ทุกขลาภของคนทำงานเก่ง

สิ่งหนึ่งที่ผมมักเห็นคนทำงานเก่ง และเป็นคนสำคัญของทีมบ่นให้ฟัง คือถืองานเยอะเกินไป

เหมือนคำฝรั่งที่ว่า “If you want anything done, ask a busy man to do it.”

คนที่ยุ่งนั้นมักจะเป็นคน productive ทำอะไรได้หลายอย่าง ใครเอางานอะไรไปให้เขาก็มักจะทำเสร็จออกมาอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพที่ดี ก็เลยกลายเป็นคนที่หลายคนพึ่งพา ยิ่งชื่อเสียงขจรขจาย ก็ยิ่งมีคนวิ่งมาหาเขาเยอะขึ้น

และสิ่งที่คนเก่งอดคิดไม่ได้ก็คือ “ทำไมไม่ให้คนทำอื่นบ้าง”

แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นยึดเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว

ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้องสองคนคือ A กับ B

แล้วประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า A ทำงานเสร็จไวและคุณภาพดี และ B ทำงานเสร็จช้าและไม่ได้ดั่งใจ เราจะเลือกมอบหมายงานให้ใคร? ก็ต้องให้ A มากกว่า B อยู่แล้ว

แม้จะน่าเห็นใจ แต่แท้จริงแล้ว A ก็มีส่วนช่วยทำให้ปัญหานี้มันดำเนินต่อไปเช่นกัน

หนึ่ง เพราะ A เป็นคนที่จิตใจดี ชอบช่วยเหลือเป็นทุนเดิม

สอง เพราะ A ปฏิเสธใครไม่ค่อยจะเป็น

สาม เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าให้คนอื่นทำแล้วมันจะเละ และสุดท้ายตัวเองก็ต้องกลับมาแก้ A ก็เลยอาสาทำเองดีกว่า

สี่ เพราะ A อาจคุ้นชินกับความรู้สึก “หวานขม” (bitter sweet) คือเหนื่อยกับงานที่ตึงมือ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้เป็นคนสำคัญ

ห้า เพราะ A เองอาจไม่ได้คิดจะขอ resource เพิ่มหรือโค้ชคนอื่นๆ ให้ทำได้อย่างตัวเองบ้าง

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนเก่งที่เจอสถานการณ์ “อะไรๆ ก็กู” อยู่ ก็อาจจะลดความเข้มข้นนี้ได้ด้วยการสำรวจตัวเองว่าเรามีหนึ่งในห้าข้อด้านบนอยู่กี่มากน้อย

และวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา ก็คือการหัดปฏิเสธให้มากขึ้น ขอตัวช่วยให้มากขึ้น สอนคนอื่นให้มากขึ้น หรือหาคนเก่งๆ มาร่วมทีมให้มากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกองค์กรหรือหัวหน้าทุกคนจะเปิดโอกาสให้เราทำอย่างนั้น

แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าถ้าทำอย่างเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นอย่างเดิมอย่างนี้เรื่อยไปครับ

ถ้าอยากตัดสินใจผิดพลาด ให้ถามความเห็นของทุกคน

“If you want to make the wrong decision, ask everyone.”
-Naval Ravikant

ในการทำงาน แนวคิดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ คือการฟังความเห็นของทุกคนและหาจุดตรงกลาง (compromise) ที่ทุกคนจะพอใจและสบายใจ

แนวคิดนี้มีข้อดีเพียงข้อเดียว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้นำที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ข้อเสียนั้นมีมากกว่าข้อดีพอสมควร

หนึ่ง มันทำให้การตัดสินใจล่าช้า ในยุคที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ สิ่งที่ถูกวันนี้ เดือนหน้ามันอาจจะผิดแล้วก็ได้

สอง มันไม่ได้ทำให้เราได้ไอเดียที่ดีที่สุด เพราะทุกคนมองเห็นไม่เท่ากัน ความรู้ไม่เท่ากัน เข้าใจเป้าหมายขององค์กรไม่เหมือนกัน เมื่อพยายามหา “ตรงกลาง” ของทุกคน สิ่งที่ได้ออกมาจึงแสนธรรมดาและไม่คุ้มค่ากับแรงและเวลาที่เสียไป

สาม เมื่อเราพยายามจะทำให้ทุกคนพอใจ สิ่งที่ได้คือจะไม่มีใครพอใจเลย

สี่ การที่เราพยายามรับฟังความคิดเห็นของทุกคน จริงๆ แล้วมันอาจถูกขับมาจากความกลัวมากกว่าความกล้า กลัวว่าเราจะดูไม่ดี กลัวว่าจะดูเป็นเผด็จการ

ห้า อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของการทำธุรกิจคือการสร้างประโยชน์และสร้างกำไร ดังนั้นเราต้องเอาประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ ถ้าเราเอาอย่างอื่นเป็นที่ตั้ง (เช่นการพยายามทำให้ตัวเองดูดี หรือการพยายามตัดสินใจแบบประชาธิปไตย) ก็อาจจะทำให้เราไปผิดทาง และเป็นการทำร้ายทุกคนในบริษัทไปโดยปริยาย

แล้วจะทำอย่างไร?

ผมเชื่อว่าหน้าที่ของผู้นำคือการตัดสินใจ ซึ่งก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและประสบการณ์ที่เรามี

การหาข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็น เราควรจะทำการบ้าน และควรฟังคนที่ควรฟัง แต่ไม่ใช่ฟังทุกคน

จากนั้น เมื่อเราคิดว่ามีข้อมูลเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแน่ใจ 100% ก็ได้ ก็ผสมผสานกับประสบการณ์ที่แปรรูปไปเป็นสัญชาตญาณ แล้วก็ฟันธง

ถ้าผลออกมาดีก็ให้เครดิตทีม ถ้าผลออกมาไม่ดีก็ยืดอกรับไว้เอง แล้วกลับมาหาให้เจอว่าตัดสินใจพลาดตรงไหน

เมื่อเราปรับปรุง (refine) วิชาตัดสินใจของเราให้แข็งแรงแล้ว สุดท้ายผลงานที่ดีจะคุ้มครองเราเองครับ

ทำงานให้ถูกใจหัวหน้าด้วยการมี Upward Empathy

Empathy แปลว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา

ผมคิดว่า empathy คือทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตและในการทำงาน

ถ้าเราคิดถึงใจเขาใจเราอยู่เสมอ ปัญหาหลายๆ อย่างจะไม่เกิดขึ้น

และถ้าเราใช้มันให้เกิดประโยชน์ไปอีกขั้น เราอาจจะกลายเป็นคนทำงานที่โดดเด่นได้เลย

เวลาเราถูกสอนให้มี empathy เรามักจะนึกถึงคนที่อยู่ในสถานะที่เท่ากันหรือต่ำกว่า เช่นเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า upward empathy คือการใส่ใจคนที่อยู่สูงกว่าเราด้วย

ถ้าใครมาถามว่าที่ทำงานเราหงุดหงิดเรื่องอะไร เรามักจะตอบได้ทันที

แต่ถ้าใครถามว่าหัวหน้าเราหงุดหงิดเรื่องอะไร เราตอบได้มั้ย?

และถ้าถามต่อว่า หัวหน้าของหัวหน้าหงุดหงิดเรื่องอะไร เราตอบได้รึเปล่า?

การมี upward empathy ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้อง zoom out และ zoom up เพื่อจะได้มองเห็นระดับเดียวกับหัวหน้า ว่าอะไรคือเป้าหมายของทีมที่เขาดูแลอยู่

และถ้าเราอยากเข้าใจหัวหน้าของหัวหน้า ก็ต้องยิ่งถอยออกมาอีกให้เข้าใจว่าธุรกิจกำลังเผชิญกับอะไร สภาพตลาดเป็นแบบไหน อะไรที่ทำให้เขานอนไม่หลับ

ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่คนที่อยู่สูงขึ้นไปให้ความสำคัญ และเราเองก็นำสิ่งนั้นมาอยู่ในใจของเราด้วย เราก็จะทำงานที่ตอบโจทย์ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเราทำสิ่งที่หัวหน้ากำลังสนใจ ข้อดีก็คือเราจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเวลาและงบประมาณที่เขาจะมีให้กับเรา

แน่นอนว่ามันอาจจะเหนื่อยขึ้น แน่นอนว่ามันอาจอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ แต่จริงๆ แล้วคนที่จะเติบโตได้ดีในองค์กรที่มีคุณภาพนั้นคือคนที่ทำเกินหน้าที่ของตัวเองอยู่เสมอ

ฝึกให้มี upward empathy แล้วเราจะเป็นคนทำงานที่ได้ใจหัวหน้าครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

66 เคล็ดลับการเป็นหัวหน้าให้ลูกน้องระอาใจ

1.คิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าลูกน้อง
2.ยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเอง
3.ไม่ไว้ใจลูกน้อง
4.พูดจาไม่ให้เกียรติกัน
5.ตำหนิน้องต่อหน้าธารกำนัล
6.ขอโทษใครไม่เป็น
7.ไม่เคยเอ่ยปากชมใคร
8.ไม่ปกป้องลูกน้อง
9.เอาดีใส่ตัว
10.ไม่ให้เครดิตคนทำงาน
11.ชอบประชดประชัน
12.แซวคนอื่นจนเกินพอดี
13.บ่นลูกน้องให้คนอื่นฟัง แต่ไม่เคยบอกเจ้าตัวตรงๆ
14.พูดมากที่สุดในห้องประชุม
15.ฟังน้อยที่สุดในห้องประชุม
16.ไม่บอกให้ชัดว่าต้องการอะไร
17.ชอบเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย
18.ตรวจงานไม่ละเอียด ทำให้ต้องแก้หลายรอบ
19.พี่ถูกเสมอ
20.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
21.ไม่สนใจว่าลูกน้องงานหนักเกินไปรึเปล่า
22.ไม่ empower คนในทีม
23.ตามงานลูกน้องตอนดึกดื่นทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
24.ชอบ message หาในวันที่ลูกน้องลางาน
25.สั่งงานกะทันหันบ่อยๆ
26.เก็บข้อมูลเอาไว้คนเดียว
27.อมงานจนตัวเองกลายเป็นคอขวด
28.Micromanage ลูกน้อง
29.บังคับว่าต้องใช้วิธีนี้เท่านั้น
30.ไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง
31.พูดอย่างทำอย่าง
32.ปากหวานก้นเปรี้ยว
33.ไม่รักษาคำพูด
34.ไม่เคยลงไปดูหน้างาน
35.พิมพ์ไลน์ในเรื่องที่ควรจะโทรหาหรือเดินมาคุย
36.Overreact เมื่อเกิดความผิดพลาด
37.ปล่อยให้คนบางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
38.เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
39.คาดหวังว่าลูกน้องต้องเป็นเหมือนตัวเอง
40.ไม่ชอบให้ใครเด่นกว่า
41.Favor ลูกน้องที่เอาอกเอาใจ
42.ใช้ลูกน้องให้ไปทำธุระส่วนตัวบ่อยๆ
43.ตั้งกฎที่ไม่เมคเซ้นส์
44.คาดหวังให้คนอื่นทำตามกฎ แต่ตัวเองเป็นข้อยกเว้น
45.จำชื่อลูกน้องไม่ได้
46.เขียนชื่อลูกน้องผิดตลอด
47.ไม่เคยถามไถ่ความเป็นไปของลูกน้อง
48.ไม่รับฟังฟีดแบ็ค
49.บอกให้ฟีดแบ็คพี่ตรงๆ ได้ แต่พอน้องบอกก็โกรธ
50.ได้ฟีดแบ็คไปแล้วไม่ทำอะไร
51.ไม่เคยให้ฟีดแบ็คลูกน้อง มาบอกเอาตอนประเมินผล
52.ไม่สร้างโอกาสให้น้องได้เติบโต
53.ใช้ CAPITAL LETTERS สีแดงเวลาส่งอีเมล
54.ไฮไลท์หรือขีดเส้นใต้บางประโยคที่เชือดเฉือน
55.สื่อสารโดยไม่ให้ context (บริบท)
56.แบ่งพรรคแบ่งพวก
57.ตรรกะวิบัติ
58.ดึงดันใช้ตรรกะกับเรื่องที่ควรใช้ความเป็นมนุษย์
59.ชอบมโนไปเอง
60.ชอบจับผิด
61.น้องพลาดแล้วซ้ำ
62.ขาดความเห็นใจ
63.ไร้อารมณ์ขัน
64.ยึดติดวิธีการแบบเดิมๆ
65.เกรงใจคนที่ทำงานไม่ดี
66.ไม่เกรงใจคนที่ทำงานดี

ทำได้ครบ 66 ข้อนี้ รับรองว่าเราจะเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องระอาใจได้อย่างแน่นอน

กลับกัน ถ้าเราอยากเป็นหัวหน้าที่ดี ก็หลีกเลี่ยง 66 ข้อนี้ให้ได้มากที่สุดครับ

48 เคล็ดวิชาจากหนังสือสกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง

  1. การจัดการเวลาแบบ 1 มิติที่พยายามประหยัดเวลา 30 นาทีตรงนั้นตรงนี้ไม่สามารถทลายกำแพงที่ว่าวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมง
  2. การจัดการเวลาแบบ 2 มิติ คือมองว่า เวลา x สมาธิ (ประสิทธิภาพการทำงาน) = ปริมาณงาน ดังนั้นหากเราเพิ่มสมาธิได้ เราจะทำงานเสร็จได้เพิ่มเป็น 2-3 เท่า
  3. เวลา 2-3 ชั่วโมงตอนเช้าหลังตื่นนอน คือช่วงเวลาทองของสมอง เพราะข้อมูลได้รับการจัดระเบียบมาแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำงานที่ต้องคิด หรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  4. เวลาในช่วงเช้า มีค่ากว่าเวลาตอนกลางคืนถึง 4 เท่า ดังนั้นการเอาเวลาช่วงเช้า 30 นาทีไปเช็คอีเมล ก็ไม่ต่างอะไรกับการเสียเวลาไป 2 ชั่วโมง
  5. คนงานยุ่งส่วนใหญ่จะแลกด้วยการนอนให้น้อยลง แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะทำให้สมาธิเราต่ำตลอดวัน มีงานวิจัยในญี่ปุ่นที่บอกว่าคนที่นอนน้อยกว่า 6 ช.ม.เป็นประจำนั้น มีอัตราการตายสูงกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงถึง 2.4 เท่า
  6. หากเราบริหารประสิทธิภาพการทำงานจนมีเวลาเพิ่มมากขึ้น 1-2 ชั่วโมง แล้วเอาเวลานั้นไปทำงานเพิ่ม นั่นก็เป็นวิธีที่ผิด เพราะวันๆ จะมีแต่เรื่องงานวนหลูปเรื่อยไป
  7. เทคนิคเรื่องการจัดการเวลาในหนังสือเล่มนี้ คือวิธีการที่ทำให้หลุดพ้นจากความวุ่นวาย โดยกำหนดเวลาการหยุดงานที่แน่นอน และใช้เวลาว่างที่มีมากขึ้นให้เกิดประโยชน์ นี่คือหัวใจของการบริหารเวลาที่หนังสือเล่มอื่นไม่ได้เขียนถึง
  8. ความบันเทิงมีสองแบบ คือ “ความบันเทิงเชิงรับ” อย่างการดูทีวีหรือเล่นเกม และ “ความบันเทิงแบบมีส่วนร่วม” เช่นการเล่นดนตรีหรือเล่นกีฬา หากเราผสมผสานความบันเทิงแบบมีส่วนร่วมไปกับการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
  9. ของบนโต๊ะทำงานควรจะวางเป็นที่เป็นทาง เพราะการเสียเวลาหาของ ก็จะทำให้เราหลุดจากสมาธิและต้องใช้เวลาราว 15 นาทีถึงจะกลับไปมีสมาธิระดับเดิมได้อีกครั้ง
  10. ความฟุ้งซ่านกังวลก็รบกวนสมาธิเช่นกัน ดังนั้นหากมีความคิดแล่นเข้ามาในหัว ให้จดลงกระดาษแล้วกลับไปทำงานของตัวเองต่อไป
  11. หากเขียนลงกระดาษแล้วก็ยังฟุ้งซ่านอยู่ นั่นเป็นสัญญาณว่าสมองส่วนหน้าของเรากำลังอ่อนล้า เราควรกระตุ้นการผลิตสารเซโรโทนินที่สมองส่วนหน้า ซึ่งมีสามวิธีคือการโดนแสงแดด การออกกำลังกาย และการเคี้ยวอาหาร
  12. เมื่อมนุษย์ถูกบีบคั้น สมองจะหลั่งสาร “นอร์อะดรีนาลีน” ซึ่งสารสื่อประสาทนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ ทำให้สมองมีสมาธิสูงขึ้น เราสามารถกระตุ้นนอร์อะดรีนาลีนได้ด้วยการใช้นาฬิการจับเวลาการทำงาน แต่ไม่ควรใช้นาฬิกาปลุกเพราะเสียงดังอาจทำให้สมาธิแตกได้ในช่วงที่งานยังไม่เสร็จ
  13. อีกวิธีคือการตั้งเดดไลน์ให้ตัวเอง และเคร่งครัดกับเดดไลน์นั้น แล้วประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้น สิ่งที่ห้ามทำคือขยับเดดไลน์ ไม่อย่างนั้นสมองก็จะบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็เลื่อนได้” ทำให้นอร์อะดรีนาลีนไม่หลั่ง
  14. อีกเทคนิคหนึ่งคือมีแผนการอื่นจ่อเอาไว้เลย เช่นผู้เขียนมีกำหนดส่งต้นฉบับหนังสือตอนสิ้นเดือนกันยายน เขาเลยจองทริปเที่ยวอเมริกาไว้ตอนต้นเดือนตุลาคม ด้วยวิธีนี้ เขาเลยต้องส่งต้นฉบับให้ทันเพราะไม่อยากขนงานไปทำตอนไปเที่ยว
  15. แว่นตารุ่น JINS MEME สามารถวัดสมาธิผู้สวมใส่ได้ เคยมีการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 500 คน พบว่าสมาธิจะพุ่งขึ้นสูงสุดช่วง 6-7 โมงเช้า จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ และต่ำลงมากในช่วงบ่ายสอง ก่อนจะพุ่งขึ้นมาอีกทีช่วง 4-5 โมงเย็น
  16. ตอนเช้าควรอาบน้ำก่อนเริ่มทำงาน เพราะตอนที่ร่างกายตื่นนอนใหม่ๆ “ระบบพาราซิมพาเทติก” ซึ่งเป็นระบบประสาทยามค่ำคืนยังทำงานอยู่ การอาบน้ำจะเป็นตัวช่วยเปิด “ระบบซิมพาเทติก” ให้ทำงานอย่างเต็มตัว อีกวิธีที่ช่วยได้คือออกกำลังกายหรือเดินเล่นยามเช้า
  17. ในห้องนอน เราควรเปิดม่านไว้นิดนึง เมื่อตอนเช้าแสงอาทิตย์ส่องเข้ามา แม้ว่าเราจะหลับตาอยู่ แต่แสงแดดจะกระทบจอประสาทตา ทำให้สารเซโรโทนินก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้เรารู้สึกกะปรี้กะเปร่าและอยากตื่นขึ้นมาทำอะไร (คนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะสมองไม่สามารถผลิตเซโรโทนิน ทำให้เกิดอาการตื่นเช้าไม่ไหว ไม่มีเรี่ยวแรง)
  18. เมื่อตอนตื่นนอน ควรเดินเล่นยามเช้า 15-30 นาที ด้วยความเร็วกว่ามาตรฐานซึ่งจะทำให้ได้รับทั้งแสงแดดและออกกำลังกายไปพร้อมกัน ส่งผลดีต่อเซโรโทนินทั้งคู่
  19. ตื่นเช้ามาห้ามเสพข่าว เพราะสมองยามเช้าเหมือนโต๊ะทำงานที่เรียบร้อย การเสพข่าวยามเช้าเหมือนเป็นการเอาเอกสารมากมายมากองไว้เต็มโต๊ะ ช่วงเช้าจึงไม่ควรใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นลงในหัวสมอง
  20. เวลาเขียน To Do List อย่ามองแค่ความสำคัญหรือความเร่งด่วน แต่ให้มองถึงระดับสมาธิที่ต้องใช้ในงานนั้นด้วย โดยให้ติดดาวงานที่ต้องใช้สมาธิสูง และทำงานนั้นในช่วงเช้า
  21. วิธีปลุกสมองในยามบ่ายทำได้หลายวิธี เช่นออกกำลังกาย 1 นาที (เช่นวิ่งขึ้นบันได) เปลี่ยนสถานที่นั่งทำงาน หรือเปลี่ยนเนื้อหาการทำงาน
  22. นักวิ่งจะจิบน้ำก่อนที่จะหิวน้ำ คนทำงานอย่างเราก็ควรจะหยุดพักก่อนที่จะเหนื่อยเกินไป ซึ่งหากเราหยุดก่อนจะเหนื่อย การพักแค่ 5 นาทีก็เพียงพอที่จะชาร์จแบตให้ไปต่อได้แล้ว
  23. ช่วงพักไม่ควรดูมือถือ หรือใช้สายตามากเกินไป เพราะสมองของเราใช้พื้นที่ถึง 90% ในการประมวลผลข้อมูลที่เรามองเห็น ดังนั้นควรพักด้วยการทำสิ่งที่ไม่ต้องใช้สายตาเป็นหลัก เช่นฟังเพลง กินของอร่อย ยืดเส้น เดินเล่น หรือแค่นั่งหลับตาเฉยๆ ก็ช่วยพักสมองได้เยอะมากแล้ว
  24. Ultradian Rhythm ของเราจะอยู่ที่ประมาณ 90 นาที เมื่อถึงจุดที่ง่วงที่สุด การได้งีบแค่ 5 นาทีจะทำให้สมองปรอดโปร่งและมีสมาธิสูงไปอีก 90 นาทีได้เลย
  25. ควรกำหนดเวลาเลิกงานให้ชัดเจน จะเป็นหกโมงหรือทุ่มนึงก็ได้ แล้วก็ใช้วิธีวางกิจกรรมอย่างอื่นไว้ล่วงหน้า ผู้เขียนมักจะจองตั๋ววันที่หนังเข้าโรงเอาไว้ จะได้ทำงานอย่างกระตือรือร้นเพื่อให้เสร็จตามเวลาและไปดูหนังให้ทัน
  26. หากเราออกกำลังกายช่วงเย็น เราจะมีช่วงเวลาที่สมองมีสมาธิอีกครั้งในช่วงค่ำ เราสามารถเอาเวลานี้ไปทำงานส่วนตัวที่ต้องใช้สมาธิได้
  27. ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชื่อดังระดับโลก ออกกำลังกายด้วยการวิ่งวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันมา 20 ปีแล้ว มูราคามิบอกว่า ถ้าไม่ได้วิ่งเขาจะเขียนหนังสือไม่ออก
  28. การออกกำลังกายเป็นเทคนิคช่วยเพิ่มเวลาได้ดีที่สุด จากงานวิจัยที่ติดตามคน 400,000 คนเป็นเวลา 8 ปี การออกกำลังกายเพียงวันละ 15 นาที ลดอัตราการเสียชีวิตได้ 14% ทำให้คนอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ย 1,002 วันหรือ 3 ปีเลยทีเดียว
  29. ออกกำลังกายวันละ 15 นาที x 365 วัน x 8 ปี = 43,800 นาทีหรือประมาณ 30 วัน แต่ได้อายุที่ยืนยาวขึ้น 3 ปี ผลตอบแทน 33 เท่า
  30. ควรออกกำลังกายตอนไหนดี – อุณหภูมิร่างกายของคนเราจะขึ้นสูงตอน 16.00 จึงเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเผาผลาญดีที่สุด เหมาะแก่การลดน้ำหนัก แต่สำหรับพนักงานประจำนี่เป็นเรื่องยาก ดังนั้นเวลาที่ดีรองลงมาคือหลังเลิกงาน แต่สิ่งที่ควรระวังคือต้องออกกำลังกายให้เสร็จอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ
  31. ยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งมีเวลามากขึ้น เพราะช่วยฟื้นฟูเซลล์สมอง เริ่มวันใหม่ด้วยกายและใจที่เต็มร้อย มีสมาธิการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
  32. ยิ่งอ่อนล้า ยิ่งต้องออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ร่างกายผลิต growth hormone ที่กระตุ้นการเผาผลาญและชะลอวัย แค่ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆ อย่างน้อยในช่วงสุดสัปดาห์ก็ยังดี
  33. คนทำงานทั่วไปพลังงานจะค่อยๆ ตกลงตลอดสัปดาห์ แล้วค่อยไปฟื้นฟูวันเสาร์อาทิตย์ แต่ผู้เขียนแนะนำว่าเราต้องมี “ชีวิตที่ไม่พกพาความเครียดข้ามคืน” ซึ่งถ้าทำได้ พลังงานเราก็จะถูกฟื้นฟูกลับมาใหม่ทุกวันโดยไม่ต้องรอช่วงสุดสัปดาห์
  34. วิธีการฟื้นฟูที่ดีที่สุดคือการมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับเพื่อนฝูง คนรัก หรือสัตว์เลี้ยง การมีปฎิสัมพันธ์จะทำให้สมองหลั่งสารออกซิโทซินที่สามารถซ่อมแซมเซลล์ในร่างกายและสร้างภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี
  35. เราต้องรู้จักผ่อนช้า ผ่อนเร็ว ช่วงกลางวันระบบประสาทซิมพาเทติก (จังหวะเร็ว) จะทำงาน ช่วงกลางคืนควรจะปล่อยให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (จังหวะช้า) ทำงาน เพื่อที่เราจะสามารถพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างแท้จริง
  36. หากเราเอางานกลับมาทำต่อที่บ้าน (หรือทำงานล่วงเวลาในกรณี WFH) เราจะไม่มี “จังหวะช้า” เลย ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่ และการติดนิสัยคิดว่า “เดี๋ยวตอนกลางคืนค่อยทำต่อก็ได้” จะทำให้เราไม่จริงจังกับการทำงานช่วงกลางวันเท่าที่ควรอีกด้วย
  37. ชีวิตถูกลิขิตด้วย 2 ชั่วโมงก่อนนอน – สิ่งที่ห้ามทำในช่วงเวลานี้คือทานอาหาร ดื่มเหล้า แช่น้ำร้อนจัด เล่นมือถือ หรืออยู่ในห้องที่สว่างเกินไป เพราะระบบพาราซิมพาเทติก (จังหวะช้า) จะไม่ทำงาน ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทจนร่างกายไม่สามารถเยียวตัวเองได้ ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็จะเจ็บป่วยในที่สุด
  38. 15 นาทีก่อนนอนคือเวลาทองของความจำ เพราะเมื่อเราป้อนอะไรเข้าไป มันจะไม่ต้องไปปะทะกับข้อมูลอื่นอีกต่อไป หากต้องการท่องจำคำศัพท์ การใช้ช่วงเวลานี้จะทำให้เราจำได้ดีมาก
  39. เราต้องไม่ทำลายจังหวะของตัวเอง เมื่อเราทำสิ่งใดเป็นกิจวัตรแล้ว ร่างกายจะจำและสร้างจังหวะชีวิตขึ้นมาได้ ตอนเช้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ ทำให้มีสมาธิสูงสุด แล้วเรามีรีเซ็ตอีกครั้งด้วยการรับประทานอาหารเที่ยง และรีเซ็ตอีกครั้งด้วยการออกกำลังกายตอนเย็น ทำให้เราสามารถควบคุมสมาธิของเราให้อยู่ในระดับสูงได้เกือบทั้งวัน
  40. เทคนิคการทำงานแบบ For You – ผู้เขียนจะให้ความสำคัญกับงานที่คนอื่นรออยู่เป็นอันดับแรก ถ้าเราส่งงานช้ากว่าเดดไลน์ไป 1 วัน นั่นแสดงว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงานต่อจากเราจะมีเวลาทำงานน้อยลง 1 วันทันที นี่เป็นการผลักภาระและทำให้คนอื่นเดือดร้อน
  41. ไปถึงก่อนเวลานัด 30 นาที เราจะได้ไม่ต้องรีบ และสามารถใช้เวลาช่วงที่รอทำงานได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
  42. เวลาจัดสัมมนา ผู้เขียนจะเริ่มตรงเวลาเสมอ เพราะการให้คน 100 คนรอเพิ่ม 3 นาทีเท่ากับต้องเสียเวลาไปทั้งหมด 5 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ขาดทุนเพราะเวลาบรรยายน้อยลง
  43. การประชุมก็เช่นกัน ถ้าเราเริ่มช้า 5 นาทีเสมอ ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ก็จะคิดว่า “ยังไงก็เริ่มช้าอยู่แล้ว” จึงมาไม่ตรงเวลาและกลายเป็นวงจรอุบาทว์
  44. เมื่อเราเคร่งครัดกับเวลา เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายจะเริ่มมาก่อนเวลานัดหมาย และจะไม่มาสายอีกเลย
  45. สิ่งสำคัญที่สุดที่หนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อก็คือ “จงทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงกลางวัน และสนุกสนานกับชีวิตในเวลากลางคืนเพื่อเติมพลังให้ตัวเอง”
  46. ดูเหมือนว่าบางคนจะรู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก แต่ที่จริงแล้วคุณสนุกกับชีวิตได้มากกว่านั้น ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ชีวิตไม่ได้มีแค่คำว่าอดทนอดกลั้นหรือขยันหมั่นเพียร
  47. อย่าทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายโดยหวังว่าจะมีความสุขในอีก 10 ปีข้างหน้า อนาคตเป็นเพียงความฝัน ปัจจุบันต่างหากที่เป็นความจริง
  48. คนที่ไม่สามารถมีความสุขกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดไป

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง ผู้เขียน ชิอน คาบาซาวะ (Shion Kabasawa) ผู้แปล พนิดา กวยรักษา สำนักพิมพ์ อมรินทร์ How to