว่า 3 ล้านต้น

Brian Chesky กับ Joe Gebbia หงุดหงิดที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง เลยซื้อเตียงลมมาไว้ในห้องแล้วลงประกาศให้คนมาเช่านอน สุดท้ายจึงกลายเป็นธุรกิจ Airbnb ที่มีมูลค่านับแสนล้าน

ถ้าหงุดหงิดแล้วมันทำให้เราเกิดการลงมือทำอะไรบางอย่าง ก็ถือว่าคุ้มค่า

หงุดหงิดแล้วเขียน หงุดหงิดแล้วปลูก หงุดหงิดแล้วสร้างธุรกิจ

แต่ถ้าหงุดหงิดแล้วแค่บ่น ก็ถือเป็นความหงุดหงิดที่ไม่สร้างการผลิต เสียสุขภาพจิตของตัวเองและคนรอบข้าง

เอาแรงและเวลาไปหงุดหงิดกับเรื่องที่เราทำอะไรได้บ้างดีกว่าครับ

อย่าหงายไพ่หมดสิ

20190310_cards

เวลามองไปที่คนฉลาด คนที่น่าชื่นชม คนที่มีของ ผมจะรู้สึกว่าเขามีบางสิ่งเหมือนๆ กัน

คือเขาเหล่านี้จะไม่พูดอะไรเยอะ แม้จะพูดบ้างแต่ก็ไม่ได้บอกหมดว่ากำลังทำอะไรอยู่และกำลังจะทำอะไรต่อ

แถมยังยากที่จะเดาใจด้วยว่าเขากำลังคิดอะไรและรู้สึกอย่างไร ไม่รู้ว่าเขากำลังดีใจ กำลังโกรธ หรือกำลังกลัว เพราะไม่ว่าสถานการณ์อะไรจะผ่านเข้ามา เขาก็ยังคงความนิ่งอยู่ได้

ดูมีชั้นเชิง ดูน่าค้นหา ดูน่ายำเกรง

ในทางกลับกัน มันก็จะมีคนอีกจำพวกหนึ่ง

คนที่เดาทางโคตรง่าย

โกรธก็โวยวาย ดีใจก็ลิงโลด กลัวก็หนีหน้า

คนที่คิดจะทำอะไรก็ต้องประกาศให้โลกรู้ คนที่หงุดหงิดหัวหน้าแล้วโพสต์ลอยๆ ขึ้นเฟซบุ๊ค

ได้ความสะใจ แต่สุดท้ายคำพูดสาธารณะอาจกลับมาทิ่มแทงเขาได้ในอนาคต

ถ้าเปรียบชีวิตเป็นการเล่นไพ่ เราก็ควรจะถือไพ่ไว้ให้มิดชิด

ถ้าแบไต๋ หงายไพ่ทุกใบให้ทุกคนเห็น ถึงจะได้ไพ่ดีมายังไงก็ยังแพ้ได้อยู่ดีครับ

นับอยากถึงสิบ

20190309_countyourwants

สมัยก่อนเวลาโกรธใคร ก่อนจะอ้าปากหรือลงมือทำอะไร เขาบอกว่าให้นับหนึ่งถึงสิบก่อน พอครบสิบแล้วใจจะเย็นลง ไม่ผลีผลาม

มาสมัยนี้ที่เราซื้อเกือบทุกอย่างได้เพียงกดปุ่มมือถือหรือควักบัตรมารูด ผมคิดว่าเราควรเพิ่มการ “นับอยากถึงสิบ” เข้าไปด้วย

เวลาเห็นอะไรครั้งแรก แล้วรู้สึกอยากได้ขึ้นมา อย่าเพิ่งซื้อทันที แต่ให้เดินผ่าน (หรือไถผ่าน) มันไปก่อน

ถ้าชั่วโมงถัดมา หรือวันถัดมา หรือสามวันถัดมาใจยังวนเวียนคิดของชิ้นนั้นอยู่ครบสิบครั้ง ค่อยตัดสินใจซื้อก็ยังไม่สาย

ผมเชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยลดการซื้อของที่เราไม่ได้ต้องการจริงๆ ได้

เพราะการซื้อของหนึ่งชิ้นราคามันไม่ได้มีอยู่แค่เงินที่เราจ่ายออกไป แต่เรายังต้องจ่ายด้วยพื้นที่ที่จะวางของชิ้นนั้น จ่ายด้วยเวลาที่จะต้องใช้และดูแลของชิ้นนั้น และจ่ายด้วยโอกาสที่เสียไปในการเอาเงินไปซื้อของชิ้นอื่นที่อาจมีประโยชน์และสร้างความสุขให้เราได้มากกว่าครับ

หากเปลี่ยนตัวเองมันยากนัก

20190307_changeenvironment

ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมดูก่อนมั้ย

แทนที่จะพยายามกินข้าวให้น้อยลง ลองใช้จานใบเล็กลง

แทนที่จะพยายามกินขนมขบเคี้ยวให้น้อยลง ลองเอากล้วยมาไว้ที่โต๊ะทำงาน

แทนที่จะพยายามเล่นเฟซบุ๊คให้น้อยลง ลอง log out หรือ uninstall เฟซบุ๊คออกจากมือถือ

แทนที่จะพยายามเล่นกีตาร์ให้มากขึ้น ลองเอากีตาร์มาแขวนไว้ตรงทางที่เราเดินผ่านบ่อยๆ

แทนที่จะพยายามบังคับตัวเองให้ตื่นไปวิ่งตอนเช้า ลองแต่งชุดพร้อมวิ่งเข้านอน แล้ววางรองเท้าวิ่งไว้ข้างเตียง

แทนที่จะพยายามอ่านหนังสือให้มากขึ้น ลองพกหนังสือติดตัวไปทุกที่และตั้งกฎว่าจะไม่เอามือถือเข้าห้องน้ำ

เรามันยังอ่อนด้อย โดนกิเลสสะกิดนิดเดียวก็เตลิด

เราจึงควรหาตัวช่วยให้มากที่สุด เพื่อผลักดันให้เราได้ทำในสิ่งที่ควรทำ และลดสิ่งที่ไม่ควรทำครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: bit.ly/tgimline

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The James Altucher Show: Gretchen Rubin – How to feel calm and get rid of your mental clutter

สองปีที่อันตรายที่สุดในชีวิตคน

20190305_twoyears

หนึ่งคือปีแรกที่เราเกิดมา

สองคือปีที่เราเกษียณ

แม้อัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดจะลดลงอย่างฮวบฮาบในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ก็ยังมีเด็กที่เสียชีวิตก่อนจะอายุครบหนึ่งขวบให้เราได้ยินอยู่เนืองๆ

ส่วนปีที่เราเกษียณ คือปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน

จากคนทำงานสู่คนไร้งาน

จากคนที่เคยถูกบังคับให้สร้างคุณค่า กลายเป็นคนที่ต้องคิดเองว่าจะสร้างคุณค่าได้อย่างไร

ซึ่งถ้าคิดไม่ออกหรือทำไม่ได้ ชีวิตก็มีสิทธิ์จะเหี่ยวเฉาได้อย่างง่ายดาย

เราจึงเห็นคนอายุหกสิบที่ดูแก่หง่อม บางทีแก่กว่าคนคนอายุเจ็ดสิบที่ยังทำงานเสียอีก

เป้าหมายที่เราอยากทำงานเก็บเงินเยอะๆ จะได้มีเงินเลี้ยงพ่อแม่ให้สุขสบาย บางทีก็ต้องระวังไม่ให้มันกลายเป็นดาบสองคม

เพราะถ้าสุขสบายเกินไป อยู่บ้านเฉยๆ ร่างกายก็จะไม่ได้ใช้ สมองก็จะไม่ได้ใช้

และอะไรก็ตามที่ไม่ได้ใช้นั้นย่อมเสื่อมโทรมได้โดยง่าย ไม่ต่างอะไรกับบ้านที่ไม่มีคนอยู่

เราจึงควรแสวงหาและยินดีต้อนรับความไม่สุขสบายเข้ามาในชีวิตอยู่เนืองๆ ให้ร่างกายได้พบความลำบากและให้สมองได้ครุ่นคิด เพื่อคงความหนุ่มสาวไว้ให้ยาวนานเท่าที่ธรรมชาติจะเปิดทางให้ครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: bit.ly/tgimline

Time Management Workshop วันเสาร์นี้เต็มแล้วครับ จะเปิดสอนอีกครั้งประมาณเดือนพ.ค.หรือมิ.ย.ครับ ขอบคุณทุกๆ คนครับ