ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง?

20180318_easy

ถามหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ ในช่วงนี้ก็คือ

“What would this look like if it were easy?”

ซึ่งเป็นคำถามที่ผมได้มาจาก Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Work Week ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวจุดกระแสเรื่องการลาออกมาเป็นเจ้านายตัวเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทิมยังทำพอดคาสท์ The Tim Ferriss Show ซึ่งเป็นหนึ่งในพอดคาสท์ที่มีคนฟังมากที่สุดในโลก

ก่อนที่ทิมจะเริ่มทำพอดคาสท์ เขาเริ่มสำรวจดูพอดคาสท์ของคนอื่นๆ แล้วพบว่าพอดคาสท์ส่วนใหญ่ทำออกมาได้แค่ 3 ตอนแล้วก็ต้องหยุดไป เหตุผลหลักเพราะว่าแต่ละตอนต้องใช้เวลาและพลังในการตัดต่อเยอะมาก จนคนทำหมดกำลังทรัพย์หรือท้อถอยไปเสียก่อน

ทิมเลยตัดสินใจว่าพอดคาสท์ของเขาจะทำเป็นการสัมภาษณ์ยาวๆ (long form interview) เพื่อให้มีการตัดต่อให้น้อยที่สุด จนวันนี้เขามีพอดคาสท์ออกมาแล้วถึง 264 ตอน และมียอดดาวน์โหลดรวมกันแล้วเกิน 100 ล้านครั้ง

ปีที่ผ่านมาทิมมีอายุครบ 40 ปี และเจอวิกฤติวัยกลางคนว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต มีคำถามมากมายที่ไม่รู้คำตอบ และมีคนมากมายที่เขาอยากจะขอคำปรึกษา ระหว่างที่กำลังกลุ้มใจ คำถามนี้ก็วิ่งเข้ามาในหัว

What would this look like if it were easy?

แล้วทิมก็คิดได้ว่า ทำไมไม่ลองส่งคำถามที่เขามีไปทางอีเมลหาคนที่เขาชื่นชม และดูว่าเขาจะตอบมารึเปล่า?

เขาเริ่มต้นด้วยการลิสต์รายชื่อคนที่เขาอยากคุยด้วย (ซึ่งหลายคนก็เคยมาสัมภาษณ์ในพอดคาสท์เขาแล้ว) และส่งคำถาม 11 คำถามไปหาพวกเขาเหล่านั้น

เวลาผ่านไปไม่นาน ทิมได้คำตอบมาจากคนที่เขาชื่นชมมากกว่า 100 คน จนเป็นที่มาของหนังสือ Tribe of Mentors ซึ่งมีความหนาถึง 600 หน้า

เวลาที่เรามีงานสักชิ้น และงานชิ้นนั้นมันใหญ่จนเรารู้สึกท้อ ลองถามตัวเองดูนะครับว่า วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้งานชิ้นนี้สำเร็จคือวิธีไหน

ไม่ได้จะสนับสนุนให้เรามักง่ายหรือทำงานชุ่ยๆ แต่เพราะผมเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้เป็นคนมีคุณภาพและมาตรฐานสูงอยู่แล้ว บางทีอาจสูงเกินความจำเป็นจนเราไม่กล้าแม้กระทั่งจะเริ่มต้น

ลองมองหาวิธีที่ง่ายที่สุดก่อน อาจจะเป็นการขอความช่วยเหลือ อาจจะเปลี่ยนช่องทางในการนำเสนอ อาจเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีหลายวิธีเหลือเกินที่จะพาเราไปถึงเส้นชัยได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด ส่วนถ้าคิดได้แล้วมันยังง่ายเกินไป ยังได้ผลดีไม่พอ อยากจะทำให้ยากขึ้นก็เป็นเรื่องของเราแล้ว

What would this look like if it were easy?

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง? หรือ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำเรื่องนี้คือวิธีไหน?

บางทีคำตอบอาจจะง่ายกว่าที่คุณคิดนะครับ

เล่นเกมเก่งแค่ไหน

20180318_game

ไม่สำคัญเท่าเลือกเล่นเกมอะไร

“It’s now how good you play the game. It’s deciding what game you want to play.”
-Kwame Appiah

ในเกมการเรียน บางคนสอบผ่านเพราะตั้งใจเรียน บางคนสอบผ่านเพราะเรียนพิเศษ บางคนสอบผ่านเพราะลอกข้อสอบ และบางคนไม่ต้องสอบก็ได้เลื่อนชั้น

ในเกมการเป็นพนักงาน บางคนอาจจะเติบโตเพราะทำงานเก่ง บางคนเติบโตเพราะพูดเก่ง และบางคนก็เติบโตเพราะเล่นการเมืองเก่ง

ในเกมชีวิต บางคนทำธุรกิจประสบความสำเร็จ บางคนถูกตามติดด้วยสปอตไลท์ไปทุกที่ ในขณะที่บางคนปฏิเสธชื่อเสียงเงินทอง และเล่นเกมภาวนาเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น

แต่ละช่วงเวลาชีวิต เกมที่สมควรเล่นอาจแตกต่างกัน จึงต้องเลือกให้ดีๆ

เพราะเมื่อถึงตอน game over เราอาจไม่มีโอกาสกลับมาเล่นใหม่นะครับ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขา

20180317_onethem

เห็นเพื่อนอกหักกินไม่ได้นอนไม่หลับ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นแม่ขี้บ่น

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนเช้าชามเย็นชาม

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนดูแก่กว่าวัย

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนเหลิงอำนาจ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นลุงแก่ๆ นั่งรถเข็นเป็นไม้ใกล้ฝั่ง

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

—–

เห็นรุ่นพี่จบเกียรตินิยม

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นเพื่อนร่วมงานได้เป็นหัวหน้า

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนขายของออนไลน์ส่งของทีเป็นร้อยชิ้น

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นเจ้าของบริษัทขึ้นปกหนังสือ

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นคนขึ้นพูดบนเวที TED

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

เห็นพี่ตูนทำความดี

วันหนึ่งเราอาจเป็นแบบเขาก็ได้

มนุษย์เราต่ำได้เท่าโมหะ

และสูงได้เท่าความเพียรครับ

นิทานไม่มีใครฟังหนู

20180316_mousetrap

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หนูน้อยตัวหนึ่งมองผ่านรูฝาผนังบ้านเห็นภรรยาของชาวนากำลังตั้งกับดักหนู

เจ้าหนูน้อยกระโจนออกไปกลางลาน พร้อมตะโกนด้วยความตกอกตกใจกลัวภัยอันตรายที่เข้ามาใกล้ตัว

“กับดักหนูอยู่ในบ้าน กับดักหนูอยู่ในบ้าน!!”

แม่ไก่ได้ยินเข้า ก็มองหนูอย่างเย้ยหยันพร้อมยักไหล่อย่างไม่แยแส

“เจ้าหนูน้อย ข้าได้ยินแล้วว่าภัยใกล้ตัวเจ้า แต่นั่นมันเป็นเรื่องของเจ้า ไม่ใช่ธุระของข้า” ว่าแล้วแม่ไก่ก็คุ้ยเขี่ยหาอาหารต่อไป

เจ้าหนูน้อยวิ่งหน้าตั้งไปยังหมูซึ่งกำลังนอนกลิ้งโคลนอย่างเมามัน

“หมู หมู นายรู้หรือเปล่า มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน”

หมูได้ยินพยักหน้ารับ พร้อมบอกว่า

“เจ้าหนูน้อย ข้ารู้สึกสงสารเจ้าจริงๆ แต่ข้าไม่สามารถจะช่วยอะไรเจ้าได้หรอก นอกจากจะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้าปลอดภัยเท่านั้น ข้าจะสวดมนต์ภาวนาให้เจ้าทุก ๆ ครั้งก่อนนอนแล้วกัน”

เจ้าหนูวิ่งโร่ไปหาวัวซึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างบ้าน

“นาย นาย มีกับดักหนูอยู่ในบ้าน”

วัวหันมายิ้มกับหนูน้อย พร้อมพูดว่า

“จริงเหรอ? น่ากลัวสำหรับเจ้านะ แต่ขอโทษทีเถอะ กับดักเล็กๆ แค่นั้นมันไม่ได้สะเทือนข้าแม้แต่น้อย”

ด้วยความหมดหวัง เจ้าหนูน้อยเดินคอตกกลับไปเผชิญชะตากรรมที่บ้านอย่างโดดเดี่ยว

คืนนั้นหลังมืดสนิท กับดักหนูงับเสียงดังสนั่น ภรรยาชาวนารีบลงมาดูหวังจับหนูได้ แต่ในความมืดเธอมองไม่เห็นว่ากับดักหนูงับติดหางงูเห่าตัวใหญ่อยู่ ภรรยาโดนงูกัดเข้าที่แขน ชาวนาต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล และกลับมารักษาตัวที่บ้าน

ภรรยาบ่นอยากทานซุปไก่ ชาวจึงฆ่าไก่มาต้มซุปให้ภรรยา แต่วันต่อมาอาการป่วยของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น

เพื่อนฝูงเกือบทั้งหมู่บ้านมาเยี่ยมเฝ้าไข้กันเนื่องแน่น ชาวนาจึงฆ่าหมูเพื่อทำอาหารเลี้ยงเพื่อนๆ

สามวันผ่านไป ภรรยาอาการทรุดลงและเสียชีวิตในที่สุด

ในงานศพมีแขกมาร่วมแสดงความเสียใจมากมาย ชาวนาจึงเชือดวัวเพื่อทำอาหารเลี้ยงแขก

เจ้าหนูตัวน้อยเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรูฝาผนังด้วยใจอันปวดร้าวยิ่งนัก

—–

ขอบคุณนิทานจาก Cryptonian คนบ้าเหรียญดิจิตัล: [นิทานสอนใจ] : กับดักหนู

บางทีคำตอบอาจอยู่อีกฝั่งนึง

20180315_theotherside

คนเราอาจแบ่งแบบหยาบๆ ออกได้เป็น 2 ฝั่ง

คนที่ชอบ iPhone กับคนที่ชอบ Android

คนที่ได้พลังจากการคนอยู่คนเดียว (introvert) กับคนที่ได้พลังจากการอยู่กับคนเยอะๆ (extrovert)

คนที่ชอบเสี่ยง กับคนที่ระมัดระวัง

คนที่ชอบเล่นเวท กับคนที่ชอบวิ่ง

คนที่เป็นผู้ประกอบการ กับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน

คนที่ใช้ตรรกะนำทาง กับคนที่ใช้ความรู้สึกนำทาง

คนที่ชอบวางแผน กับคนที่ชอบลุยไปก่อน

คนที่คิดเป็นภาพ กับคนที่คิดเป็นคำ

คนที่ชอบความท้าทาย กับคนที่ชอบสบายๆ

คนที่ชอบพูด กับคนที่ชอบฟัง

ถ้าชีวิตเรามีอะไรบางอย่างไม่ลงตัว เป็นไปได้ว่าเราอาจอยู่ผิดฝั่ง

ลองเพิ่มความเป็นไปได้ด้วยการลองไปใช้ชีวิตอีกฝั่งนึงดูนะครับ