อย่าติคนพาล

20170126_correct_the_wise

“Do not correct a fool or he will hate you.
Correct a wise man and he will appreciate you.”

“อย่าติคนพาล เพราะเขาจะเกลียดเธอ
จงติบัณฑิต แล้วเขาจะขอบใจเธอ”

Proverbs 9:8

คำติชมบางอย่าง แม้จะออกจากปากเราด้วยความหวังดี แต่ถ้าผู้รับไม่พร้อม ผลที่ออกมาอาจจะเป็นลบก็ได้

ในทางกลับกัน ถ้ามีใครตำหนิเรา แทนที่จะโกรธหรือรู้สึกเสียหน้า สิ่งที่ดีที่สุดคือกล่าวขอบคุณ (แม้จะแค่ในใจ) แล้วเอาคำพูดนั้นมาพิจารณาว่ามีความจริงแค่ไหน

คนที่กล้าเอ่ยปากเวลาเราบกพร่อง คือกัลยาณมิตรที่หาได้ยาก คำพูดของเขาคือของขวัญที่จะช่วยให้เราเป็นคนที่ดีกว่าเมื่อวาน จึงควรรักษาเพื่อนคนนี้ให้ดีๆ

เพราะหากเราฮึดฮัดทุกครั้งที่โดนตำหนิ เป็นคนที่ใครก็แตะไม่ได้ แล้วใครจะอยากบอกความจริงกับเราอีก?


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เก่งไม่พูด เก่งถาม

20170125_ask

วันก่อนผมได้อ่านบล็อกของอัม น้องคนนึงที่เคยเล่นดนตรีด้วยกันและตอนนี้กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกา

อัมเล่าให้ฟังถึงการไปฝึกงานที่กูเกิ้ลเป็นครั้งที่สอง และได้เจอเด็กไทยอีกสามสี่คนที่มาสนิทกันที่นี่

ทุกคนนี่มีความโหดๆทั้งนั้น
ตั้งแต่เด็กคณิตศาสตร์โอลิมปิกเหรียญทอง
จนถึงคนที่เก่ง competitive programming ระดับต้นๆ ร้อยๆคนแรกของโลก

พวกนี้เด็กกว่าเรา 10 กว่าปี ก็มี

เราก็เลยเป็นคุณลุงโปรแกรมเมอร์ธรรมดาๆคนนึง
ที่ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ท่ามกลางเด็กๆเก่งๆหลายๆคน
สนุกดีนะ

พวกนี้น่าจะเก่งกว่าเราทุกคนอะนะ
แต่ที่น่ารักก็คือ เวลาเราพูดอะไร เค้าก็ฟังกันหมดนะ
แบบ เป็นเด็ก เนิร์ด ที่น่ารักๆอะ เลยทำให้เราสนิทกับกลุ่มนี้อยู่

…อย่างนีงที่เราชอบมากๆกับกลุ่มๆนี้
คือ ไม่มีใครวิชาการเลย
เวลานั่งคุยกัน จะเป็นเรื่องไร้สาระซะเยอะ
อะไรที่ไม่เป็น ก็จะไม่อวด เช่น เตะบอลไม่เป็น เค้าก็จะบอกว่า “โอ้ย ผมกากครับ”
ปล่อยมุกใส่เค้าก็ไม่ถือสา ช่วยหัวเราะ 5555 ให้อีกตะหาก
รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมาก รอบนี้

แล้วหนึ่งในบทสรุปที่อัมได้จากการไปฝึกงานที่กูเกิ้ลคราวนี้ก็คือ “เก่งไม่พูด เก่งถาม”

เราถูกล้อมรอบด้วยคนที่เก่งกว่าเราเต็มไปหมด
สิ่งที่เราสังเกตได้ คือ เวลามีคำถามอะไรขึ้นมา
พวกนี้ไม่อวด ไม่รีบแย่งตอบ เค้าจะรอฟังคนอื่นตอบแล้วเค้าก็จะแซมๆขึ้นมา

เวลาเราเล่าอะไรให้ฟัง
พวกนี้จะค่อยๆให้เราเล่า ไม่แทรกด้วยอะไรที่เค้ารู้อยู่แล้ว
แล้วก็จะถามคำถามต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงใจ
ในสายตาเรา พวกเนี้ยะแหละเก่งจริง

อาจจะเพราะว่าคนที่เก่งจริงๆ นั้นเขารู้ดีว่าเขายังไม่รู้อะไรอีกมาก จึงมีความถ่อมตัวและพร้อมจะเรียนรู้จากคนอื่นอยู่เสมอ

หรือคนเก่งจริงบางคน อาจจะเคยชอบอวดเก่งก็ได้ แต่พอเวลาผ่านไปจึงรู้ดีว่ามันไม่จำเป็น เพราะความเก่งจะอวดตัวมันเองอยู่แล้ว

เก่งไม่พูด เก่งถาม

จำคำนี้ให้ขึ้นใจ

จะได้เป็นคนเก่งที่น่ารักครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนที่หลอกง่ายที่สุด

20170127_fool

คือตัวเราเอง

The first principle is that you must not fool yourself – and you are the easiest person to fool.
-Richard Feynman


คนที่หลอกง่ายที่สุดคือตัวเราเอง

เราจึงกดนาฬิกาปลุกเพื่อนอนต่ออีกแค่ “5 นาที”

เราจึงไม่ใส่เข็มขัดเวลาขับรถ เพราะไปใกล้ๆ แค่นี้เอง

เราจึงสูบบุหรี่ เพราะถึงคนอื่นจะเป็นมะเร็ง แต่เราไม่เป็นหรอก

เราจึงทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เพราะเชื่อว่ายังไงบริษัทก็ไม่ปลดคนออก

เราจึงไม่เริ่มทำสิ่งที่อยากทำเสียที เพราะคิดว่าเรายังมีเวลา

ใช่ครับ เรามีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าตัวเองมีอะไรบางอย่างพิเศษกว่าคนอื่นเสมอ

จนเรื่องร้ายมันเกิดขึ้นกับเราแล้วนั่นแหละ เราถึงจะตระหนักและยอมรับได้ว่า เหตุการณ์บางอย่างมันเกิดขึ้นได้กับทุกคนจริงๆ

และคนที่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังพาตัวเองไปอยู่บนความเสี่ยง ก็ไม่มีสิทธิ์ไปโทษใครได้เลย


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ตอบผิดไม่แย่เท่าถามผิด

20170122_wrongquestion

The most serious mistakes are not being made as a result of wrong answers. The truly dangerous thing is asking the wrong question.

ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดไม่ได้เกิดจากการได้คำตอบที่ผิด แต่เกิดจากการตั้งคำถามที่ผิดต่างหาก

– Peter F. Drucker


สมัยเรียนปริญญาตรี ผมมีโอกาสได้ทุน IAESTE ไปฝึกงานที่บริษัท ABB เมืองซูริค ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์

เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก เพราะได้นั่งรถไฟไปเที่ยวแทบทุกสุดสัปดาห์

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ประหลาด ที่ผมไม่เคยเจอตอนอยู่เมืองไทย คือรองเท้ามีกลิ่นแรงมาก

อาจเป็นเพราะใช้รองเท้าที่ผมใส่เดินทางเป็นประจำ (หน้าตาคล้ายๆ ภาพด้านบน) นั้นผมใช้ลุยน้ำลุยฝนจนรองเท้าอาจจะอับชื้นจนส่งกลิ่น ซึ่งหนักหนาถึงขั้นที่ว่าถ้าผมเข้าไปนั่งในโรงหนังแล้วถอดรองเท้า คนที่นั่งข้างๆ จะต้องได้กลิ่นตุๆ แน่นอน

ผมหาทางแก้หลายวิธี ตอนแรกเอารองเท้าไปตากแดด อาการนี้ก็ยังไม่หาย ไปซื้อสเปรย์ดับกลิ่นรองเท้าฉีดทุกครั้งหลังใส่เสร็จ ปัญหาก็ยังอยู่ ไปซื้อผงแป้งดับกลิ่นเอามาโรยใส่ด้านในรองเท้า ก็พอช่วยได้บ้าง แต่ก็ยังมีกลิ่นอยู่ดี

จนค่ำวันหนึ่งตอนที่ผมอาบน้ำ ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมองมาก่อน

คือเท้าทั้งสองข้างของผม

แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาผมอาจแก้ปัญหาผิดจุดมาตลอด เอาแต่ไปแก้ที่รองเท้า แต่ไม่เคยคิดจะทำอะไรกับเท้าของตัวเอง

จำได้ว่าคืนนั้นผมใช้เวลาขัดสีฉวีวรรณเท้าของผมมากกว่าการอาบน้ำครั้งใดในชีวิต

ปัญหา “รองเท้าส่งกลิ่น” ไม่ได้หายไปในทันที แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นโดยลำดับ จนถึงช่วงเดือนสุดท้ายของการฝึกงานปัญหานี้ก็หมดไปโดยสิ้นเชิง

ประสบการณ์คราวนั้นสอนผมอยู่สองเรื่อง

หนึ่ง การตั้งคำถามที่ผิดสามารถพาเราหลงทางไปไกล

สอง ถ้าปัญหาไหนมันแก้ไม่ตกซะที ก็เป็นไปได้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเราเองนี่แหละ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน

20170121_writing

ชื่อมนุษย์คนแรกที่ถูกจารึก

ในสมัยที่ Sapiens ยังเป็นนักล่าสัตว์-เก็บพืชผลอยู่นั้น  พวกเราอยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ แค่ไม่กี่สิบหรือร้อยกว่าคน ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งต่อกันจึงมีปริมาณไม่มากนัก การถ่ายทอดข้อมูลกันด้วยปากนั้นก็เพียงพอแล้ว

แต่พอเข้ายุคปฏิวัติเกษตรกรรม ขนาดของเมืองมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นแสนหรือกระทั่งเป็นล้านคน ปริมาณข้อมูลก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนเกินกว่าใครจะจำและถ่ายทอดได้หมด

เช่นคนที่ดูแลยุ้งฉางอาจจะจำได้ว่าครอบครัวนาย A เคยเอาข้าวบาร์เลย่มาเก็บไว้ที่นี่เมื่อไหร่และมีปริมาณเท่าไหร่

ถ้าในเมืองมีแค่ 10-20 ครอบครัว นายคนนี้อาจจะจำได้ครบทุกครอบครัว แต่ถ้าในเมืองมีเป็นร้อยหรือเป็นพันครอบครัว การพึ่งพาความจำนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เซเปี้ยนส์จึงต้องหาทางออกด้วยการ “ดาวน์โหลด” ข้อมูลในสมองลงสู่อะไรสักอย่าง

และนั่นคือต้นกำเนิดของภาษาเขียนครับ

คนกลุ่มแรกที่คิดค้นภาษาเขียนคือชาวสุเมเรียนที่อาศัยอยู่ในเมโสโปเตเมีย (อิรัก-คูเวต ในปัจจุบัน)

ภาษาเขียนของชาวสุเมเรียนจะประกอบด้วยสัญลักษณ์สองชนิด

ชนิดแรกไว้บ่งบอกตัวเลข 1, 10, 60, 600, 3,600 และ 36,000 (ชาวสุเมเรียนใช้เลขฐาน 10 และเลขฐาน 6 ควบคู่กัน และการใช้เลขฐาน 6 ของชาวสุเมเรียนก็ได้ทิ้งมรดกมาให้เราจนถึงทุกวันนี้ เช่นการแบ่งเวลาหนึ่งวันเป็น 24 ชั่วโมง และการแบ่งวงกลมเป็น 360 องศา)

สัญลักษณ์ชนิดที่สองเอาไว้บ่งบอกผู้คน สัตว์ สินค้า อาณาเขต วันเดือนปี ฯลฯ

“ภาษาเขียน” ที่เก่าแก่ที่สุดที่เราเคยขุดพบนั้นถูกเขียนขึ้นบนกระดานดินเหนียวเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว

อยากรู้มั้ยครับว่าเขาเขียนว่าอะไร?

29,086 Barley 37 months Kushim

29,086 บาร์ลีย์ 37 เดือน คูชิม

ซึ่งน่าจะพอแปลได้ว่า

ข้าวบาร์ลีย์ 29,086 หน่วยถูกนำมาส่งในช่วงเวลา 37 เดือน (ลงชื่อ) คูชิม

“คูชิม” อาจจะเป็นแค่ชื่อตำแหน่งหรือชื่อคนจริงๆ ก็ได้ แต่ผู้เขียนหนังสือให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นชื่อคน ซึ่งถ้าใช่จริงๆ นั่นก็แสดงว่า “คูชิม” คือชื่อเก่าที่สุดที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

แทนที่จะเป็นชื่อกษัตริย์ นักรบ หรือศาสดา ชื่อแรกในประวัติศาสตร์กลับดูเหมือนจะเป็นชื่อพนักงานบัญชีนะครับ!

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นอกจากจะบันทึกข้อมูลลงเป็นสัญลักษณ์และอักขระแล้ว คนรุ่นโบราณยังมีวิธีบันทึกแบบอื่นอีก เช่นชาวอินคาที่จะ “จดบันทึก” ด้วยการเอา “เชือก” มามัดเป็นปมๆ เรียกว่า คิปู (Quipu) แทน

Inca_Quipu



ความสมบูรณ์ของภาษา

ภาษาของชาวสุเมเรียนนั้นใช้ได้แค่เพียงจดบันทึกการค้าขายหรือการเก็บส่วย ยังไม่สามารถเอามาแต่งเป็นกลอนหรือนิยายได้ ภาษาของชาวสุเมเรียนยุคเดิมเลยเรียกว่าเป็น partial script หรือเป็นภาษาเขียนที่ยังไม่สามารถถ่ายทอดภาษาพูดได้อย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ภาษาของชาวสุเมเรียนก็พัฒนาขึ้นมาจนเป็น full script จนได้ โดยมีชื่อเรียกว่า cuneiform (คิวนิฟอร์ม) พระราชาใช้คิวนิฟอร์มในการออกกฎหมาย นักบวชใช้มันเพื่อบันทึกคำทำนาย และคนธรรมดาใช้ภาษานี้ในการเขียนจดหมายหากัน

ในช่วงเวลาเดียวกันชาวอียิปต์ก็เริ่มมีภาษาที่สมบูรณ์ที่เรียกว่า hieroglyphics และกว่าประเทศจีนจะมีภาษาสมบูรณ์ใช้ ก็ราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล



ระบบราชการ

เชื่อมั้ยว่าระบบราชการ หรือ bureaucracy นั้นถือกำเนิดขึ้นเพราะภาษาเขียน!?

ลองคิดภาพว่าเมื่อ 1776 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนสองคนมีข้อพิพาทกันว่าใครเป็นเจ้าของที่นาผืนนี้ นายเจคอบอ้างว่าเขาซื้อนาจากชายชื่ออีโซตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว แต่อีโซบอกว่าจริงๆ แล้วเขาแค่ให้เจคอบเซ้งที่นาเป็นเวลา 30 ปีต่างหาก และนี่ก็ถึงเวลาที่เจคอบต้องคืนผืนนาให้เขาได้แล้ว

เมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองคนจึงไปที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วก็เดินเข้าไปใน “ห้องเก็บเอกสาร” ที่มีแต่กระดานดินเหนียวเป็นหมื่นแผ่น คำถามคือเจ้าหน้าที่ผู้น่าสงสารคนนี้จะหากระดานดินเหนียวเจอได้ยังไง? และถ้าเจอจริงๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันคือเอกสารตัวล่าสุด? และถ้าไม่เจอแสดงว่าอีโซไม่เคยขายที่นาผืนนี้หรือเป็นเพียงเพราะว่ากระดานแผ่นนี้สูญหายหรือแตกสลายไปแล้ว?

การจดบันทึกเป็นเรื่องง่าย แต่การจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบและการเรียกหาข้อมูล (retrieval) เป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก สิ่งที่ทำให้ชาวสุเมเรียน ชาวอินคา หรือชาวจีนโดดเด่นกว่าชนกลุ่มอื่นจึงไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาคิดค้นภาษาเขียนได้เท่านั้น แต่พวกเขายังคิดค้นระบบที่จะช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและเรียกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังลงทุนสอนคนให้เป็นเสมียน นักบัญชี และอาลักษณ์ (ผู้คัดลอก) อีกด้วย

มีการขุดค้นพบ “การบ้าน” ของนักเรียนวิชา Writing ในสมัยเมโสโปเตเมียที่แสดงให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนสมัยนั้นได้ดีทีเดียว

ผมเข้าไปในห้องและนั่งลง อาจารย์อ่านกระดาน แล้วก็พูดว่า “เขียนคำตกหล่นนะ!”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดว่า “ทำไมเจ้าอ้าปากก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

เจ้าหน้าที่ดูแลกฎระเบียบพูดว่า “ทำไมลุกขึ้นก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

คนเฝ้าประตูพูดว่า “ทำไมเดินออกไปก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

คนดูแลเหยือกเบียร์พูดว่า “ทำไมเอาเบียร์ไปก่อนที่เราจะอนุญาต”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

อาจารย์วิชาสุเมเรียนพูดว่า “ทำไมเจ้าพูดภาษาอัคคาเดียน”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

อาจารย์พูดว่า “ลายมือเจ้าแย่มาก”
แล้วเขาก็เฆี่ยนผม

โดยธรรมชาติ สมองของคนเรานั้นจะเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นอิสระ (free association) เช่น ขณะที่ผมนั่งเขียนบล็อกนี้ก็ได้ยินเสียงนกร้อง ทำให้นึกถึง Twitter ที่มีโลโก้เป็นรูปนก แล้วก็ทำให้นึกถึงทวิตเตอร์ของ Peter Thiel ที่มีคนตามนับแสนคนทั้งๆ ที่มีแค่ทวีตเดียว  แล้วก็นึกถึง Elon Musk ที่เคยทำ Paypal กับ Peter Thiel แล้วก็นึกถึงดาวอังคารเพราะ Elon เป็นเจ้าของ SpaceX ที่มีเป้าหมายอพยพคนไปดาวอังคาร ฯลฯ

สมองของคนเราถูกออกแบบให้การเก็บและเรียกข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างอิสระและไร้ระเบียบ

แต่คนที่เรียนเป็นอาลักษณ์หรือนักบัญชีนั้น ต้องรู้วิธีจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบ มีแบบแผนที่ชัดเจน ทำให้เขามีกระบวนการคิดที่แตกต่างจากคนปกติไปโดยปริยาย เพราะในระบบราชการหรือ bureaucracy นั้น แต่ละเรื่องต้องถูกจัดเก็บแยกกัน ลิ้นชักนี้สำหรับสัญญากู้บ้าน อีกลิ้นชักนึงสำหรับทะเบียนสมรส อีกลิ้นชักนึงสำหรับคดีความ ฯลฯ

ผู้เขียนบอกว่า ผลกระทบสำคัญที่สุดที่ภาษาเขียนทิ้งไว้ให้เรา คือมันได้สร้างกระบวนการคิดแบบใหม่ซึ่งขัดกับการทำงานโดยธรรมชาติของสมอง จากการมองทุกอย่างเป็นองค์รวมและเชื่อมโยงกันหมด กลายเป็นการมองแบบแยกส่วนและมีกระบวนการทำงานแบบราชการ


ภาษาคณิตศาสตร์

เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ วิธีการจัดการข้อมูลแบบราชการก็มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ และห่างไกลวิธีคิดของมนุษย์ตามธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปีค.ศ.900 partial script ชนิดใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น และทำให้การจัดการข้อมูลเชิงปริมาณมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า โดย partial script ชนิดนี้ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์สิบแบบตั้งแต่ 0 ถึง 9 และมันถูกเรียกขานว่าตัวเลขอารบิก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันถูกคิดค้นโดยชาวฮินดู แต่ที่มันได้รับชื่อนี้เพราะว่าตอนที่ชาวอาหรับบุกอินเดียแล้วได้รู้จักกับระบบเลขชนิดนี้ พวกเขาก็ได้นำไปพัฒนาและเผยแพร่มันออกไปทั่วตะวันออกกลางและยุโรปนั่นเอง

ในเวลาเพียงไม่นาน ภาษาคณิตศาสตร์ก็ถูกใช้งานไปทั่วโลกและเข้ามามีบทบาทสำคัญในแทบทุกศาสตร์ ยิ่งในสาขาฟิสิกส์และวิศวกรรมด้วยแล้ว ตัวเลขอารบิกและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ได้เข้ามาจับจองพื้นที่เกือบหมดจนแทบไม่หลงเหลือภาษามนุษย์แบบ full script อยู่เลย

ใครก็ตามที่อยากจะโน้มน้าวคนมีอำนาจในบริษัทหรือในรัฐบาลล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาภาษาคณิตศาสตร์ แม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง “ความยากจน” “ความสุข” หรือ “ความน่าเชื่อถือ” ก็ยังถูกตีค่าออกมาให้เป็นตัวเลข

และในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภาษาที่มาแรงที่สุดก็มีสัญลักษณ์เพียงสองตัวเท่านั้น

นั่นคือสัญลักษณ์ 0 กับ 1

ทุกคำที่ผมพิมพ์อยู่ในคอมพิวเตอร์ตอนนี้ และข้อความที่คุณอ่านอยู่บนจอล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ถูกใส่รหัสด้วยเลข 0 และ 1

มันทำให้คนทั้งโลกได้เชื่อมต่อกันและเปิดทางให้เราเข้าถึงข้อมูลขนาดมหาศาลมากกว่ายุคใดสมัยใด

คงไม่มีชาวสุเมเรียนคนไหนคาดคิดว่า ภาษาเขียนที่เอาไว้นับจำนวนข้าวบาร์เลย์จะพาเรามาได้ไกลถึงเพียงนี้


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น