หัวหน้าและความเข้าใจลูกน้อง 4 ระดับ

20170411_sympathy

เมื่อวานนี้ที่ Wongnai เพิ่งทำ Wongnai Manager Onboarding Program (WMOP) ให้กับหัวหน้าทีมราว 20 กว่าคนเสร็จ

ยอดที่เป็น CEO เป็นคนสอน WMOP เกือบทั้งหมด โดยมีผมและน้องอีกคนช่วยสอนอีกนิดหน่อย เนื้อหาส่วนใหญ่เราเอามาจากที่ Google ใช้สอนพนักงานของเขา

มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้นั่นคือเรื่อง Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ และหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเรามีความฉลาดทางอารมณ์หรือไม่ก็คือความเข้าอกเข้าใจคนอื่น

กูเกิ้ลบอกว่าการเข้าใจคนอื่นนั้นมี 3 ระดับ คือ Sympathy, Empathy, และ Compassion

ยอดถามผมในห้องว่าสามคำนี้แปลว่าอะไรบ้าง ผมบอกไปว่า Compassion คือความเมตตา, Empathy คือความเข้าอกเข้าใจ ส่วน Sympathy ไม่รู้จะแปลยังไงเพราะความหมายมันก็ใกล้เคียงกับ Empathy พอสมควร

ยอดเลยเปิดสไลด์อธิบายสามคำนี้ตามนิยามที่ใช้กันที่กูเกิ้ล

Sympathy คือความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นและรู้ว่าเราสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้

Sympathy is the awareness of another’s feelings and experiences and understanding that one might help by easing those feelings.”

Empathy นั้นคือความสามารถในการเอาความรู้สึกของคนอื่นมาอยู่ในใจเราราวกับว่าเราเป็นคนที่กำลังประสบสภาวะนี้ด้วยตัวเอง

Empathy takes the feelings and experiences of others and internalizes them, a vicarious experience of another’s emotions and situation.”

ส่วน Compassion นั้นคือการไปไกลกว่าความเห็นอกเห็นใจ เป็นความปรารถนาที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อให้คนๆ นั้นทุกข์ใจน้อยลง

Compassion takes it a step further so that empathy then leads to a desire to take action to help alleviate the suffering of another person.”

พอเห็นอย่างผมนี้ก็เลยรู้แล้วว่า Compassion ไม่น่าจะแปลว่าความเมตตา แต่เป็นความกรุณาต่างหาก (เมตตา = อยากให้คนอื่นมีความสุข, กรุณา = อยากให้คนอื่นพ้นทุกข์)

ส่วน Empathy ก็คือความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ Sympathy คือความไวต่อความรู้สึกคนอื่น

ผมจึงคิดว่าเราอาจแบ่งความเห็นอกเห็นใจได้เป็น 4 ระดับ

ระดับที่ 1 คือไม่มี Sympathy เลย คือไม่สามารถ detect ได้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะธรรมชาติเขาเป็นคนอย่างนี้ และเมื่อไม่มี Sympathy ก็เลิกหวังว่าจะมี Empathy หรือ Compassion ไปได้เลยเพราะว่าเขาไม่ได้เห็นปัญหาตั้งแต่แรก

ระดับที่ 2 คือมี Sympathy อย่างเดียว คือรู้แหละว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร จึงอาจเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอารมณ์ของคนที่เขากำลังคุยด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องทำอะไรไปมากกว่านี้

ระดับที่ 3 คือมีทั้ง Sympathy และ Empathy คือรับรู้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร และรู้สึกอินไปกับลูกน้องด้วย หัวหน้าที่เห็นอกเห็นใจเช่นนี้อาจป๊อปปูล่าร์เป็นพิเศษเพราะทุกคนก็อยากมีคนเข้าใจ อยากมีคนกอดคอร้องไห้ไปด้วยกัน (เพื่อนเจ็บฉันก็เจ็บเหมือนกัน)  แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เจ้านายผู้แสนดีจะกลายเป็น emotional sponge หรือ “ฟองน้ำรองรับอารมณ์” ลบๆ ของลูกน้องที่นำมาโยนไว้ให้ ซึ่งถ้ามากไปก็อาจจะทำให้เครียดหรือ burnout ได้ และที่สำคัญแม้ว่าจะได้ระบาย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี

ระดับที่ 4 คือมีทั้ง Sympathy, Empathy และ Take Compassionate Action คือทั้งจับความรู้สึกได้ รับรู้ด้วยว่านายเจ็บยังไง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเราจะช่วยนายเอง หัวหน้าประเภทนี้แม้จะเข้าอกเข้าใจ แต่ก็สามารถถอยตัวเองออกมาจนเห็นภาพใหญ่และแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ซึ่งนี่ต่างหากคือสิ่งที่ลูกน้องและองค์กรต้องการจริงๆ

อ้อ ตอนที่ยอดพูดเสร็จมีน้องอีกคนเสนอว่า บางทีเราสามารถข้ามสเต็ป Empathy ไปได้เลย คือรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงเราไม่อินไปกับนายแต่เราก็ช่วยนายได้เช่นกัน

ลองสำรวจดูนะครับว่าหัวหน้าเรามีความเข้าใจลูกน้องระดับไหน

และที่สำคัญกว่าคือสำรวจตัวเองว่าเราอยู่ระดับไหน

อนาคตจะได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ล่าหนูหรือละมั่ง

20170403_mouse_antelope

เมื่อคืนผมได้อ่านเรื่องเล่าตอนหนึ่งจากหนังสือ Tools of Titans ของ Tim Ferriss (ซึ่งเขาอ้างอิงจากหนังสือเล่มอื่นมาอีกทีแต่ต้องขออภัยที่ผมไม่ได้จดชื่อเอาไว้)

เป็นเรื่องเล่าของราชสีห์ตัวหนึ่ง ที่แต่ละวันต้องออกล่าเหยื่อ

มันเลือกได้ว่าจะล่าอะไร ระหว่างหนูกับละมั่ง

การล่าหนูทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะมันตัวเล็กกว่า ช้ากว่า และอ่อนแอกว่าราชสีห์อย่างเทียบไม่ได้

แต่แรงที่ใช้ไปกับการล่าหนู แลกกับแคลอรี่ที่จะได้มาจากการกินหนูมันไม่คุ้มกัน

กว่าจะล่าหนูมาหนึ่งตัวอาจะต้องใช้พลังงาน 500 แคลอรี่ แต่หนูตัวนั้นให้พลังงานแค่ 200 แคลอรี่

ดังน้้นต่อให้จับหนูได้ทุกวัน สุดท้ายราชสีห์ตัวนี้ก็จะผอมโซและล้มตายลงในที่สุด

กลับกัน การล่าละมั่งนั้นยากกว่ามาก ต้องออกแรงเยอะกว่า มีความเสี่ยงสูงกว่า

แต่การล่าละมั่งได้หนึ่งตัว จะช่วยให้ราชสีห์อิ่มท้องไปหลายวัน

การล่าละมั่งต้องใช้พลังงานมากกว่าการล่าหนูแน่นอน อาจจะประมาณ 5,000 แคลอรี่ หรือ 10 เท่าของการล่าหนู

แต่พลังงานที่ได้จากการกินละมั่งอาจจะเท่ากับ 20,000 แคลอรี่ หรือ 100 เท่าของพลังงานที่ได้จากหนูเลยทีเดียว


คนทำงานก็เหมือนราชสีห์ตัวนั้น

แต่ละวันเราเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานไปกับการล่าหนูหรือล่าละมั่ง

งานบางอย่างก็เป็น “หนู” เพราะทำง่าย เสร็จชัวร์ๆ สำเร็จชัวร์ๆ ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือมันสมองมากนัก

แต่แม้จะลงแรงน้อย ผลที่ตอบแทนจากงานชิ้นนั้นอาจจะน้อยยิ่งกว่า

ขณะที่งานบางอย่างก็เหมือนละมั่ง ที่หินกว่า ต้องใช้แรงเยอะกว่า และโอกาสพลาดมีสูงกว่า

แต่ถ้าล่าได้สำเร็จ เราก็จะสบายไปนาน

ทุกวันตอนเช้า ก่อนจะเปิดคอมหรือ To Do List อย่าลืมถามตัวเองให้ดีๆ นะครับว่า

วันนี้จะล่าหนู หรือจะล่าละมั่ง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ทำดีไม่มีใครเห็น

20170330_dogood

“When you do something noble and beautiful and nobody noticed, do not be sad. For the sun every morning is a beautiful spectacle and yet most of the audience still sleeps.”

ถ้าเราทำเรื่องที่ดีงามแล้วไม่มีใครสังเกตก็อย่าเศร้าไปเลย พระอาทิตย์ยามเช้างดงามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่คนส่วนใหญ่ก็แทบไม่เคยเห็นมันเลยเช่นกัน

― John Lennon

เดวิด เจ้านายเก่าของผมเคยบอกว่า แผนกที่คนเห็นคุณค่าน้อยที่สุดคือแผนก IT Support และแผนก HR

เพราะด้วยธรรมชาติงานของสองทีมนี้ คือการทำให้ทุกอย่างราบรื่นมากที่สุด

เวลาทุกอย่างราบรื่น คนก็จะไม่สังเกตเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาคาดหวังและคุ้นชินอยู่แล้ว

ไม่มี IT Support คนไหนเคยได้รับคำชมว่า วันนี้เน็ตเร็วดีจังเลย และไม่มีพนักงานคนไหนส่งเมลมาขอบคุณ HR วันที่เงินเดือนออก

แต่ถ้าเน็ตพัง หรือเงินเดือนเข้าบัญชีไม่ครบ สองทีมนี้จะโดนรุมทันที

ถ้าใครกำลังรู้สึกว่า overworked, underappreciated (ทำงานหนักเกินไป คนเห็นคุณค่าน้อยเกินไป) ก็ลองมองไปรอบๆ ตัวเรานะครับว่าไม่ใช่แค่เราหรอกที่ทำงานดีแต่ไม่มีใครเห็น

ถ้าหาไม่เจอ อย่างน้อยถ้ามองออกไปนอกหน้าต่างก็ต้องเจอบ้าง

พระอาทิตย์ที่ขึ้นให้ดูทุกวัน

ต้นไม้ที่คายอ๊อกซิเจนให้เราหายใจ

นกที่ร้องจิ๊บๆ เตือนให้รู้ว่ารอบตัวเรามีมากกว่าคอนกรีตและวายฟาย

เหล่านี้คือ unsung heroes คือวีรบุรุษวีรสตรีที่ไม่เคยมีใครสรรเสริญเยินยอ

พระอาทิตย์ ต้นไม้ และนกไม่เคยน้อยใจ พวกเขายังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างแข็งขัน

เพราะถึงแม้จะไม่ค่อยมีใครนึกถึง ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของพวกเขาน้อยลงซักนิดเลย



ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

3 ชั่วโมงต้องมนต์ที่ Google สิงคโปร์

20170321_GoogleSingapore

ต้นเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเยือนบริษัทในฝันของใครหลายๆ คน

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ ยอดกับบอยซึ่งเป็น CEO และ CTO ของ Wongnai ได้รับเชิญไปร่วมงาน Google Developers Launchpad ที่กูเกิลสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย และได้รู้จักกับ Martin ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม People Operations ที่สิงคโปร์ (กูเกิลจะเรียกทีม HR ว่า People Operations)

ผมเองก็เป็น Head of People ที่ Wongnai ยอดเลยถามมาร์ตินว่าจะสะดวกให้ผมไปหาเพื่อขอคำชี้แนะได้หรือไม่ มาร์ตินก็ตอบมาว่าได้เลย เราเลยนัดเจอกันตอน 5 โมงเย็นวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม

หนึ่งสัปดาห์ก่อนนัดพบ ผมนั่งลิสต์คำถามที่ต้องการจะถามมาร์ติน โดยจะเน้นหนักไปที่การสัมภาษณ์คัดคนและการพัฒนาบุคลากร ส่งไปให้มาร์ตินอ่านก่อน พอเจอกันจะได้ลุยได้เลย

วันที่ 3 มีนาคมผมก็กระโดดขึ้นเครื่องไปสิงคโปร์ ใครอยากรู้ว่าเจออะไรในสิงคโปร์ได้โปรดอ่านอานนท์อินสิงห์บุรีได้ทั้งสองตอน

ออฟฟิศของกูเกิลสิงคโปร์อยู่นอกเมืองหน่อย ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของสิงคโปร์ ดูเป็นโซนตึกใหม่พอสมควร ระหว่างทางเดินเงียบมากจนไม่แน่ใจว่าไปถูกทางรึเปล่า (รู้แค่ว่ากูเกิลแม็พส์บอกให้เรามาทางนี้) แต่สุดท้ายก็เดินถึงจนได้

ออฟฟิศของกูเกิ้ลดูเป็นตึกสูงหลายสิบชั้น ด้านล่างอาคารไม่มีมนุษย์ซักคนเดียว มีแค่ป้ายที่บ่งบอกว่านี่คือออฟฟิศของกูเกิลแน่ๆ ผมขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 ถึงจะเจอล็อบบี้ขนาดใหญ่เป๊ก เดินไปหารีเซปชั่นบอกว่ามาเจอมาร์ตินทีม People Operations รีเซปชั่นก็ชี้ให้ผมเดินไปที่ Kiosk ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ตู้ ATM เพื่อให้กรอกว่าเราชื่ออะไรและมาพบกับใคร ผมหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปหน้าจอ แต่รีเซปชั่นก็ตะโกนมาบอกว่าห้ามถ่ายเลยต้องรีบเก็บกล้องไป

ตู้ Kiosk นี้มี Directory ของพนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์อยู่ด้วย แค่พิมพ์ชื่อเต็มของมาร์ตินก็มีหน้ามาร์ตินโผล่ขึ้นมาให้คอนเฟิร์มว่าใช่คนนี้รึเปล่าที่เรานัดเอาไว้ เมื่อเราตอบว่าใช่ หน้าจอก็บอกว่าเรียบร้อยแล้ว โปรดรอซักครู่เดี๋ยวมาร์ตินจะลงมารับ

นั่งรออยู่ทีล๊อบบี้ได้ร่วม 10 นาทีมาร์ตินก็มาถึง เขาเดินไปที่ตู้นั้นอีกครั้งเพื่อปริ๊นท์บัตร Guest มาให้ผมคล้องคอ

20170303_164416

20170303_164503

ไม่มีมนุษย์ มีแต่ป้ายบอกทาง

20170303_164615

เวลามาถึงต้องเช็คอินผ่านตู้ Kiosk

20170303_170323

จอสูง 5 เมตร

มาร์ตินเป็นชาวฟิลิปปินส์ จบตรีด้านการตลาด ไปต่อโทด้าน Organization & Leadership Development ก่อนจะมาทำงานเป็นคอนซัลท์ที่ BCG ในสิงคโปร์และย้ายมาอยู่ Google เมื่อปี 2014

มาร์ตินบอกว่าก่อนที่เราจะเริ่มคุยงาน เขาจะพาผมเดินทัวร์ออฟฟิศของกูเกิลก่อน (รู้ใจจริงๆ)

ออฟฟิศของกูเกิลสวยดังคำร่ำลือ แม้ว่าจะอยู่ในตึกสูง แต่ข้างในดูโปร่งและกว้างขวางมาก เดินผ่านประตูเข้าไปจะมีจอขนาดยักษ์สูงประมาณ 5 เมตร บนจอนั้นมีชื่อแขกที่จะมาเยี่ยมออฟฟิศทุกคน (แต่ไม่ยักกะมีชื่อผมแฮะ)

มาร์ตินเดินพาผมไปดูห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเคาท์เตอร์บาร์ ห้องพยาบาล ฟิตเนสที่มีลู่วิ่งและเครื่องเล่นเวทรายเรียง ห้องเล่นเกมส์ (มีหลายเกมส์เลยต้องเติมส.เสือการันต์) ห้องนอนกลางวัน (nap room) หรือแม้กระทั่งห้องนวด/ทำเล็บ เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาโชว์เท่าไหร่ ผมเลยขอเอาวีดีโอ Youtube นี้มาให้ดูนะครับ

ทีเด็ดสุดคือ Google Cafe ที่ให้อารมณ์แบบเดียวกับห้องทานข้าวในโรงแรมหรูๆ ที่มีของกินหลากหลายและเครื่องดื่มให้เลือกไม่อั้น ของแต่ละอย่างก็คุณภาพดีๆ ทั้งนั้น ขนาดเบียร์ที่เขาให้หยิบกินยังเป็นเบียร์ Hoegaarden เลย

ผมกับมาร์ตินตักอาหารใส่จานแล้วไปหามุมเงียบๆ คุยกัน มาร์ตินหยิบลิสต์คำถามที่ผมเคยส่งให้มาร์ตินออกมา แล้วเราก็นั่งไล่คุยกันไปทีละข้อๆ คุยกันจนข้าวหมดเราเลยเอาจานไปเก็บที่ห้องครัวซึ่งที่มีสายพานขนาดใหญ่คอยรับจานที่ใช้แล้วราวกับนี่คือโรงงานผลิตปานนั้น

ก่อนที่จะไปนั่งคุยกันต่อที่เก้าอี้กึ่งโซฟา มาร์ตินก็พาผมไปหยิบน้ำและขนม เขาอธิบายว่าพวกน้ำและขนมที่มีน้ำตาลเยอะๆ จะถูกจัดไว้ชั้นล่างๆ ให้หยิบยากหน่อย ส่วนน้ำผลไม้ น้ำเปล่า หรือขนมที่ไร้ไขมันจะอยู่ชั้นบนที่หยิบง่ายๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไปโดยปริยาย

อีกประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบก็คือบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นซึ่งสร้างออกมาค่อนข้างแคบ เหตุผลไม่ใช่เพราะต้องการประหยัดงบ แต่ต้องการให้คนเดินแล้วไหล่แทบจะชนกัน จะได้มีทักทายทำความรู้จักกัน (ถ้าจำไม่ผิดบันไดน่าจะมีชื่อเรียกว่า  Bumper’s Space)

20170303_170404

มุมขนมนมเนยที่มีอยู่ทั่วออฟฟิศ

20170303_170924

โรงอาหาร

20170303_171447

เบียร์ดีๆ

20170303_182225

น้ำอัดลมจะอยู่ชั้นล่างสุด

20170303_194545

ขนมที่ดีต่อสุขภาพจะหยิบง่ายสุด

20170303_194953

บันไดไหล่ชนกัน

 

เรานั่งคุยกันถึง 2 ทุ่ม ผมได้ไอเดียอะไรดีๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุดคำถามในการสัมภาษณ์ วิธีการทำ performance management รวมไปถึงการทำ bootcamp หรือเทรนนิ่งสำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ ซึ่งผมจะลองนำมาปรับใช้ที่ Wongnai แล้วถ้าได้ผลยังไงจะไปเล่าให้ฟังที่ Life@Wongnai นะครับ

เราเดินกลับลงมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง มาร์ตินเอาบัตร Guest ของผมไปสแกนที่ตู้เพื่อบอกว่าการมาเยี่ยมของผมจบลงเรียบร้อยแล้วและเอาบัตรมาให้ผมเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนแรกมาร์ตินจะเดินไปส่งผมที่สถานีรถไฟด้วย (เขาเองขับรถมา) แต่เผอิญตอนอยู่ที่ล๊อบบี้ผมเจอเด็กผู้ชายสี่คนกำลังพูดไทยกันพอดี เด็กคนหนึ่งในกลุ่มก็เห็นผมใส่เสื้อยืด Wongnai แถมยังรู้จักกับบอย CTO ของ Wongnai ด้วย เราก็เลยทักทายกันอย่างรวดเร็วและฉายรูปด้วยกัน

เมื่อเห็นผมตีซี้เพื่อนกลุ่มใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มาร์ตินก็เลยฝากผมมากับเด็กๆ เสียเลย เราร่ำลากันตรงป้ายกูเกิลหน้าตึก ผมสัญญากับเขาว่าพอเขียนบล็อกเสร็จแล้วจะแปลเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้เขาดูด้วย

ขอบคุณมากนะมาร์ตินสำหรับ 3 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความคิดดีๆ

ระหว่างทางเดินไปรถไฟ ผมจึงได้ทำความรู้จักกับเด็กๆ ทั้ง 4 คน

เคี้ยง เป็น sales ของ Google Cloud

เอ เป็น software engineer อยู่ทีมที่ดูเรื่องภาษาของประเทศใน emerging markets

ต้า กำลังทำสตาร์ทอัพเรื่อง online training

เจมส์ทำงานอยู่ Agoda

เคี้ยงกับเอรู้จักกันมาก่อนเพราะเคยไปเรียนโทที่ University of Tokyo ทั้งคู่

ส่วนต้ากับเจมส์มาที่นี่ในโครงการ Google Developers Experts ด้าน Machine Learning

ตอนนั้นน้องๆ เค้ากำลังจะไปหาข้าวกินกันและเอ่ยปากชวนผมด้วย เสียดายที่ผมดันมีนัดกินบะกุ๊ตเต๋กับเอกไปแล้ว ก็เลยพลาดโอกาสจะได้ทำความรู้จักเพิ่มเติม ได้แค่แลกไลน์กับเคี้ยงไว้เผื่อจะได้ติดต่อกันอีกในอนาคต

การมาเยือนออฟฟิศกูเกิลที่สิงคโปร์ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

แต่ผมมีลางสังหรณ์ว่านี่น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายนะครับ 🙂

20170303_195313

Rut & Martin

20170303_195556

รุตม์ เคี้ยง เอ เจมส์ ต้า

20170303_201305


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ภาพจากกล้องผู้เขียน

ทำงานให้ใคร

20170318_workfor

ถาม: คุณอยู่ออฟฟิศดึกแค่ไหน
ตอบ: ผมบอกลูกน้องทุกคนว่า ในการทำงานของเรา เราไม่ได้ทำงานให้ Q House เราทำงานเพื่อดูแลครอบครัวของเราเอง ไม่ต้องคิดว่าเรามีหนี้บุญคุณซึ่งกันและกันนะ เราทำงานกันแบบแฟร์ๆ มืออาชีพ เราทุกคนทำงานเพื่อตัวเอง เรามาทำงานด้วยกันที่นี่ เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลครอบครัวของเรา ดังนั้น ถ้าผมเห็นคุณนั่งทำงานทุ่มหนึ่ง สองทุ่ม ทุกวันๆ แบบนี้ผมว่าผิดปกติแล้ว แสดงว่าบริษัทเราใช้งานคุณมากเกินไป หรืออีกทางหนึ่ง ประสิทธิภาพในกาารทำงานของคุณยังไม่ดี ถ้าคุณกลับบ้านสามทุ่มทุกวันมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าคุณไม่มีเวลาเหลือไปอยู่กับครอบครัว ผมมาทำงานเช้าทุกวัน แต่ผมจะไม่กลับดึก ผมขอเวลากลับบ้านไปหาครอบครัว”

– ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

เรื่อง: วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ, จักริน อินต๊ะวงศ์
ภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของอดีตรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีน่าจะโดนใจหลายๆ คน

โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่ดึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพราะวัฒนธรรมองค์กรหรือวัฒนธรรมทีมมันเป็นอย่างนั้น

ผมอยากหยิบคำพูดด้านบนมาคุยต่อ 2 ประเด็น

คือเรื่องของบริษัทและเรื่องของครอบครัว

ถ้าใครได้ตามอ่านบทความ Sapiens ของผม จะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ครองโลก คือความสามารถในการร่วมมือกันผ่าน fiction/collective imagination

“บริษัท” ก็เป็น fiction อย่างหนึ่งที่มนุษย์ร่วมสร้างขึ้นมาชายชาวฝรั่งเศสสามารถทำงานร่วมกับผู้หญิงชาวอเมริกันที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาได้เพียงเพราะว่าเขาทั้งสองต่างเป็นพนักงานของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อ “เปอร์โยต์” เหมือนกัน

“เปอร์โยต์” ไม่ใช่รถ ไม่ใช่ตึก ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่พนักงาน เป็นเพียง “สิ่งปลูกสร้างในจินตนาการ” ที่ทำให้เราไว้ใจกันมากพอและช่วยให้เราทำงานร่วมกันง่ายขึ้นแค่นั้นเอง


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

ครอบครัวชนิดแรกก็คือพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวชนิดที่สองก็คือสามี-ภรรยาและลูก

และสำหรับบางคนก็โชคดีที่มีครอบครัวชนิดที่สาม คือครอบครัวที่ไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดแต่ก็รักกันมากพอที่จะพึ่งพากันได้ยามเดือดร้อน ซึ่งครอบครัวชนิดนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในสองแห่งใหญ่ๆ คือที่โรงเรียน และที่บริษัท

สำหรับคนในวัยคุณชัชชาติ ย่อมใช้เวลากับครอบครัวชนิดที่สองคือภรรยาและลูกมากที่สุด

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่เพิ่งทำงานมาใหม่ๆ ครอบครัวที่เขาสนิทใจและมีความสุขที่สุดเวลาได้อยู่ด้วยอาจเป็นครอบครัวที่เขาสร้างขึ้นที่บริษัทก็ได้


Yuval Noah Harrari ผู้เขียน Sapiens เคยอธิบายไว้ใน Podcast ของ James Altucher ว่ามนุษย์เราอยู่ใกล้ชิดกับ fiction มากเสียใจเรามักจะลืมไปเลยว่าอะไรเป็น fiction และอะไรไม่ใช่ fiction

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะระบุว่าอะไรเป็น fiction หรือไม่ คือตั้งคำถามว่า “Can it suffer” มันเป็นทุกข์ได้รึเปล่า?

“บริษัทเปอร์โยต์” ไม่สามารถเป็นทุกข์ได้ เพราะมันไม่มีตัวตนอยู่จริง

ที่เป็นทุกข์ได้จริงๆ คือพนักงานเปอร์โยต์ เพราะมีตัวตน มีเลือดมีเนื้อ และมีคนที่เขาต้องดูแล


คำว่า “ครอบครัว” สำหรับผมแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือครอบครัวที่ให้กำเนิดเรา และครอบครัวที่เราให้กำเนิด

สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องเลือกระหว่าง “บริษัท” กับ “ครอบครัว” เรามักจะเลือกอย่างแรก

เพราะมันตัดสินใจง่ายดี เนื่องจากบทลงโทษชัดเจนกว่า

เพราะถ้าเราทำงานไม่เสร็จ เราโดนเจ้านายดุแน่ๆ แต่ถ้าเรากลับบ้านดึก อย่างมากก็โดนแฟนบ่น

แต่ถ้าเราคิดจะเล่นแต่ “เกมสั้น” อย่างนี้ วันหนึ่งเราอาจจะหมดโอกาสเล่น “เกมยาว” ก็ได้

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าเราเลือกบริษัทบ่อยไปหน่อยแล้ว ให้พึงระลึกว่าบริษัทเป็นเพียง fiction ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง suffer ไม่ได้ และเราเองเป็นเพียง 0.1% ในองคพายพของเขา

คนที่รอเราอยู่ที่บ้านต่างหาก ที่เป็นของจริง เป็นคนที่ suffer ได้ และเราเป็น 50% ของชีวิตเขา

อย่าปล่อยให้ “เรื่องที่แต่งขึ้น” มาหลอกเราว่ามันมีความสำคัญกว่า “สิ่งที่มีชีวิตจิตใจ” นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 470, 27 Feb 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com