วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นบ้าง?

Jerzy Gregorek นักแต่งกลอนและอดีตแชมป์โลกยกน้ำหนัก เคยกล่าวไว้ว่า

“Hard choices, easy life. Easy choices, hard life.”

เลือกทางยากชีวิตจะง่าย เลือกทางง่ายชีวิตจะยาก

เป็นเรื่องปกติที่เราจะเลือกทางง่ายไว้ก่อน เพราะสมองของเราถูกวิวัฒนาการให้มองหาหนทางที่จะประหยัดพลังงาน เพราะมันเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดในยุคสมัยที่เราต้องออกหาอาหารเองทุกมื้อและไม่รู้ว่าวันต่อไปจะมีอะไรกินรึเปล่า

ความขี้เกียจจึงเป็นทุนเดิมของมนุษย์ ส่วนความขยันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน

เราจึงทำงานให้เสร็จแทนที่จะทำงานให้ดี

เราจึงกดส่งเมลทันทีแทนที่จะตรวจทานอีกสองรอบ

เราจึงปั่นสไลด์ในคืนก่อนพรีเซนต์ แทนที่จะทำให้เสร็จก่อนสองวัน

เราชอบเอาความสบายของตัวเราในวันนี้เป็นที่ตั้ง และผลักภาระให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้

แต่คนที่ชีวิตก้าวหน้า จะพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อให้วันพรุ่งนี้ง่ายขึ้นเสมอ

นัดคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องทำอะไรบ้าง

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำๆ

เตรียมทำสไลด์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีในวันที่พรีเซนต์

แน่นอนว่ามันต้องออกแรง แน่นอนว่ามันฝืนธรรมชาติ เพราะถ้าให้เลือกโดยสัญชาตญาณเราก็ชอบเลือกทางง่ายกันทั้งนั้น

แต่ถ้าเราอยากขึ้นที่สูง เราควรกระซิบถ้อยคำนี้กับตัวเองบ่อยๆ

อย่าทำเพราะว่ามันง่าย – ให้ทำเพราะว่ามันยากครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

พระรูปหนึ่งเคยสอนผมว่า ดีเกินดีคือไม่ดี

วันนี้ได้อ่านบทความของ Morgan Housel (ผู้เขียน The Psychology of Money) ที่เตือนว่านิสัยดีๆ บางอย่าง ถ้าสุดโต่งเกินไปก็จะกลายเป็นข้อเสีย

เลยขอนำบางส่วนมาแปลไว้ตรงนี้เพื่อเตือนสติตัวเองและผู้อ่านครับ

มั่นใจแต่ไม่เย่อหยิ่ง

มองโลกแง่ดีแต่ไม่ชะล่าใจ

เป็นอิสระแต่ไม่โดดเดี่ยว

สงสัยแต่ไม่ตั้งแง่

เคารพแต่ไม่เทิดทูน

รับฟังแต่ไม่หูเบา

คว้าโอกาสแต่ไม่ FOMO

อดทนแต่ไม่หัวรั้น

ระมัดระวังแต่ไม่มองโลกแง่ร้าย

กล้าเสี่ยงแต่ไม่ประมาท

หลงใหลแต่ไม่เสพติด

มุ่งมาดแต่ไม่ละโมบ

จริงใจแต่ไม่ล่วงเกิน

ฉลาดแต่ไม่อวดดี

สำเร็จแต่ไม่มีอีโก้

ปรับตัวแต่ไม่มั่วซั่ว

กระชับแต่ไม่ oversimplify

เรียบง่ายแต่ไม่จืดชืด

มีความเป็นผู้นำแต่ไม่ครอบงำ

ขายของแต่ไม่โฆษณาชวนเชื่อ

มีคอนเน็คชั่นแต่ไม่ฝากชีวิตไว้กับมัน

หรูหราแต่ไม่สิ้นเปลือง

เก็บออมแต่ไม่กักตุน

เอ่ยชมแต่ไม่สอพลอ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Collaborative Fund: Too Far by Morgan Housel

ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือเครื่องรางสำหรับความโชคดี

โดยเฉพาะในบริบทของคนเอเชีย ผมคิดว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้เรามีเสน่ห์มากขึ้นอย่างน้อย 20%

แต่ต้องเป็นความอ่อนน้อมที่อยู่ในตัวตนจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำนะครับ เพราะของแบบนี้มันดูออกง่ายมาก

ความอ่อนน้อมทำให้คนหนึ่งคนดูน่ารัก เมื่อน่ารัก อีกคนก็เปิดใจ เมื่อเปิดใจ ก็พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนที่อ่อนน้อม

คนอ่อนน้อมจึงมักจะได้อะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตโดยไม่คาดคิดเสมอ

ที่สำคัญความอ่อนน้อมนั้นเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ โดยไม่ต้องมีต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น

แต่แม้จะทำได้โดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (simple but not easy) ยิ่งเราเก่งเท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเราแก่เท่าไหร่ยิ่งทำได้ยากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นคนเก่งที่อ่อนน้อมหรือคนแก่ที่อ่อนน้อมจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ถ้าเป็นได้คนจะเห็นคุณค่ามาก

มาพก “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องรางสำหรับความโชคดีกันนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ 心。หัวใจ KOKORO พลังที่เป็นความหมายของชีวิต อินาโมริ คาซุโอะ เขียน

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ

หยุดต่อรองกับตัวเอง

James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เคยเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มีภาระหน้าที่มากมาย แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสือ

พอเจมส์ถามเขาว่าหาเวลาที่ไหนเขียนหนังสือ เพื่อนก็ตอบว่า

“ผมตื่นนอนตอนตี 5 ชงกาแฟ แล้วผมก็เริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่ตีห้าครึ่งถึงเจ็ดโมงเช้าทุกวัน ผมทำอย่างนี้มา 9 วันแล้ว และจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าหนังสือจะเสร็จ”

เจมส์รู้ทันทีว่าเพื่อนคนนี้จะเขียนหนังสือสำเร็จแน่ เพราะเขาได้ออกแบบไลฟ์สไตล์ของเขาเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้

วิธีการนี้มีอยู่สองส่วนด้วยกัน

หนึ่ง เราต้องออกแบบวันของเราเพื่อให้เราทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ

สอง เราต้องไม่ต่อรองกับตัวเอง

เพราะคนจำนวนไม่น้อยชอบพูดกับตัวเองว่า “ตอนนี้ยังไม่ค่อยอยากทำ ไว้เดี๋ยวค่อยทำก็แล้วกัน” เมื่อเราคิดอย่างนี้ก็เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

สัปดาห์ที่แล้วหลายคนคงเคยได้ยินอาจารย์ชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่าการวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมทุกเช้าคือหินก้อนใหญ่ เขาจึงทำมันทุกวันโดยไม่มีข้อแม้

“หินก้อนใหญ่” นั้นมาจากเรื่องราวในหนังสือ First Things First ของ Stephen Covey ที่บอกว่าโถแก้วของคนเรามีขนาดจำกัด ถ้าเราใส่ทรายลงไปก่อน เราจะไม่มีพื้นที่สำหรับใส่หินก้อนใหญ่เลย แต่ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อนเราจะมีพื้นที่ให้ใส่ทรายเสมอ

สูตรของคนสำเร็จคือการออกแบบชีวิตให้มีโอกาสได้ทำสิ่งสำคัญในทุกวัน

และเมื่อถึงเวลาทำสิ่งนั้นเราจะต้องไม่ต่อรองกับตัวเองครับ