สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนจะสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในอเมริกาเคยมีการทดลองช่วยเหลือผู้ไร้บ้าน 30 คนด้วยการให้เงินเป็นรายเดือนและคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม

ช่วงแรก ทีมงานให้เงินที่มีมูลค่าคิดเป็นเงินไทยคนละ 8,000 บาท ปรากฎว่าชีวิตของคนไร้บ้านไม่ได้ดีขึ้น เพราะคนเหล่านี้เอาเงินที่ได้ไปซื้อเหล้าและบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกเดือน กลายเป็นว่าชีวิตของเขาดิ่งเหวยิ่งกว่าเดิม

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงเพิ่มเงินเป็น 21,000 บาทต่อเดือน เพื่อดูว่าพวกเขาจะกินเหล้าหนักขึ้นหรือสูบบุหรี่จัดขึ้นหรือไม่

คำตอบคือไม่ใช่ หลายคนตัดสินใจเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ไปเลย!

ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการได้ “เงินที่มากพอ” จนคนไร้บ้านเริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ พวกเขาเริ่มเก็บออมเงินจนนำไปเช่าห้องเล็กๆ และหางานทำเพื่อเริ่มต้นใหม่ให้ชีวิตตัวเอง

พลังทุกชนิดก็มีขนาดของมัน ถ้าพลังงานต่ำเกินไปก็จะเสียเปล่า แต่ถ้าพลังมากพอคนเราจะเริ่มฝันถึงการเปลี่ยนแปลงได้

อ่านถึงตรงนี้ ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์ อาจนึกถึง photoelectric effect ที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้รางวัลโนเบล

ปรากฎการณ์นี้อธิบายว่า ถ้าคุณฉายแสงลงไปบนโลหะด้วยความเข้มข้นที่มากพอก็จะทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาจากโลหะชิ้นนั้น

แต่ถ้าแสงของคุณมีความเข้มข้นไม่มากพอ ต่อให้ฉายแสงยาวนานแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนการให้เงินคนไร้บ้าน 8000 บาทไปเรื่อยๆ เพื่อให้พวกเขาได้กินเหล้าเมายากว่าเดิม

ถ้าเรามีญาติคนไหนหรือเพื่อนคนใดที่ต้องการความช่วยเหลือ เราต้องมองให้ออกด้วยว่าสิ่งที่เรากำลังช่วยเขานั้นมันทำให้เขาเห็นแสงสว่างหรือไม่ ไม่อย่างนั้นแล้วความช่วยเหลือของเราอาจไม่สร้างประโยชน์มากนัก เผลอๆ มันอาจจะทำให้เขาเคยตัวด้วยซ้ำ

คอนเซ็ปต์นี้มีประโยชน์สำหรับตัวเราเองด้วย

ทุกอย่างในชีวิตมีค่า threshold ของมัน ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ช่วงแรกอาจต้องออกแรงหน่อยเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นจากความเคยชินเดิมๆ

ทราบมั้ยครับว่า ยานอะพอลโล 11 นั้นใช้เชื้อเพลิง 90% หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรกเพื่อเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลก และใช้เชื้อเพลิง 10% ที่เหลือในการเดินทางอีก 103 ชั่วโมงเพื่อไปถึงดวงจันทร์และกลับลงมาสู่โลก

ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ จะพาเราวนเวียนอยู่ที่เดิม

ทำให้เต็มที่เท่านั้นจึงจะไปถึงดวงจันทร์ได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาเรื่องการทดลองจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์ อมรินทร์ฮาวทู

ความลับของปีกนก

“ปีกไม่ได้มีไว้ใช้บินอย่างเดียว แต่ปีกยังมีไว้โอบกอดไข่ที่อยู่ในรังนกอีกด้วย

ปกติเรามักจะเปรียบเทียบปีกนกกับความฝันเพื่อมอบความกล้าหาญให้ทุกคนว่าปีกของคุณจะทำให้โบยบินได้อย่างสวยงาม

แต่เมื่อได้รู้ความจริงว่าปีกยังมีไว้ใช้โอบกอดไข่ได้ด้วย ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองอีกครั้ง

เวลาบินขึ้นฟ้า นกจะกางปีกของมัน แต่เวลาบินลง มันจะหุบปีกกอดตัวเองไว้

ใครๆ ก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งคือคนที่กอดตัวเองอย่างอบอุ่นและเชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้นที่จะกางปีกบินขึ้นฟ้าได้อย่างสง่างาม”

คิมจงวอน หนังสืออะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน

ประโยค “ปีกของคุณจะทำให้โบยบินได้อย่างสวยงาม” นั้นชวนให้คิดต่อว่า “ปีก” ของมนุษย์นั้นคือสิ่งใด?

พรสวรรค์? ต้นทุนชีวิต? ความทะเยอะทะยาน?

สิ่งเหล่านี้ล้วนพาเราขึ้นสู่ที่สูงได้

แต่หากปีกนกไม่ได้มีไว้บินอย่างเดียว แสดงว่าเราจำเป็นต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ความเมตตาต่อตัวเอง การเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ความเข้าใจว่าชีวิตมีขึ้นมีลง

ขอให้ทุกคนมีปีกที่สมบูรณ์ ที่พร้อมพาเราเดินทางไกล และพร้อมพาเรา “กลับบ้าน” ครับ

17 บทเรียนชีวิตจากหนังสือเล่มล่าสุดของนิ้วกลม

  1. หากอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ ให้พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่โง่บ่อยๆ
  2. เมื่อบอกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ เรากำลังประเมินตัวเองจาก ‘ตอนนี้’ เสมอ
  3. ความสำคัญอาจอยู่ที่ระหว่างทาง ความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน ตอนเช้าได้ซ้อมวิ่ง รู้สึกว่าฉันชนะตัวเองแล้ว ฉะนั้น วันที่เรายืนอยู่ตรงจุดสตาร์ต จบหรือไม่จบเราไม่รู้หรอก แต่เราจะทำให้ดีที่สุด และสิ่งที่เราได้จะเป็นของแถมทั้งหมด เพราะแก่นของเรื่องมันสำเร็จไปแล้วในช่วงที่เราซ้อม
  4. การวิ่งทำให้เรามีความโลภอยากได้นั่นอยากได้นี่น้อยลง เพราะเรานับถือตัวเองได้ผ่านความสำเร็จบนเส้นทางวิ่ง
  5. ทางไกลก็คือทางใกล้ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ระยะเวลายาวนานคือระยะเวลาสั้นๆ ต่อเข้าด้วยกัน เราเหนื่อยเพราะเราคิดถึงทั้งหมด เราหยิบอนาคตมาเหนื่อยล่วงหน้า
  6. เราจะต้องรบรากับความยากของโลกภายนอก หรือความอ่อนแอของโลกภายในกันแน่?
  7. ไม่เร็วก็ได้ ขอแค่อย่าหยุด พักบ้างก็ได้ ขอแค่อย่าเลิก
  8. เหนื่อย พักแป๊บเดียวก็หาย แต่ความทรงจำดีๆ จะอยู่ไปตลอด
  9. การหัดเผชิญหน้ากับเรื่องยากจะบ่มเพาะหัวใจที่มีคุณภาพแบบใหม่ ไม่สำออยเกินจำเป็น แล้วเรื่องที่เคยทำให้ร้องไห้จะทำอะไรเราไม่ได้เหมือนเดิม
  10. บางที เรื่องสนุกของชีวิตก็เป็นเรื่องเดียวกับที่เรากลัวที่สุดนั่นแหละ
  11. ความสำเร็จของแต่ละคนนั้นมีปัจจัยร้อยพันที่แตกต่าง เมื่อมองเหตุปัจจัยโดยละเอียดย่อมทราบว่าการเปรียบเทียบเป็นเพียงภาพลวงตาไร้สาระ ในเมื่อต้นทุนและเงื่อนไขของแต่ละคนแตกต่างกันไป
  12. ทุกสิ่งในสนามจริงคือผลลัพธ์ของสนามซ้อม ถ้าผลดีแปลว่าซ้อมมาดี ถ้าผลแย่แปลว่าซ้อมมาห่วย ไม่ต้องโทษอย่างอื่น โทษตัวเองสถานเดียว
  13. เอาแต่ครุ่นคิดย่อมกังวล เมื่อลงมือทำใจจะเบา
  14. จุดมุ่งหมายสูงส่งยิ่งเงยหน้ามองยิ่งท้อใจ สิ่งที่ควรทำคือมองต่ำเข้าไว้แล้วก้าวไปทีละขั้น ก้าวไปเรื่อยๆ สลับกับหันมองย้อนลงไป จะเห็นว่าเราขึ้นสูงมาจากเดิมไม่น้อยเลย
  15. เมื่อเราก้าวไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด ภูเขาสูงจะค่อยๆ เตี้ยลง จุดหมายแสนไกลจะค่อยๆ ใกล้ขึ้น ทีละก้าวนั่นเองที่จะบดภูเขาเสียดฟ้าให้เตี้ยลงได้
  16. จงสม่ำเสมอแล้วผลลัพธ์จะปรากฏ ไม่มีเส้นทางไหนไกลเกินความสม่ำเสมอของเรา
  17. ตราบที่ยังพยายาม แปลว่าเรายังมีความหวังว่าจะมีพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

ขอบคุณบทเรียนชีวิตจากหนังสือ Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล นิ้วกลม เขียน สำนักพิมพ์ KOOB

7 ความประทับใจจากหนังสือ Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล” ของ “นิ้วกลม” หรือพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์จบไปเมื่อวานนี้

ผมอ่านข้อเขียนของนิ้วกลมมาตั้งแต่สมัยเขียนลง a day และได้อ่านหนังสือเล่มแรกของนิ้วกลมที่ชื่อ “โตเกียวไม่มีขา” แบบรวดเดียวจบบนเที่ยวบินกรุงเทพ-โตเกียว ในการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกของผม

นิ้วกลมมีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 54 เล่ม โดยเล่มล่าสุดก็คือ Ultraman เล่มนี้

หนังสือบอกเล่าประสบการณ์เตรียมตัวและวิ่งงานอัลตร้ามาราธอนชื่อ HK100 ซึ่งเป็นการวิ่งเทรลหรือเส้นทางธรรมชาติระยะ 103 กิโลเมตรให้จบภายใน 30 ชั่วโมง โดยงานนี้จัดขึ้นที่ฮ่องกงและต้องวิ่งขึ้น-ลงภูเขาหลายลูก

จากคนนอกมองเข้าไป มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะเอาร่างกายไปทรมานทรกรรมวิ่งแบบไม่หลับไม่นอนข้ามวันข้ามคืน ผมเลยเดาว่านี่เป็นเหตุผลที่พี่เอ๋ตั้งชื่อหนังสือออกตัวไว้ก่อนเลยว่ามันคือ “เส้นชัยไร้เหตุผล”

ถ้าคุณเป็นคนที่วิ่งอยู่แล้วเหมือนผม จะพอเข้าใจและอินไปกับรายละเอียดมากมายทั้งตอนซ้อมและตอนแข่งขัน

แต่ถ้าคุณไม่เคยวิ่งและไม่คิดที่จะวิ่ง หนังสือ Ultraman ก็ยังเป็นเรื่องจริงที่สนุกเหมือนนิยายและนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง

และนี่คือ 7 ความประทับใจที่ผมมีต่อ “Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล” ครับ

1. ความไม่คิดหน้าคิดหลัง

การเข้าร่วม HK100 ของพี่เอ๋นั้นมีอารมณ์คล้ายๆ Squid Game คือมีเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วถามว่า “สนใจไปวิ่งในงาน HK100 ไหม”

พอพี่เอ๋ถามว่า “มีระยะไหนบ้างครับ” รอยยิ้มปลายสายก็ตอบมาว่า “100 กิโลเมตรสิคะ”

มีเวลาเตรียมตัวเพียงแค่ 10 สัปดาห์ แต่พี่เอ๋ก็ตกปากรับคำอยู่ดี

ไม่มี 45,600 ล้านวอนรออยู่ จริงๆ แล้วต้องเสียเงินด้วยซ้ำ และถ้าวิ่งไม่จบภายใน 30 ชั่วโมงก็ยังต้องกลับบ้านมือเปล่าอีกด้วย

“รับปากไปโดยไม่รู้เลยว่า คนวิ่งระยะนี้เขาซ้อมกันยังไง แต่ก็รับปากไปแล้ว

ภาระที่ตามมาคือ ทำให้ได้

อย่างที่บอกว่าคงต้องพึ่งปาฏิหาริย์ และปาฏิหาริย์ไม่ใช่ดวง หากคือการมีวินัยระดับที่สร้างปาฏิหาริย์ได้”

2. Commit and Make Time

สำหรับคนเป็นพนักงานบริษัทอย่างผม เทคนิค Time Blocking ถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะถ้าเราไม่กันเวลาเอาไว้ เราอาจจะเสียมันไปกับการประชุมยิบย่อยและเรื่องสำคัญของคนอื่น

พี่เอ๋ใช้ Time Blocking เหมือนกัน นั่นคือกันเวลาช่วงหัวค่ำสองวันต่อสัปดาห์ทุกอาทิตย์ล่วงหน้า 10 สัปดาห์เพื่อจะได้มีเวลาซ้อมวิ่งคราวละ 3-4 ชั่วโมง

แม้จะมีตารางงานวางไว้อยู่ก่อนแล้วมากมาย แต่พี่เอ๋ก็หาเวลาซ้อมจนได้

เมื่อเราจะ commit กับสิ่งใด เราก็ต้องจัดเวลาให้กับมัน

“เงื่อนไขต่างๆ เป็นข้ออ้างที่เรานำมาเป็นเกราะกำบังให้ตัวเองทั้งนั้น”

3. กัลยาณมิตร

“พี่ป๊อก” ผู้เป็นคนมอบตารางซ้อมและรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมไป

“บุ๊ย” ผู้ส่งจดหมายมาแนะนำเคล็ดลับว่าวิ่งอย่างไรให้จบ HK100

“วิน” ผู้ที่พี่เอ๋ชวนไปร่วมวิ่ง HK100 ด้วย

“ตุล” เพื่อนนักวิ่งที่ได้พบกันระหว่างทาง

เหล่านี้คือตัวละครที่วนเวียนเข้ามาในช่วงที่พี่เอ๋กำลังอยู่ในช่วงแปลงร่างเป็น Ultraman

ราวกับมีมือผู้กำกับส่งตัวละครเหล่านี้มาให้ แต่ละคนมีบทบาทสำคัญชนิดที่ว่าถ้าขาดใครคนใดคนหนึ่งไป เรื่องราวใน Ultraman อาจจะมีบทสรุปอีกแบบ

เราไม่อาจไปไหนได้ไกลด้วยตัวคนเดียวจริงๆ

4. การซ้อมวิ่งรอบกรุงเทพมหานคร

ก่อนไปงาน HK100 พี่เอ๋กับคุณวินลองไปซ้อมวิ่งระยะ 2 มาราธอนในวันเดียว นี่คือการวิ่งที่ยาวไกลที่สุดในชีวิตของพี่เอ๋

เริ่มวิ่ง 7 โมงเช้าที่บึงหนองบอน ต่อด้วยสวนหลวงร.9 วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าตรงอุดมสุข มุ่งสู่ท่าเรือบางนา ข้ามฟากไปวิ่งในบางกระเจ้า ข้ามฟากกลับมาพระราม 3 เข้าสาธุประดิษฐ์ ผ่านเส้นนราธิวาส เข้าพระราม 4 ทะลุสุขุมวิท 24 วิ่งสวนเบญจสิริข้างเอ็มโพเรียม ต่อด้วยสวนเบญจกิตติ ไปทะลุสวนลุม ตัดผ่านเซ็นทรัลเวิลด์ วิ่งเลียบสวนจิตรลดา ลานพระบรมรูปทรงม้า เลี้ยวเข้าราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง วัดพระแก้ว หัวลำโพง สวนอุทยาน 100 ปีจุฬา ผ่านหอศิลป์ และไปจบที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ตอน 4 ทุ่ม

ด้วยสองเท้า พี่เอ๋กับคุณวินพาตัวเองผ่านระยะทาง 84.40 กิโลเมตร 18 สวนสาธารณะและแลนด์มาร์คสำคัญทั่วกรุงเทพ

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตอนวิ่งได้ติดกล้อง GoPro ถ่ายเส้นทางไปด้วย น่าจะเอามาทำเป็นหนังสั้นงามๆ ได้เลย

5. ความสำคัญของคนข้างกาย

ภรรยาพี่เอ๋ชื่อคุณ ‘ชิงชิง’

การเป็นคู่ชีวิตกับคนที่ต้องซ้อมวิ่งสัปดาห์ละเป็นสิบชั่วโมงนั้นไม่ง่าย เพราะนอกจากพร้อมเข้าใจแล้ว ยังต้องพร้อมสนับสนุนอีกด้วย

ในการวิ่ง HK100 จะมีจุดเช็คพ้อยท์หรือ CP ทั้งหมด 9 จุดด้วยกัน โดยญาติมีโอกาสจะมาพบกับนักวิ่งได้ที่ CP2 CP5 และ CP8 เพราะเป็นเพียงสามจุดที่รถยนต์เข้าถึง

โดยเฉพาะ CP5 นั้นสำคัญมากเพราะนักวิ่งได้วิ่งมาแล้ว 57 กิโลเมตร ตั้งแต่เช้ายันสามทุ่ม นี่คือจุดที่นักวิ่งส่วนใหญ่จะพักกินข้าว อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และอุปกรณ์ ดังนั้นญาติจะเป็นคนจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้

คุณชิงชิงช่วยปูเสื่อ วิ่งเติมน้ำ หยิบขนม ส่งข้าวหมูแดง ชาร์จโทรศัพท์ เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้พี่เอ๋ ไม่ต่างอะไรกับพี่เลี้ยงที่ดูแลนักมวยระหว่างพักยก

นอกจากน้ำและข้าวหมูแดง สิ่งที่เติมพลังให้พี่เอ๋ได้มากที่สุดก็คือคำพูดและเสียงหัวเราะของคุณชิงชิงนี่แหละ

นี่คือคำบรรยายของนิ้วกลมเมื่อวิ่งมาถึง CP5 หมาดๆ

“ผมคาดหวังกับการจอดพักเติมพลังครั้งนี้มาก เพราะลำพังแรงกายแรงใจที่มีอยู่นั้นไม่มีทางผลักดันตัวเองไปจนจบการแข่งขันได้แน่นอน

หวังให้ ‘ปั๊มน้ำมันใหญ่’ แห่งนี้ช่วยยืนยันกับตัวอีกทีว่ายังไหว หวังว่ามันคือครึ่งทางที่จะเปลี่ยนมืดเป็นสว่าง เปลี่ยนทางตันเป็นทางไปต่อ

นาทีนั้น ผมนึกถึงชิงชิง หันซ้ายแลขวามองหาใบหน้าคุ้นเคย ด้วยสภาพเหมือนคนหลงทางมานานกำลังหาทางกลับบ้าน

บ้านไม่ใช่สถานที่ ทว่าคือคนที่เรารักและรักเรา”

6. สองทางที่เจ็บปวดทั้งคู่

ตอนจะออกจาก CP5 เวลาคัตออฟเข้ามาใกล้มาก พี่เอ๋ คุณวิน และคุณตุลต้องรีบเดินขึ้นเขาเพื่อเร่งทำเวลา

ขณะที่เดินไปได้ไม่ไกลก็พบนักวิ่งค่อยๆ เดินสวนทางลงมาทีละคน นับรวมได้ยี่สิบกว่าคน นักวิ่งกลุ่มนี้คือคนที่ยอมยกธงขาว เพราะรู้ตัวว่าถึงฝืนไปต่อก็ไม่ทันกับเวลาคัตออฟ ถ้าวิ่งไปถึง CP6 หรือ CP7 แล้วโดนตัดสิทธิ์ ก็ต้องทนเดินถึง CP8 เพื่อจะได้นั่งรถกลับลงมา

เมื่ออยู่บนทางแยกที่ต้องเจ็บปวดทั้งคู่ เราจะเลือกทางไหน?

แม้จะรู้ตัวว่าโอกาสริบหรี่มาก แต่ทั้งสามคนก็ตัดสินใจจะวิ่งต่อไปให้ถึงที่สุด

“ผมคิดถึงการซ้อมสาหัสสากรรจ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ภาพตัวเองวิ่งคนเดียวเบื่อๆ ในหมู่บ้านช่วงสามทุ่มวันแล้ววันเล่า

แน่นอน ใครจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างน้อยผมก็จะก้าวขาไปจนกระทั่งสนามบอกเราเองว่าไม่อนุญาตให้ไปต่อแล้ว

เราไม่ควรเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน ทำตามที่บอกชิงชิงไว้ – สู้จนหยดสุดท้าย”

นี่คือ mentality เดียวกับ Manchester United ชุดสามแชมป์ที่จะไม่ยอมแพ้จนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีด

7. มนุษย์มีเหตุผลเสมอ

George Mallory เป็นนักปีนเขาเลื่องชื่อที่พยายามพิชิตเอเวอเรสต์หลายครั้งแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ

มีคนเคยถามเขาว่า

“Why did you want to climb Mount Everest?”

Mallory ตอบว่า

“Because it’s there.”

เพราะมันอยู่ตรงนั้น ฉันก็เลยต้องปีน

ใน Ultraman พี่เอ๋เขียนไว้ชวนคิดว่า

“บางคนมีแรงขับภายในที่ต้องการสัมผัสแผ่นดินใหม่ อยากรู้ว่าที่นั่นเป็นอย่างไร จะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยืนอยู่ตรงนั้น คล้ายกับเดินขึ้นหิมาลัยเพื่อไปให้ถึง Everest Basecamp (EBC)

ถึงที่สุดแล้วเราไม่ได้ต้องการไปให้ถึงค่ายฐานทางกายภาพหรอก แต่เราอยากค้นพบตัวเองตอนไปถึงที่นั่นว่าต่างไปจากปกติหรือตอนเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าอย่างไรบ้าง

กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ มันคือการเปลี่ยนสภาวะภายใน

ต่างแน่ๆ, เมื่อไปยังสถานการณ์ใหม่ เราจะได้พบตัวตนที่ไม่เคยรู้ว่ามีในตัวเอง บางคราวอ่อนแออย่างคาดไม่ถึง บางครั้งแข็งแกร่งกว่าที่คิด เราจะได้รู้จักหัวใจตัวเองมากขึ้น ว่ามันเปราะบาง ทนทาน ยอมแพ้ หรือสู้ไม่ถอย

จะรู้ เมื่ออยู่ตรงนั้น

บ่อยครั้ง เมื่อพบมันแล้ว คุณสมบัตินั้นจะติดตัวมา และเปลี่ยนแปลงเราไปจากเดิม”

ผมนึกถึงสิ่งที่ Morgan Housel เขียนไว้ในบทแรกของหนังสือ The Psychology of Money ว่า “Noone’s Crazy” – ไม่มีใครบ้าหรอกนะ

แม้การกระทำของบางคนจะดูไร้เหตุผลแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่ามันมีเหตุผลบางอย่างที่ดีพอสำหรับคนคนนั้นเสมอ


เมื่อได้อ่าน Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล จนจบ ผมรู้สึกขอบคุณความไม่คิดหน้าคิดหลังของพี่เอ๋จนก่อให้เกิดหนังสือเล่มนี้

ยิ่งพอรู้ว่าหลังจากนั้นทั่วโลกจะไม่ได้จัดงานวิ่งอีกเกือบสองปี ส่วนพี่เอ๋เองก็บาดเจ็บจนต้องผ่าเข่าและหมอไม่แนะนำให้กลับไปวิ่งอัลตร้าอีกแล้ว การตัดสินใจร่วมงาน HK100 จึงอาจนับเป็น Once in a lifetime decision เลยก็ว่าได้

ตอนนี้พี่เอ๋กำลังกลับมาซ้อมวิ่งและตั้งเป้าจะวิ่งให้จบฮาล์ฟมาราธอนที่บางแสน ส่วนการวิ่งอัลตร้ามาราธอนนั้นพี่เอ๋จะได้เข้าร่วมอีกรึเปล่าผมยังไม่แน่ใจ

สิ่งที่รู้ก็คือ 18 ปีที่ผ่านมาพี่เอ๋เขียนหนังสือมาแล้ว 54 เล่ม ถ้านับแบบ HK100 ก็ใกล้ถึง CP5 แล้ว

ดูจากเพซการเขียนหนังสือปีละ 3 เล่ม ผมว่าพี่เอ๋น่าจะมีผลงานครบ 100 เล่มภายในปี 2038

นี่คืออัลตร้ามาราธอนที่ผมจะคอยตามเชียร์และเอาใจช่วยต่อไป

ขอให้พี่เอ๋ไปถึงเส้นชัยในเวลาที่เหมาะสมครับ

17 ข้อควรรู้งานหนังสือ 2565 ที่ศูนย์สิริกิติ์

งานหนังสือรอบนี้คึกคักมาก เป็นบรรยากาศเดิมๆ ที่คิดถึง เพราะเคยไปจัดที่อื่นก็ไม่ลงตัวเหมือนจัดที่นี่

ผมไปเดินงานมาแล้ว 2 รอบ เลยขอนำสิ่งที่รู้มาแชร์กันครับ

  1. งานเริ่ม 10 โมงเช้า ถ้าขับรถไป ควรไปถึงก่อน 9:30 แล้วชีวิตจะดีงาม ถ้ามาถึงช้ากว่านั้นคิวรถเข้าศูนย์จะยาวมากทั้งเส้นรัชดาและเส้นพระราม 4 ผมพาลูกมาวันแรกเจอรถติดตรงพระราม 4 ถึงกับต้องตีรถไปจอดที่อื่นแล้วนั่งรถใต้ดินมา
  2. ไม่ต้องเดินตากแดดร้อนๆ อีกต่อไป! งานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์สมัยก่อนคือต้องไปจอดรถด้านหลังที่เป็นดินลูกรังแล้วก็เดินสู้แดดสู้ฝนมาเข้างาน แต่ตอนนี้ที่จอดรถเป็นใต้ดินทั้งหมดแล้ว
  3. ถ้าไม่อยากเดินไกล ให้เลี้ยวรถเข้าประตูฝั่งใกล้สวนเบญจกิตติ ลงที่จอดรถใต้ดินแล้วจอดแถวๆ เสา A01 – E10 จะใกล้ทางเข้างานที่สุด ถ้ามา MRT หรือเข้าที่จอดรถตั้งแต่ประตูแรกจะต้องเดินไกลหน่อยเพราะอยู่คนละฝั่งกับงาน
  4. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่น่าเดินมาก ให้ความรู้สึกเหมือนสยามพารากอน + ไบเทค + ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอนที่ผมขึ้นบันไดเลื่อนมา มีน้องม.ปลายสองคนขึ้นบันไดเลื่อนข้างหลังผม พอบันไดเลื่อนขึ้นมาจนเห็นในตัวอาคาร น้องทั้งสองคนก็ตะโกนพร้อมกันว่า “โหวววว!” แล้วคนหนึ่งก็แซวตัวเองว่า “บ้านนอกเข้ากรุง”
  5. ถ้ามาถึงก่อนงานเริ่ม คนจะนั่งรอกันเต็มพื้นที่หน้างาน ซึ่งอยู่ชั้น LG แนะนำให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น G คนจะน้อยกว่า และมีม้านั่งให้ด้วย
  6. ลืมภาพจำห้องน้ำสวนสิริกิติ์ที่แคบๆ และต้องต่อคิวยาวไปได้เลย ที่นี่ห้องน้ำเยอะสะอาด กว้างขวาง ขนาดคนเดิมเต็มงานผมยังไม่เห็นคิวคนเข้าห้องน้ำแม้แต่คิวเดียว
  7. หน้างานมีร้านอาหารเต็มไปหมด แต่คิวก็เต็มไปหมดเช่นกัน ทั้ง Zen, On The Table, OISHI BIZTORO, KFC ถ้าเห็นคิวยาวแล้วท้อ แนะนำให้ขึ้นไปชั้น G มี Big C Mini อยู่ ซื้อขนมและซาลาเปามากินรองท้องได้
  8. เอาน้ำดื่มเข้างานได้นะครับ จริงๆ ในงานมีบู๊ธขายน้ำด้วยซ้ำไป ส่วนอาหารไม่แน่ใจแต่ก็ไม่ได้มีคนตรวจอะไร
  9. แอร์เย็นกำลังดี ไม่ลงหัว แต่ถ้าขี้หนาวก็ใส่แจ็คเก็ตมาได้ แต่ถ้าต้องขึ้นรถใต้ดินก็จะร้อนหน่อย
  10. รอบนี้ทุกบู๊ธอยู่ในห้องเดียวกันหมด (อารมณ์เหมือน Plenary Hall สมัยก่อน) ไม่ต้องเดินไกลเหมือนงานที่บางซื่อ โดยงานจัดที่ Hall 5-6-7 ส่วน Hall 8 มีงานของโฮมโปร
  11. สำนักพิมพ์ใหญ่จะอยู่สุดทางเดิน คนละฝั่งกับทางเข้าประตู ทั้งนายอินทร์ B2S มติชน ซีเอ็ด แจ่มใส ติดกันเรียงราย
  12. ทางเดินในงานค่อนข้างแคบ ถ้าอยากจะเคลื่อนตัวไวๆ หน่อย ให้เดินตรงเส้นรอบวงของงานแทน
  13. ถ้าไม่อยากเสียเวลาเกินไป (เพราะยิ่งช้าคนในงานจะยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ) ควรจะคิดก่อนว่าอยากดูบู๊ธไหนบ้าง แล้ว “วางแผนการเดินทาง” ให้ดี ดูรายชื่อสำนักพิมพ์ที่มาออกงานได้โดยการกูเกิ้ล “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2565 มีสำนักพิมพ์ไหนบ้าง? เช็กเลย
  14. ไม่ต้องกด ATM อีกต่อไป! หนึ่งใน pain points สมัยก่อนคือเวลาซื้อหนังสือจนเกินงบ ตังค์หมด ก็ต้องไปเข้าคิวกด ATM แต่งานนี้ Scan QR Code ทุกร้าน ผมไม่ต้องใช้เงินสดเลยสักบาทเดียว
  15. ถ้ามาทางรถใต้ดิน ขากลับคิวซื้อตั๋วจะยาวมาก ทางแก้คือเดินเลียบกำแพงไปซื้อตั๋วอีกฝั่งหนึ่ง หรือถ้าโชคดีลองดูใกล้ๆ ที่ติ๊ดบัตร จะมีพนักงานยืนแจกสลิปที่มี QR Code เอาไว้เก็บเงินปลายทางได้ เหมือนได้บัตร Fast Pass ของสวนสนุกยังไงยังงั้น ผมเลือกใช้ออปชั่นนี้แม้จะต้องจ่ายราคาผู้ใหญ่ก็ตามเพราะลูกๆ เมื่อยและหิวเต็มทีแล้ว
  16. หาหนังสือของผมได้ที่บู๊ธของสำนักพิมพ์ DOT บู๊ธ F06 (Love Me Love My Job) และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย บู๊ธ F34 (Thank God It’s Monday และ ช้างกูอยู่ไหน)
  17. หากใครไม่สะดวกไปงาน สามารถเข้าแอป LINE MAN > Mart แล้วกดแบนเนอร์ “งานมหกรรมหนังสือ ได้โค้ดลดเพียบ

เพิ่มเติมว่าวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 17.00 มีขบวนเสด็จนะครับ

อยากให้ได้ไปเดินงานนี้กันครับ ถือเป็นการให้กำลังใจคนทำหนังสือหลังจากที่ต้องเจอสภาวะลำบากมาหลายปี ส่วนเราเองในฐานะนักอ่านก็จะได้กลับมาฝึกฝนให้ตัวเองได้ใช้เวลากับหน้ากระดาษมากกว่าหน้าจอด้วย

งานมีถึงวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคมนี้ครับผม