เสพติดความวุ่นวาย

20200816

เมื่อทุกอย่างอยู่ที่ปลายนิ้ว จึงเป็นการยากที่จะนั่งเฉยๆ

ต้องหาเพลงขึ้นมาฟัง ต้องหาอะไรขึ้นมาอ่าน ต้องหาเกมซักอย่างเล่น

คนที่ productive หน่อยก็อาจจะใช้ช่วงเวลานี้ทำงานจิปาถะหรืออ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์

แต่ไม่ว่าจะ productive หรือ unproductive คนทั้งสองกลุ่มก็กำลังวิ่งหนีการนั่งอยู่เฉยๆ อยู่ดี

เมื่อเราเสพติดความวุ่นวาย เราจะเหลือเวลาให้สมองได้พักผ่อนน้อยลง และเราจะคิดอะไรที่ลึกซึ้งไม่ค่อยได้ เพราะจิตใจไม่มีความอดทนอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ

สำหรับคนปัจจุบัน อ่านหนังสือ 15 นาทีนั้นง่ายกว่าการนั่งดูใจตนเอง 15 นาทีนัก

และนี่คือปัญหาใหญ่

เพราะความทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ไม่ได้เกิดจากความรู้เราไม่พอ แต่เกิดจากที่เรารู้จักตัวเองไม่พอต่างหาก

คนเราสลดใจได้แค่แป๊บเดียว

20200815

เวลาเราไปงานศพ หรือเยี่ยมคนป่วยหนักๆ หรือเห็นภาพอะไรที่มันสะเทือนจิตใจเรามากๆ เรามักจะ “คิดได้” ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญกับชีวิต จนเกิดเป็นปณิธานเล็กๆ ขึ้นในใจว่าเราจะไม่ใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา

แต่คิดได้ไม่ได้แปลว่าทำได้ พอเรากราบศพเดินออกจากศาลา ไปนั่งกินข้าวต้มกับเพื่อนก่อนกลับบ้าน วันถัดมากลับมาทำงานเจออะไรวุ่นๆ ตกเย็นนอนไถฟีดเห็นชีวิตดีๆ ของคนอื่นเขา ชีวิตของเราก็กลับเข้าหลูปเดิม

เพราะความเข้าใจคนเรามีสามระดับ

ระดับแรกคือสุตมยปัญญา คือความเข้าใจจากการฟังเขาเล่าว่า จำได้ ท่องได้

ระดับที่สองคือจินตามยปัญญา คือความเข้าใจที่เกิดจากการขบคิดวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี

ระดับที่สามคือภาวนามยปัญญา คือความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เข้าใจเพราะประสบด้วยตนเอง

มีแต่ความเข้าใจระดับภาวนามยปัญญาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้ เพราะมันมีอิมแพ็คถึงระดับจิตไร้สำนึก

ขอยกข้อความตอนหนึ่งในธรรมบรรยายวันที่ 3 ของอาจารย์โกเอ็นก้ามาไว้ตรงนี้

—–

นี่คือสิ่งที่ท่านจะได้ทําต่อไป ความสามารถเฉพาะที่จะพัฒนาให้มีขึ้นในตัวท่านนี้จะช่วยให้ท่านได้รู้ความจริง ไม่เพียงในระดับพื้นผิวของจิต คือในระดับเหตุผลเท่านั้น แต่จะรู้ความจริงในระดับที่ลึกลงไปภายในโครงสร้างของร่างกาย

ในระดับเชาวน์ปัญญานั้น ทุกคนสามารถเข้าใจได้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับไป ซึ่งเราสามารถเข้าใจได้ในระดับเหตุผล แต่ความเข้าใจนี้ไม่อาจจะช่วยอะไรเราได้เลย

เมื่อมีเหตุการณ์ที่เจ็บปวดชอกช้ำแสนสาหัสเกิดขึ้นในชีวิต เช่นคนที่เราใกล้ชิดและรักมากได้ตายจากไป และศพถูกนําไปวางบนเชิงตะกอน แล้วเผาหรือถูกวางในหลุมฝังศพที่ป่าช้า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทําให้เราเกิดปัญญาขึ้นมาว่า ท้ายที่สุดแล้วนี่คือชีวิต ทุกๆ ชีวิตจะต้องจบลงแบบนี้ ทุกคนต้องตาย วันหนึ่งเราก็ต้องตาย และผู้คนจะนําร่างของเรามาเผาที่นี่ หรือมาฝังที่นี่ แล้วสมบัติที่สะสมไว้จะมีประโยชน์อันใด ความทะยานอยาก ความผูกพันยึดติด การดิ้นรนต่อสู้กับผู้คนทั้งหลาย นี่เรากําลังทําอะไรอยู่ ทําไปเพื่ออะไรกัน เราไม่สามารถจะเอาอะไรติดตัวไปได้เลย สิ่งที่ติดตัวมาก็จะต้องถูกเผาไปจนหมด หรือถูกนําไปฝังดินทั้งหมด ที่พยายามดิ้นรนต่อสู้มา ก็สุดสิ้นลงแค่นี้เท่านั้น เมื่อคิดทบทวนดูก็เหมือนกับว่าปัญญาที่ลึกซึ้งได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ที่ไหนได้ เพียงแค่ก้าวออกจากที่ฝังศพหรือที่เผาศพก็กลับเป็นเหมือนเช่นเดิม ฉัน ตัวฉัน ของฉัน วนเวียนอยู่แค่นี้

ทั้งนี้เพราะปัญญาลึกซึ้งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัญญาเพียงแค่ในระดับเหตุผล เรายังไม่ได้ประจักษ์กับมันในระดับที่ลึกลงไปภายในตัวของเราเอง ในส่วนลึกของจิตใจ จิตไร้สํานึกจึงยังคงเฝ้าแต่ปรุงแต่งอยู่เช่นเดิม ฉัน ของฉัน ฉันพอใจ ฉันไม่พอใจ ปัญญาในระดับนี้จึงยังช่วยอะไรเราไม่ได้ เราอาจเล่นเกมทางอารมณ์เท่าใดก็ได้จนตลอดชีวิต แต่จะไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ในการมาฟังธรรมบรรยาย ท่านอาจได้รับความพึงพอใจอย่างมากในระดับเหตุผล ท่านอาจคิดว่า บัดนี้ท่านเข้าใจแล้วว่าสัจธรรมคืออะไร บัดนี้ท่านเข้าใจแล้วว่าถ้าท่านเกิดความโลภขึ้นเมื่อใด ท่านจะเป็นทุกข์ ถ้าท่านมีความยึดติด ท่านก็จะเป็นทุกข์ ถ้าท่านสร้างความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ขึ้นมา ท่านก็จะเป็นทุกข์ ท่านจะต้องเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ ท่านเข้าใจในสัจธรรมแล้ว ท่านเข้าใจธรรมะแล้ว ท่านเข้าใจกฎธรรมชาติแล้ว ดูแล้วเหมือนกับว่าได้เกิดปัญญาขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ แต่พอออกจากห้องบรรยายธรรมเท่านั้นแหละ

“รองเท้าของฉันหายไปไหน ใครมาเอารองเท้าของฉันไป ฉันเพิ่งจะซื้อมาใหม่ๆ เมื่อเช้านี้เอง!”

ความยึดมั่นถือมั่นแบบเดิมๆ เกิดขึ้น ของฉัน ของฉัน ของฉัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย มันเป็นแค่เกมการละเล่นในระดับเหตุผลเท่านั้น และช่วยอะไรเราไม่ได้เลย จนกว่าจิตไร้สํานึกที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดจะถูกแก้ไขให้ถูกต้อง เราจึงจะหลุดพ้นได้ นี่คือการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เราจะต้องเจาะให้ลึกลงไปจนถึงระดับที่ลึกที่สุดของจิต ที่ซึ่งสามารถรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ตลอดเวลา และอบรมจิตส่วนนี้ให้เลิกทําปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบสนองต่อเวทนาหรือความรู้สึกทางกายเสีย

—–

อันตรายเกิดจากความเข้าใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ทั้งที่สุดท้ายแล้วเราทำได้แค่เพียงเล่นเกมส์ทางเชาวน์ปัญญาเท่านั้น มันไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

วันนี้วันเสาร์ อากาศดีและมีเวลา ลองจัดสรรให้เราได้อยู่กับตัวเองเงียบๆ บ้างก็น่าจะดีนะครับ

นิทานเหยี่ยวเอ๋ยเหยี่ยวน้อย

20200813

เหยี่ยวเอ๋ยเหยี่ยวน้อย

ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา

หากพบงูอยู่ที่กลางท้องนา

เจ้าจงอย่าสู้กับมันบนพื้นดิน

เจ้าพึงจับงูบินขึ้นที่สูง

เปลี่ยนสมรภูมิจากปฐพีเป็นผืนฟ้า

แล้วจงปล่อยงูให้ตกลงมา

เมื่อลอยล่องอยู่กลางนภา

อนิจจางูเห่าคืองูง่อย

—–

The Eagle does not fight the snake on the ground.

It picks it up into the sky and changes the battle ground.

And then it releases the snake into the sky.

The snake has no stamina, no power and no balance in the air.

It is useless, weak and vulnerable.

Unlike on the ground, where it is powerful, wise, and deadly.

—–

แปลจากเรื่องเล่าใน Quora: Clara Leo’s answer to What can we learn from Eagle? 

หากไม่อยากตกเป็นทาสของใคร

20200812

ก็อย่าไปหวังอะไรจากเขา

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราปรารถนาจะได้สิ่งใดจากคนๆ หนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เขาก็จะมีอิทธิพลเหนือชีวิตเราทันที

หากเราโพสต์เฟซบุ๊คแล้วหวังให้คนมากดไลค์เยอะๆ เราก็จะตกเป็นทาสของเฟซบุ๊ค

หากเรากลัวว่าหัวหน้าจะไม่ชอบเรา เขาสั่งอะไรไร้เหตุผลแค่ไหนเราก็ต้องยอมเรื่อยไป

หากเรารักคนคนหนึ่งแล้วปรารถนาให้เขารักตอบ เราก็จะกลายเป็นเบี้ยล่างของเขา ทั้งที่ความรักของหญิงชายมันควรจะเริ่มจากความเป็นคนที่เท่ากัน

เจอโมเมนต์ดีๆ เราก็โพสต์ งานที่มีก็ทำเต็มความสามารถ ถ้าความรักผุดขึ้นก็แสดงมันออกมา

จากนั้นผลจะเป็นอย่างไรก็อย่าไปคาดหวัง

รู้ดีว่าทำได้ยากมาก แต่ก็ดีกว่าทางเลือกอีกทางนะครับ

โรคกลัวคนอื่นเกลียด

20200811b

ผมว่าพวกเราไม่น้อยเป็นโรคนี้กัน

กลัวว่าถ้าทำอะไรลงไปแล้วเค้าจะไม่ชอบเราหรือเอาเราไปพูดในทางเสียๆ หายๆ

เราก็เลยพยายามจะ please ทุกคน และ say yes ไปเสียทุกเรื่อง ไม่กล้าขัดอกขัดใจอะไรใคร

หรือเมื่อเราเจอลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานที่สร้างความเดือดร้อน เราก็เลือกที่จะอะลุ่มอล่วยและอ้อมค้อมเพราะไม่อยากทำร้ายน้ำใจเขา แต่การทำอย่างนี้ก็เท่ากับเราทำร้ายน้ำใจคนอื่นๆ อยู่ดี

เมื่อเราพยายามจะเอาใจทุกคน เราจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง แล้วคนที่เราเอาใจก็มักจะมองไม่เห็นคุณค่าเพราะได้มันมาง่ายเกินไป

เมื่อใดที่เราตระหนักได้ว่าการเอาใจทุกคนนั้นไม่ใช่หนทางที่ฉลาดนัก เมื่อนั้นเราก็พร้อมจะที่เลือกเดินอีกทางหนึ่ง

ทางที่ต้องอาศัยความกล้า กล้าที่จะถูกเกลียดเหมือนชื่อหนังสือขายดี

เมื่อเรากล้าที่จะถูกเกลียด เราจะทำสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนของเราและหลักการของเรามากขึ้น ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากฐานความคิดที่มั่นคงแข็งแรงไม่โอนเอนอ่อนไหวไปตามกระแสหรือความคิดของคนอื่น

และเมื่อเราทำอย่างนั้น เราอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าเราไม่ได้ถูกเกลียดมากอย่างที่เราเคยกลัว

อาจจะไม่ popular ก็จริง แต่ก็เป็นที่ยอมรับ

อาจจะมีคนไม่ชอบใจบ้างก็จริง แต่เขาก็เคารพในการตัดสินใจของเรา

ระหว่างความนิยมกับความเคารพ เป็นผมผมเลือกความเคารพนะครับ

เพราะชีวิตไม่ใช่การประกวดนางงามมิตรภาพ เราไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ทุกคนรักก็ได้

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017