The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “Story”

20200516

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามองไม่เห็น Black Swans ก็คือการชอบ “เล่าเรื่อง” ของมนุษย์

เราชอบเรื่องราวที่ปะติดปะต่อ เป็นเหตุเป็นผล เข้าใจได้ง่าย ซึ่งเพื่อให้เราเล่าเรื่องได้ถนัด หลายครั้งเราจึงมัก oversimplify หรือทำให้เรื่องมันซับซ้อนน้อยกว่าความจริงไปหลายเท่า

มนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบหาเหตุผลและข้ออธิบายให้กับทุกเรื่องที่พบเจอ ลองสังเกตตัวเองดูก็ได้ว่า ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องอะไรก็ตามแต่ เราจะพยายามตั้งสมมติฐานหรือทฤษฎีมาอธิบายเหตุการณ์นั้นเสมอ การไม่ตั้งสมมติฐานหรือไม่พยายามอธิบายนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติมนุษย์เป็นอย่างมาก

คำอธิบายจะเป็นตัวเชื่อมข้อเท็จจริงแต่ละข้อและทำให้เรื่องราวนั้น “เมคเซ้นส์” ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพียงแต่ว่ามันมักจะทำให้เราสำคัญตนผิดคิดว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราเข้าใจมันน้อยมาก

การสรรหาคำอธิบายหรือการตีความนั้นมักจะเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้าย ซึ่งหลายต่อหลายครั้งเราก็จะมองข้ามข้อเท็จจริงที่ไม่ได้สอดคล้องกับ story ที่เรามีอยู่ในหัวทำให้เรามักพลาดรายละเอียดบางอย่างไป

A BIRD IN THE
THE HAND IS WORTH
TWO IN THE BUSH

เห็นอะไรผิดปกติในประโยคด้านบนรึเปล่า? ถ้าไม่เห็นให้ลองอ่านดูอีกรอบ

นักวิทยาศาสตร์เคยทดลองส่งสัญญาณแม่เหล็กเข้าไปทำให้การทำงานของสมองซีกซ้ายทำงานได้เฉื่อยลง ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมทดลองอ่านเจอจุดผิดปกติในประโยคข้างต้นได้มากกว่าเดิม*

 

 

ข้อมูลที่ย่อได้กับข้อมูลที่ย่อไม่ได้

ข้อมูลหรือ information นั้นมีคุณสมบัติสามอย่าง

หนึ่ง มันต้องออกแรงในการได้มาซึ่งข้อมูล

สอง มันต้องออกแรงในการจัดเก็บ

สาม มันต้องออกแรงในการดึงกลับมาใช้หรือเอามาดัดแปลง

เรามีจำนวนเซลส์ในสมองมากมาย ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องพื้นที่ในการจัดเก็บ แต่เป็นเรื่องของการจัดการข้อมูลเพราะสมองคนเรา working memory ค่อนข้างน้อย เปรียบเหมือนห้องสมุดแห่งชาติที่มีหนังสือเป็นแสนเล่ม แต่โต๊ะทำงานของบรรณารักษ์นั้นวางหนังสือได้คราวละแค่ 10 กว่าเล่มเท่านั้น

[หรือลองนึกภาพคอมพิวเตอร์ที่อาจมีฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลได้ 2 terabytes (2,000 gigabytes) ขณะที่ RAM มีขนาดแค่ 8 gigabytes เท่านั้น]

ลองจินตนาการถึงหนังสือที่มีความยาว 500 หน้าและเต็มไปด้วยคำมากมายในพจนานุกรมที่สุ่มเอามาใส่เอาไว้ตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะ “สรุป” เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ถ้าเราต้องออกเดินทางไปอลาสก้าและเมคชัวร์ว่าเรามีเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ครบถ้วน วิธีเดียวก็คือต้องแบกหนังสือเล่มนี้ไปเท่านั้น

คราวนี้ลองจินตนาการหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีประโยค “ประธานบริษัทคือคนที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาและมักอ้างเอาความดีความชอบในความสำเร็จของบริษัทโดยไม่ได้เผื่อใจไว้เลยว่าบางทีเขาก็แค่โชคดีเท่านั้นเอง” เขียนซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเนื้อหา 500 หน้า คุณแค่จดประโยคนี้ใส่กระดาษและพับใส่กระเป๋าเสื้อ เดินทางไปอลาสก้าแล้วเอาข้อความนี้มาผลิตหนังสือเล่มใหม่ได้โดยที่ไม่สูญเสียเนื้อหาอะไรไปซักนิดเดียว

เมื่อข้อมูลนั้นต้องลงแรงในการจัดเก็บและในการดึงขึ้นมาใช้ มนุษย์อย่างเราจึงมักจะมองหาภาพใหญ่ หาทางเล่าข้อสรุปเพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลนั้นเปลืองแรงน้อยที่สุด

แต่เหตุการณ์ยิ่งซับซ้อนและไร้แบบแผนเท่าไร การสรุปของเราก็จะยิ่งสูญเสียแง่มุมต่างๆ มากขึ้นเท่านั้น เมื่อเราพยายาม simplify เรื่องราวต่างๆ ให้เป็น story ที่ถ่ายทอดได้ง่าย มันก็ทำให้เราเข้าใจ(ไปเอง)ว่าโลกใบนี้ซับซ้อนน้อยกว่าความเป็นจริง – it makes us think that the world is less random than it actually is.

 

 

ข้อใดไม่เข้าพวก

ลองเปรียบเทียบสองประโยคต่อไปนี้

ราชาสิ้นพระชนม์และราชินีสิ้นพระชนม์

ราชาสิ้นพระชนม์และราชินีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความตรอมพระทัย

แม้ว่าประโยคหลังจะยาวกว่า แต่เรากลับรู้สึกว่าจดจำได้ง่ายกว่า เพราะสองเหตุการณ์ถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเดียวกัน นี่คือประโยชน์ของ “เรื่องเล่า” หรือ “narrative” หรือที่เราเรียกติดปากว่า “สตอรี่” (story)

ทั้ง Narrativity (เรื่องเล่า) และ Causality (คำอธิบายว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร) ล้วนนำไปสู่การลดทอนของรายละเอียด

เมื่อเราจำสิ่งที่เป็น narrative ได้ดีกว่า เราจึงมักจะเลือกจำแต่รายละเอียดที่สอดคล้องกับ narrative นั้น และมองข้ามรายละเอียดอื่นๆ ที่ “ดูไม่เข้าพวก”

เมื่อรายละเอียดที่ดูไม่เข้าพวกถูกคัดออกไปจาก narrative มันจึงทำให้หลายเหตุการณ์ดูเข้าใจและอธิบายได้ง่ายกว่าความเป็นจริง – history appears to be far more explainable than it actually is.

 

 

ซัดดัมคนเดิม

วันหนึ่งในเดือนธันวาคมปี 2003 ตอนที่ซัดดัม ฮุสเซนถูกจับกุมตัวได้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กพาดหัวข่าวตอน 13:01 ว่า

“U.S. TREASURIES RISE; HUSSEIN CAPTURE MAY NOT CURB TERRORISM”

“ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น การจับกุมตัวซัดดัมอาจไม่ช่วยยับยั้งการก่อการร้าย”

เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง สำนักข่าวต่างรู้สึกว่าต้องหา “เหตุผล” มาอธิบายความเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ

แต่สักพัก ราคาพันธบัตรรัฐบาลกลับปรับตัวลดลง (ซึ่งจริงๆ แล้วราคามันก็ปรับขึ้น-ปรับลงอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว) บลูมเบิร์กจึงรายงานตอน 13:31 ว่า

“U.S. TREASURIES FALL; HUSSEIN CAPTURE BOOSTS ALLURE OF RISKY ASSETS”

“ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง การจับกุมตัวซัดดัมทำให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น”

เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเพิ่งบอกว่าจับซัดดัมแล้วคนยังไม่กล้าลงทุนอยู่หยกๆ มาตอนนี้กลับบอกว่าการจับตัวซัดดัม (ซัดดัมคนเดิมนี่แหละ) ทำให้คนกล้าลงทุนมากขึ้น!

นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในวงการข่าว พวกเขาจะสรรหาคำอธิบายเพื่อให้ข่าวนั้นจับต้องได้และจดจำได้ง่ายขึ้น

หลังจบการเลือกตั้งทุกครั้ง สำนักข่าวทุกสำนักจะออกมาอธิบาย “เหตุผล” ที่ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งพ่ายแพ้ แถมนักข่าวก็ยังไปหาข้อมูลต่างๆ มากมายเพื่อมาสนับสนุนคำอธิบายเหล่านั้นราวกับว่าสำนักข่าวพร้อมจะ “ผิดพลาดด้วยความแม่นยำอย่างยิ่ง” (to be wrong with infinite precision) มากกว่าจะยอมรับการ “ถูกต้องโดยประมาณ” (to be approximately right)

การพยายามสรรหาคำอธิบายจนเกินเลย (overcausation) นั้นไม่ใช่ความผิดของนักข่าวหรอก แต่เป็นเพราะพวกเราคนเสพข่าวนี่แหละ เราอยากฟัง stories มากกว่าจะฟังแค่ข้อเท็จจริง แต่เราก็ควรเตือนตัวเองด้วยว่าข่าวที่ถูกลดทอนเป็น stories นั้นมันทำให้ความจริงบิดเบี้ยวมากเกินไปรึเปล่า

บางทีการอ่านนิยายอาจจะทำให้เราเข้าถึงความจริงมากกว่าการอ่านข่าวที่ถูกปรุงแต่งด้วยคำอธิบายก็ได้

 

 

ภาพจำลำเอียง

สมมติให้คุณนึกถึงโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

“เกิดน้ำท่วมใหญ่ในญี่ปุ่นซึ่งทำให้ประชาชนเสียชีวิต 1000 คน”

คุณจะได้ตัวเลขในใจมาหนึ่งตัว

คราวนี้ลองประเมินความน่าจะเป็นของอีกสถานการณ์หนึ่ง

“เกิดแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นซึ่งนำไปสู่น้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิต 1000 คน”**

คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเหตุการณ์หลังมีโอกาสเกิดได้มากกว่า นั่นเป็นเพราะเรามีภาพจำเกี่ยวกับแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นมากกว่าเรื่องน้ำท่วมนั่นเอง

หรือถ้าผมให้คุณประมาณการว่ามีคนไทยเป็นมะเร็งปอดกี่คน แล้วให้คุณบอกตัวเลขมาหนึ่งตัว กับผมถามว่า “มีคนไทยเป็นมะเร็งปอดเพราะสูบบุหรี่กี่คน” คำตอบที่ได้มามักจะสูงกว่าคำตอบจากคำถามแรก เพราะภาพของการเป็นมะเร็งปอดจากการสูบบุหรี่นั้นชัดเจนในใจเรามาก

อีกตัวอย่างหนึ่ง

โจอี้ดูมีความสุขกับชีวิตสมรส เขาฆ่าภรรยาของตัวเอง

โจอี้ดูมีความสุขกับชีวิตสมรส เขาฆ่าภรรยาของตัวเองเพื่อเอามรดก

แว้บแรกเราจะรู้สึกว่าประโยคหลังดูมีความเป็นไปได้มากกว่า ทั้งๆ ที่จริงๆ ในเชิงตรรกะแล้วประโยคแรกต้องเป็นไปได้มากกว่า เพราะเหตุผลที่จะฆ่าภรรยามีได้มากกว่าแค่การทำเพื่อมรดก (เช่นทะเลาะกันรุนแรง สามีสติแตก ฯลฯ)

เมื่อเรา “ลำเอียง” กับเรื่องราวที่เป็นเหตุเป็นผลหรือเรื่องราวที่หวือหวาเราจึงอาจตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายๆ เช่นคนอเมริกันที่พร้อมจะซื้อประกันการก่อการร้ายมากกว่าการซื้อประกันปกติ ทั้งที่จริงประกันทั่วไปก็ครอบคลุมความเสียหายจากการก่อการร้ายอยู่แล้ว

[หรืออย่างล่าสุดที่คนไทยแห่ซื้อประกันโควิดกันมากมาย ทั้งๆ ที่ประกันปกติก็คุ้มครองอยู่แล้วเช่นกัน]

 

เรื่องราวเร้าอารมณ์

เรามักจะถูกดึงดูดด้วยเรื่องราวที่เร้าใจ ในช่วงปี 1970 มีเด็กคนหนึ่งในอิตาลีตกลงไปในบ่อน้ำบาดาลและออกมาไม่ได้ เรื่องราวกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งและคนทั้งอิตาลีทั้งประเทศก็ตามลุ้นการช่วยชีวิตของเด็กคนนี้

ในช่วงเดียวกันนั้น ประเทศเลบานอน (บ้านเกิดของผู้เขียน) กำลังมีสงครามกลางเมือง แต่หนังสือพิมพ์และประชาชนกลับให้ความสนใจว่าเด็กอิตาลีคนนี้จะรอดหรือไม่ มากกว่าที่จะสนใจเพื่อนร่วมชาติที่กำลังล้มตายจากการสู้รบ

เช่นเดียวกัน ถ้าคุณมีงานที่ต้องบินไปพักที่นิวยอร์ค และเพื่อนร่วมงานเล่าให้คุณฟังว่าในปี 1989 มีคนที่เขารู้จักถูกฆ่าตายใน Central Park คุณก็มีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการไปเดินที่นั่น แม้จะรู้ว่ามันผ่านมานานแล้วและสถิติการก่ออาชญากรรมจะต่ำมาก คุณก็ยังคงกลัวอยู่ดี สถิติและข้อเท็จจริงไม่ได้มีน้ำหนักเท่าเรื่องราวเร้าอารมณ์ (sensational stories)

 

System 1 และ System 2

Daniel Kahneman [นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และผู้เชียนหนังสือ Thinking, Fast & Slow] บอกว่าคนเรานั้นมีการคิดอยู่สองโหมด

โหมดแรกคือ System 1 เป็นการคิดแบบใช้สัญชาติญาณที่รวดเร็วและใช้ทรัพยากร (สมอง) น้อย มันถูกขับเคลื่อนด้วยสมองส่วน limbic brain

โหมดที่สองคือ System 2 ที่เป็นการคิดแบบจริงจังที่เชื่องช้าและใช้พลังงานเยอะกว่า มันถูกขับเคลื่อนโดย neo cortex brain

ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นเมื่อเรานึกว่าตัวเองใช้ System 2 ทั้งๆ แต่จริงๆ แล้วเราใช้ System 1 แบบไม่รู้ตัว เหมือนที่เราสับสนระหว่าง No Evidence of Black Swans และ Evidence of no Black Swans

 

 

หงส์ดำผิดตัว

หงส์ดำที่เรากลัวมักจะไม่ใช่หงส์ดำที่เกิด ส่วนหงส์ดำที่เกิดมักจะไม่ใช่หงส์ดำที่เราจินตนาการถึง

เหตุการณ์ที่ไม่จะไม่เกิดซ้ำ (non-repeatable events) มักจะไม่เคยถูกกล่าวถึงก่อนที่มันจะเกิด แต่พอมันเกิดแล้วคนมักจะประเมินว่ามันจะเกิดซ้ำอีกแต่มันก็ไม่เคยเกิดซ้ำอีกเลย เช่นหลังเหตุการณ์ 9/11 คนจำนวนไม่น้อยยังคงหวาดกลัวว่าจะมีการขับเครื่องบินชนตึกอีก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วโอกาสจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ลดลงไปมากแล้ว (เพราะทุกคนระวังมากขึ้น)

กล่าวโดยสรุป เรามักจะเข้าใจ Black Swans ผิดเพราะว่า

1. เราใช้ System 1 thinking ที่รวดเร็วและขี้เกียจ

2. เราชื่นชอบใน narrative ที่เข้าใจได้ง่ายๆ มีคำอธิบาย เป็นเหตุเป็นผล จนทำให้เราพลาด/หลงลืม รายละเอียดอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง และทำให้เราอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้มันดูง่ายกว่าความเป็นจริง

3. เราใส่ใจและให้น้ำหนักกับเรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์มากกว่าเรื่องราวแบบอื่น

เมื่อ Black Swan เกิดขึ้นแล้ว เราจึงจับจดกับ Black Swan ตัวเดิมที่เราหาเหตุผลมาอธิบายได้ แถมยังมีเรื่องราวกระตุ้นอารมณ์ให้เราตามติด

ในขณะที่เรามัวแต่กังวลหงส์ดำตัวนี้ หงส์ดำอีกตัวหนึ่งก็กำลังย่างกรายเข้ามา

เราหวาดกลัวหงส์ดำโดยที่ไม่รู้เลยว่าเรากำลังกลัวผิดตัว

ติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้าครับ

—-

* มีคำว่า THE ซ้ำสองรอบ

** ในหนังสือยกตัวอย่างเป็นแผ่นดินไหวที่แคลิฟอร์เนีย แต่ผมเปลี่ยนประเทศญี่ปุ่นเพราะคนไทยน่าจะเห็นภาพได้ง่ายกว่า

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่ 

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

นิทานเกลือกับพริกไทย

20200511b

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลายปีมาแล้ว มีการประชุมเมนซ่าในซานฟรานซิสโก

(Mensa คือสถาบันที่รวมพลคนอัจฉริยะที่มีไอคิวสูงกว่า 140 จากทั่วโลก)

ก่อนการประชุม สมาชิกของเมนซ่าออกไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่ร้านอาหารในเมือง

เมื่อถึงโต๊ะ สมาชิกคนหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าที่ใส่เกลือกับที่ใส่พริกไทยนั้นสลับกันอยู่

คำถามก็คือจะถ่ายเกลือกลับมาใส่ในขวดเกลือ และถ่ายพริกไทยกลับไปใส่ในขวดพริกไทยได้อย่างไรโดยให้หกน้อยที่สุดและใช้แค่อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารเท่านั้น

สมาชิกในกลุ่มต่างถกเถียงและนำเสนอวิธีการของตน จนสุดท้ายก็ได้ทางออกที่โคตรฉลาดโดยใช้แค่กระดาษเช็ดปาก หลอด และจานเพียงใบเดียว

พวกเขาเรียกบ๋อยมาที่โต๊ะเพื่อจะโชว์เก๋าให้เธอดู

“น้องๆ ที่ใส่เกลือมันใส่พริกไทยอยู่ และที่ใส่พริกไทยมันใส่เกลืออยู่นะ”

“ต้องขออภัยด้วยค่ะคุณลูกค้า” บ๋อยสาวกล่าวขอโทษ แล้วเอื้อมมือไปหยิบขวดทั้งสองมาสลับหัวกัน

สิ่งที่คนอื่นรู้ เราไม่ต้องรู้ก็ได้

20200215

“Much of what other people know isn’t worth knowing.”
-Nassim Nicholas Taleb, Antifragile

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอยากรู้อยากเห็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

เราจึงอยากรู้โน่นอยากรู้นี่ไปหมด เห็นเพื่อนเมาธ์เรื่องดาราก็ขอไปล้อมวงด้วย เห็นเพื่อนคุยกันเรื่องซีรีส์เราก็เลยต้องตามไปดู เห็นคุยกันเรื่องแฮชแท็กในทวิตเตอร์ก็อยากเข้าใจกับเขาบ้าง

เพื่อนรู้อะไรเราก็อยากรู้ด้วยนั้นน่าจะเป็นกลไกเพื่อความอยู่รอดของเรามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ เพราะมันเป็นการสร้างความสัมพันธ์และสายใยภายในกลุ่ม (in-group bonding) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในเวลาที่ชีวิตเราต้องเผชิญความเสี่ยงกับการเข้าป่าล่าสัตว์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะเราต้องมีคนช่วย “ระวังหลัง” ให้ตลอดเวลา

มายุคสมัยนี้ ความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของการใช้ชีวิตแต่ละวันหมดไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีคนระวังหลังให้ตลอดเวลา แต่ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านของเรานั้นก็ยังติดตัวเรามาอยู่

ยิ่งมีอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลเน็ตเวิร์ค เรายิ่งสามารถรู้เรื่องชาวบ้านได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

ติดแต่เพียงว่าเวลาคนเรามีจำกัดเท่านั้นเอง

“Much of what other people know isn’t worth knowing.”

สิ่งที่คนอื่นรู้ เราไม่ต้องรู้ก็ได้

ในทางกลับกัน สิ่งที่เรารู้ คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้

เราจึงไม่จำเป็นต้องประกาศว่าเราไปเที่ยวที่ไหน กำลังกินอะไร ชีวิตของเราดีเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องรู้

(บางคนอาจจะบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งเส้นแบ่งระหว่าง “การอวด” กับ “การเก็บความทรงจำ” นั้นก็น่าสนใจไม่น้อย คงต้องเก็บไว้ถกในโอกาสถัดไป)

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่า สิ่งที่คนอื่นรู้เราไม่ต้องรู้ก็ได้ และสิ่งที่เรารู้คนอื่นไม่ต้องรู้ก็ได้ และตัดสินใจที่จะใช้เวลากับสองสิ่งนี้ให้น้อยลง

เราก็อาจจะได้เวลากลับคืนมาไม่น้อย และนำมันไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ที่มีคุณค่าและความหมายได้มากกว่านี้ครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

คำแนะนำถึงคนอยากดัง จากนักแสดง Hollywood

20200511c

สมัยนี้การเป็นคนดังนั้นง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ เราไม่ต้องพึ่งแมวมอง ไม่ต้องง้อค่ายเพลง ไม่ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ของวิกไหนก็ยังมีโอกาสเป็นคนดังได้

คำถามก็คือ “ความดัง” นั้นมันดี มันหอมหวลอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า

ผมขอนำข้อคิดจาก Joseph Gordon-Levitt นักแสดงที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาจากหนังอย่าง Inception และ The Dark Knight Rises มาให้อ่านกันครับ

Tim ถาม: มีอะไรที่คุณอยากจะแนะนำเด็กที่ใกล้จะเรียนจบและกำลังจะเข้าสู่ “โลกแห่งความจริง” บ้างมั้ย?

Joseph ตอบ: ใครที่กำลังต้องการเข้าสู่วงการบันเทิง ผมอยากให้คุณถามตัวเองก่อนว่า “เพราะอะไร?” ผมอยากให้คุณซื่อตรงกับตัวเองให้มากที่สุดว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ ชื่อเสียงนั้นมันเย้ายวน เราทุกคนเคยดูหนังและตกหลุมรักเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรและได้กลายมาเป็นคนดังในที่สุด ผมเองก็เคลิ้มกับเรื่องราวเหล่านี้เหมือนกัน

และผมก็เชื่อด้วยว่าความปรารถนาในชื่อเสียงนี้มันมีเหตุผลทางชีววิทยา ในสมัยที่เรายังอาศัยอยู่ในป่า การเป็นที่รู้จักของทุกคนในเผ่าช่วยให้เราขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสอยู่รอดเพื่อสืบเผ่าพันธุ์มากกว่าเดิม

ผมเลยไม่คิดว่าการอยากเป็นคนดังคือเรื่องที่ผิดอะไร แค่อยากจะบอกว่าการมุ่งไปสู่ชื่อเสียงนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความสุขไปด้วย

ในบรรดาคนดังที่ผมรู้จัก คนที่มีความสุขนั้นเค้าไม่ได้มีความสุขเพราะชื่อเสียง เค้ามีความสุขด้วยเหตุผลเดียวกับคนทั่วไปนั่นแหละ การมีสุขภาพที่แข็งแรง การมีคนดีๆ อยู่รอบกาย การพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำโดยไม่เกี่ยวเลยว่ามีคนที่เขาไม่รู้จักกี่ล้านคนคอยดูเค้าอยู่

แม้กระทั่งนอกวงการบันเทิง ผมก็ยังเห็นอีกหลายวงการที่มีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างที่ดึงดูดและชวนให้เราจินตนาการถึงเรื่องสิ่งตอบแทนที่เราจะได้รับหากเราประสบความสำเร็จ

แต่จากประสบการณ์ ผมว่ามันมีความสุขที่ตรงไปตรงมากว่านั้นเยอะหากเราสนุกไปกับงานได้

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Tribe of Mentors: Short Life Advice from the Best in the World

โจทย์ที่เราเจอคนอื่นเคยเจอมาแล้ว

20200510b

อันนี้เป็นวิธีคิดสำคัญของคนทำงาน

ถ้าเจอโจทย์อะไรที่เราต้องทำ ให้นึกไว้ก่อนเลยว่าโจทย์นี้มีคนเคยแก้มาแล้ว มีคนทำเครื่องมือไว้แล้ว และเราสามารถหามันได้บน Google ค่อนข้างแน่

อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เรา 100% แต่ยังไงก็ย่อมดีกว่าและเร็วกว่าเริ่มนับหนึ่งใหม่

สำนวนฝรั่งเขามีคำว่า Don’t reinvent the wheel – อย่าพยายามไปคิดค้นล้อขึ้นมาใหม่

ในโลกอินเตอร์เน็ตมีคนสร้างล้อเอาไว้มากมาย มีให้เราเลือกช็อปปิ้ง แถมส่วนใหญ่ยังเป็นล้อฟรีอีกด้วย

คิดแบบคนขยัน ทำแบบคนขี้เกียจ งานจะได้เสร็จเร็วและมีประสิทธิภาพครับ