ที่นี่คือจุดหมาย

ผมได้อ่านบทความ Parenting : Who is it really for? ของ Derek Sivers ที่เล่าให้ฟังว่า เวลาเขาอยู่กับลูกชายวัย 5 ขวบ เขาจะปิดคอมและมือถือ และไม่ว่าลูกจะเล่นอะไรอยู่ เขาจะปล่อยให้ลูกเล่นจนกว่าจะพอใจ จะไม่มีการไปเร่งลูก จะไม่เคยบอกกับลูกเลยว่า “พอแล้ว ไปกันได้แล้ว!”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจมาก และยังไม่เคยเห็นพ่อแม่คนไหนทำอย่างนั้น-รวมถึงตัวเองด้วย


เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ผมเสียเพื่อนรักคนหนึ่งไปด้วยโรคมะเร็งสมอง ระหว่างที่นั่งพนมมือฟังพระสวดฌาปนกิจ ภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือลูกชายวัยสามขวบของเพื่อนคนนี้ที่วิ่งไปวิ่งมาในงาน เขาอาจยังไม่รู้ตัวว่าคนที่มีความหมายกับเขามากที่สุดคนหนึ่งได้จากไปแล้ว

บางทีความตายก็เหมือนการเล่นรูเล็ต อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงมาตกกับคนนั้นหรือคนนี้ บางคนอาจเรียกว่าเป็นกรรม บางคนเชื่อว่าเป็นฟ้าลิขิต บ้างก็เรียกว่ามันเป็นความ random ของชีวิต ผมรู้เพียงแต่ว่าผมกับเพื่อนก็อายุเท่ากัน เป็นคนปกติธรรมดาเหมือนกัน ผมไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ผม deserve ที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเพื่อนผมคนนี้แม้แต่น้อย

ในวันนั้นผมกลับจากงานศพด้วยความรู้สึกว่าผมอยากเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ เพื่อเป็นการชดเชยให้กับเพื่อนที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น


สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไปดูหนังเรื่อง Soul ที่ว่าด้วยคุณครูสอนดนตรีผิวดำที่มีความฝันมาตลอดชีวิตว่าอยากเป็นนักดนตรีแจ๊สมืออาชีพ แต่เมื่อถึงวันที่เขาสมหวังและจะได้ขึ้นเล่นกับศิลปินคนโปรด เขากลับต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน

ผมคงไม่เล่าอะไรที่เป็นการสปอยล์หนัง แต่ขอเล่าแก่นแกนของหนังที่ย้ำเตือนว่า หากเราเอาแต่จับจ้องไปที่ยอดเขา เราจะลืมชื่นชมดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมทาง


ตอนเราเป็นเด็ก เราอยากเรียนให้จบไวๆ อยากหางานดีๆ ทำ อยากมีแฟนที่เราถูกใจ อยากแต่งงาน อยากสร้างครอบครัว อยากมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคง เพื่อให้ครอบครัวของเราและคนที่เรารักมากที่สุดมีอนาคตที่ดี แต่เมื่อเราหมกมุ่นกับการสร้างอนาคตมากเกินไป เราก็อาจหลงลืมปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เรามีอย่างแท้จริง

เวลาที่ลูกชวนเราเล่น แต่เราไม่ว่างเพราะต้องเช็คเมล ต้องทำรายงาน ต้องอะไรก็แล้วแต่ เราควรหยุดถามตัวเองว่า ที่เรามุ่งมั่น ที่เราแสวงหาอะไรต่างๆ นานา สุดท้ายแล้วก็เพื่อคนที่อยู่ตรงหน้าเราตรงนี้ไม่ใช่หรือ

ความสุขไม่ได้อยู่ในอนาคต จุดหมายไม่ได้อยู่ไกลสุดขอบฟ้า

สำหรับใครหลายคน เราเดินทางมาถึงที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราอาจจะเคยชินกับการออกล่าขุมทรัพย์มาเนิ่นนานเสียจนมองข้ามคุณค่าของสิ่งที่เราเคยพยายามแทบตายเพื่อให้ได้มา

บางทีเราก็ต้องเงยหน้าขึ้น เพื่อจะได้พบว่าไม่มีที่ไหนให้ต้องไปอีก

เพราะที่นี่-ตรงนี้คือจุดหมายครับ

3 ไอเดียจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3

  1. เวลาสมองเราล้า หัวจะใหญ่ขึ้น เพราะเลือดและน้ำไขสันหลังในสมองไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของเสีย ขนาดหัวที่ใหญ่ขึ้นนั้นเล็กน้อยจนสังเกตไม่เห็นได้ด้วยตา แต่เราจะรู้สึกได้ว่าหนังศีรษะตึงขึ้น และมีอาการอื่นๆ เช่นปวดหัว เราจึงควรนวดหัวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำไขสันหลังเพื่อเป็นการขับของเสียออกไป โดยเราควรนวดหัวในช่วงพักระหว่างชั่วโมงการทำงาน
  2. Power nap คือการงีบช่วงบ่าย 1 ถึงบ่าย 3 ควรกินเวลา 15-30 นาที นานกว่านั้นไม่ดี ดังนั้นจึงควรตั้งนาฬิกาปลุกไว้โดย โดยจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องนอนให้หลับก็ได้ แค่เอนกายแล้วหลับตา 15 นาทีก็ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้เช่นกัน เพราะตอนลืมตาสมองเราจะทำงานตลอดเวลา ส่งผลให้สมองล้าขึ้นเรื่อยๆ การหลับตาโดยไม่ต้องหลับจริงๆ จึงช่วยให้สมองหายล้าได้เช่นกัน
  3. ใครที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ การทำสควอตแค่วันละ 6 ครั้งก็จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะสควอตคือการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขา หน้าท้อง หลัง หรือก้น วิธีสควอตที่ถูกต้องคือยืนกางขาให้กว้างเท่าไหล่ หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง หายใจออกแล้วค่อยๆ ยืนขึ้น ห้ามกลั้นหายใจ ห้ามโก่งหลังหรือแอ่นเอว และเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า สิ่งสำคัญคืออย่าหักโหมทำจนเจ็บเข่า ถ้าอยากเพิ่มจำนวนให้เพิ่มความถี่แทน เช่นเช้า 6 ครั้ง เย็น 6 ครั้ง

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3 มัตสึโมโตะ มิเอะ เขียน อาภากร รุจิรไพบูลย์ แปล สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์

ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป

มาราโดน่าติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 16 ปี

Macaulay Culkin ตัวเอกหนัง Home Alone โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

Michael Jackson เริ่มมีชื่อเสียงกับวง Jackson 5 ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

สิ่งที่สามคนนี้มีเหมือนกันคือพวกเขาตกเป็นทาสยาเสพติดในเวลาต่อมา จริงๆ แล้วสองในสามคนนี้เสียชีวิตเพราะยาเสพติดไปแล้วด้วยซ้ำ

ลองคิดภาพว่าถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินร้อยล้านตั้งแต่ยังอยู่ชั้นมัธยม เราจะใช้เงินนั้นไปอย่างไร และเราจะใช้ชีวิตแบบไหน

Joe Rogan นักจัดพอดคาสต์ชื่อดัง เคยบอกว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับชีวิตคนๆ หนึ่งได้ คือการถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในวัยหนุ่มสาว เพราะมันจะทำให้เขาทำอะไรไม่เป็นเลย ทักษะชีวิตก็จะไม่มีเพราะใช้เงินซื้อได้ แต่พอเงินหมดเมื่อไหร่ชีวิตก็จะลงเหวทันที

สำหรับคนที่อยู่ในวัย 30 หรือ 40 แล้วรู้สึกว่ากำลัง “โดนเด็กแซงหน้า” ก็ขอให้ระลึกไว้ว่าแต่ละคนมีความเร็วของตัวเอง บางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนก็เป็นม้าตีนปลาย อย่าเอาชีวิตเราไปเทียบกับใคร

เพราะความสำเร็จที่มาก่อนกาลอาจเป็นคำสาป

และความยากลำบากในวันนี้อาจเป็นพรอันประเสริฐครับ

นิทานไม้สั้น-ไม้ยาว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พ่อใหญ่อดีตมหาเปรียญผู้หนึ่งได้ขอให้หลวงพ่อชาอธิบายเรื่องตัณหาทั้งสามคือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

แต่แทนที่หลวงพ่อชาจะอธิบายยืดยาว หลวงพ่อกลับหยิบไม้สีฟันที่อยู่ข้างๆ มาอันหนึ่ง แล้วยกขึ้นพร้อมกับถามว่า

“ท่านมหา….ไม้นี้สั้นหรือยาว?”

ท่านมหางงจังงังอยู่พักใหญ่ เพื่อนๆที่มาด้วยกัน ๒-๓ คนก็ได้แต่มองหน้ากัน

หลวงพ่อจึงพูดต่อไปว่า

“ที่จริงไม้นี้ไม่สั้นไม่ยาว มันก็แค่นี้ แต่จะทำให้มันสั้นหรือยาวก็ได้ ในขณะที่อาตมากำลังถืออยู่นี่แหละ”

หลวงพ่อพูดแบบนี้เล่นเอาคนฟังทั้งงงทั้งตื่นเต้น เพราะคิดว่าหลวงพ่อจะแสดงอภินิหารเสกให้ไม้สีฟันสั้นหรือยาว ทุกสายตาจึงจ้องไปที่ไม้สีฟันด้วยใจจดจ่อ

หลวงพ่อได้กล่าวคาถาเป็นปริศนาว่า

“ถ้าสมมติว่าโยมอยากได้ไม้ยาวกว่านี้ ไม้นี้ก็สั้นใช่ไหม? แต่ถ้าโยมอยากได้ไม้สั้นกว่านี้ ไม้นี้ก็ยาวใช่ไหม?”

ทุกคนนิ่งเงียบ

“นี่เป็นเพราะอะไร? เป็นเพราะไม้หรือเป็นเพราะความอยากของโยม?”


ขอให้ผู้อ่านทุกคนมีไม้ที่ยาวกำลังดีในปี 2564 นี้

สวัสดีปีใหม่ครับ!

หนังสือ 3 เล่มที่ชอบที่สุดในปี 63

No Rules Rules

ผู้เขียน: Reed Hastings & Erin Myer

อ่านเมื่อ: 27 ก.ย.-14 ต.ค.63

เหมาะกับ: CEO, เจ้าของธุรกิจ และ HR

เหตุผลที่ชอบ: Reed Hastings เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบันของ Netflix ส่วน Erin Myer ก็เป็นอาจารย์ MBA ชื่อดังและเคยออกหนังสืออย่าง The Culture Map

วัฒนธรรมของ Netflix โด่งดังในหมู่สตาร์ตอัพมาสักพักแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เพราะ The Culture Deck ที่ รี้ด เฮสติ้งส์ อัปโหลดไว้ใน Slideshare ตั้งแต่ปี 2009 และมีคนเข้าไปดูแล้วถึง 20 ล้านครั้ง

หนังสือเล่มนี้เป็นการต่อยอดและลงลึกถึง Culture ของ Netflix โดยมีหลักการใหญ่ๆ สามข้อคือ

  1. Build up Talent Density สร้างความหนาแน่นของคนเก่งในองค์กร
  2. Introduce Candor ให้คนกล้าฟีดแบ็คกันเยอะๆ
  3. Remove Controls ลดกฎระเบียบกติกาหยุมหยิม

ซึ่งสามข้อนี้ต้องมาด้วยกัน จะขาดข้อหนึ่งข้อใดไม่ได้ เมื่อทำได้ดีแล้วก็สามารถยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายบริษัทแทบจะไม่ต้องมีกฎอะไรเลยดังชื่อหนังสือนั่นเอง

ถ้าองค์กรเต็มไปด้วยคนเก่ง แต่ละคนก็จะมีมาตรฐานสูงสำหรับตัวเองและผู้อื่น ดังนั้นจะไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรเหยาะแหยะหรือเสียๆ หายๆ โดยไม่ตักเตือนกัน เมื่อทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองและคอยเป็นกระจกเงาให้กันและกัน กฎกติกาต่างๆ ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป พนักงานจึงมีทั้ง freedom & responsibility ที่จะทำอะไรก็ได้แต่ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะตามมาเช่นกัน

หนังสือเล่มนี้บอกถึงความเป็นไปได้ อ่านแล้วก็จะต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “อย่างนี้ก็ได้เหรอ” เหมือนสมัยที่พี่ตูนเป็นเด็กม.ปลายและได้ดูโมเดิร์นด็อกมาแสดงคอนเสิร์ต พี่ป๊อดร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็ลงไปชักดิ้นชักงออยู่กลางเวที มันเป็นการเปิดโลกให้อาทิวราห์ ที่ในกาลต่อมาร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็วิ่งไปปีนเสาไฟ

หนังสือ No Rules Rules จะช่วยชี้ให้เห็นกำแพงที่เรามองไม่เห็น เหลือก็แต่ว่าเราจะกล้าเอาไปลองทำจริงๆ แค่ไหน

สิ่งที่คนอ่านต้องระวังคือย่าเคลิ้มเกินไป หญ้าไม่ได้สีเขียวเสียทั้งหมด ลองเข้าไปอ่านรีวิวบริษัทเน็ตฟลิกซ์ใน glassdoor.com ก็จะช่วยให้เรามีมุมมองที่บาลานซ์มากยิ่งขึ้น


ปัญญา {ฝ่า} วิกฤติ

ผู้เขียน: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

อ่านเมื่อ: 4-8 พ.ย.63

เหมาะกับ: นักการเมืองและคนที่สนอกสนใจเรื่องปัญหาบ้านเมือง

เหตุผลที่ชอบ: นี่คือพี่ภิญโญ at his best ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ออกมาเป็นเนื้อเดียวกัน ชั้นเชิงการเล่าเรื่องทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอ่านนวนิยายชั้นดี พาเราไปสัมผัสกับคนสำคัญและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เราคิดว่าเรารู้จักอยู่แล้ว แต่พอได้อ่านจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้รู้อะไรเลย

ในห้วงวิกฤติ การตัดสินใจของคนหนึ่งคนอาจทำให้เขาเป็นรัฐบุรษหรือทรราชเลยก็ได้ เส้นแบ่งบางๆ และทางสองแพร่งเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย แม้การตัดสินใจนั้นจะยากลำบากและอาจไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่ม แต่พอเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังจะมองย้อนกลับไปเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน เหมือนสำนวนฝรั่งที่บอกว่า “Hindsight is 20/20”

เมื่อผู้เขียนพาเราย้อนเวลากลับไปยังเหตุการณ์ต่างๆ ในวันที่ประเทศไทยต้องประสบกับทางแยก ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่ผู้นำตัดสินใจในเวลานั้นเลือกและเหตุผลที่เขาเลือกทางนั้นทำให้เรามีประเทศไทยในวันนี้

ในฐานะคนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นประชากรส่วนใหญ่และไม่ได้มีโอกาสเลือกมากนัก เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤติ สิ่งที่เราทำได้คือยึดคำพระที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

บางทีวิกฤติก็ซ้อนวิกฤติ และบางทีวิกฤติใหม่ก็กลบวิกฤติเก่าเสียมิด สองสัปดาห์ที่แล้วเรากำลังบ่นเรื่อง PM 2.5 กลับมาอยู่พอดี แต่พอโควิดระลอกใหม่มา อากาศกลับดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ (วันนี้ค่า PMI ที่บ้านผม แค่ 15 เท่านั้น)


รู้อะไรไม่สู้รู้สึกตัว

ผู้เขียน(ผู้บรรยาย): หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉัตตสุวัณโณ

อ่านเมื่อ: 10-30 ธ.ค.63

เหมาะกับ: ผู้สนใจการภาวนา

เหตุผลที่ชอบ: หลวงพ่อสมบูรณ์เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนที่สอนการภาวนาด้วยการขยับมือ

หลวงพ่อเคยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 ในวัย 76 ปีแต่ก็กำลังใจดีจนผ่านการทำคีโม 12 ครั้งจนหายขาด

คนที่ประสบกับวิกฤติขนาดนี้ในวัยขนาดนั้นประคองตัวและประคองใจเอาไว้ได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่เราควรศึกษา จะได้เตรียมความพร้อมไว้สำหรับอนาคตที่อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้

นี่คือยุคที่เราแสวงหาความมั่นคงทางการเงินกันมากมาย อยากมี passive income อยากมีเงินเก็บ แต่เรากลับละเลยที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมกับความเจ็บไข้ที่จะมาในวัยชรา

หลวงพ่อสมบูรณ์สอนให้รู้กายรู้ใจตลอดเวลา อาศัยดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเรา แต่ต้องเป็นการ “เห็นความรู้สึก” ไม่ใช่ “เรารู้สึก” เพราะถ้า “เรารู้สึก” เราจะยึดว่ามันเป็นตัวเราทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความรู้สึกต่างๆ ก็เป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาและผ่านไปเท่านั้น

หลวงพ่อสอนให้ภาวนาแบบไม่เคร่งเครียด ถ้าเครียดแปลว่าผิด ให้ทำไปด้วยความสบายๆ ถ้าเมื่อยก็ขยับแข้งขยับขา ถ้าหายใจติดๆ ขัดๆ ก็ยืดอกขึ้น ตั้งตัวให้ตรงขึ้น จะได้หายใจได้สะดวก เวลาเดินก็เดินให้สบาย หาให้เจอว่าเดินยังไงไม่ให้เมื่อย

ถ้าเราสามารถภาวนาด้วยใจที่สบายได้ เราก็จะมีแนวโน้มที่จะอยู่กับมันได้นานขึ้น ทำได้บ่อยขึ้น และมีโอกาสที่จะขัดเกลาจิตใจตนเองได้โดยไม่ต้องลำบากตรากตรำเหมือนภาพจำที่เราเคยมีเกี่ยวกับการปฏิบัติ