22 คมคำ หนังสือผู้นำล่องหน

1.”ในการปกครองชั้นเยี่ยม ผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง” -เหล่าจื้อ

2.”ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงหาใช่เป็นการนั่งอยู่บนหัวคน หากเป็นการนั่งอยู่ในหัวใจคน” -หลวงวิจิตรวาทการ

3.เคยมีคนบอกผมว่า ความเสี่ยงสูงสุดของ THE STANDARD คือตัวผมเอง

4.ผู้คนต้องการให้งานร้อยเรียงเข้ากับชีวิตด้านอื่นของตน ไม่ใช่ต้องปรับชีวิตที่เหลือให้เข้ากับตารางงานเพียงอย่างเดียว -แอนโทนี คลอตซ์

5.”ผู้นำคือผู้ที่มีคนอยากตาม” -อานันท์ ปันยารชุน

6.ผู้นำต้องเป็นคนแรกๆ ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะผู้นำเก่งที่สุด แต่เพราะคุณคือคนที่ว่างที่สุดในองค์กร คุณไม่ได้พายเรือเหมือนคนอื่นๆ แต่คุณคือคนที่นั่งอยู่ท้ายเรือ หรืออาจจะถือกล้องส่องทางไกลอยู่บนกระโดงเรือ ถ้าในองค์กรขนาดเล็ก คุณอาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น เนื่องจากคนอื่นกำลังง่วนอยู่กับงานประจำตรงหน้า

7.เราไม่ได้กลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังสู้กับอัตตาของตัวเองที่กระซิบข้างหูว่า “คุณประสบความสำเร็จดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก”…เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ สบตากับสิ่งที่เราไม่เห็นอย่างแท้จริง จนเห็นว่าความจริงมันไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าจินตนาการของเรา กลัวสิ่งใด จงเป็นส่วนหนึ่งของความกลัวนั้น ผมพบว่าความกลัวนี่น่ากลัวกว่าสิ่งที่เรากลัวอีก

8.การเรียนรู้ที่สมบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นถูกนำมาใช้จริง ตัวชี้วัด (KPI) ของคอร์สอบรมในองค์กรจึงต้องไม่ใช่จำนวนการเข้าร่วมอบรม จำนวนหนังสือที่อ่าน หรืองานเสวนาที่เข้าไปฟัง หากต้องวัดด้วยผลงานที่ได้มาจากการเรียนรู้นั้น

9.เราต้องฆ่าตัวเองในความหมายของการรื้อถอนสิ่งเก่าทิ้งก่อน เพื่อให้สิ่งใหม่มีที่ทางของมัน และธรรมชาติที่วิวัฒน์ไปเช่นนี้เองจะช่วยซ่อมแซมให้เราแกร่งกว่าเดิม

10.ไม่ว่าจะเป็นผู้นำรุ่นใหญ่หรือรุ่นใหม่ เขามักทำสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน คือเขามักจะถามผมว่ามีอะไรจะสอนเขาบ้างไหม

11.”คุณต้องเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เห็นในสิ่งที่ดาต้าไม่ได้บอก ถามผู้เชี่ยวชาญการตลาดก็ไม่รู้หรอก คุณจะต้องเดินเข้าไปในตลาดด้วยตัวเอง” -เสถียร เศรษฐสิทธิ์

12.”คนสร้างสรรค์กับคนเพ้อฝันเหมือนกันเกือบทุกอย่าง ต่างกันแค่อย่างเดียวคือผลลัพธ์” -สมโภชน์ อาหุนัย

13.หัวใจของกลยุทธ์มี 3 คุณลักษณะ – Superior ต้องทำให้คุณเหนือกว่าคู่แข่ง Long Term ต้องเป็นความสำเร็จอย่างยั่งยืน Performance ต้องเป็นผลงานที่วัดได้ -โรเบิร์ต แอล. มาร์ติน

14.[ถาม: ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ มีอะไรที่อยากแก้ไขไหมครับ]

“ผมอยากนอนให้น้อยลง คุยกับคนให้เยอะกว่านี้” -ทักษิณ ชินวัตร

[ตอนเป็นนายก คุณทักษิณทำทุกอย่างด้วยความมั่นใจ ทว่าให้ความสำคัญกับการสื่อสารน้อยเกินไป จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาขาดแคลน Engagement จากผู้คนในหลายระดับ โดยเฉพาะบรรดาคนสำคัญที่เขาจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ]

15.”เวลาพูดอะไรแล้วคนไม่เข้าใจ ให้โทษตัวเอง อย่าโทษคนฟัง” -อานันท์ ปันยารชุน

16.”เราไม่ได้ทำงานให้ Microsoft แต่ Microsoft ต่างหากที่ทำงานให้เรา” -สัตยา นาเดลลา พูดกับพนักงาน

17.ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง ‘ผู้ปกครองสี่ระดับ’ ได้แก่

ระดับหนึ่ง ผู้ปกครองที่ประชาชนเกลียด
ระดับสอง ผู้ปกครองที่ประชาชนกลัว
ระดับสาม ผู้ปกครองที่ประชาชนรักใคร่
ระดับสี่ ผู้ปกครองที่ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ แต่เมื่องานการสำเร็จ พวกเขาจะพูดกันว่าประหลาดจัง เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเราเอง

18.ผู้นำที่จะพัฒนาตนจนสูงสุดถึงระดับที่สี่และทำให้ผู้คนสามารถปกครองกันเองได้ แปลว่าเขาสามารถพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในตัวผู้ตามของเขาทุกคน จากผู้ตามจึงเป็นผู้นำในชีวิตของตน มีอิสรเสรีในการตัดสินใจ ขณะเดียวกันก็มีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง

19.หลายคนกลัวลูกน้องเก่งกว่าตัวเอง แต่คุณต้องไม่ลืมว่ายิ่งลูกน้องเก่งแค่ไหน คุณจะยิ่งสบายแค่นั้น

20.ความผิดพลาดที่กระทบถึงชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์องค์กร ผู้นำต้องเป็นคนแรกที่ออกหน้ารับกระสุนก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกน้องรับมือกันไปตามยถากรรม

21.ไม่มีปลาตัวไหนรอดได้ในน้ำที่เน่าเสีย ไม่ว่าปลาตัวนั้นจะใหญ่ แข็งแรง หรือว่ายเร็วเพียงใด

22.”อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมคิดว่าเมืองไทยเรามักเสียโอกาสอยู่เรื่อยมา ทั้งที่เรามีศักยภาพจะเป็นฮับได้ทุกอย่าง ทั้งในแง่ตำแหน่งที่ตั้ง การเดินทาง การขนส่ง การผลิต แม้กระทั่งสติปัญญา ความฉลาด ผมว่าเราก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร คนรุ่นหลังๆ เขามีความสามารถ มีความคิด เวลาผมคุยกับคนรุ่นเด็กๆ ผมมีความหวังนะ ขอแค่พวกผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ เปิดใจกว้าง แล้วยอมรับให้ได้ว่ายุคสมัยของตัวเองผ่านพ้นไปแล้ว” -อานันท์ ปันยารชุน


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “The Invisible Leader ผู้นำล่องหน” เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ เขียน

ถ้ามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ถ้ามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ฝรั่งมีสำนวนหนึ่งที่ผมชอบ – “In the grand scheme of things” ตัวอย่างเช่น

“None of that really mattered, though, in the grand scheme of things.”

“I was disappointed not to get the job, but it’s not that important in the grand scheme of things.”

ในพจนานุกรมของเคมบริดจ์ แปลสำนวนนี้ว่า “all things considered” – เมื่อคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

มันคือการคิดโดยซูมออกมาให้เห็นภาพใหญ่ ว่าเรื่องที่เรากำลังเดือดเนื้อร้อนใจอาจไม่ได้สลักสำคัญเท่าที่คิด

ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องชั่วคราว และมนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวได้เก่งกาจ

ไม่ว่าจะเลิกกับแฟน ทำธุรกิจเจ๊ง ประสบอุบัติเหตุ ตอนที่เราเจอเหตุการณ์ย่อมเจ็บปวดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ ความทุกข์ร้อนจะลดทอนความหมายลงไปเรื่อยๆ

ผมเคยชวนเพื่อนมาอยู่บริษัทซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในฐานะสตาร์ตอัป แต่เพื่อนก็ไม่กล้าย้ายมา คงเพราะกลัวจะขาดความมั่นคงและเพราะกำลังวางแผนจะสร้างครอบครัว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้

แต่ตอนที่ผมโดนชวนมาทำสตาร์ตอัป ผมปรึกษากับแฟนแล้วว่าถ้าทำแล้วเวิร์คเราก็น่าจะมีความสุขและเติบโตไปกับมัน แต่ถ้าไม่เวิร์คเราก็แค่หางานใหม่ คิดว่ายังไงก็คงไม่อับจนหนทาง

การตัดสินใจหลายอย่างในชีวิต แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ในแง่ที่มันไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อมองในระดับ in the grand scheme of things แล้ว โอกาสน้อยมากที่การตัดสินใจครั้งใดจะทำให้ชีวิตเราพังจนยากเกินกอบกู้

สมัยที่ผมเขียนบล็อกใหม่ๆ ผมเคยกังวลใจว่าทำไมจำนวน follower ไม่ค่อยกระเตื้อง แต่พอคิดได้ว่าผมตั้งใจจะเขียนบล็อกไปอีก 20-30 ปีอยู่แล้ว การบรรลุยอดผู้ติดตามภายในเวลาที่กำหนดจึงไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญอีกต่อไป และผมก็มีความกล้ามากขึ้นที่จะทดลองอะไรหลายๆ อย่าง แม้ว่าบางบทความจะแป้ก แต่เมื่อคำนึงว่ามันจะเป็นเพียงหนึ่งในหลายพันบทความที่ผมจะได้เขียน ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่า ดีกว่าปล่อยให้คาใจเพราะเราไม่กล้าที่จะลอง

เช่นเดียวกับการลงทุน บางอย่างที่ผมลงเงินแล้วขาดทุนไป 70% ก็รู้สึกใจหาย แต่เมื่อมองว่ามันอาจเป็นเพียงไม่ถึง 3% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่เรามี ก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร เงินทองไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็มา*

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่ายังยึดติดอยู่กับกรอบเดิมๆ อาจเป็นเพราะเรามองใกล้เกินไป ปัญหาที่กลัวจึงดูยิ่งใหญ่เกินจริง – but in the grand scheme of things, they don’t really matter.

ถ้าเรามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงครับ


* วลี “เงินทองไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็มา” ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมาจากนิยาย “ขอหมอนใบนั้น…ที่เธอฝันยามหนุน” ของประภัสสร เสวิกุล ครับ

เมื่อขาดความมุ่งหมายเราจะเมามายกับกิเลส

“A man who lacks purpose distracts himself with pleasure.”
-Anonymous

เมื่อชีวิตไร้ทิศทาง เราจะรู้สึกอ้างว้างท่ามกลางความวุ่นวาย

เมื่อทำงานเสร็จตามหน้าที่ เมื่อมีเวลาว่าง เราจะรู้สึกโหลงๆ โหวงๆ เหมือนมีอะไรขาดหายไป เหมือนควรจะมีความสุขแต่ดันไม่มี

เมื่อไม่อาจทานทนกับรอยรั่วในใจ เราจึงทำอะไรเพื่อหลบหลีกความรู้สึกนั้น

อาจจะเป็นการนอนไถฟีด อาจจะดูเน็ตฟลิกซ์ทีเดียว 10 ตอน อาจเข้าเว็บกดเอฟของแบบกระหน่ำ

สิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นคือความเพลิดเพลิน แต่เมื่อจบกิจกรรมความรู้สึกว่างเปล่าก็ยังกลับมาหลอกหลอน

Charles Kingsley เคยกล่าวไว้ว่า

“We act as though comfort and luxury were the chief requirements of life, when all that we need to make us happy is something to be enthusiastic about.”

การจะได้มาซึ่งความสุข บางทีเราไม่ได้ต้องการของหรูดูแพง เราแค่ต้องการบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีไฟ

และหนึ่งในวิธีจุดไฟ คือการหาจุดมุ่งหมายของตัวเองให้เจอ

จุดมุ่งหมายนั้นคล้ายดาวเหนือ ที่ทำให้เรารู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง เราไม่รู้หรอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ หรือจะแม้กระทั่งจะไปถึงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดมันทำให้เราไม่สะเปะสะปะทั้งทางกายและทางใจ

ใครสักคนเคยพูดเอาไว้ เมื่อเรารูู้ว่าเรากำลังไปไหน เราจะไม่กลัว

เมื่อเราไม่กลัว เราก็ไม่ต้องหลบหลีก เราไม่ต้องวิ่งหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว (pleasures)

หากเรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเราปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับกองกิเลสมากเกินไป ความผิดอาจไม่ใช่มือถือหรือเน็ตฟลิกซ์ แต่มันคือตัวเราที่ไม่เคยหยุดคุยกับตัวเอง

หาจุดมุ่งหมายของเราให้เจอ อย่างน้อยก็สักหนึ่งอย่าง

แล้วอะไรที่เคยทำให้เราหลงทางจะไม่อาจทำร้ายเราได้อีกต่อไป

เหตุผลที่เราควรกอดกันให้เยอะๆ

ผมเพิ่งกลับจากจีนมาเมื่อค่ำวันเสาร์ เป็นการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยพอสมควรเพราะใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมจนถึงบ้านรวมแล้ว 14 ชั่วโมง

คืนวันเสาร์เลยหลับเป็นตาย ตื่นเช้ามาวันอาทิตย์ ก็รู้ตัวว่าลูกๆ ที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันขึ้นมานอนขนาบข้าง เข้ามาคลอเคลียใกล้ๆ ผมในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นเลยยื่นมือไปจับหัว ลูบผม และเอาตัวเขาเข้ามากอด

แล้วอะไรบางอย่างก็บอกผมว่า เราควรจะกอดกันไว้ให้เยอะๆ

เวลาเราอยากบันทึกความทรงจำ เรามักจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป

หรือถ้าเราอยากเก็บเสียงเอาไว้ด้วย เราก็จะใช้มือถือถ่ายวีดีโอ

แต่เราไม่สามารถใช้มือถือถ่ายกลิ่น ถ่ายรสชาติ หรือถ่ายสัมผัสเอาไว้ได้เลย

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ว่าในสัมผัสทั้งห้าของเรา ทำไมอุปกรณ์ที่เรามีจึงสามารถบันทึกได้แค่เสียงและภาพเท่านั้น

ผมมานั่งคิดดูเล่นๆ ก็ได้คำตอบว่า เพราะภาพและเสียงนั้นเป็นคลื่น (wave) ซึ่งสามารถถูก encode เป็น ข้อมูล binary คือเลข 0 กับ 1 ได้ และเราสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในการ regenerate ภาพและเสียงจากข้อมูลเหล่านั้นได้

แต่กับอีกสัมผัสทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รสชาติ หรือสัมผัส เราไม่สามารถจัดเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำกลับมา replay ทีหลังได้

เพราะกลิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ผูกติดอยู่กับโมเลกุล หรือถ้าพูดให้ลึกลงไปอีกก็คือ particle ซึ่งไม่สามารถเก็บเป็นข้อมูล binary แล้วใช้ไฟฟ้า regenerate กลิ่นขึ้นมาใหม่ ส่วนรสชาติก็อยู่กับ particle เฉกเช่นเดียวกัน ส่วนสัมผัสนี่ไม่แน่ใจว่าจะจำแนกเป็นอะไรดี

ดังนั้นเราจึงยังไม่มีเครื่องมือใดในชีวิตประจำวันที่จะสามารถใช้เก็บกลิ่น รสชาติ และสัมผัสเพื่อเอากลับมา replay ทีหลังได้ สิ่งที่วิทยาศาสตร์อาจจะทำได้คือการเล่นกับคลื่นไฟฟ้าในสมองของเราโดยตรงเพื่อให้เกิด “เวทนา” (ความรู้สึก) โดยที่ไม่ต้องมีผัสสะจากภายนอก แต่นั่นคงยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าถึงเทคโนโลยีแบบนั้นได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราควรกอดกันและสัมผัสกันไว้ให้เยอะๆ เพราะ “อุปกรณ์” เพียงชิ้นเดียวที่เรามีคือสมองของเราที่จะเก็บความรู้สึกดีๆ อันนี้เอาไว้ เพื่อให้เราได้ระลึกถึงด้วยความสุขเมื่อวันเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ