เราได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองปั่นบ้างรึเปล่า

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมกับแฟนพาลูกๆ ไปเที่ยวที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งที่มีของเล่นหลากหลาย ทั้งไม้กระดก สะพานเชือก รอก ชิงช้า สไลเดอร์ ปีนหน้าผา ฯลฯ

เมื่อเล่นเสร็จแล้วก็มากินข้าวเย็นกัน แฟนรู้ใจ สั่ง Mango Smoothie มาให้กิน รสชาติโอเคดับกระหายได้เป็นอย่างดี แต่เสียอารมณ์นิดหน่อยตรงที่ปั่นไม่ละเอียด มีน้ำแข็งขนาดก้อนกรวดเต็มไปหมด

อันนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิค เมื่อเครื่องปั่นน้ำผลไม้ใช้ไปนานๆ ใบมีดก็อาจจะหายคม สมูธตี้จึงไม่ค่อยมีความสมูธเท่าไหร่นัก

แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่า แม่ครัว/พ่อครัวนั้นเขาได้กินสมูธตี้ที่ตัวเองทำบ้างรึเปล่า

ผมเดาว่าอาจจะไม่ได้กิน พอไม่ได้กินก็เลยไม่รู้ และดูด้วยตาเปล่าก็เลยไม่อาจมองเห็นปัญหา

ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นอย่างผม คือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าจะเดินไปบอกให้รู้ตัว

ในการทำงานหลายๆ อย่างก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเราไม่ได้ใช้ “โปรดักท์” ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ก็เป็นการยากที่จะสร้างของที่มีคุณภาพได้

ยกตัวเองอย่างง่ายๆ แบบฟอร์มบางใบที่ต้องกรอกด้วยมือมีพื้นที่ว่างสำหรับบางหัวข้อน้อยเกินไป แม้จะเขียนตัวเล็กๆ แล้วก็ยังไม่วายไปเกยข้อความส่วนอื่นอยู่ดี ถ้าคนที่ออกแบบฟอร์มพวกนี้ได้ลองกรอกด้วยตัวเองเสียก่อน ปัญหาขั้นพื้นฐานเหล่านี้จะไม่เกิดเลย

หรือการออกแบบไฟล์ Excel บางไฟล์จากส่วนกลางเช่นแผนกบัญชีหรือแผนก HR ก็ไม่ได้ให้คนในทีมได้ทดลองกรอกเองเสียก่อน ทำให้ข้อมูลที่แต่ละทีมกรอกกลับมานั้นสับสนและอาจเป็นคนละฟอร์แมตกัน ลำบากคนที่ต้องมานั่งรวมไฟล์ทีหลังอีก

ช่วงนี้เห็นคุณชัชชาติ ว่าที่ผู้ว่ากทม.คนใหม่ขยันลงพื้นที่ ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะถี่ไปนิดนึง แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้ลงพื้นที่เลย เพราะดูจากปัญหาที่หมักหมมในกทม. มันชวนให้คิดได้ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบปัญหาเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้มีบ้านอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น ถึงเขาจะไม่แก้ปัญหา ตัวเขาและครอบครัวเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มันคือการขาด skin in the game ในภาษาของ Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือ The Black Swan

ดังนั้น ในฐานะคนทำงาน ถ้าเราอยากให้งานออกมาดีและให้คนชื่นชม (หรืออย่างน้อยก็คือให้คนด่าน้อยที่สุด) เราต้อง put skin in the game บ้าง ด้วยการลงพื้นที่ ด้วยการเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องได้รับผลกระทบจากผลงานตัวเอง

อย่าเป็นคนขายสมูธตี้ที่ไม่เคยรู้ตัวว่าน้ำแข็งของตัวเองนั้นปั่นไม่ละเอียดครับ

ไม่ยกยอ-ไม่ต่อว่า

Kim Scott ผู้เขียนหนังสือ Radical Candor และอดีตผู้บริหารของ Google และ Apple เคยเล่าไว้ว่า สมัยที่เธอออกมาตั้งธุรกิจของตัวเองและอยู่ในช่วงที่กำลังย่ำแย่ มีคนที่พูดข้อความนี้กับเธอ

“There is a fine line between success and failure. When you’re succeeding, never think you’re as good as everyone is telling you that you are. And when you’re failing, never think you’re as bad as everyone is telling you that you are.”

เวลาที่ชีวิตไปได้สวย เรามักจะอวยตัวเอง ความมั่นใจพุ่งทะยาน จะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง อดคิดไม่ได้ว่าเรานี่ฉลาดและเก่งกว่าคนอื่น

ทั้งที่จริงแล้ว ความสำเร็จไม่เคยเกิดจากเราคนเดียว มันมีปัจจัยรายล้อมมากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่เรามองไม่เห็น เราอาจจะเรียกสิ่งมองไม่เห็นและอธิบายไม่ได้ว่าเป็น จังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า แต่เราไม่ค่อยมองเรื่องเหล่านี้ เราจะเข้าข้างตัวเองว่าเป็นฝีมือของเราล้วนๆ

ซึ่งความคิดเช่นนี้มันอันตรายตรงที่มันจะทำให้เราคิดว่าเราเก่งกว่าความเป็นจริงเสมอ

เวลาที่คนล้มเหลวหรือพลาดพลั้ง ก็จะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือโทษข้างนอกไว้ก่อน โทษว่าโดนคนอื่นหลอกลวง โทษตลาด โทษรัฐบาล เล่นบทเป็นผู้เสียหาย ทั้งที่การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้คนอื่นทำตัวดีขึ้นเสียหน่อย

ส่วนอีกกลุ่มคือโทษตัวเอง คิดย้อนกลับไปในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อต่อว่าตัวเองบ่อยๆ ก็พลอยหมดกำลังใจและหมดความมั่นใจไปเลย

ทั้งที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรผิด อาจจะทำอย่างเดียวกับตอนที่เราสำเร็จนั่นแหละ แต่เนื่องจากมีปัจจัยที่มองไม่เห็นอย่างจังหวะ โชคชะตา หรือบุญเก่า(หมด) ผลลัพธ์มันก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้

ดังนั้นอย่าทุบตีตัวเองจนเกินเลย เราไม่ได้ห่วยขนาดนั้นสักหน่อย

เมื่อบินสูงอย่าไปยกยอ เมื่อบินต่ำก็ไม่จำเป็นต้องต่อว่า

แล้วเราจะสอดคล้องกับ “เส้นความจริงของชีวิต” มากกว่าเดิมครับ

Realistic Optimism – มองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หนังสือ The Secret ของ Rhonda Byrne ขายดิบขายดีไปทั่วโลกเพราะมันเปิดเผย “ความลับ” ที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

ความลับที่ว่านั้นก็คือ “กฎแรงดึงดูด” ที่บัญญัติไว้ว่าหากเราคิดถึงสิ่งใดเราก็จะดึงดุดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต

ถ้าคิดถึงแต่เรื่องดีๆ เราก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ ถ้าเราคิดถึงแต่เรื่องแย่ๆ เราก็จะนำพาแต่สิ่งแย่ๆ เข้ามา

หนึ่งในเคล็ดลับที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ก็คือการ visualize สิ่งดีๆ อาจจะมีภาพในจินตนาการที่ชัดเจน หรือปริ๊นท์รูปบ้านในฝัน แล้วมาแปะไว้ตรงที่ที่เราจะมองเห็นมันได้ทุกวัน แล้วเราจะดึงดูดสิ่งเหล่านี้เข้ามาหาตัวเราได้อย่างแน่นอน

The Secret ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าเป็นหนังสือหลอกเด็ก แค่นั่งจินตนาการเฉยๆ แล้วเรื่องดีๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สิ่งที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ อาจพูดได้ว่ามันคือการสอนให้คนมี Unrealistic Optimism หรือการมองโลกในแง่ดีเกินเหตุ

แต่การมองโลกในแง่ดีนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน

เพราะหากเราศึกษาประวัติคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะพบว่าเขาเป็นคนมีความเชื่อมั่นและมองโลกอย่างมีความหวังแทบทุกคน แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์หรือจากติดลบเขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ได้

ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขก็มองโลกในแง่ดีเช่นกัน แต่เป็นแบบ Realistic Optimism คือมองโลกในแง่ดีอย่างมีวุฒิภาวะ

คนที่เป็น realistic optimist คือคนที่เชื่อว่าดีชั่วอยู่ทีตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว รู้ว่าความสำเร็จและอนาคตที่ดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาง่ายๆ ต้องลงแรงและต้องอดทน

คนกลุ่มนี้อาจจะมีภาพที่ชัดเจนอยู่ในหัวพอๆ กับคนที่อ่านหนังสือ The Secret ก็ได้ การมี visualization ภาพอนาคตไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความแตกต่างก็คือ เขาเข้าใจกฎธรรมชาติที่ว่าทุกอย่างย่อมเกิดตามเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องเพียรพยายามทำปัจจัยให้ถึงพร้อมเสียก่อน ผลจึงจะตามมา

สำหรับคนที่ผ่านโลกมาสักพัก และเห็นสถานการณ์วุ่นวายทั้งในไทยและเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา คงจะเป็นการยากที่จะมองโลกในแง่ดี เพราะมองไปที่ไหนก็มีแต่สีหม่นๆ ทั้งนั้น

แต่อย่าลืมว่าข่าวร้ายนั้นขายง่ายกว่าข่าวดี คนดีๆ ยังมีอยู่ เรื่องดีๆ ยังมีมาก เพียงแต่เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟังเท่านั้นเอง

ตราบใดที่เรายังมีสติปัญญาและแรงกายแรงใจอยู่ เราจึงไม่ควรมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะมันไม่ส่งผลดีกับใครเลย

ขอให้เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีแบบมีวุฒิภาวะ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

แล้วอนาคตคงไม่ใจร้ายกับเราเกินไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Harvard Business Review: Be an Optimist Without Being a Fool by Heidi Grant

ติดนิสัยทำแต่เรื่องง่ายๆ

“What’s happening with our cellphones is that we put a thing in our pocket that’s with us all the time that always offers an easy thing to do, rather than the important thing. I wanted to give myself a chance at choosing something that’s more difficult.”

-Sune Lehmann to Johann Hari

Johann Hari เป็นผู้เขียนหนังสือ Stolen Focus – Why You Can’t Pay Attention ที่อธิบายว่าเหตุใดมนุษย์เราถึงสมาธิสั้นลงทุกที

หนึ่งในตัวเอกของหนังสือเล่มนี้ก็คือสมาร์ทโฟนที่ติดตัวเราไปทุกที่และทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

บริษัทเทคอย่าง Facebook, Instagram, Youtube, Tiktok ล้วนจ้าง “ตัวเทพ” ในวงการที่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาและการสร้างอุปนิสัยของมนุษย์ พวกเขานำความรู้เหล่านี้มาทำให้แอปมีความ sticky และทำให้คนติดงอมแงม

ยิ่งเราใช้แอปเหล่านี้บ่อยแค่ไหน เราก็จะยิ่งคุ้นเคยที่จะเปิดมันบ่อยยิ่งขึ้น หลายครั้งเปิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เปิดขึ้นมาทั้งๆ ที่เพิ่งจะปิดไปเมื่อกี้นี้เอง

การมีมือถืออยู่ใกล้ตัว จึงเป็นการเชื้อเชิญให้เราทำแต่สิ่งง่ายๆ แทนที่จะเผชิญกับสิ่งยากๆ (ในหนังสือ Four Thousand Weeks ก็อธิบายว่า เราไม่ค่อยอยากทำสิ่งยากๆ เพราะว่ามันบังคับให้เราต้องสบตากับ finitude หรือข้อจำกัดของตัวเราเอง)

วิธีที่จะช่วยได้คือปิด notifications ที่ไม่จำเป็นและวางมือถือไว้ไกลตัวในวันทำงาน

ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าอยู่บ้าน ลองใช้เวลาส่วนใหญ่โดยไม่มีมือถือดู หลายครั้งเราจะพบว่าแม้จะมีห้วงเวลาที่น่าเบื่อบ้าง แต่โดยรวมแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น เพราะเราจะมีโอกาสได้ทำสิ่งที่มีความหมายกับเรามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับคนในบ้าน การได้นอนอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือแม้กระทั่งการที่ไม่ต้องเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตคนอื่นผ่านหน้าฟีดก็ช่วยให้เรามีความทุกข์น้อยลงแล้วเช่นกัน

วางมือถือให้ไกลเกินเอื้อมมือ แล้วเราจะได้ทำสิ่งที่ยากแต่มีความหมายกับเรามากยิ่งขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Stolen Focus – Stolen Focus – Why You Can’t Pay Attention by Johann Hari

เป็นกลางกับความทุกข์

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์

แต่ปฏิกิริยาที่เรามีต่อความทุกข์นั้นเข้มข้นและรุนแรงกว่าปฏิกิริยาที่เรามีต่อความสุข

ได้เงินเพิ่ม 10,000 บาท ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้จิตใจมากเท่าทำเงินหาย 10,000 บาท

หากรู้ตัวว่าภูมิต้านทานความทุกข์ของเราไม่สูงเท่าไหร่ การเพิ่มภูมิต้านทานย่อมเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์

ความทุกข์แปลว่าสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก

เมื่อทนได้ยาก เราก็เลยหลีกหนี และหากหนีไม่พ้น โดนความทุกข์วิ่งชนเข้าอย่างจัง เราก็จะตื่นตระหนกและเผลอขยายความทุกข์ให้ตัวใหญ่กว่าความเป็นจริงด้วยจินตนาการของตัวเอง

หากใครเคยฝึกวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอนก้า จะพบว่าหนึ่งในคอนเส็ปต์ที่สำคัญที่สุดคือ “อุเบกขา” ที่แปลว่าการวางเฉย แต่ไม่ใช่การเมินเฉย

เวลานั่งนิ่งๆ นานๆ เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างชัดแจ้ง และเราก็จะมีปฏิกิริยาเดิมๆ ที่เราใช้มาทั้งชีวิตคือเราไม่ชอบมัน เรารังเกียจมัน อยากจะขยับขาขยับตัวเพื่อลดทุกข์ตรงนี้

แต่ถ้าเรามีอุเบกขา เราจะมีสติพอ (แม้ชั่วขณะหนึ่ง) ที่จะไม่รังเกียจมัน และเราจะอดทนรอดูได้อีกนิด จนบางครั้งความเจ็บปวดจะคลี่คลายโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมันเลย

หากเราฝึกเช่นนี้บ่อยๆ เราจะมีความกล้ามากขึ้น เพราะความกลัวทั้งหมดทั้งหลายของคนเราก็คือกลัวความทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจทั้งนั้น

เจออะไรที่ทำให้เราทุกข์ แทนที่จะรีบเบือนหน้าหนี ให้ลองสังเกตมันดูดีๆ

เมื่อไม่ต่อต้าน ความทุกข์นั้นจะหมดพลังไปโดยธรรมชาติ

เป็นกลางกับความทุกข์ได้เมื่อไหร่ ก็แทบไม่มีอะไรที่เราจะต้องกลัวอีกต่อไปครับ