สตีฟ จ๊อบส์ ไม่ให้ลูกเล่น iPad

20190112_jobsnoipad

ตอนปลายปี 2010 หลังจาก iPad เปิดตัวได้ไม่กี่เดือน นักข่าวสาย tech คนหนึ่งถามจ๊อบส์ว่า

“ลูกๆ ของคุณคงชอบไอแพดมากเลยล่ะสิ”

จ๊อบส์ตอบว่า

“เด็กๆ ยังไม่เคยใช้ไอแพดเลย ที่บ้านเรามีกฎชัดเจนว่าเด็กๆ เล่นของพวกนี้ได้มากแค่ไหน”

คริส แอนเดอร์สัน (Chris Anderson) อดีตบ.ก.นิตยสาร Wired ก็จำกัดจำนวนชั่วโมงการใช้งานและติดตั้ง parental control กับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพาทุกชนิดที่อยู่ในบ้าน จนเด็กๆ บ่นว่าพ่อแม่เผด็จการจัง แต่แอนเดอร์สันรู้ดีว่าเทคโนโลยีพวกนี้มันอันตรายแค่ไหน เขาไม่อยากเห็นลูกๆ ต้องติดมือถือเหมือนพ่อแม่

อีแวน วิลเลี่ยมส์ ผู้ก่อตั้ง Twitter และ Medium บอกว่าแทนที่จะให้เล่นไอแพด เขาซื้อหนังสือเด็กเป็นร้อยเล่มวางไว้ทั่วบ้านให้เด็กได้หยิบอ่านได้ตามอัธยาศัย

Walter Isaacson ที่เขียนหนังสือชีวประวัติของจ๊อบส์เคยเล่าไว้ว่า

“ทุกๆ เย็นสตีฟขอให้ทุกคนมานั่งกินข้าวกันพร้อมหน้า พูดคุยกันเรื่องหนังสือหรือประวัติศาสตร์รวมถึงเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ผมไม่เคยเห็นใครหยิบไอแพดหรือคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใช้ และเด็กๆ ก็ไม่มีวี่แววว่าติดมือถือเลยซักนิด”

มือถือและไอแพดเป็นตัวช่วยให้การเลี้ยงลูกง่ายขึ้น แค่ยื่นจอให้ ลูกก็เลิกงอแง นั่งอยู่กับที่ได้ทั้งวัน ป้อนข้าวก็สะดวก

แต่อะไรที่ง่าย ทำบ่อยๆ เข้าก็จะกลายเป็นมักง่ายได้

เราไม่ควรเป็นพ่อแม่ที่มักง่ายครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The New York Times: Steve Jobs Was a Low-Tech Parent

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความลับของความสุข

20190112_happinesscode

คือคาดหวังให้น้อยลง

เพราะสมการความสุขถอดออกมาได้ตามนี้

Happiness = Reality – Expectations

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าความจริงมันดีกว่าที่หวัง เราก็มีความสุข (ผลลัพธ์เป็นบวก)

ถ้าความจริงมันแย่กว่าที่หวัง เราก็มีความทุกข์ (ผลลัพธ์เป็นลบ)

การเจริญสติภาวนา ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลดความคาดหวัง ทั้งหวังที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา หรือหวังที่จะหลีกหนีจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

เมื่อความคาดหวังเท่ากับศูนย์ ความจริงจะเป็นอย่างไรคะแนนน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ยังเป็นบวกได้อยู่ดี

บางคนอาจถามว่า แล้วถ้าความจริงมันเป็นค่าติดลบล่ะ?

ฝนตกเป็นบวกหรือลบ? ถ้าเป็นชาวนาก็ย่อมให้ค่าบวก เป็นคนกรุงขับรถก็ย่อมให้ค่าลบ

แผ่นดินไหวเป็นบวกหรือลบ? ถ้ามันเกิดในทะเลไกลโพ้น ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย เราก็ไม่เคยใส่ใจอยู่แล้วจริงมั้ย?

จะบวกจะลบมนุษย์เป็นคนให้ค่าทั้งสิ้น

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าไม่มีคนซะอย่าง ความจริง = 0, ความคาดหวัง = 0, ความสุขก็เท่ากับ 0

สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา นิ่งสงบเย็นสบายเป็นอนันต์

พูดเรื่องความสุขอยู่ดีๆ ไปลงเรื่องธรรมะซะอย่างนั้น

กลับมาที่โลกแห่งความจริง สำหรับมนุษย์ 99.99% ที่ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อเราอยู่ในโลกสมมติก็ต้องใช้สมมติให้เป็นประโยชน์

เมื่อเรายังมีตัวเราอยู่ ยังให้ค่าบวกลบกับความจริงและความคาดหวังอยู่ ถ้าอยากสุขมากๆ ก็ต้อง maximize ความจริง หรือไม่ก็ minimize ความคาดหวัง

maximize ความจริงนั้นทำได้แต่ต้องออกแรง ใช้เวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้

minimize ความคาดหวัง ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกปรือเช่นกัน แต่ข้อดีคือมันไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอะไรเลย

ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานรถขยะ

20190107_garbage

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งผมเรียกแท๊กซี่ไปสนามบิน ระหว่างทางมีรถสีดำพุ่งออกมาจากที่จอดรถกะทันหัน คนขับแท๊กซี่เหยียบเบรคดังเอี๊ยดจนผมหน้าคะมำ โชคดีที่เบรคทัน

คนขับรถสีดำลดหน้าต่างลง ตะโกนใส่เราและยกนิ้วกลางให้ แต่พี่แท๊กซี่กลับโบกมือบ๊ายบายและยิ้มตอบ

“ทำไมพี่ใจเย็นจัง เค้าเป็นฝ่ายผิดแท้ๆ” ผมอดถามไม่ได้

“ก็งี้แหละน้อง คนบางคนก็เหมือนรถขยะที่ขนความหงุดหงิด ความโกรธ ความผิดหวังเอาไว้เต็มคันรถ พอหนักๆ เข้าก็ต้องหาที่ทิ้ง ซึ่งบางครั้งเขาก็มาทิ้งใส่เราพอดี ดังนั้นอย่าไปถือสาเค้าเลย แค่ยิ้มและโบกมือบ๊ายบายขอให้เขาโชคดี ทำอย่างนี้แล้วสบายใจกว่ากันเยอะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก The Law of the Garbage Truck: How to Respond to People Who Dump on You, and How to Stop Dumping on Others

สิ่งที่ดีทำให้เราพลาดสิ่งที่ดีที่สุด

20190110_good_vs_best

เราไม่ได้มีปัญหาที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่เลวร้าย เพราะเราเกิดมาพร้อมสมองและจิตสำนึกที่ดีอยู่แล้ว

โจทย์ที่ยากกว่านั้นมาก ก็คือการแยะแยะให้ได้ระหว่างสิ่งที่ดี กับสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราไม่ระวัง เราจะเอาแต่ทำสิ่งดีๆ มากมาย จนไม่มีเวลาและกำลังเหลือไปทำสิ่งที่ดีที่สุด

ขอยกตัวอย่างสามเรื่องที่เกี่ยวพันกับคอนเซ็ปต์นี้

งานที่ทำ – แต่ละวันเรามีงานให้ต้องทำหลายสิบอย่าง และปัญหาไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่ขยัน เพราะจริงๆ แล้วเราขยันกันมาก ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ แต่พอใครมาถามว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจกับงานชิ้นไหนบ้าง เรากลับตอบไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันเบลอๆ เหมือนๆ กันไปหมด

“There are so many people working so hard and achieving so little.”

-Andy Grove

เราขยันกันมาก แต่เราอาจขยันผิดจุด

การจะเติบโตได้ในโลกปัจจุบัน การเป็นคนขยันอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องขยันแบบมียุทธศาสตร์ เพราะต่อให้ทำเร็วแค่ไหนงานก็ไม่มีทางเสร็จหมด สู้หันกลับมาช้าลง คิดให้มากขึ้น แล้วลงมือแบบซามูไรที่จ้องอยู่นานก่อนจะฟันแค่ดาบเดียว

—–

จัดบ้านแบบ konmari – หลายต่อหลายคนมักจะรู้สึกว่า “ไม่มีเสื้อผ้าใส่” ทั้งๆ ที่มีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้ ต้นเหตุที่แท้จริงก็คือ “เสื้อผ้าดีๆ” มาเบียดบัง “เสื้อผ้าที่ดีที่สุด” จนเราเกิดความรู้สึกว่าต้องซื้อเสื้อผ้ามาเพิ่มตลอดเวลา ซึ่งก็แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวก่อนจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม

สิ่งที่ คนโด มาริเอะ สอนก็คือ เราควรจะหยิบเสื้อผ้าทุกตัวมากองเอาไว้ หยิบมันขึ้นมาทีละชิ้นและถามตัวเองว่ามันยัง spark joy หรือยังทำให้เราชื่นใจได้หรือไม่

เสื้อผ้าที่ spark joy คือ “เสื้อผ้าที่ดีที่สุด” ส่วนเสื้อผ้าที่ไม่ spark joy แล้วคือ “เสื้อผ้าที่ดี” ที่เราควรปล่อยมันไปหาเจ้านายใหม่

—–

กิจกรรมต่างๆ ในชีวิต – เรามีทางเลือกมากมายเหลือเกิน จะเล่นมือถือทั้งวันก็ได้ อ่านการ์ตูนใน iPad ก็ได้ เข้า Youtube ก็ได้ เล่น ROV ก็ได้ ดู Netflix ก็ได้

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น เพลิดเพลินทั้งนั้น แต่ถ้าเราใช้เวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป เราก็จะไม่เหลือเวลาให้กับ “กิจกรรมที่ดีที่สุด” เช่นการดูแลร่างกายตนเอง (กินให้ดี นอนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย) การพูดคุยกับคนในครอบครัว การได้อยู่กับตัวเอง รวมถึงการได้ลงมือทำตามความฝันหรือสิ่งที่ตัวเองรักอย่างแท้จริง

ชีวิตคนในศตวรรษที่ 21 นั้นมีทางเลือกมากกว่าบรรพบุรุษของเรานับร้อยนับพันเท่า เราจึงเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นหลุดเข้าไปในร้านบุฟเฟ่ต์ อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ใช่ เมื่อตัดสินใจไม่ได้ เราจึงหยิบกินมันเสียทุกอย่าง

เราจึงอิ่มท้องเสมอแต่แทบไม่เคยอิ่มใจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ผมจึงเชื่อว่าการแยกแยะให้ออกระหว่าง “สิ่งที่ดีที่สุด” กับ “สิ่งที่ดี” เป็นหนึ่งในทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับพ.ศ.นี้ครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้ารู้สึก depressed

20190109_depressed

1. ให้นั่งเขียนเป้าหมายหรือสิ่งที่เราอยากทำ จะกี่อย่างก็ได้ เช่น

ดูคอนเสิร์ตบอดี้แสลม
เที่ยวญี่ปุ่น
จัดห้องให้หายรก
เปิดบล็อก
มีแฟน

2. ข้างเป้าหมายแต่ละข้อ ให้เขียน next action ที่ทำได้เดี๋ยวนี้เลย

ดูคอนเสิร์ตบอดี้แสลม | โพสต์สเตตัสถามหาบัตร
เที่ยวญี่ปุ่น | หาตั๋วถูกในเว็บ Google Flights
จัดห้องให้หายรก | เอาขยะในห้องไปทิ้ง
เปิดบล็อก | เข้า WordPress แล้วสมัครสมาชิก
มีแฟน | บอกเพื่อนให้เอารูปเราลงเพจแม่สื่อแม่ชัก

3. ลงมือทำ next action นั้น

Depressed ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงป่วยเป็นโรคซึมเศร้านะครับ แต่อาจเป็นเพียงอาการเริ่มต้นของคนเบื่อโลก ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากลุกจากเตียง ถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็อาจจะแย่ลงได้ เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในหัวเรามากเกินไป วิธีที่อาจจะช่วยได้ดีคือลงมือทำอะไรซักอย่างเพื่อให้เราออกมาอยู่นอกหัวมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจากพ็อดคาสท์ The School of Greatness: Ben Shapiro – Problem Solving in Life and Business 

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 11 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt