นิทาน Growth Mindset

เมล็ดสองเมล็ดฝังอยู่ในดินใกล้ๆ กัน

เมล็ดแรกบอกกับตัวเองว่า

“ฉันอยากโตเต็มแก่แล้ว! ฉันจะออกรากเพื่อดูดซึมสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ใต้ดินนี้ แล้วฉันก็จะแตกหน่อทะลุดินขึ้นไป ฉันจะออกไปรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แล้วฉันก็จะออกดอกออกผลให้งดงามไปเลยล่ะ!”

แล้วเมล็ดแรกก็เติบโตไปตามครรลอง

เมล็ดที่สองบอกกับตัวเองว่า

“ฉันกลัว! ถ้าฉันออกรากไปที่ใต้ดินมืดๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ถ้าฉันพยายามทะลุดินขึ้นไปหน่อของฉันจะหักจะงอรึเปล่าก็ไม่รู้ แดดคงร้อนน่าดู แล้วถ้าฉันออกดอกแล้วมีเด็กมาเด็ดไปจะทำยังไง ฉันขอรอดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า”

วันหนึ่งไก่เดินมาเขี่ยพื้นแถวนั้น เมล็ดที่สองเลยโดนไก่กิน


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ Chicken Soup for the Soul

จะเป็นเพื่อนกับอดีตหรือเป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

อดีตนั้นใจแข็งเป็นหิน ต่อให้เราอยากกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ทำไม่ได้แล้ว

อดีตไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สองกับเรา ผิดกับปัจจุบันที่ให้โอกาสครั้งที่สอง ครั้งที่สาม-สี่-ห้ากับเราเสมอ

กับปัจจุบันนั้น เรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ก็เหลือแต่ว่าเราจะเลือกคบกับใครมากกว่ากัน

จะเป็นเพื่อนกับอดีตที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากระลึกถึงและเรียนรู้จากมัน

หรือจะเป็นเพื่อนกับปัจจุบันที่โคตรใจกว้าง และพร้อมอยู่เคียงข้างเราไปตลอดทางครับ

อะไรคือชัยชนะที่แท้จริง

เราถูกสอนมาว่า ชีวิตต้องมีเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายที่ยาก และพยายามอย่างมากมายเพื่อพิชิตเป้าหมายนั้น ตอนพิชิตได้มันก็ฟินอยู่ แต่พอเสร็จแล้วก็ต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า “แล้วยังไงต่อ?”

คำตอบที่มักจะได้ ก็คือ ตั้งเป้าหมายให้ท้าทายกว่าเดิม แล้วเราก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

แล้วมันจะไปจบลงที่ตรงไหน มันคือการทรมานทรกรรมร่างกายในนามของการบรรลุศักยภาพหรือการพิชิตความฝันรึเปล่า

เพราะถ้าเราเอาแต่ตั้งเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ เราก็กำลังเล่นอยู่ในเกมที่ไม่มีวันชนะ

และชัยชนะที่แท้จริง คือการที่เราพอใจในจุดที่เรายืนอยู่ ไม่มีความรู้สึกว่าต้องตั้งเป้าหมายอะไรให้ท้าทายกว่านี้แล้วรึเปล่า

พอใจไม่ได้แปลว่าใส่เกียร์ว่าง ไม่ได้แปลว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่มันคือการรักษาระดับให้อยู่บนทางสายกลาง ไม่หย่อนเกินไป และต้องไม่ตึงเกินไป

เพราะดีเกินดีคือไม่ดี

และดีที่สุดคือพอดีครับ

คนที่เราชื่นชมเคยเป็นมือสมัครเล่นมาก่อน

ศิลปินที่เราชื่นชอบเคยแต่งเพลงแย่ๆ มาก่อน

นักเขียนนิยายคนโปรดเคยเขียนไม่ได้เรื่องมาก่อน

เชฟร้านดังเคยทำไข่เจียวไหม้มาก่อน

ตอนเริ่มต้น ทุกคนเป็นมือสมัครเล่นด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ทำครั้งแรกแล้วมันจะเลิศเลอเพอร์เฟกต์

ความแตกต่างของมือสมัครเล่นอย่างเรากับมืออาชีพอย่างเขาอาจมีแค่สามข้อ

หนึ่งคือเขาลงมือ

สองคือเขาเรียนรู้

สามคือเขาไม่หยุด

ไม่มีใครเป็นยอดมนุษย์มาแต่กำเนิด แต่ด้วยการฝึกฝนและเคี่ยวกรำ คนธรรมดาก็สามารถทำสิ่งที่เหนือธรรมดา และมือสมัครเล่นก็กลายเป็นมืออาชีพ

เราเองก็เป็นมืออาชีพได้ เพียงทำสามข้อที่กล่าวมา

ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง

ที่นี่คือจุดหมาย

ผมได้อ่านบทความ Parenting : Who is it really for? ของ Derek Sivers ที่เล่าให้ฟังว่า เวลาเขาอยู่กับลูกชายวัย 5 ขวบ เขาจะปิดคอมและมือถือ และไม่ว่าลูกจะเล่นอะไรอยู่ เขาจะปล่อยให้ลูกเล่นจนกว่าจะพอใจ จะไม่มีการไปเร่งลูก จะไม่เคยบอกกับลูกเลยว่า “พอแล้ว ไปกันได้แล้ว!”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก และยังไม่เคยเห็นพ่อแม่คนไหนทำอย่างนั้น-รวมถึงตัวเองด้วย


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ผมเสียเพื่อนรักคนหนึ่งไปด้วยโรคมะเร็งสมอง ระหว่างที่นั่งพนมมือฟังพระสวดฌาปนกิจ ภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือลูกชายวัยสามขวบของเพื่อนคนนี้ที่วิ่งไปวิ่งมาในงาน เขาอาจยังไม่รู้ตัวว่าคนที่มีความหมายกับเขามากที่สุดคนหนึ่งได้จากไปแล้ว

บางทีความตายก็เหมือนการเล่นรูเล็ต อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงมาตกกับคนนั้นหรือคนนี้ บางคนอาจเรียกว่าเป็นกรรม บางคนเชื่อว่าเป็นฟ้าลิขิต บ้างก็เรียกว่ามันเป็นความ random ของชีวิต ผมรู้เพียงแต่ว่าผมกับเพื่อนก็อายุเท่ากัน เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนกัน ผมไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ผม deserve ที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเพื่อนผมคนนี้แม้แต่น้อย

ในวันนั้นผมกลับจากงานศพด้วยความรู้สึกว่าผมอยากเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ เพื่อเป็นการชดเชยให้กับเพื่อนที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น


สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไปดูหนังเรื่อง Soul ที่ว่าด้วยคุณครูสอนดนตรีผิวดำที่มีความฝันมาตลอดชีวิตว่าอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สมืออาชีพ แต่เมื่อถึงวันที่เขาสมหวังและจะได้ขึ้นเล่นกับศิลปินคนโปรด เขากลับต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน

ผมคงไม่เล่าอะไรที่เป็นการสปอยล์หนัง แต่ขอเล่าแก่นแกนของหนังที่ย้ำเตือนว่า หากเราเอาแต่จับจ้องไปที่ยอดเขา เราจะลืมชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง


ตอนเราเป็นเด็ก เราอยากเรียนให้จบไวๆ อยากหางานดีๆ ทำ อยากมีแฟนที่เราถูกใจ อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว อยากมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคง เพื่อให้ครอบครัวของเราและคนที่เรารักมากที่สุดมีอนาคตที่ดี แต่เมื่อเราหมกมุ่นกับการสร้างอนาคตมากเกินไป เราก็อาจหลงลืมปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เรามีอย่างแท้จริง

เวลาที่ลูกชวนเราเล่น แต่เราไม่ว่างเพราะต้องเช็คเมล ต้องทำรายงาน ต้องอะไรก็แล้วแต่ เราควรหยุดถามตัวเองว่า ที่เรามุ่งมั่น ที่เราแสวงหาอะไรต่างๆ นานา สุดท้ายแล้วก็เพื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเราตรงนี้ไม่ใช่หรือ

ความสุขไม่ได้อยู่ในอนาคต จุดหมายไม่ได้อยู่ไกลสุดขอบฟ้า

สำหรับใครหลายคน เราเดินทางมาถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราอาจจะเคยชินกับการออกล่าขุมทรัพย์มาเนิ่นนานเสียจนมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่เราเคยพยายามแทบตายเพื่อให้ได้มา

บางทีเราก็ต้องเงยหน้าขึ้น เพื่อจะได้พบว่าไม่มีที่ไหนให้ต้องไปอีก

เพราะที่นี่-ตรงนี้คือจุดหมายครับ