The Black Swan ตอนที่ 8 – ยุทธการ Barbell

20200614

ในหลายบทที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่ามนุษย์นั้นชอบปะติดปะต่อเรื่องราว ชอบมองเห็นแพทเทิร์นในทุกๆ อย่าง และชอบตัดสินว่าสิ่งนั้นดี-สิ่งนี้ไม่ดี

เวลาเรามองต้นไม้เราไม่สามารถมองเห็นแค่ต้นไม้ได้ เราเห็น “ต้นไม้สวย” หรือ “ต้นไม้ที่ไม่สวย” เรามี bias กับแทบทุกเรื่องในชีวิต แล้วเราควรทำตัวอย่างไรดี?

คำตอบก็คือ “จงรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้!” จงยอมรับว่าเรามีความทะนงตนในความรู้ (epistemic arrogance) อย่าพยายามที่จะไม่ตัดสินหรือออกความเห็น เพราะการมีความเห็นนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์

และแม้ว่าผู้เขียนจะเตือนเราว่าทำนายอนาคตได้แย่แค่ไหน เราก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการทำนายอนาคตไปเสียทุกครั้ง การเป็นคนเขลา (fool) ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ขอแค่เป็นคนเขลาให้ถูกที่ถูกเวลาก็พอ

เราสามารถเป็นคนเขลาในเรื่องเล็กๆ ได้ แต่อย่าเป็นคนเขลาในเรื่องใหญ่ๆ อย่าไปฟังว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เศรษฐกิจชาติไว้อย่างไรบ้าง แต่ถ้าสุดสัปดาห์นี้จะไปปิคนิคก็เชิญคาดการณ์ได้ตามอัธยาศัย

และแม้ว่าเราไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้ประโยชน์จากอนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ – knowing that you cannot predict does not mean that you cannot benefit from unpredictability.

เหตุที่อเมริกายิ่งใหญ่

Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนได้ด้วยการ maximize serendipity หรือการเพิ่มโอกาสในการเกิดเรื่องบังเอิญให้มากที่สุด

วัฒนธรรมของอเมริกาสนับสนุนให้คนลองผิดลองถูก (trial and error) ทำให้มีนวัตกรรมเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ผิดกับในยุโรปหรือในญี่ปุ่นที่ความผิดพลาดนั้นนับเป็นเรื่องน่าละอาย ทั้งๆ ที่บางทีมันเป็นเรื่องของจังหวะและโชคมากกว่าจะเป็นความบกพร่องของตัวบุคคล

อย่าลืมว่า Black Swans นั้นมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ การที่เราพร้อมลองผิดลองถูก คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบกับหงส์ดำที่จะทำให้ชีวิตเราพุ่งทะยานได้ ดังนั้น หากมีโอกาสเข้ามา จงคว้ามันเอาไว้ ถ้ามีสำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามา หรือมีผู้กำกับหนังมาทาบทามก็จงยกเลิกนัดที่มีอยู่แล้วทั้งหมดแล้วตอบรับนัดใหม่นี้ซะ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้ผ่านมาบ่อยๆ

หากเราอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ๆ จึงสำคัญ เพราะมันนำมาซึ่งโอกาสมากมาย การได้พบปะพูดคุยกับคนบางคนอาจนำมาซึ่งไอเดียหรือธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการสื่อสารทางไกลไม่สามารถทดแทนการเจอกันตัวเป็นๆ ได้

ยุทธการบาร์เบล

หากเรายอมรับได้ว่าการคาดการณ์หรือการทำนายนั้นมีข้อจำกัด และการ “ประเมินความเสี่ยง” นั้นไม่อาจเที่ยงตรงเพราะ Black Swan เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้คือการเป็นคนที่ hyperconservative และ hyperaggressive ในเวลาเดียวกัน

แทนที่จะลงทุนใน “หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง” (ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโบรกเกอร์และธนาคารเขาประเมินความเสี่ยงปานกลางออกมาได้ยังไง) เราควรจะแบ่งเงินลงทุน 85-90% ไปซื้อหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสุดๆ อย่าง Treasury Bill [ตั๋วเงินคลัง – ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปีที่รัฐบาลออกจําหน่ายเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน]

ส่วนเงินที่เหลืออีก 10-15% นั้นเราควรนำไปลงทุนกับหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ เช่นกองทุนแบบ venture capital ที่นำเงินไปลงทุนใน startup ยิ่งถ้าเราสามารถซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ด้วยก็จะยิ่งเพอร์เฟ็ค

ด้วยวิธีการแบบ hyperconservative + hyperaggressive นี้ ต่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแค่ไหน เราก็จะเสียเงินไม่เกิน 15% ของเงินลงทุนทั้งหมด แต่ถ้าเราแทงม้าถูก เจอ Black Swan เชิงบวก เงิน 15% ที่เราลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจให้ผลตอบแทนมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลยทีเดียว

นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกมันว่ายุทธการบาร์เบล คือไม่มีตรงกลาง มีแต่สุดโต่งทั้งสองด้านคือ low risk / low return และ high risk / high return เมื่อเอามาเฉลี่ยกันแล้วก็จะเป็น medium risk แต่วิธีการลงทุนแบบนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้รับประโยชน์จากหงส์ดำเชิงบวกและป้องกันความสูญเสียจากหงส์ดำเชิงลบ

ธุรกิจ Black Swan

ธุรกิจที่มี Black Swan เชิงบวกก็เช่นธุรกิจภาพยนตร์ งานวิจัย หนังสือ เราเสียเงินประมาณหนึ่งในการพิมพ์หนังสือแต่ละปก แต่ถ้าปกใดปกหนึ่งติดตลาดก็อาจเลี้ยงสำนักพิมพ์ไปได้อีกนาน

ในทางกลับกัน ธุรกิจอย่างธนาคารนั้นมีแต่ Black Swan เชิงลบ คุณปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ และอย่างดีที่สุดเขาก็ใช้เงินให้คุณจนครบ และต่อให้เค้าธุรกิจเฟื่องฟูแค่ไหน เขาก็คงไม่จ่ายเงินคุณมากไปกว่านี้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ Black Swan อย่างลูกหนี้พร้อมใจกันชักดาบ ธุรกิจธนาคารของคุณก็แทบจะล้มทั้งยืน

โฟกัสที่ผลลัพธ์

แม้เราจะไม่สามารถประเมินความเสี่ยงของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ แต่เราประเมินผลลัพธ์ที่จะตามมาได้ เราไม่สามารถประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพ แต่เราประเมินได้ว่าผลกระทบที่จะตามมาจากแผ่นดินไหวในกรุงเทพมีอะไรบ้าง

ดังนั้น การจะตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ จงให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ที่จะตามมามากกว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น เพราะเราคำนวณผลลัพธ์ได้แต่เราคำนวณความเสี่ยงไม่ได้

จงพาตัวเองไปอยู่ในการลงทุน ธุรกิจ และสถานการณ์ที่เรามี exposure กับผลลัพธ์เชิงบวกมากกว่าผลลัพธ์เชิงลบ แล้วเราจะอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

ติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่
The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “story”
The Black Swan ตอนที่ 5 – หลักฐานอันเงียบงัน
The Black Swan ตอนที่ 6 – โยนเหรียญเสี่ยงทาย
The Black Swan ตอนที่ 7 – บิลเลียดสุดขอบจักรวาล

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ถ้าเรากำลังหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย

20200613

แสดงว่าเราเป็นคนโชคดี

ในขณะที่เราหงุดหงิดกับเน็ตช้า ดราม่าในที่ทำงาน หรือผมที่ตัดมาสั้นเกินไป ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้เพราะเขากำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงกว่า ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน สุขภาพ และความเป็นอยู่เรื่องปากท้อง

ยิ่งชีวิตเราดีขึ้นแค่ไหน เราก็มีโอกาสที่จะหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยได้มากขึ้นเท่านั้น ราวกับความมั่งคั่งนั้นแปรผกผันกับภูมิคุ้มกันความทุกข์

เมื่อเราระลึกได้ว่าเรื่องที่เราหงุดหงิดนั้นไม่ได้มีแก่นสารอะไร และมีคนอีกมากที่อยากมาอยู่จุดที่เราอยู่ตรงนี้ เราก็อาจจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีมากขึ้น และไม่ถือสาหาความกับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตครับ

นิทานลาล่าเสือ

20200611b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงไก่และลารวมกันไว้หลังบ้าน

วันหนึ่งเสือเดินผ่านมาเห็นลา เกิดอยากจะจับลากินเป็นอาหาร

ขณะที่มันซุ่มดูลาอยู่นั้น เจ้าไก่ก็ส่งเลี้ยงร้องขึ้นมา

เสือไม่เคยได้ยินเสียงไก่ขันมาก่อน มันจึงตกใจและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อลาเห็นเสือวิ่งหนีก็เกิดความลำพองใจ รีบวิ่งตามเสือไปทันที

ฝ่ายเสือเมื่อวิ่งไปได้สักครู่ก็หันกลับมามอง เห็นว่าเจ้าลาวิ่งตามมาถึงที่ก็ดีใจ กระโจนเข้าขย้ำลาและกินมันอย่างอิ่มหนำสำราญ

มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ

20200611

วิธีการทำงานที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราไม่ได้ทำเพราะว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่เราทำเพราะมันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ฝรั่งเรียกว่า status quo

การเปลี่ยน status quo นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เราไม่ชอบแรงเสียดทาน เราไม่ชอบความเสี่ยง เราจินตนาการไปว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่เรายังเห็นภาพไม่ค่อยชัด เราเลยยอมอยู่กับความเจ็บปวดแบบเดิมๆ ที่เราเคยชินและรู้จักดีอยู่แล้ว

แต่เกือบทุกอย่างมันดีขึ้นได้เสมอ แค่เราต้องหยุดก้มหน้าก้มตา เงยหน้า เดินถอยหลังออกมา เดินวนรอบๆ ปัญหา แล้วมองเข้ามาใหม่

มีไม่กี่คนที่ทำอย่างนี้ เพราะเราไม่อยากสร้างงานให้ตัวเองเพิ่ม ที่มีอยู่ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราเลยไม่อยากเพิ่มความไม่แน่นอนเข้ามาในชีวิตอีก

แต่ในความไม่แน่นอนนี่แหละที่ซ่อนความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซ่อนความมีชีวิตชีวาของการทำงานเอาไว้

มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ

บอกตัวเองบ่อยๆ กล้าๆ หน่อย แล้วเราจะได้พบเรื่องดีงามครับ

สองอย่างที่เราไม่ควรประหยัด

20200610

คือฟูกที่นอนและเก้าอี้ทำงาน

เพราะเราใช้เวลากับสองอย่างนี้นับ 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือ 5,000 ชั่วโมงต่อปี

การนอนคือยาวิเศษ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดต่อการมีสุขภาพที่ดี ต่อให้กินดีและออกกำลังกายมากแค่ไหน ถ้านอนหลับไม่สนิทชีวิตก็ไม่สมบูรณ์

ส่วนเก้าอี้ทำงานที่เหมาะกับสรีระของร่างกายก็เป็นสิ่งที่ขาดหายไปสำหรับหลายคน ใครทำงานบนเตียงจะรู้เลยว่ามันรู้สึกดีแค่ 15 นาทีแรกเท่านั้น

ช่วง work from home แฟนผมบ่นปวดไหล่ปวดคอทุกวัน จนกระทั่งผมตัดสินใจเก้าอี้ทำงานราคาเหยียบหมื่นมาใช้ เสียงบ่นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ฟูกที่นอนราคา 40,000 เก้าอี้ราคา 10,000 รวมแล้ว 50,000 เหมือนจะเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่ที่นอนอยู่ได้เป็นสิบปี ส่วนเก้าอี้ก็อยู่ได้อย่างน้อย 3 ปี ยิ่งพอคำนึงถึงเวลาที่เราใช้งานปีละ 5000 ชั่วโมง ยังไงก็คุ้ม

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือเตียงนอนกับเก้าอี้ทำงานนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

เมื่อคนอื่นมองไม่เห็น มันก็เลยอวดใครไม่ได้

เมื่ออวดไม่ได้ สินค้าพวกนี้จึงไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ผู้ใช้งาน “ดูดี”

ของราคาแพงที่เราเห็นในตลาด มันแพงเพราะสองปัจจัย คือคุณภาพและความดูดี

กาแฟสตาร์บัคส์อาจจะคุณภาพปานกลาง แต่ความดูดีสูงมาก ราคาก็เลยสูง

แม็คบุ๊คคุณภาพสูง ความดูดีสูงมาก ราคาก็เลยสูงมากเช่นกัน

แต่เตียงนอนกับเก้าอี้ทำงานไม่มีปัจจัยเรื่องความดูดี เพราะเราใช้มันที่บ้าน “ราคา” ที่เราจ่ายจึงเป็นราคาเพื่อ “คุณภาพ” เกือบจะ 100%

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเขียมกับสองสิ่งนี้ เลือกของที่ดี มีคุณภาพ เหมาะกับเรา และอยู่ในกำลังที่เราจะซื้อไหว

แล้วมันจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดครับ