จุดอ่อนของสภาวะ Flow

“Flow” คือสภาวะของการที่เราอินกับกิจกรรมตรงหน้าจนลืมเวลา

คนที่เสนอคอนเซ็ปต์ Flow มีนามว่า Mihaly Csikszentmihaly (อ่านว่า มีไฮ ชิกเซ็นมีไฮ) นักจิตวิทยาสัญชาติอเมริกัน-ฮังกาเรียน

ชิกเซ็นมีไฮบอกว่า Flow คือการมีสมาธิอยู่ในงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป

Flow จึงเปรียบเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน

แต่การเข้าสู่ Flow ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เคยมีการทดลองให้นักเบสบอลซ้อมตีลูกกับเครื่องยิงลูกเบสบอล

การซ้อมแบบแรก เครื่องยิงถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงลูกตรงสลับกับลูกโค้งด้วยแพทเทิร์นที่สม่ำเสมอ เช่นตรงสามครั้ง โค้งหนึ่งครั้ง

การซ้อมแบบที่สอง เครื่องยิงลูกถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงแบบสุ่ม ตรงบ้าง โค้งบ้าง

นักเบสบอลบอกว่าการซ้อมแบบแรกนั้นเขาสนุกมาก รู้สึกว่าตัวเองตีได้ดี ได้เข้าสู่ Flow state ที่ทำให้เขาสนุกกับการซ้อมและมีความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนการซ้อมแบบที่สองนั้น นักเบสบอลบอกว่าหงุดหงิดมากเพราะตีพลาดไปเยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชประเมินว่าการซ้อมแบบที่สองต่างหากที่ทำให้นักเบสบอลเก่งขึ้นได้เร็วกว่า

เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนรู้สึกว่าไม่เก่ง (Learning almost always involves incompetence)

ดังนั้นการพาตัวเองไปสู่จุดที่เราต้อง struggle จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะมันคือหนทางที่จะพาเราเลื่อนชั้นไปสู่ next level ได้

ดังนั้น ถ้าอยากเก่งขึ้น การเข้าสู่ Flow อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าหนทางครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

บริษัทเรามีรีเซ็ปชั่นไว้ทำไม?

บริษัทใหญ่ๆ แทบทุกที่จะมี “พนักงานต้อนรับ” ที่นั่งหลังเคาท์เตอร์เพื่อคอยตอบคำถามผู้มาติดต่อและโทรแจ้งพนักงานให้ออกมารับแขก

แต่ในยุคที่มีโทรศัพท์มือถือ ใครมาถึงก็โทรหาคนที่อยากเจอได้ทันที เรายังจำเป็นต้องมีรีเซ็ปชั่นอยู่อีกหรือ?

แน่นอนว่าอาจจะมีแขกที่ walk-in และไม่รู้จักใครอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเป็นส่วนน้อย และหน้าที่ของรีเซ็ปชั่นก็แค่การเมคชัวร์ว่าคนเหล่านี้ไม่ทำอะไรแผลงๆ เช่นเดินเข้าประตูไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

ถ้าทำแค่นั้น รีเซ็ปชั่นก็เป็นเพียง “รปภ.โลว์เทคที่แต่งตัวดี” (low-tech security guards in nice clothes) และงานของเขาหรือเธออาจจะหมดความหมายในอนาคตอันใกล้นี้

แต่ถ้ามองว่างานรีเซ็ปชั่นคือการสร้าง first impression ที่ดีให้กับคนที่มาติดต่อ มันคือการทำ company branding อย่างหนึ่ง พนักงานต้อนรับก็อาจจะแต่งตั้งตัวเองให้เป็น VP of Reception โดยไม่ต้องรอให้ใครบอก

  • เก็บข้อมูลมาว่าวันนี้ใครจะเยี่ยมออฟฟิศบ้าง แล้วทักทายแขกแบบคนที่ทำการบ้านมาอย่างดี “สวัสดีค่ะคุณธวัชชัย เมื่อเช้าไฟลท์จากเชียงใหม่โอเคดีมั้ยคะ?”
  • ของบซื้อลูกอมมาใส่ไว้ในโถให้แขกหยิบกินได้
  • ทำไมต้องรอให้แขกถามทุกครั้งว่าห้องน้ำไปทางไหน ติดป้ายให้ชัดเจนไปเลย
  • ระหว่างที่นั่งว่างๆ ทำไมไม่เสิร์ชหาข่าวล่าสุดของบริษัท ปริ๊นท์ออกมาใส่แฟ้มไว้ให้แขกนั่งพลิกอ่านระหว่างรอ
  • ถ้าบริเวณนั้นมีสมาร์ททีวี ก็เปิด Youtube รายการดีๆ ให้แขกนั่งดูเพลินๆ ได้

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ใน JD (Job Description) หรือ R&R (Roles & Responsibilities) ของพนักงานต้อนรับ แต่ถ้าทำได้ พนักงานต้อนรับคนนั้นก็จะสร้างคุณค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าพนักงานต้อนรับคนใดในประวัติศาสตร์ แถมการทำงานก็จะมีความสนุกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

แม้ตัวอย่างจะเป็น Receptionist แต่จริงๆ แล้วเราควรจะถามคำถามเดียวกันนี้กับงานที่เราทำอยู่ ว่าโดยแท้จริงแล้วหน้าที่ของเราคืออะไร บทบาทอะไรที่กำลังจะไม่ relevant อีกต่อไปเพราะเทคโนโลยีทำแทนได้แล้ว และบทบาทอะไรที่เราสามารถจะทำเพิ่มขึ้นได้เพื่อให้งานของเราสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

เป็นหัวหน้าอย่า add value มากเกินไป

ปัญหาคลาสสิคของหัวหน้าที่ฉลาดคือการ add value มากเกินไป

เวลาลูกน้องมีไอเดียดีๆ อะไรมานำเสนอ หัวหน้ามักอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น

“เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พี่ว่าทำแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า”

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า และน้องก็มาหาเราเพราะต้องการคำแนะนำ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ คำแนะนำของเราอาจจะทำให้ไอเดียดีขึ้น 5% แต่ทำให้ commitment ของน้องน้อยลงไป 50%

เพราะเมื่อหัวหน้าออกความเห็นมากเกินไป ไอเดียนั้นมันจะกลายเป็นไอเดียของหัวหน้า ไม่ใช่ไอเดียของน้องแล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือ ownership ย่อมน้อยลงไปเยอะ

งานจะออกมาดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ สองปัจจัย คือ

คุณภาพของไอเดีย x ความทุ่มเทในการเข็นไอเดียออกมาให้สำเร็จ

Quality of the idea x the commitment to make it work

ดังนั้น ในฐานะหัวหน้า เราต้องระวังที่จะไม่ add value มากเกินไป

เพราะบรรทัดสุดท้ายอาจจะได้ของที่แย่กว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Marshall Goldsmith: Adding Too Much Value

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things

19 สัญญาณของความเป็นผู้ใหญ่

  1. ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์
  2. อดทนฟังทั้งๆ ที่คันปาก
  3. มองไกลกว่าหนึ่งช็อต
  4. ความสัมพันธ์มาก่อนการเป็นฝ่ายถูก
  5. ทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครล่วงรู้
  6. รู้ว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
  7. เห็นต่างด้วยความเคารพอีกฝ่าย
  8. อ่อนน้อมแม้แต่กับคนที่อ่อนกว่า
  9. สนใจเรื่องราวของคู่สนทนามากกว่าอยากเล่าเรื่องราวของตัวเอง
  10. ยินดีอย่างจริงใจในความสำเร็จของคนอื่น
  11. ให้เครดิตคนอื่นเสมอ
  12. ไม่ด่วนตัดสินคน ไม่ด่วนฟันธง
  13. เข้าใจว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แน่
  14. หนักแน่นแต่อ่อนโยน
  15. เด็ดขาดแต่ใจเย็น
  16. ไม่แสวงหาการยอมรับ
  17. ทำเยอะเรียกร้องน้อย
  18. ความสามารถสูง ความต้องการต่ำ
  19. ข้างนอกอย่างไรข้างในอย่างนั้น