5P ที่เติมเต็มคนทำงาน

หลายคนน่าจะรู้จัก “ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์” (Maslow’s Hierarchy of Needs) ที่มี 5 ขั้นด้วยกันคล้ายๆ กับพีระมิด

ที่ฐานของพีระมิดคือความต้องการทางกายภาพ (physiological) อย่างการหายใจ การกินอาหาร การนอนหลับ การขับถ่าย

ขั้นถัดมา คือความมั่นคงปลอดภัย (safety) ทั้งทางร่างกายและหน้าที่การงาน

ขั้นที่ 3 คือ ความรักและความได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (love and belonging) อยากมีคนที่เราไว้ใจและพร้อมดูแลกัน

ขั้นที่ 4 คือ ความเคารพนับถือ (esteem) ทั้งความนับถือที่มีต่อตัวเองและความนับหน้าถือตาที่ได้รับจากคนรอบข้าง

ขั้นที่ 5 ที่เป็นขั้นสูงสุด คือการได้บรรลุศักยภาพของตนเองในทุกๆ ด้าน (self-actualization)

คุณ Kathleen Hogan เป็น Chief People Officer ที่ Microsoft ซึ่งมีพนักงานถึง 130,000 คน

Hogan มองว่า การจะทำให้คนทำงานแสนกว่าคนรู้สึกว่าถูกเติมเต็ม (fulfillment) ก็น่าจะมีหลักการคล้ายๆ กับ Maslow’s Hierarchy of Needs คือมี 5 ขั้นเหมือนกัน เป็น 5P ที่เรียงจากฐานไปจนถึงยอดพีระมิด

Pay – ค่าตอบแทนเป็นรากฐานที่สำคัญ พนักงานต้องได้เงินเดือนที่ยุติธรรม เหมาะสมต่อความสามารถ และสอดคล้องกับราคาในตลาด

Perks – หรือสวัสดิการ ว่าองค์กรจะสนับสนุนพนักงานในด้านไหนบ้างเพื่อจะทำงานได้อย่างสบายใจ เช่นสิทธิ์วันลา หรือสวัสดิการที่ช่วยดูแลคนในครอบครัว

People – การมีเพื่อนร่วมงานที่ดีคือปัจจัยสำคัญสำหรับความสุขและความสำเร็จในการทำงาน เพราะมันจะส่งเสริมให้เราได้เป็นตัวของตัวเองและพร้อมจะเติบโตไปกับคนอื่นๆ ในองค์กร

Pride – องค์กรที่ดีคือองค์กรที่พนักงานภาคภูมิใจที่จะบอกกับใครๆ ว่าตัวเองทำงานอยู่ที่นี่

Purpose – พนักงานควรจะรู้สึกว่างานที่ตัวเองทำนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย และจะยิ่งเพอร์เฟ็กต์ถ้ามันทำให้เขาได้บรรลุจุดมุ่งหมายของตัวเองและทำให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้น

Pay – Perks – People – Pride – Purpose

หากองค์ไหนมีให้พนักงานครบทั้ง 5P คนในองค์กรย่อมได้รับการเติมเต็มทั้งในฐานะคนทำงานและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Kathleen Hogan: The 5Ps of Employee Fulfillment

5 เคล็ดลับการทำงานกับเจ้านายที่ยุ่งตลอดเวลา

เชื่อว่าพวกเราหลายคนมีเจ้านายที่ยุ่งมาก ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับเรา ยุ่งจนลืมงานบางงานและเราต้องตามแล้วตามอีก

บางทีเราก็พยายามทำเต็มที่เพื่อให้เจ้านายแฮปปี้ขึ้น แต่ยิ่งเราทำมากเท่าไหร่ ก็เหมือนเจ้านายยิ่งดูห่างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี? วันนี้มีเคล็ดลับจาก Lifehacker มาฝากครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้: เลิกพยายามทำให้เจ้านายแฮปปี้ แต่จงเริ่มทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เจ้านายประหยัดเวลาได้มากขึ้น

เวลาเจ้านายยุ่งมากๆ สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากเห็นคืออีเมลหรือสไลด์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาอัดแน่นเพื่อโชว์ว่าเราทำการบ้านอะไรมาบ้าง และจะยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่สิ่งที่เขามองว่าสำคัญ

ถ้าเราเป็นคนประเภทที่กระตือรือร้นเกินไปที่จะเอาใจเจ้านาย นี่คือ 5 สิ่งที่เราควรระลึกไว้ครับ

1. เลิกพยายามทำให้เจ้านายแฮปปี้

เราไม่สามารถทำให้ใครมีความสุขได้ การที่เราพยายามไปทำให้เจ้านายมีความสุขจะทำให้เราเป็นทุกข์เสียเอง แถมอาจจะทำให้เจ้านายรำคาญด้วย สู้เราลงแรงไปกับการประหยัดเวลาให้เจ้านายดีกว่า

2. อย่าทำงานให้เจ้านายเหมือนทำงานให้ตัวเอง

ถ้าสไตล์การทำงานของเรากับเจ้านายเราไม่เหมือนกัน เราควรปรับสไตล์เพื่อให้ของออกมาเป็นแบบที่เจ้านายต้องการ

การที่เราเป็นคนที่ชอบรู้รายละเอียดทุกอย่าง ไม่ได้แปลว่าเจ้านายเขาจะอยากรู้ทุกอย่างเหมือนกับเรา

และถ้าเจ้านายเขาอยากให้เราส่ง meeting minutes หรืออีเมลสรุป แม้ว่าเราจะเห็นว่าน่าเบื่อก็ควรจะทำให้เขาหน่อย เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เขาสบายใจว่างานที่สั่งไปมันมีคนรับทราบและเขาไม่จำเป็นต้องมาคอยถามว่าถึงไหนแล้ว

การทำงานชิ้นนั้นให้เสร็จนั้นสำคัญ แต่การสื่อสารให้เจ้านายรู้ว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้วนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

3. เขียนอีเมลให้กระชับและใช้ bullet points

ยิ่งกระชับและชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งดี อย่าลืมเช็คด้วยว่าหัวหน้าต้องการให้เราส่งเมลรูปแบบไหน บางคนชอบให้ส่งหนึ่งเมลต่อหนึ่งหัวข้อ บางคนชอบให้รวบรวมหลายหัวข้อส่งในเมลเดียว

หัวหน้าบางคนก็ชอบให้ตอบด้วยว่าเราได้รับอีเมลของเขาแล้ว ขณะที่หัวหน้าบางคนรอให้เราไปทำการบ้านก่อนแล้วค่อยมาตอบก็ได้ ดังนั้นจงเรียนรู้ด้วยว่าหัวหน้าต้องการให้เราตอบเมลเร็วแค่ไหน

4. เมื่อโอกาสเหมาะสม ให้หัดตัดสินใจด้วยตัวเอง

ถ้าหัวหน้าไม่ได้บอกมาว่าเรื่องนี้ห้ามตัดสินใจด้วยตัวเอง เราก็ควรจะใช้วิจารณญาณในการเลือกว่าจะตัดสินใจเรื่องบางเรื่องเพื่อให้โปรเจ็คมันเดินหน้าต่อไปได้

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจแล้วเราควรแจ้งหัวหน้าให้ทราบไว้ด้วย แต่เราไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากหัวหน้าทุกครั้ง จริงๆ แล้วหัวหน้าอาจจะโล่งใจด้วยซ้ำที่งานยังไปต่อได้โดยที่เขาไม่ต้องลงมาดูทุกอย่างด้วยตัวเอง

5. อย่าคาดหวังคำขอบคุณ (Don’t Expect Appreciation)

ถ้าเราเป็นคนที่แคร์คนอื่น และอยากทำให้หัวหน้าแฮปปี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะ(แอบ)คาดหวังว่าหัวหน้าจะขอบคุณ กล่าวชมเชย หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของเรา

แต่เมื่อเรารู้ดีว่าหัวหน้านั้นงานยุ่งจนตัวเป็นเกลียว ความน่าจะเป็นที่เขาจะมีเวลามาคิดขอบคุณทุกคนที่ช่วยงานเขานั้นอาจมีไม่มากนัก

ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปกับความคาดหวัง และเสียใจที่ต้องผิดหวัง สู้เอาเวลาไปทำงานในแบบที่หัวหน้าต้องการ และเอาเวลาที่เหลือไปทำให้ตัวเองมีความสุขจะดีกว่า


ขอบคุณเนื้อหาจาก Lifehacker: How to Effectively Work for a Stressed-Out Boss by Elizabeth Grace Saunders

สวัสดิการที่จึ้งที่สุดของ Google

(เป็นครั้งแรกที่เขียนบล็อกโดยใช้คำว่า จึ้ง อยากลองใช้ภาษาวัยรุ่นดูบ้างครับ)

เรารู้กันดีว่า Google เป็นบริษัทที่มีสวัสดิการดีเยี่ยม

มี Cafeteria ที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มให้กินฟรีๆ มีฟิตเนส ห้องนั่งสมาธิ ห้องงีบตอนบ่าย แถมยังมีคลาสสอนอะไรอีกมากมาย

แต่สวัสดิการที่ผมคิดว่าว้าวมากที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า death benefit ครับ

ถ้านาย A เป็นพนักงาน Google แล้ววันหนึ่งนาย A เสียชีวิตไป สิ่งที่ครอบครัวของนาย A จะได้รับมีดังนี้

  • เงินก้อน 36 เท่าของเงินเดือนนาย A (อันนี้หลายบริษัทในไทยก็มี มากน้อยต่างกันไป)
  • เงินให้เปล่ากับภรรยาของนาย A เป็นรายเดือน เดือนละ 50% ของเงินเดือนนาย A – เป็นระยะเวลา 10 ปี
  • ลูกแต่ละคนของนาย A จะได้เงินอีกคนละ $1,000 ต่อเดือน (คาดว่าได้ 10 ปีเหมือนกัน)

อ่านจบแล้ว ได้ยินสโลแกนนี้ลอยมาเลยครับ – “กูเกิ้ล ดูแลคุณทั้งชีวิต”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Paul Cowan’s answer to What is the best Google employee perk, and why?

ป.ล. จริงๆ แล้วการทำงานที่ Google ก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน ซึ่งผมเขียนเอาไว้ในหนังสือ “Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด” ที่เพิ่งออกจากโรงพิมพ์สดๆ ร้อนๆ พบกันได้ในร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศครับ

2 ข้อที่ควรถามเมื่อไม่มีความสุขกับงานประจำ

คำถามที่ 1 – เราให้น้ำหนักกับข้อเสียมากเกินไปรึเปล่า

หลายคนอาจเคยได้ยินได้ฟังนิทานอิฐสองก้อนจากหนุ่มเมืองจันท์

พระอาจารย์พรหม ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เคยก่อกำแพงอิฐแล้วมีพลาดวางอิฐสองก้อนไม่เรียบร้อย พระอาจารย์อยากจะทุบกำแพงเพื่อสร้างใหม่ แต่เจ้าอาวาสไม่ยอม

จากนั้นเวลามีแขกมา พระอาจารย์จะหลีกเลี่ยงไม่พาแขกเดินผ่านกำแพงบริเวณนี้ เพราะอายที่ก่ออิฐผิดพลาดไป 2 ก้อน

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์พรหมกำลังเดินกับผู้มาเยือนวัดคนหนึ่ง เขาเห็นกำแพงอิฐนี้แล้วเปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี้สวยดี”

พระอาจารย์พรหมถามด้วยอารมณ์ขันว่า “คุณลืมแว่นสายตาไว้ในรถหรือเปล่า คุณไม่เห็นหรือว่ามีอิฐ 2 ก้อนที่ก่อผิดพลาดจนกำแพงดูไม่ดี”

แต่แล้วผู้มาเยือนคนนี้ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้พระอาจารย์พรหมเปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดที่เคยมีต่อกำแพงนี้

“ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก 998 ก้อนที่ก่อไว้อย่างสวยงาม”


เวลาเราไม่ค่อยมีความสุขกับที่ทำงาน มักจะเกิดจากอิฐ 2 ก้อนนี่แหละ

เช่นนิสัยบางอย่างของหัวหน้า หรือความไม่เรียบร้อยของการทำงานของบางคน แล้วเราก็จะผิดหวังและหัวเสียไปกับเรื่องเหล่านี้

ส่วนของที่มันดีอยู่แล้วเรามักไม่ค่อยเห็นและไม่ให้น้ำหนัก เพราะมันเป็นเหมือนอากาศที่เราจะนึกถึงก็ต่อเมื่อเราขาดมันไปเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้องาน เพื่อนร่วมงานที่น่ารัก การได้ทำงานที่บ้าน และสวัสดิการที่ดี

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะมองเห็นอิฐ 2 ก้อนก่อนอิฐ 998 ก้อน มนุษย์เราถูกวิวัฒนาการให้มองหาสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่เราจะได้รอดพ้นจากอันตรายและอยู่รอดเพื่อสืบพันธุ์

หรือถ้าจะมองด้วยเลนส์ของกฎ 80/20 ที่บอกว่าผลส่วนใหญ่เกิดจากเหตุส่วนน้อย ความทุกข์ส่วนใหญ่ในที่ทำงานของเราก็เกิดจากต้นเหตุเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง

เมื่อเราจดจ่อกับอิฐ 2 ก้อนมากเกินไป เราจึงไม่เห็นคุณค่าของอิฐอีก 998 ก้อนที่เหลือ


คำถามข้อที่ 2 – เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่รึเปล่า

ภาษาอังกฤษเรียกว่า Me-Centered Universe

เรามักไม่ได้ตัดสินสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง

เรามักตัดสินสิ่งต่างๆ เพราะว่ามันไม่ถูกใจเรา

ไม่ผิดที่จะอยากให้อะไรมันดีขึ้น แต่ถ้าเราไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป เราก็จะพอเข้าใจได้ว่าปัญหาบางอย่างมันต้องใช้เวลาแก้ และแต่ละคนแค่จะเอาตัวเองให้รอดจากปัญหาของตัวเองก็ตึงมือพออยู่แล้ว ดังนั้นเขาอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหามากนัก

แต่หากเราคิดแบบ me-centered universe เราจะเผลอคิดไปว่าปัญหาของเรานั้นสำคัญและต้องแก้ไขด่วนที่สุด และพอคนอื่นๆ ไม่ได้เห็นพ้องกับเรา เราก็จะชี้นิ้วไปที่คนอื่นก่อนเสมอ


ที่เขียนมานี้ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าให้ทนต่อไปโดยไม่มีข้อแม้

แค่จะบอกว่าปัญหาและความ suffer ที่เกิด เราเองก็มีส่วนทำให้มันหนักหนาขึ้นด้วยเช่นกัน

ลองถอยออกมาให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของจักรวาล แล้วมองที่ทำงานของเราอีกครั้ง

แล้วเราอาจเห็นอิฐดีๆ อีก 998 ก้อนที่เรามองข้ามมาตลอด

จะได้ไม่เผลอทุบกำแพงที่เราสร้างมาเองกับมือครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Srikumar Rao | Talks at Google | Are You Ready to Suceed? (นาทีที่ 30:32)

To-Do List แบบเขียนทีละข้อ

เดือนที่ผ่านมาผมได้ทดลองทำ To-Do List ที่ค่อนข้างประหลาดแต่ก็ให้ผลดี

ผมได้ไอเดียนี้มาจาก Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks

วิธีการนั้นง่ายมาก

  1. เขียนรายการที่จะทำแค่ข้อเดียว
  2. ทำสิ่งนั้นให้เรียบร้อย
  3. ขีดฆ่ารายการนั้นทิ้ง

แล้วก็กลับไปที่ข้อ 1 ใหม่

หากระหว่างที่ทำสิ่งนั้นอยู่ เกิดเจออะไรหรือนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ให้หักห้ามใจ ไม่กระโดดลงไปทำสิ่งนั้นทันที ให้จดเอาไว้ก่อน แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งที่เราควรจะทำ

ผมพบว่าวิธีนี้ช่วยให้เรา single-tasking ได้ดีขึ้น

การทำงานสมัยใหม่นั้นมี “กับดัก” ระหว่างทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล สแล็ค (หรือไลน์) รวมถึงโซเชียลมีเดียที่เรียกร้องความสนใจของเราตลอดเวลา

ดังนั้นการทำ To-Do List แบบทำทีละอย่างนี้จะช่วยให้เรามีสติมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรอยู่ และฝึกให้เรามีวินัยที่จะอยู่กับสิ่งนั้นจนกว่าจะเสร็จ

คราวนี้เมื่อเสร็จงานชิ้นนั้นแล้ว จะเล่นเฟซบุ๊คก็ทำได้ แต่เราควรจะใช้หลักการเดียวกันนั่นก็คือ

  1. เขียนคำว่า “เล่นเฟซบุ๊ค” เป็นรายการที่เราจะทำ
  2. เล่นเฟซบุ๊ค
  3. ขีดค่ารายการ “เล่นเฟซบุ๊ค” ทิ้งไป

เมื่อเราบังคับให้ตัวเองต้อง “เขียนทุกอย่าง” ที่เราจะทำทีละข้อ เราจะมองเห็นตัวเองมากขึ้นว่าแต่ละวันเราว่อกแว่กแค่ไหน และบางทีก็ช่วยให้เรายับยั้งชั่งใจได้มากขึ้น

เตือนไว้นิดนึงว่าวิธีการนี้อาจทำให้เราหงุดหงิดและรู้สึกยุ่งยาก เพราะมันทวนกระแสนิสัยที่เราคุ้นเคยมานาน

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ