นิทานผีเสื้อ Metaverse

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครั้งหนึ่งจวงจื่อฝันไปว่าตนเป็นผีเสื้อ

ขยับกระพือปีกบินไปรอบ ๆ อย่างสุขสำราญใจ

เริงเล่นไปตามใจปรารถนา มันหารู้ไม่ว่ามันคือจวงจื่อ

พลันเมื่อตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองเป็นจวงจื่ออย่างแน่แท้

แต่เขากลับไม่แน่ใจว่าเป็นจวงจื่อที่ฝันไปว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ

หรือว่าเป็นผีเสื้อที่ฝันเป็นจวงจื่อกันแน่


2300 ปีหลังจากจวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ สำนักข่าว BBC รายงานว่า อีลอน มัสก์ ผู้บริหารคนดังของบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำอย่างเทสลาและสเปซเอ็กซ์ ตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้งหลังสูบกัญชากลางรายการสัมภาษณ์สดที่ออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต โดยขณะนั้นเขาพูดถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจกำลังอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์ (Simulation) เหมือนเป็นตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ของอารยธรรมที่มีความเจริญสูงกว่า

มัสก์กล่าวในรายการพ็อดคาสต์ “ประสบการณ์แบบโจ โรแกน” (The Joe Rogan Experience) ว่าจักรวาลนั้นมีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 1.4 หมื่นล้านปี ซึ่งในช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นมีความเป็นไปได้ทางสถิติว่า น่าจะมีอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งในจักรวาลที่พัฒนาจนมีความเจริญสูง ถึงขั้นสร้างโลกที่เป็นสถานการณ์จำลองหรือซิมิวเลชันที่ดูสมจริงและน่าเชื่อถืออย่างยิ่งได้

“ถ้ามีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ เกมคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ต่างจากสภาพความเป็นจริง จนเราไม่สามารถแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ หากอารยธรรมของผู้สร้างซิมิวเลชันนี้ยังคงอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่เป็นเพียงสถานการณ์จำลองเท่านั้น” มัสก์กล่าว


3 ปีหลังจากอีลอน มัสก์ พี้กัญชาออกสื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ไปออกพ็อดคาสต์ของ The Verge พร้อมประกาศว่าจะเปลี่ยน Facebook ให้กลายเป็น “Metaverse Company”

Metaverse คือโลกและสภาพแวดล้อมเสมือน ที่ให้ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิต รวมถึงร่วมเล่นเกม ทำงาน และสื่อสารกัน โดยมีคอนเซ็ปต์เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One

มาร์กกล่าวว่า Metaverse เป็นโลกของอินเทอร์เน็ตที่สร้างและรวมความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้น ซึ่งเราจะอยู่ในโลกนั้น ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

หน้าจอสมาร์ตโฟนไม่ใช่วิธีที่ดีในการทำให้ผู้คนปฏิสัมพันธ์กัน มีหลายประสบการณ์ เช่นการเต้น หรือการออกกำลังกาย ที่เราไม่สามารถทำได้บนแอปหรือเว็บ 2 มิติได้

แต่สำหรับโลกอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ อย่าง Metaverse จะสามารถสร้างประสบการณ์แห่งโลกความเป็นจริงได้ เช่นทำให้เราไปนั่งประชุม หรือพูดคุยกับเพื่อนที่โซฟาต่อหน้ากันได้โดยตรง ผ่านการสร้างภาพโฮโลแกรม ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในห้องเดียวกัน แม้ตัวจริงจะอยู่ห่างกันหลายร้อยไมล์

หรือการเข้าชมคอนเสิร์ตในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อกระโดดโลดเต้น

หรือตอนเราเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในร้าน Starbucks เราก็สามารถเรียกใช้งาน Workstation ผ่านแว่น VR หรือ AR ขึ้นมาได้ทันที เพียงใช้แค่ปลายนิ้ว และโบกมือไปมาบนอากาศ ภาพหน้าจอทุกอย่างก็จะปรากฎขึ้นผ่านตาของเรา

ซึ่งน่าตื่นเต้นว่า โลก Metaverse ในอนาคต ที่จะสร้างโลกขึ้นมากี่ใบก็ได้ จะช่วยสร้างงาน และสร้างรูปแบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาได้มากขนาดไหน


ขอบคุณนิทานจาก

Mgronline: จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อ

BBC: อีลอน มัสก์ เผยขณะพี้กัญชาออกไลฟ์สด “เราอาจจะอยู่ในโลกจำลองสถานการณ์”

MarketThink: มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องการให้ Facebook กลายเป็น “Metaverse Company” ภายใน 5 ปี

ความจริงจะวิ่งตามเราทันเสมอ

เมื่อวานนี้เห็นข่าวคิมซอนโฮ ที่กำลังโด่งดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Hometown Cha-Cha-Cha โดนออกมาแฉว่าทำผู้หญิงท้อง สัญญาว่าถ้าผู้หญิงทำแท้งแล้วจะแต่งงานด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่รักษาคำพูด

ผลลัพธ์ก็คือสปอนเซอร์แบรนด์ต่างๆ พากันถอนตัว และเขาก็ถูกปลดออกจากรายชื่อนักแสดงของหนังที่กำลังจะถ่ายทำทุกเรื่อง

ซีรี่ส์โฮมทาวน์ฯลฯ เพิ่งจะอวสานไปเมื่อวันอาทิตย์อย่างฟินๆ สัปดาห์นี้น่าจะเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในชีวิตของคิมซอนโฮ แต่ทุกอย่างก็พังทลายลงด้วยข้อความของผู้หญิงเพียงคนเดียว

ไม่สิ ต้องบอกว่าพังทลายลงเพราะข้อความของผู้หญิงคนนั้น บวกกับสิ่งที่เขาเคยทำไว้ในอดีตต่างหาก

หนึ่งในสิ่งที่มนุษย์เราเก่งกาจคือการคิดเข้าข้างตัวเอง

คิดว่าเขาจับไม่ได้หรอก

คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ เขาก็ทำกัน

คิดว่าเราเป็นคนโชคดี ที่ผ่านมาก็โชคดีกว่าคนอื่นเสมอ

คิดว่าเรายังมีเวลาอยู่ถมเถ

คิดว่าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอนแล้วร่างกายจะยังโอเค

คิดว่าเราพูดจาร้ายๆ ทำตัวร้ายๆ กับคนคนนี้ได้ ไม่ต้องกลัวเขาจะเอาคืน

แต่จะด้วยกฎแห่งกรรม หรือกฎข้อที่ 3 ของนิวตันที่บอกว่า action = reaction

ต่อให้เราคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วเท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วความจริงจะวิ่งตามเราทันเสมอ

“Nobody gets away with anything. Ever.”
-Jordan Peterson

ไม่มีใครไม่เคยทำผิด และหลายๆ อย่างเราก็ยังไม่โดน “เอาคืน”

สิ่งที่พอจะทำได้ คือเผื่อใจว่าวันหนึ่งความจริงจะวิ่งทันเรา เมื่อถึงวันนั้นเราจะได้ยังมีสติพอที่จะพาตัวเองพ้นจากวิบากได้โดยไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก

และสิ่งที่จะพอทำได้อีกอย่าง คือการใช้ชีวิตต่อจากนี้โดยไม่ย่ามใจ และไม่ทำร้ายใครอีกครับ

วิธีแก้น้ำขุ่นคือปล่อยมันไว้เฉยๆ

“Muddy water is best cleared by leaving it alone.”
-Alan Watts

คนเราเวลาทะเลาะกันมักจะทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยการใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหา

แต่ยิ่งใช้เหตุผลมากเท่าไหร่ บาดแผลมักจะบาดลึกมากขึ้นเท่านั้น

อาจจะดีกว่า (และยากกว่า) ที่เราจะปิดวาจา และปล่อยให้ทั้งตัวเองและอีกฝ่ายมีเวลาได้อยู่ตามลำพัง เพื่อให้ความขุ่นเคืองนั้นตกตะกอน เพื่อให้ใจใสขึ้นกว่านี้ก่อน

เมื่อเราทั้งคู่พร้อม ค่อยกลับมาคุยกันใหม่ก็ยังไม่สายครับ

ทำงานให้ช้าลง

ช่วง work from home หลายคนทำงานจนไม่ได้กินข้าวกินปลา

ซูมก็ต้องเข้า เมลก็ต้องเช็ค ไลน์ก็ต้องตอบ

รู้สึกว่าตัวเองยุ่งมาก แต่พอมองย้อนกลับไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับไม่รู้สึกว่าทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน รู้แค่ว่าทำเยอะนะ แต่ทุกอย่างมันเร็วๆ เบลอๆ ไปหมด

บางทีอาจจะดีกว่า ถ้าเราทำอะไรให้ช้าลง

ไม่ต้องรีบตอบเมล ไม่ต้องรีบตอบไลน์ แต่ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าสัปดาห์นี้อะไรคือเป้าหมายใหญ่ วันนี้มีอะไรที่เราจะทำเพื่อเข้าใกล้มันได้มากขึ้น

ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะตอบไลน์เร็วที่สุด

“The secret to being productive is to work on the right thing—even if it’s at a slow pace.”

James Clear

หาให้เจอว่า the right thing คืออะไร แล้วจงให้เวลากับมัน

ถ้าได้ทำสิ่งที่ใช่ ต่อให้ทำช้าๆ ก็อาจสร้างคุณค่าได้มากกว่าทำเร็วๆ ครับ

เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่เราต้องการบ้างมั้ย

เราถูกสอนด้วยชุดความคิดของตะวันตกมาแต่ไหนแต่ไร

พอยิ่งมีอินเทอร์เน็ตและหนังสือแปล How-to ออกมาปีละหลายสิบเล่ม การยึดความสำเร็จเป็นสารัตถะของชีวิตก็ยิ่งแนบแน่น

เราถูกบอกให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ให้สร้างอุปนิสัยที่เหมาะสม ให้ไม่ลดละความพยายามที่จะคว้าซึ่งสิ่งที่เราต้องการมาให้ได้

เราจึงทำงานอย่างหนัก เราจึงออกกำลังกายและทำลายสถิติตัวเอง เราจึงเสพสิ่งรอบตัวไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าลึกๆ แล้วเราเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

แต่หลายครั้งการไล่ล่าเป้าหมายกลับนำมาซึ่งสิ่งตรงข้าม

อยากออกกำลังกาย อยาก beat yesterday แต่ดันทำให้ตัวเองเจ็บเรื้อรัง

อยากเสพข่าวสารเพื่อเข้าใจความเป็นไปของโลกใบนี้ แต่ยิ่งเสพมากเท่าไหร่ยิ่งสับสนและกังวลมากขึ้นเท่านั้น

อยากทำงานหาเงินมาดูแลครอบครัวให้อยู่สุขสบาย แต่กลายเป็นว่าแทบไม่เคยได้ใช้เวลาร่วมกัน

“I should be suspicious of what I want.”

Rumi

เราจึงควรตั้งคำถามกับทุกความต้องการของเราเสมอ

เพราะมันคงเป็นตลกร้าย หากเราต้องจ่ายราคาสูงลิบลิ่ว เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการครับ