จงขอความช่วยเหลือ

20180314_askforhelp

แต่อย่ารอความช่วยเหลือ

เราทุกคนล้วนมีความฝันหรือโปรเจ็คใหญ่ๆ ที่อยากจะทำมานาน

แต่เราก็มี “เหตุผล” ให้ตัวเองมากมายว่าทำไมเราถึงยังทำไม่ได้ เช่นไม่มีเงิน / ไม่มีความรู้ / ไม่มีเวลา / ไม่มีคอนเน็คชั่น / ไม่มี ฯลฯ

พอเริ่มต้นด้วยคำว่า “ไม่” ก็เลยไม่รู้จะไปต่อยังไง

แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่เอาเหตุผลเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างให้ไม่ต้องลงมือทำ

ไม่มีเงิน ก็เริ่มแบบเล็กๆ ไปก่อน ไม่มีความรู้ก็หาหนังสือมาอ่าน ไม่มีเวลาก็จัดสรรเวลา ไม่มีคอนเน็คชั่นก็เริ่มหาคอนเน็คชั่น

ที่สำคัญ คนเหล่านี้ไม่รีรอที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใครก็ตามที่น่าจะช่วยเหลือเขาได้

แต่ขอเสร็จแล้วก็ไม่ใช่นั่งรอเฉยๆ ด้วยความหวัง เพราะขอ 10 คนอาจจะมีคนช่วยแค่คนเดียวเท่านั้น

แต่ยังไงก็ยังดีกว่าไม่ได้ขอและไม่มีใครช่วยเลย

ประเด็นคือเขามีความถ่อมตัวพอที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่ได้เก่งกาจจนสามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ก็เข้าใจโลกพอที่จะไม่ปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นเรื่องโชคชะตา

“When you pray, move your feet.”
-African proverb

ขอความช่วยเหลือได้ แต่อย่ารอความช่วยเหลือ

เท่านี้ ชีวิตก็อาจเดินไปข้างหน้าได้เร็วกว่าที่เคยครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Derek Sivers: What it means to be resourceful

ป.ล. ผมจะไปแจกลายเซ็นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาตินะครับ รอติดตามรายละเอียดได้ในบทความต่อๆ ไปครับ 🙂

โรคกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าเราเก่ง

20180313_iamgood

ซึ่งอาการของโรคนี้สามารถแสดงออกมาได้หลายแบบ

ถ้าอยู่ในห้องสอบ ก็จะทำข้อสอบให้เสร็จไวๆ จะได้เดินออกจากห้องเป็นคนแรก

ถ้าเตะบอล ก็จะเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้แทนที่จะส่งบอลให้เพื่อนร่วมทีม

ถ้าอยู่ที่ฟิตเนส ก็จะร้องเสียงดังตอนออกแรงยกเวทและปล่อยเวทลงมาดังโครม

ถ้าเป็นคนพรีเซนต์ ก็จะยัดอะไรลงมาในสไลด์เต็มไปหมด

ถ้าเป็นคนฟังพรีเซนต์ ก็จะถามคำถามยากๆ ที่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ฟังคนอื่นๆ

เป็นเรื่องปกติที่เราอยากเป็นคนสำคัญ แต่การทำให้คนอื่นรู้ว่าเราเก่งนั้นมีหลายวิธี

ทำตัวเองให้โดดเด่นก็เป็นวิธีหนึ่ง ส่วนการรอให้ผลงานของเราโฆษณาตัวเองก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

วิธีหลังนั้นช้ากว่า แต่ก็เท่กว่ากันเยอะนะครับ

เทคนิคแบนนิสเตอร์

20180312_bannister

นับตั้งแต่กีฬาวิ่งแข่งถือกำเนิดขึ้นมา ทุกคนต่างก็เชื่อกันว่ามี “กำแพง” ที่ร่างกายมนุษย์ไม่อาจก้าวข้ามได้ นั่นคือการวิ่ง 1 ไมล์ภายใน 4 นาที

(1 ไมล์ เท่ากับ 1.6 กิโลเมตร หรือ 4 รอบสนามฟุตบอล วิ่ง 1 ไมล์ภายใน 4 นาทีแสดงว่าต้องวิ่งที่เพซ 2’30)

กำแพงนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลายทศวรรษ จนกระทั่งปี 1954 ที่ชายชาวอังกฤษนาม Roger Bannister สามารถทำลายกำแพงที่ว่านี้ได้โดยทำเวลา 3.59.4 นาที

ประเด็นก็คือตอนที่แบนนิสเตอร์วางแผนจะวิ่งนั้น เขาไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะ “วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” (run as fast as possible)

เป้าหมายของเขาคือการวิ่ง 1 ไมล์ภายในเวลา 3 นาที 59 วินาที

เมื่อเป้านิ่งแล้ว เขาก็วิเคราะห์การวิ่งของเขาแบบก้าวต่อก้าว และรู้ว่าแต่ละก้าวต้องใช้เวลาไม่เกินเท่าไหร่ ตอนซ้อมแบนนิสเตอร์ยังซอยระยะทาง 1 ไมล์ออกมาเป็นระยะทางที่สั้นพอที่จะให้เพื่อนสองคนผลัดกันจับเวลา

วิธีของแบนนิสเตอร์นั้นไม่มีอะไรซับซ้อน และมันก็ดีพอที่จะทำให้แบนนิสเตอร์กลายเป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่วิ่ง 1 ไมล์ภายในสี่นาที

เป้าหมายที่ดูไกลเกินฝัน หากเรานำมันมาซอย-มาย่อยเหมือนที่แบนนิสเตอร์เคยทำ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Seth Godin: The Bannister Method

อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 3

20180311_anoninmalay3

พฤหัสฯ ที่ 8 มีนาคม 7 โมงครึ่ง

ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกว่านอนอิ่มที่สุดในรอบหลายวัน วันนี้ตั้งใจกับแฟนเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทานอาหารเช้าที่โรงแรม โดยจะหาอะไรกินที่สตาร์บัคส์แทน (ฟังดูไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่คุณูปการของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks, McDonald’s หรือแม้กระทั่ง 7-Eleven ก็คือมันได้มอบความอุ่นใจเรื่องมาตรฐาน ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เดินทางมา business trip เพียงไม่กี่วันและไม่มีเวลามาผจญภัยกับอาหารใหม่ๆ มากมายนัก)

ผมลงมาซื้อมอคค่าเย็น ครัวซองอัลมอนด์ และมัฟฟิ่นสำหรับให้แฟน ส่งแฟนขึ้นแท๊กซี่เสร็จแล้วผมก็เดินกลับไปที่ห้างเดิมที่กินข้าวเย็นเมื่อวานนี้ แต่รอบนี้เลือกที่จะนั่งร้านที่มีคนเยอะที่สุดคือร้าน Old Town White Coffee ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ก๋วยเตี๋ยวที่สั่งมารสชาติได้มาตรฐาน แม้จะไม่ว้าวแต่ก็เป็นมื้อที่กินแล้วมีความสุข

กลับขึ้นห้อง ทำงานได้นิดเดียวก็ต้องเริ่มเก็บข้าวของเพื่อเตรียมเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับเจ้าหน้าที่เสร็จแล้วผมก็มานั่งทำงานต่อที่ล็อบบี้โรงแรม ซึ่งจะว่าไปก็ทำงานสบายกว่าในห้องนอนเยอะเลย เพราะอากาศถ่ายเทกว่าและนั่งทำงานที่โซฟาก็เมื่อยน้อยกว่าที่โต๊ะเครื่องแป้งหรือบนเตียง

ประมาณบ่ายสองมีอาการปวดท้องเบา เดินดูรอบๆ ล็อบบี้ในโรงแรมกลับไม่เจอห้องน้ำเลย จึงตัดสินใจเก็บคอมใส่เป้และไปเข้าห้องน้ำในห้างที่กินมื้อเช้าแทน

ห้างที่ดูเงียบๆ เมื่อตอนเช้า แต่เวลาบ่ายสองกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ร้าน Subway มีคนต่อคิวจนล้นออกมาหน้าร้าน จนคิดได้ว่าเมื่อวานผมเองน่าจะมาหาที่นั่งทำงานแถวนี้แทนที่จะทนอุดอู้อยู่แต่ในห้องนอน

เข้าห้องน้ำเสร็จสรรพ ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่จึงลองเดินไปห้างที่มีซูเปอร์มาร์เก็ต คนบางตากว่าห้างเมื่อกี้เพราะตึกนี้ไม่มีร้านอาหารเลย เจอป้ายบอกว่ามีร้านราเมงจากฮอกไกโดอยู่อีกตึกจึงตัดสินใจเดินไปดู ปรากฎว่าร้านราเมงไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว (ขายราเมงชามละ 250 บาทซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่ราคาจานละ 80-120 บาท) แต่ในบริเวณดียวกันนั้นผมได้เจอร้าน The Owls เป็นร้านคาเฟ่ที่เสิร์ฟเมนูเก๋ๆ ทั้งคาวหวาน อาหารแนวฟิวชั่น แต่งร้านโมเดิร์นสว่างตา แม้ราคาจะสูงเกือบๆ เท่าร้านราเมงแต่คนกลับเต็มร้าน ผมเลยตั้งใจว่าตอนเย็นถ้าแฟนเลิกงานไม่ค่ำเกินไปนักจะพามากินร้านนี้ก่อนบินกลับไทย

บ่ายสามโมงกว่า ผมเดินกลับไปที่ห้างเดิม เข้าร้านที่อยู่ใกล้ๆ กับร้าน Old Town กะว่าจะหาอะไรกินรองท้องเป็นสกาเก็ตตี้หนึ่งจานกับเฟรนช์ฟราย ปรากฎว่าเฟรนช์ฟรายปริมาณเยอะมาก กว่าจะกินหมดเล่นเอาจุกทีเดียว

แฟนกลับมาถึงโรงแรมตอน 18.15 จึงพาไปร้าน The Owls ที่หมายตาเอาไว้ สั่งสปาเก็ตตี้ซีฟู้ด สลัดประจำร้าน เฟรนช์ฟราย (อีกแล้ว) และช็อคโกแล็ตร้อน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะแฟนบอกว่าอยู่มาสองวัน นี่คือมื้อที่กินแล้วมีความสุขที่สุด

กินเสร็จแล้วรีบเดินกลับโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าและเรียกแท๊กซี่ โดยคราวนี้เราลองเรียก Uber ดู ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียง 12 นาทีรถก็มารับ คนขับน่าจะวัยห้าสิบต้นๆ ผมขาวโพลน พูดภาษาอังกฤษคล่องมาก เขาบอกว่าเขาเคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว และก็ยังอยากกลับไปเที่ยวเมืองไทยอีก แต่อุปสรรคใหญ่คือตอนนี้เขาตัวคนเดียว ไม่กล้าไปนอนโรงแรมไหนเพราะเขากลัวผีมาก (I’m afraid of ghost) โถลุงหนอลุง

พอลุงขับรถขึ้นทางหลวง จึงได้รู้ว่าลุงขับรถเร็วมาก เร็วจนแม้ว่าผมจะใส่เข็มขัดนิรภัยแล้วก็ยังรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย แต่ผมก็ไม่ได้เอ่ยปาก เพียงแค่พูดในใจว่า ลุงกลัวผีแต่ลุงไม่ยักกลัวจะกลายเป็นผีแฮะ (You are afraid of ghost but you aren’t afraid of becoming one).

มีเรื่องชวนตื่นเต้นนิดหน่อย คือแอป navigation ที่ลุงใช้บอกว่าเดินทางไปสนามบินต้องใช้เวลา 50 นาที ทั้งๆ ที่ใน Google Maps ที่ผมเปิดอยู่บอกว่าแค่ 30 นาทีเท่านั้น แต่เห็นเขาวิ่งเส้นมอเตอร์เวย์เดียวกันก็เลยไม่ได้ว่าอะไร

พอผ่านไปประมาณเกือบ 30 นาที ดู Google Maps ใหม่ ปรากฎว่ารถคันนี้ได้ออกนอกเส้นทางเรียบร้อยแล้ว (เห็นสนามบินอยู่ทางขวามือลิบๆ) ทางก็ค่อยๆ เปลี่ยวลงเรื่อยๆ สุดท้ายเหลือเพียงสองเลน ผมเลยบอกลุงว่ากลับรถเหอะ เมื่อกี้เห็นป้ายบอกไปสนามบินอยู่ พอเลี้ยวไปตามป้าย ลุงก็จอดรถอีก ท้วงว่าถ้าไปทางนี้แอปบอกว่าต้องใช้เวลาอีก 40 นาที (นี่เรานั่งรถมา 40 นาทีแล้วนะ!) ผมเลยบอกว่าใช้ Google Maps ดีกว่ามั้ย มันบอกว่าใช้เวลาอีกแค่ 14 นาทีเอง ลุงก็โอเคแบบลังเล ผมเลยต้องทำหน้าที่เป็นคนคอยบอกเส้นทางร์ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่วิ่งตามป้ายมาก็ถึงแล้ว

ครับ บางทีการที่เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปก็ทำให้เราสูญเสีย common sense ได้เหมือนกัน

ถึงสนามบิน โหลดกระเป๋าเสร็จแล้วก็มุ่งไป immigration จากนั้นก็เดินผ่าน security ที่แทบไม่มีคนเฝ้าเลย แถมน้ำดื่มก็เอาเข้ามาได้ด้วย ในใจก็คิดว่าทำไมถึงหละหลวมขนาดนี้

เมื่อเข้ามาถึงโซน Duty Free ก็เดินซื้อทั้งของเล่นและขนมเป็นของฝาก 20 นาทีถึงเวลาเครื่องออกจึงเดินไปที่ Gate จึงถึงบางอ้อว่าเขามีด่าน security ตรวจอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้น้ำเปล่าไม่ให้เอาขึ้นเครื่องบินแล้ว ซึ่งจะว่าไปก็ดีเหมือนกัน เพราะการบังคับให้เราทิ้งขวดน้ำเปล่าเพื่อมาซื้อขวดใหม่อีกฝั่งหนึ่งดูแล้วไม่ค่อยแฟร์กับผู้โดยสารเท่าไหร่

ขึ้นเครื่องบินปุ๊ป แฟนผมก็หลับปั๊บ ส่วนผมยังไม่ง่วงมากเลยดูหนัง Ocean’s Thirteen ซึ่งฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเสียงเครื่องบินมันกลับเกือบหมด เมื่อไหร่เราจะสามารถผลิตเครื่องบินที่เงียบเหมือนรถไฟฟ้าได้นะ

ไปเที่ยวมาเลย์คราวนี้อาจไม่ได้เจออะไรที่หวือหวามากนัก แต่สิ่งใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งเก่าๆ ที่ช่วยให้เราได้ฉุกคิดก็อาจจะกลับมาเป็นประโยชน์กับเราในวันข้างหน้าได้นะครับ

อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 2

20180310_malay2

วันพุธที่ 8 มีนาคม 7 โมงเช้า

หลังจากได้นอนไปประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว (ขณะที่แฟนต้องปั๊มนมให้ลูกก่อน) และรีบขึ้นไปทานอาหารเช้าที่ชั้นบนสุดของโรงแรม

เป็นมื้อเช้าที่ไม่ค่อยมีความสุขซักเท่าไหร่ เพราะต้องรีบกิน และอาหารแต่ละอย่างรสชาติก็ไม่ค่อยถูกปากเรา มันบด (mashed potato) นั้นเหลวจนเหมือนซุป ไส้กรอกไก่ก็รสชาติแปลกๆ วอฟเฟิลก็ชืดๆ จะมีที่โอเคอยู่หน่อยคือหมี่ผัดและน้ำผลไม้ที่เขาบรรจุใส่่ขวดใหญ่แช่น้ำแข็งเอาไว้ให้

ทานข้าวเสร็จก็ลงมาที่ล็อบบี้เพื่อพบกับเพื่อนร่วมบริษัท (ของแฟน) ชาวเวียดนามและชาวอินโด ตอนแรกเจอแค่คนเวียดนามก่อน ยืนรอคนอินโด 15 นาทีก็ยังไม่เจอตัว เลยตัดสินใจเรียกแท๊กซี่เลย (ตอนนั้นเวลา 8.40 แล้ว เริ่มเทรน 9 โมงเช้า) โรงแรมบอกว่าเดี๋ยวแท๊กซี่ก็มาถึงแล้ว พวกเราเลยออกไปยืนด้านหน้า รออยู่สิบกว่านาทีก็ยังไม่มา เลยเข้าไปถามโรงแรมอีกครั้ง โรงแรมบอกว่าอีก 7 นาทีมาถึง พวกเราก็ยืนรอต่อไปอีกยี่สิบนาทีก็ยังไม่มาเลยตัดสินใจมานั่งรอดีกว่า สรุปกว่าจะได้แท๊กซี่ก็ปาเข้าไป 9.15 แล้ว สายอย่างไม่ต้องลุ้น

ส่งแฟนขึ้นแท๊กซี่เรียบร้อย ผมก็เดินเล่นเตร็ดเตร่แถวนั้น ฝั่งตรงข้ามโรงแรมเป็นย่านออฟฟิศ คนเยอะเป็นกระจุกๆ ตาม Starbucks ร้านก๋วยเตี๋ยว และร้านข้าวแกง แต่ดูแล้วยังไม่อยากิน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือตู้ display อาหารเขามันดูโล่งๆ คล้ายๆ โรงอาหารตอนหลังเลิกเรียน จนดูเหมือนไม่มีอะไรขาย ก็เลยพลอยทำให้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรน่ากินเลย

ผมกลับมาที่ห้องนอนเพื่อนั่งทำงานยาวจนไปถึงบ่ายสองตามเวลาท้องถิ่น จึงเดินลงไปหาข้าวเที่ยงกิน ตัดสินใจเดินเข้าร้าน Hey Noodle ที่เต็มไปด้วยคนคลาคล่ำ ผมเดินไปหาโต๊ะตัวที่เล็กที่สุดที่ยังว่างอยู่ สั่งก๋วยเตี๋ยวซี่โครงหมูราคา 15 ริงกิต (120 บาท) มาทาน เมื่อของมาเสิร์ฟจึงเห็นว่าน้ำซุปนั้นเหมือนข้าวซอยเลย ส่วนเส้นก็จะคล้ายๆ เส้นยากิโซบะ ทานเข้าไปคำแรกจืดๆ แต่พอคำถัดไปเหมือนลิ้นเริ่มปรับตัวได้และรับรู้รสชาติมากขึ้น

เครื่องปรุงบนโต๊ะมีแค่อย่างเดียวคือน้ำพริกเผา ทำให้ผมคิดถึงพวงพริกขึ้นมาฉับพลัน
อาหารบ้านเรา customize ได้ทุกท่า อยากเติมเค็ม เติมเผ็ด เติมเปรี้ยว เติมหวานได้หมด

เมืองไทยน่าจะเป็นเมืองที่ให้ “อิสรภาพทางรสชาติอาหาร” มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเอาแต่ปรุงรสอย่างที่เราชอบ เราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่ารสชาติที่แท้จริงของอาหารจานนั้นคืออะไร

กินอาหารเสร็จก็กลับขึ้นมานั่งทำงานที่ห้องนอนต่อ แต่รอบนี้มีอาการคันจมูกเป็นสัญญาณว่าโรคภูมิแพ้กำลังจะมา มองไปรอบห้องหน้าต่างกระจกทุกบานเป็นแบบปิดตาย ไม่สามารถเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้เลย ซึ่งโรงแรมในไทยไม่น่าจะเป็นอยางนี้

แฟนกลับมาถึงโรงแรมตอน 6 โมงเย็น เอาของขึ้นไปเก็บ ปั๊มนมเสร็จแล้วเราจึงเดินลงมาหาอะไรกิน โรงแรมที่เราอยู่นั้นติดกับห้าง One City ตรงกลางเป็นพื้นที่โปร่งชั้นล่างทั้งสองด้านมีแต่ร้านอาหาร แต่ทุกร้านมีคนนั่งโหรงเหรง ร้านที่คนเยอะสุดคือ Old Town White Coffee ซึ่งเป็นร้าน chain ของมาเลเซียเค้า (อารมณ์คล้ายๆ S&P บ้านเรา)

เดินขึ้นไปชั้น 2-4 มีคนเดินนับหัวได้จนแปลกใจว่าอยู่มาได้ยังไงนานขนาดนี้ เราเดินข้ามสะพานไปห้างอีกฝั่งหนึ่งอาการยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะไม่มีร้านอาหาร ไม่มีคนเดิน มีแต่คนที่ยืนประจำร้านอย่างเหงาๆ ยังดีที่ชั้นใต้ดินมี Super Market ที่ยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง

เราเดินกลับมาที่ตึกเดิมและตัดสินใจเข้าร้านที่ดูโฮมมี่ๆ หน่อย สั่งคาโบนาร่า, fish n chips และ ซุปเห็ดมา

ไม่อร่อยซักอย่างเดียว เหมือนเป็นอาหารที่ไม่ตั้งใจทำ น้ำมะนาวเหมือนผสมน้ำเปล่ามา แฮมในคาโบนาร่าก็เหมือนแฮมปลอมๆ ส่วน fish & chips ก็จืดชืดมาก แฟนบอกว่ากินข้าวที่นี่มาสามมื้อยังไม่เจอมื้ออร่อยเลย และพวกเราก็ตั้งสมมติฐานกันว่า อาจเพราะประเทศนี้เคยลำบากมาก่อนรึเปล่า เวลาทำอาหารจึงดูเขียมๆ ยั้งๆ ใส่เครื่องแบบประหยัดๆ

กินเสร็จจึงเดินกลับไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง ที่นี่เขาจะไม่ให้ถุงพลาสติก ถ้าอยากได้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ขนมหลายอย่างเขาก็ทำออกมาแบบเป็นหูหิ้วให้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหากเราอยากรณรงค์ให้คนใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง

กลับถึงห้องประมาณสามทุ่ม อาบน้ำอาบท่า ปั๊มนม และแฟนผมก็หลับเป็นตาย ส่วนผมก็อ่านหนังสือเล่มนึงที่พกมาด้วยจนจบเล่ม

เป็นวันที่ดูจ๋อยๆ หงอยๆ

หวังว่าพรุ่งนี้ (ซึ่งเป็นวันสุดท้าย) จะมีสีสันกว่านี้นะ