บริษัทเรามีรีเซ็ปชั่นไว้ทำไม?

บริษัทใหญ่ๆ แทบทุกที่จะมี “พนักงานต้อนรับ” ที่นั่งหลังเคาท์เตอร์เพื่อคอยตอบคำถามผู้มาติดต่อและโทรแจ้งพนักงานให้ออกมารับแขก

แต่ในยุคที่มีโทรศัพท์มือถือ ใครมาถึงก็โทรหาคนที่อยากเจอได้ทันที เรายังจำเป็นต้องมีรีเซ็ปชั่นอยู่อีกหรือ?

แน่นอนว่าอาจจะมีแขกที่ walk-in และไม่รู้จักใครอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเป็นส่วนน้อย และหน้าที่ของรีเซ็ปชั่นก็แค่การเมคชัวร์ว่าคนเหล่านี้ไม่ทำอะไรแผลงๆ เช่นเดินเข้าประตูไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

ถ้าทำแค่นั้น รีเซ็ปชั่นก็เป็นเพียง “รปภ.โลว์เทคที่แต่งตัวดี” (low-tech security guards in nice clothes) และงานของเขาหรือเธออาจจะหมดความหมายในอนาคตอันใกล้นี้

แต่ถ้ามองว่างานรีเซ็ปชั่นคือการสร้าง first impression ที่ดีให้กับคนที่มาติดต่อ มันคือการทำ company branding อย่างหนึ่ง พนักงานต้อนรับก็อาจจะแต่งตั้งตัวเองให้เป็น VP of Reception โดยไม่ต้องรอให้ใครบอก

  • เก็บข้อมูลมาว่าวันนี้ใครจะเยี่ยมออฟฟิศบ้าง แล้วทักทายแขกแบบคนที่ทำการบ้านมาอย่างดี “สวัสดีค่ะคุณธวัชชัย เมื่อเช้าไฟลท์จากเชียงใหม่โอเคดีมั้ยคะ?”
  • ของบซื้อลูกอมมาใส่ไว้ในโถให้แขกหยิบกินได้
  • ทำไมต้องรอให้แขกถามทุกครั้งว่าห้องน้ำไปทางไหน ติดป้ายให้ชัดเจนไปเลย
  • ระหว่างที่นั่งว่างๆ ทำไมไม่เสิร์ชหาข่าวล่าสุดของบริษัท ปริ๊นท์ออกมาใส่แฟ้มไว้ให้แขกนั่งพลิกอ่านระหว่างรอ
  • ถ้าบริเวณนั้นมีสมาร์ททีวี ก็เปิด Youtube รายการดีๆ ให้แขกนั่งดูเพลินๆ ได้

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ใน JD (Job Description) หรือ R&R (Roles & Responsibilities) ของพนักงานต้อนรับ แต่ถ้าทำได้ พนักงานต้อนรับคนนั้นก็จะสร้างคุณค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าพนักงานต้อนรับคนใดในประวัติศาสตร์ แถมการทำงานก็จะมีความสนุกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

แม้ตัวอย่างจะเป็น Receptionist แต่จริงๆ แล้วเราควรจะถามคำถามเดียวกันนี้กับงานที่เราทำอยู่ ว่าโดยแท้จริงแล้วหน้าที่ของเราคืออะไร บทบาทอะไรที่กำลังจะไม่ relevant อีกต่อไปเพราะเทคโนโลยีทำแทนได้แล้ว และบทบาทอะไรที่เราสามารถจะทำเพิ่มขึ้นได้เพื่อให้งานของเราสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

เรามีประชุมนี้เพื่ออะไร

การประชุมเป็นหนึ่งในวิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุดหากใช้ถูกกาลเทศะ เพราะเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้แบบ real-time แถมยังได้เห็นสีหน้าท่าทาง ไม่ต้องเดาอารมณ์ ไม่ต้องพิมพ์ให้เมื่อยนิ้ว

แต่ถ้าการประชุมมันเริ่มเยอะเกินไป และบางการประชุมเรารู้สึกว่าเสียเวลาชะมัด ก็อาจต้องกลับมาถามว่าการประชุมนี้มีเพื่ออะไร

มีเพราะว่ามันมีมานานแล้ว

มีเพราะเราไม่ค่อยคุยกันนอกห้องประชุม

หรือมีเพราะว่ามันทำให้ “ผู้ใหญ่” ที่ชอบการประชุมรู้สึกแฮปปี้

ถ้าเป็นเหตุผลสามข้อที่กล่าวไป อาจถึงเวลาทบทวนกันเสียหน่อย

การเลิกสิ่งที่ทำมานานนั้นมันยาก เพราะถ้าง่ายคงมีคนทำไปนานแล้ว

แต่ถ้าเราพอจะมีปากมีเสียงอยู่บ้าง บางทีเราก็ควรตั้งคำถามกับการประชุมที่ไม่ได้ add value อีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Practice: Shipping Creative Work by Seth Godin

กฎที่ไม่มีกฎของ Netflix

สำหรับคนที่ติดตามบล็อกนี้เป็นประจำ อาจสังเกตว่าผมจะพูดถึงหนังสือ No Rules Rules ที่เขียนโดย Reed Hastings, CEO ของ Netflix อยู่บ่อยๆ*

ด้วยความที่เนื้องานของผมเป็น HR อยู่แล้ว จึงอินกับหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ และยกให้เป็นหนังสือ Top 3 ที่ผมได้อ่านในปีนี้

หนึ่งในประเด็นที่ผมชอบมากในหนังสือเล่มนี้คือ Lead with Context, Not Control – จงนำองค์กรด้วยบริบท ไม่ใช่ด้วยการบังคับควบคุม

องค์กรส่วนใหญ่จะใช้ Control ในการกำกับกิจกรรมในองค์กร ทุกสิ่งที่พนักงานทำต้องผ่านการอนุมัติจากหัวหน้า มีกระบวนการมากมายเต็มไปหมดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดความผิดพลาด ในขณะที่ Netflix นั้น พนักงานมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจอะไรได้เองโดยไม่ต้องให้หัวหน้าอนุมัติเลย แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ที่ต้องใช้เงินเป็นหลักล้านก็ตาม

สมมติว่าเรามีลูกชายที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นและอยากจะไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนคืนวันเสาร์ เราเป็นห่วงว่าลูกจะเมาแล้วขับมั้ย หรือจะนั่งรถเพื่อนที่เมาแล้วขับรึเปล่า เรามีวิธีป้องกันปัญหาได้สองแบบ

1.เรามีสิทธิ์ตัดสินใจได้ว่าปาร์ตี้ไหนบ้างที่ลูกของเราจะไปได้หรือไปไม่ได้ ถ้าเขาอยากจะไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน เขาต้องมาอธิบายให้เราฟังก่อนว่าทำไมถึงอยากไปงานนี้ และต้องให้เราได้คุยกับพ่อแม่เจ้าของบ้านด้วย โดยเราต้องการความมั่นใจว่าจะมีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้านคอยดูแลพวกเด็กๆ เวลาปาร์ตี้ เมื่อเราอนุญาตให้ไปแล้ว เราก็ให้ลูกลงแอปที่เอาไว้แทร็คโลเคชั่นของลูกเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไปแค่ที่นี่ที่เดียว นี่คือวิธีการ Lead with Control

2.อีกวิธีคือนั่งคุยกับลูก อธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมวัยรุ่นถึงดื่มเหล้า และอันตรายที่มาพร้อมกับการเมาแล้วขับนั้นมีอะไรบ้าง เราเอาเหล้าแต่ละชนิดมารินใส่แก้วแล้วให้ลูกลองดื่มดูเพื่อเขาจะได้รู้ว่ากินแค่ไหนถึงจะมึน แค่ไหนถึงจะเมา และแค่ไหนถึงจะเมาเละเทะจนจำอะไรไม่ได้ เราเปิด Youtube ให้เขาดูว่าพอเมาแล้วขับนั้นมันมีผลลัพธ์อะไรตามมาบ้าง เมื่อเรามั่นใจว่าลูกเข้าใจผลกระทบของการเมาแล้วขับ เราก็ปล่อยให้ลูกเลือกได้เองว่าจะไปปาร์ตี้ที่ไหนบ้าง นี่คือการ Lead with Context

แน่นอนว่าเราจะเลือกทางไหนขึ้นอยู่กับว่าลูกชายของเราเป็นเด็กแบบไหน ถ้าที่ผ่านมาเขาเป็นเด็กเกเรและไม่ค่อยมีวิจารณญาณ เราก็อาจจะจำเป็นต้องใช้วิธีแรก แต่ถ้าลูกของเราเฉลียวฉลาดและมีความเป็นผู้ใหญ่พอ เราก็สามารถเลือกใช้วิธีที่สองได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้เขาตัดสินใจได้ดีเรื่องการไปปาร์ตี้แล้ว ยังทำให้เขาเป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้ดีในสถานการณ์อื่นๆ อีกด้วย

กับที่ทำงานก็เช่นกัน ถ้าเรามีพนักงานที่ฉลาดและมีวิจารณญาณที่ดี การ Lead with Context ก็น่าจะถูกจริตเขามากกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราเคารพในตัวเขาและเราให้เขาได้มีอิสรภาพและความรับผิดชอบ (freedom and responsibility) กับทุกงานที่เขาได้รับมอบหมายครับ


* หนังสือ No Rules Rules มีผู้เขียนร่วมคือ Erin Myer ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ INSEAD ซึ่งโด่งดังด้านหลักสูตร MBA

สูตร 1-3-5 สำหรับทำ To Do List

ผมเพิ่งอ่านเจอสูตรนี้มา ยังไม่เคยลอง แต่เห็นว่าน่าสนใจ เลยขอนำมาถ่ายทอดให้อ่านกันก่อนครับ

ในแต่ละวันให้ทำ To Do List ไม่เกิน 9 ชิ้น

1 Big Thing – งานชิ้นใหญ่ 1 ชิ้นที่สำคัญที่สุดและต้องออกแรงมากที่สุด

3 Medium Things – งานขนาดกลาง 3 ชิ้นที่สำคัญพอสมควรและใช้เวลาไม่นานเกินไปนัก

5 Little Things – งานขนาดเล็กอีก 5 ชิ้นที่สามารถทำให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าวันไหนเรามีประชุมเยอะๆ เราอาจต้องลดจำนวนงานลง และถ้าเรามักจะเจองานแทรกระหว่างวันอยู่บ่อยๆ ก็อาจต้องเว้นสล็อตว่างไว้สำหรับงานเหล่านี้ด้วย

อาการอย่างหนึ่งของคน(อยาก) productive คือสร้าง To Do List ที่งานเยอะเกินไป พอจบวันเลยทำไม่เคยหมดซักที

นี่คืออีกหนึ่งทางเลือก ตัดสินใจเสียแต่ต้นว่าจะทำแค่ 9 อย่างนี้ prioritize เสียตั้งแต่หัววันจะได้ไม่ต้องรู้สึกเฟลในภายหลัง

เดี๋ยววันนี้ผมว่าจะลองดู ใครได้ลองแล้วมาแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก A Better To-Do List: The 1-3-5 Rule

กฎ No Silo ของ Elon Musk

Silo อ่านว่า ไซโล แปลตรงตัวว่า ยุ้งฉางเก็บข้าว

การทำงานแบบ silo คือการที่พนักงานไม่คุยข้ามแผนก เพราะนี่คือยุ้งของฉัน นั่นคือยุ้งของเธอ ถ้าจำเป็นต้องคุยก็จะคุยผ่านหัวหน้าเท่านั้น ถ้าพนักงานคุยข้ามแผนกกันเองจะถือว่าผิดมารยาทและเป็นการไม่ให้เกียรติหัวหน้า

ในขณะที่ผู้นำบางคนอาจจะยังเคยชินกับการรับงานและสั่งงานผ่านผู้บังคับบัญชา ผู้นำสมัยใหม่จะเน้นไปที่ผลงานและความรวดเร็วมากกว่า

Elon Musk แห่ง SpaceX และ Tesla ก็เป็นหนึ่งในคนที่เชื่อเรื่องการลด silo ให้เหลือน้อยที่สุด

นี่คืออีเมลที่อีลอนส่งหาพนักงานทุกคนใน Tesla

Subject: การสื่อสารในเทสล่า

มีความเชื่ออยู่สองแบบว่าข้อมูลควรไหลเวียนในองค์กรแบบไหน

ความเชื่อในองค์กรส่วนใหญ่คือข้อมูลต้องไหลผ่านสายบังคับบัญชา นั่นก็คือคุณต้องส่งข้อมูลผ่านหัวหน้าของคุณเสมอ ปัญหาก็คือแม้ว่ามันจะทำให้หัวหน้ามีพาวเวอร์มากขึ้น แต่มันกลับไม่ได้สร้างประโยชน์ให้องค์กร

แทนที่จะแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วด้วยการให้พนักงานในหนึ่งแผนกได้คุยกันตรงๆ กับพนักงานอีกแผนกหนึ่งเพื่อจะได้ลงมือทำในสิ่งที่เหมาะสม พนักงานกลับถูกบังคับให้คุยกับหัวหน้า ซึ่งต้องไปคุยกับหัวหน้าของหัวหน้า ซึ่งต้องไปคุยกับหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าเพื่อที่จะไปคุยกับอีกแผนกหนึ่งได้ แล้วแผนกนั้นก็ต้องส่งข้อมูลลงมาหาลูกน้องของตัวเองอีกครั้ง อันนี้ถือเป็นเรื่องโง่บัดซบ (this is incredibly dumb) หัวหน้าคนไหนก็ตามที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้หรือสนับสนุนแนวคิดนี้ก็จะได้ไปทำงานให้กับบริษัทอื่นในเร็ววัน อันนี้ผมไม่ได้ล้อเล่น

พนักงานทุกคนสามารถและสมควรจะส่งเมลหาหรือคุยกับใครก็ได้ที่น่าจะช่วยเขาแก้ปัญหาได้เร็วที่สุด คุณสามารถคุยกับหัวหน้าของหัวหน้าโดยที่ไม่ต้องขออนุญาตหัวหน้าของตัวเองก่อน คุณจะคุยกับ VP ของอีกแผนก หรือจะมาคุยกับผม หรือจะคุยกับใครก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใครเลย ยิ่งกว่านั้น คุณต้องถือว่ามันเป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องคุยกับคนต่างๆ จนกว่าจะเกิดแอคชั่นที่เหมาะสม ประเด็นไม่ใช่การคุยสะเปะสะปะแต่คือการหาออกให้รวดเร็วที่สุด ถ้าเราจะแข่งกับบริษัทรถที่ใหญ่กว่าเราหลายเท่าก็ต้องแข่งด้วยความฉลาดและความว่องไวเท่านั้น

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเน้นก็คือหัวหน้าต้องออกแรงเพื่อเมคชัวร์ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคอขวดในการสื่อสารหรือสร้าง silo ขึ้นมาจนเกิดความรู้สึกแบ่งเขาแบ่งเรา ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายเพราะธรรมชาติมนุษย์นั้นชอบแบ่งพรรคแบ่งพวกอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จะมีประโยชน์อะไรที่จะสร้างกำแพงขึ้นมาระหว่างฝ่ายและมองความสำเร็จเป็นเพียงการเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งได้? เราทุกคนอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว ขอให้มองตัวเองว่าเรากำลังทำเพื่อองค์กร ไม่ใช่ทำเพื่อแผนกของตัวเอง

ขอบคุณครับ
อีลอน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Inc Magazine: This Email From Elon Musk to Tesla Employees Describes What Great Communication Looks Like