มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 4

20150605_ManU4

ทัวร์เริ่มไปตั้งแต่ตอน 10:30 แต่เราไปถึงตอน 10.45 มีรปภ.หญิงท่าทางขึงขังยืนตรวจกระเป๋าจนเสร็จสรรพแล้วก็บอกให้เราไปเข้าคิวตรงรีเซ็ปชั่นซึ่งมีคนเยอะพอดู

รอคิวอยู่ประมาณ 5 นาทีเราจึงโชว์ตั๋วให้เขาดู เอ่ยขอโทษเขาที่มาสาย เขาบอกว่าตอนนี้ทัวร์ทุกรอบเต็มหมดแล้ว ไม่สามารถจะให้เราไปร่วมกับทัวร์รอบอื่นได้ จึงต้องให้เราไปสมทบกับทัวร์รอบ 10:30 ตามกำหนดการเดิม  จากนั้นก็หยิบป้ายมาให้เราแขวนคอไว้เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ว่าเราจ่ายตังค์ค่าบัตรเรียบร้อย และสามารถเดินเข้าพิพิธภัณฑ์กับบริเวณสเตเดี้ยมได้

เจ้าหน้าที่โทรศัพท์บอกให้คนข้างในออกมารับพวกเรา หลังจากรอจนถึงเกือบ 11  โมงอย่างกระสับกระส่าย เจ้าหน้าที่ผู้หญิงอีกคนท่าทางคล่องแคล่วก็เดินมารับพวกเรา บอกว่า เราคงพลาดครึ่งแรกของการทัวร์ แต่ก็ปลอบใจเราว่าเราไม่ได้พลาดส่วนที่ดีที่สุดไป (You won’t miss the best part) คือห้องแต่งตัว (Dressing Room) กับประตูทางเดินลงสนาม

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินจ้ำไปหากลุ่มทัวร์ที่ออกสตาร์ทไปตั้งแต่ตอนสิบโมงครึ่ง ผมบอกเจ้าหน้าที่ว่าแฟนท้องอยู่อาจจะเดินเร็วมากไม่ได้ เขาก็เข้าใจและพยายามเดินในสปีดที่แฟนพอจะเดินตามทัน

บรรยากาศช่วงนั้นเหมือนเรากำลังอยู่ในหนังฉากที่เรากำลังเดินหนีผู้ร้ายในตึกอันซับซ้อน เข้าประตูนั้น ออกประตูนี้ ขึ้น-ลงบันได  ผ่านจุดที่คนทั่วไปเข้าได้และส่วนที่ให้เจ้าหน้าที่เท่านั้นผ่านได้ โดยเป้าหมายก็เพื่อจะเดินไปให้ถึงกลุ่มทัวร์ให้เร็วที่สุด

หลังจากเดินอยู่เกือบสิบนาที พวกเราก็ตามเขาทันจนได้ ในห้องรรับรอง “แขก VIP” เช่นประธานสโมสร หรือโค้ชจากทีมอื่นๆ ซึ่งเขาจะมากินข้าวและพูดคุยกันก่อน ก่อนที่จะเดินเข้าอัฒจันทร์  กลุ่มทัวร์กลุ่มหนึ่งประมาณ 30 คนเห็นจะได้ คนนำทัวร์เป็นผู้ชายสูงวัยอายุน่าจะเกิน 60 แล้ว (และทัวร์กลุ่มอื่นๆ ก็เหมือนจะมีแต่ผู้ชายสูงวัยเป็นไกด์ทั้งนั้นเลย ผมเดาว่าอาจจะเป็นนโยบายของสโมสรเพื่อให้คนเหล่านี้มีงานทำก็เป็นได้) และทุกกลุ่มทัวร์จะมีรปภ.คอยตามจี้อยู่ข้างหลัง ถ้าเราหยุดถ่ายรูปนานเกินไปเขาก็จะเดินมากดดันเราว่าให้ไปต่อได้แล้วเจ้าพวกลิงน้อย

เมื่อดูห้องรับรองเสร็จแล้วก็เดินเข้าสู่อัฒจันทร์ครับ ที่นั่งที่เห็นเป็นเก้าอี้สีเลือดหมู พื้นเป็นเบาะพับได้ และวิวของสนามก็ดีมากๆ หญ้าเขียวขจีสุดๆ

IMG_1783

IMG_1782

IMG_1784 IMG_1797 IMG_1789

จากนั้นเราก็เป็นช่วงไฮไลท์ของทัวร์ครั้งนี้คือห้องแต่งตัวนักกีฬาครับ

แว่บแรกที่เดินเข้าห้องคือรู้สึกว่า ห้องใหญ่กว่าที่คิด

ความคิดอีกอย่างที่ตามมาคือมันสะอาดและเนี้ยบกว่าที่คิด  ห้องแต่งตัวที่ผมคุ้นเคยมันจะต้องมีกลิ่นอับ กลิ่นโคลน ฯลฯ ที่บ่งบอกถึงสภาพของนักกีฬาที่ผ่านสมรภูมิมาแล้ว แต่นี่เขาดูแลสภาพได้อย่างดีมากเหมือนเป็นห้องใหม่เลย

บริเวณรอบๆ ห้องก็จะมีเสื้อของแต่ละคนแขวนอยู่ ตรงกลางห้องจะมีจอทีวีและมีไวท์บอร์ดเพื่อเอาไว้วางแผนเกมการแข่งขัน

ผู้บรรยายได้เล่าอีกว่า ในคืนก่อนวันแข่งขันนักเตะจะมานอนพักที่โรงแรมเดียวกัน และก่อนเกมประมาณ 3 ชั่วโมงก็จะมากินข้าวร่วมกัน โดยจะเน้นไปที่อาหารคาโบไฮเดรตอย่างสปาเก็ตตี้ เพื่อให้ได้พลังงานสูงสุด เมื่อทานข้าวเสร็จแล้วจึงขึ้นรถบัสของทีมและมาที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

รูปจากนี้ไปจะมีทั้งจากกล้อง Cannon และกล้องมือถือนะครับ ความคมชัดจึงอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย

IMG_1805

????

IMG_1819

IMG_1821

สองสิ่งที่เราจะเห็นจนชินตาเวลาเดินจากห้องหนึ่งสู่ห้องหนึ่งคือร้านขายเบียร์กับป้ายบอกราคาต่อรองครับ

การดูบอลที่นี่เขาห้ามเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในสนาม ต้องกินเฉพาะในบริเวณด้านในตัวอาคารเท่านั้น ที่น่าชื่นใจคือเบียร์สิงห์ของเราเด่นมาก!

IMG_1864 IMG_1865

ส่วนราคาต่อรองก็จะมาในหลายรูปแบบมาก เช่นราคาต่อรองสำหรับ Rooney ยิงเป็นคนแรก หรือราคาต่อรองสำหรับ Valencia ยิงและแมนยู ชนะ 3-0 แต่ที่แน่ๆ ไม่มีราคาต่อรองอันไหนที่ระบุว่าแมนยูจะแพ้นะครับ!

IMG_1800

จากนั้นเราก็มาถึงอีกจุดหนึ่งของไฮไลท์ของทางเดินเข้าสนามบอลของทั้งสองทีม (และเป็นทางเดินกลับเข้ามาจากสนามด้วย) มุมที่เราคุ้นตาคือภาพจากกล้องที่ถ่ายจากปากทางเข้ามา เห็นกัปตันของสองคนยืนกระทบไหล่กันอยู่ อีกมือหนึ่งก็จับมือเด็กตัวเล็กๆ ที่ใส่ชุดทีมตัวจิ๋วเพื่อเดินเข้าสนามบอลด้วยกัน

แต่มุมที่ผมถ่ายคือมุมที่มองจากด้านในออกไป คุณไกด็บอกว่าลองมองบนเพดานด้านบน มันจะเป็น บันไดไฮโดรลิกที่สามารถยกขึ้นได้เวลาเกิดเหตุไฟไหม้ เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถวิ่งเข้ามานสนามได้  ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่จะยกบันไดขึ้นมาก็คือตอนที่ปีเตอร์เคราช์มาเตะที่นี่! (ใครไม่เก็ทมุขนี้ให้ไปถามเพื่อนที่ดูบอลนะครับ)

????

อ้อ ด้านซ้ายมือจะเห็นกระดานที่มีป้ายเป็นตารางโลโก้สปอนเซอร์ นี่คือจุดที่นักข่าวจะมาสัมภาษณ์นักเตะและผู้จัดการทีมหลังจากจบเกมการแข่งขันครับ

ถ้ามองขึ้นไปเหนือป้ายเล็กน้อยจะเห็นแผ่นกลมๆ สีดำๆ ที่มีรูปคนอยู่ในวงกลมเล็กสีขาวๆ  ผมจำชื่อคนนี้ไม่ได้แล้ว แต่คือคนที่บริจาคเงินให้แมนยูช่วงที่ประสบวิกฤติทางการเงินตั้งแต่สมัยก่อนนู้นครับ (ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี)

ป้ายดำๆ กลมๆ นี้เราจะเห็นได้หลายจุดในสนาม บ่งบอกให้เห็นว่าเขาไม่เคยลืมบุญคุณคนที่เคยช่วยเหลือสโมสรเลย

จากนั้น เขาก็พาเราไปที่ Dugout นั่นก็คือที่นั่งของผู้จัดากรทีมและม้านั่งตัวสำรองนั่นเอง

ตรงนี้เราจะเห็นสนามได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น มีตั้งรั้วกั้นไว้ถึงสองชั้น มีคนถามรปภ.ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกทัวร์ลงไปวิ่งเล่นในสนาม รปภ.ตอบว่า ตำรวจจะมาจับครับ เพราะขนาดตัวเขาเองยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปเลย

พื้นที่ม้านั่งสำรองก็จะมีของทีมเหย้าทีมเยือน ถ้ามองจากสนามเข้ามาทีมเยือนจะอยู่ฝั่งซ้าย ทีมเหย้าจะอยู่ฝั่งขวาครับ

????

ม้านั่งสำรองคือจุดสุดท้ายของการทัวร์ครั้งนี้ครับ ก็ถือว่าอิ่มเอมกันไปตามๆ กัน แม้ว่าจะพลาดครึ่งชั่วโมงแรกไปก็เถอะ

จบจากทัวร์ปุ๊ปพอเดินออกมาก็จะเจอ ManU Megastore ปั๊ป ช็อปกันสนุกมือ ผมเองไม่รู้จะซื้ออะไรเลยซื้อหนังสือภาพการ์ตูนประวัติแมนยู กับทำปกหนังสือพิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกครับ เพราะสองอย่างนี้น่าจะหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้

????

????

????

ออกจากสนามมา ก็จะเจอชายหนุ่มฉกรรจ์มายืนขายผ้าพันคอราคา 10 ปอนด์ครับ มีหลากหลายแบบมาก แต่ผมอดใจไว้ค่อยมาซื้อวันจริงดีกว่า

????

รอบๆ สนามจะมีรูปปั้นของนักเตะในตำนานอย่าง The Trinity – Bobby Charlton, Denis Law และ George Best ครับ

IMG_1872

พรุ่งนี้จะพาไปดูพิพิธภัณฑ์และ Red Café นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

ติดตามผลงานได้ที่ Anontawong’s Musings on Facebook

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 3

20150604_Oldtraffrod3

(ใครเพิ่งเข้ามาอ่าน สามารถอ่านตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ได้ก่อนนะครับ)

หลังจากรู้ตัวว่าได้ตั๋วดูบอลแมนยู อาร์เซนอลเป็นที่แน่นอนแล้ว (แถมแมทช์ยังเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. ด้วย) ทำให้ผมต้องทำการเลื่อนตั๋วอีกครั้ง โดยแทนที่จะบินกลับเมืองไทยจากปารีสวันเสาร์ ก็เปลี่ยนเป็นบินกลับจากแมนเชสเตอร์เช้าวันจันทร์

ซึ่งหมายความว่าการมาเที่ยวยุโรปครั้งนี้ผมกับแฟนต้องลางาน 11 วัน วันลาของแฟนผมหมดเกลี้ยงเลย

จากนั้นเราก็จองที่พักในอังกฤษ โดยผมจองผ่าน http://airbnb.com (เปลี่ยนห้องว่างในบ้านคุณให้เป็นโรงแรม) และก็เลือกบ้านหลังนี้เพราะเขาบอกว่าสามารถเดินไปโอลด์แทรฟฟอร์ดได้ในเวลา 30 นาที และราคาก็สมเหตุสมผลครับ

2015-06-04_083308

เมื่อตั๋วเครื่องบินกับที่พักพร้อม ก็ทำการยื่นวีซ่า ซึ่งก็ลุ้นพอสมควร เพราะต้องทำวีซ่าใหม่ทั้ง Schengen และ UK เวลาเราเหลือไม่ถึงหนึ่งเดือน แถมเมษายนยังวันหยุดเยอะอีกด้วย

เราไปทำวีซ่าอังกฤษก่อน เพราะระเบียบวีซ่าเชนเก้นเขาจะระบุไว้เลยว่าถ้าไปประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศเชนเก้น ต้องไปทำวีซ่าประเทศเหล่านั้นให้เรียบร้อยก่อน

การทำวีซ่าที่อังกฤษก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่ต้องไปสถานฑูตเพราะเดี๋ยวนี้เขา Outsource ไปให้ VFS แล้ว ใครที่คิดจะทำก็เข้าไปดูกระทู้นี้ในพันทิปได้เลย

http://pantip.com/topic/31758151

ค่าทำวีซ่าบวกค่าธรรมเนียมของ VFS ตกประมาณสี่พันบาทครับ ต้องรูดบัตรเครดิตจ่ายออนไลน์ก่อนเลย

ตอนที่ไปยื่นก็เจอข้อเสนอที่ทำใจลำบาก คือเขาบอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 10-15 วันทำการ ถ้าอยากจะได้วีซ่าเร็วกว่านี้ เราสามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ได้ priority service ซึ่งจะทำให้ได้วีซ่าคืนภายใน 3-5 working days แต่เงินที่ต้องจ่ายเพิ่มคือคนละหกพันกว่าบาท แพงกว่าค่าทำวีซ่าอีก ผมก็เลยตัดสินใจไม่เอา (และต้องทนเครียดไปหลายวัน เพราะถ้าวีซ่าอังกฤษมาช้า วีซ่าเชนเก้นก็จะทำไม่ทันไปด้วย)

สุดท้ายผมได้วีซ่าอังกฤษภายในหัาวันทำการครับ!
เมื่อได้วีซ่ามาแล้ว ผมก็เข้าไปจองทัวร์ Man Utd Museum + Stadium tour ที่ลิงค์นี้ครับ https://shop.omniticket.com/muf/

ม้นมีให้เลือกด้วยว่าจะเอา Audio Guide สำหรับ Museum รึเปล่า ผมก็เลือกว่าเอา แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่ครับ

ผมจอง Stadium Tour รอบ 10.30 กะว่าตื่นเช้าขึ้นมากินข้าวชิวๆ ออกจากบ้านซักเก้าโมงครึ่งก็ไม่ถึงได้โดยไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

นอกจากนี้ ผมยังไปเดินดูเสื้อแมนยูที่ร้าน Terminal 21 แต่ติดอยู่สองอย่างตรงที่ราคามันสูงเอามากๆ (2700 บาท) และมันเป็นเสื้อรุ่นใหม่ที่มี Chevrolet เป็นสปอนเซอร์ซึ่งผมไม่ค่อยอินเท่าไหร่ อยากได้เสื้อรุ่นฤดูกาล 97/98 มากกว่า

จึงตัดสินใจไปเดินหาเสื้อที่หลังสนามศุภแทน โดยได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากพี่เจค (พี่ที่ออฟฟิศที่เตะบอลด้วยกันบ่อยๆ)

หลังจากเข้าไปสามร้าน ก็เจอร้านที่ขายเสื้อรุ่น 97/98 แล้วผมก็ขอให้เขาปักชื่อ 7 – BECKHAM และ 11 – GIGGS ลงบนหลังเสื้อ เพื่อเตรียมไว้ใส่ในวันที่ดูบอล

—–

เมื่อทุกอย่างพร้อม พวกเราก็ออกเดินทางสู่ยุโรป โดยแวะสวิตเซอร์แลนด์-ปารีส-ปราก ก่อนที่จะมาจบที่แมนเชสเตอร์ สามารถอ่านการเดินครั้งนี้ได้ใน ยูโรมโนสาเร่ทั้ง 14 ตอนครับ

—-

เราเดินทางไปถึงแมนเชสเตอร์เที่ยงวันศุกร์
มีนัดไป Stadium Tour วันเสาร์ 10.30
มีนัดดูบอลวันอาทิตย์ 14.00 (Kick-off 16.00)

และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง

เราตื่นนอนกันตอน 8.30 กะว่าจะออกจากบ้านซัก 9.30 แต่ดันทำอะไรชิวไปหน่อย ไม่ว่าจะอาบน้ำ กินข้าว ล้างจาน มารู้ตัวอีกทีก็เกือบ 10 โมงแล้ว!

แล้วผมก็เพิ่งนึกได้อีกอย่างหนึ่งว่า แฟนผมท้อง ไม่น่าจะสามารถเดินเร็วได้ ดังนั้นถ้าเดินไปอาจจะไม่ทัน 10.30 แล้ว เลยต้องเปิด Google Maps แล้วหาเส้นทางอื่นที่อาจจะเร็วกว่านั้น จึงเจอว่าถ้าเดินไปซัก 15 นาทีจะมีป้ายรถเมล์ให้เราขึ้นได้

เราไปถึงป้ายรถเมล์ตอน 10.15 แต่ก่อนหน้านั้นประมาณ 3 นาที รถสายที่จะพาเราโอลด์แทรฟฟอร์ดวิ่งผ่านไปแล้ว รถบัสคันถัดมาก็ใช้บัตร Megarider ไม่ได้ เลยต้องนั่งรถรถอไปอีก 10 กว่านาที กว่ารถจะมาก็ 10.35 นาทีแล้ว

รถวิ่งไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด โดยไปจอดทางทิศเหนือของสนามครับ

และนี่คือภาพแรกที่คุณจะเห็นตอนที่เดินเข้าประตู “โรงละครแห่งความฝัน” มาครับ

IMG_1941

พรุ่งนี้จะพาเข้าไปใน Stadium Tour นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Dailymail

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 2

20150603_Oldtrafford2

<ใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ>

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม ผมกับแฟนและพี่โม (พี่ที่ออฟฟิศ) มีนัดไปดูคอนเสิร์ต Nuvo Love Story ที่อิมแพ็คอารีนา

แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ แฟนผมมีอาการมึนหัวมาได้ประมาณเกือบๆ สัปดาห์ และประจำเดือนที่ควรจะมาก็ยังไม่มา เราก็เลยเดินไปซื้อเครื่องตรวจวัดการตั้งครรภ์ที่ร้านขายยาแถวบ้าน แล้วมาทำการตรวจดู

ปรากฎว่าเครื่องตรวจวัดโชว์สองขีด แสดงว่าแฟนผมกำลังตั้งครรภ์

ถามว่าดีใจมั้ยที่จะมีลูกก็ต้องดีใจแน่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาทันทีคือกังวลว่าการเดินทางจะมีผลกระทบอะไรรึเปล่า

ต้องยอมรับตรงนี้ว่า ผมกับแฟนคิดมาตลอดว่า ถ้าท้องแก่เดินทางแล้วอันตราย ดังนั้นเดินทางตอนท้องอ่อนน่าจะโอเค

แต่ความจริงก็คือช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะการกระทบกระเทือนนิดหน่อยอาจส่งผลให้แท้งได้

เย็นนั้นเราไปดูคอนเสิร์ตนูโวตามแผนเดิม เพียงแต่แฟนต้องนั่งดูเฉยๆ ห้ามกระโดดโลดเต้น

วันเสาร์ถัดมาเราจึงไปพบคุณหมอ และรู้ว่าอายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว

ดังนั้น แผนการเดิมที่จะเดินทางในวันที่ 1 เมษายน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรเท่าไหร่ เพราะยังอายุครรภ์แค่สองเดือนนิดๆ

เราจึงต้องพับแผนการเดินทางยุโรปไว้ชั่วคราว โดยกะจะรอดูให้แน่ใจก่อนว่า เมื่อครบสามเดือนแล้ว คุณแม่และคุณลูกยังแข็งแรงดี

ระหว่างนั้นผมก็ส่งเมล์หา Match Day VIP ที่ดูแลลูกค้าที่ซื้อตั๋วบอลแมนยู

ก่อนอื่นต้องขอชมก่อนว่า แผนกที่ดูแลลูกค้านี้เฟรนด์ลี่มากๆ ผมถามอะไรก็ตอบภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะปรึกษาเรื่องรถไฟจากแมนเชสเตอร์ไปลอนดอน เรื่องวันและเวลาที่แน่นอนของวันแข่งขัน และเรื่องอื่นๆ จิปาถะ คนที่ตอบเมล์ผมนั้นชื่อเบธานี่ (Bethany) ก็ตอบเมล์ทุกฉบับอย่างเป็นกันเองและใจเย็นมากๆ

คราวนี้พอผมถามเบธานีไปว่า ผมคงไปดูแมทช์นี้ไม่ได้แล้วเพราะภรรยาท้อง และหมอบอกว่าต้องรอให้เกินสามเดือนก่อนถึงจะเดินทางไกลได้ พอจะมีอะไรที่ทางคุณจะช่วยได้บ้างมั้ยในแง่ของตั๋ว เช่นคืนเงิน ขายต่อ หรือเปลี่ยนตั๋วไปเป็นเกมส์อื่นในเดือนพฤษภาคม

เบธานีัจึง cc ทีม Sales ให้เข้ามาตอบ และคำตอบที่ได้คือ

Dear Anontawong

Thank you for your email.

All our packages are non-transferable and non-refundable. This is stated in the terms and conditions before you purchase tickets online.

If you read the terms and conditions you will see the below statement.

“(b) where a Ticket Holder has booked and/or purchased Facilities for a Match after the announcement of the date on which the relevant Match is due to be held and the date on which the Match is to be held is subsequently: (i) rearranged by more than two calendar days (for example, the Match is moved from a Saturday to the following Tuesday);”

As this is part of our terms and conditions I am unable to offer you a refund or transfer at this time as the match has only been moved to the Sunday.

If you require any further information please don’t hesitate to contact me.

Kind regards
Nicola

—-

สรุปก็คือในสัญญาก่อนซื้อตั๋วมันระบุไว้ชัดเจนว่าตั๋วนี้ไม่สามารถคืนเงินหรือเปลี่ยนมือได้ ยกเว้นในกรณีที่วันแข่งขันถูกเลื่อนไปจากวันเดิมเกินสองวัน (ซึ่งในกรณีผมมันเลื่อนแค่วันเดียวจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์) ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถจะคืนเงินให้ได้

ผมก็จ๋อยสิครับ เงิน 36000 บาทหายวับไปกับตา แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำใจ

—–

หลังจากผ่านไปได้ประมาณสามสัปดาห์ การตรวจครรภ์และเห็นว่าเด็กและแม่แข็งแรงดี เราก็เลยหยิบแผนการไปเที่ยวยุโรปขึ้นมาคุยกันอีกครั้ง

ผมขอเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินจาก 1-18 เมษายน เป็น 1-16 พฤษภาคม แม้ต้องลางานเยอะขึ้นและได้เที่ยวสั้นลงแต่เราก็ยอม เพราะนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายในอีกหลายๆ ปีที่จะได้ไปไหนไกลๆ

ทริปคราวนี้เราเลยตัดสินใจจะไม่ไปอังกฤษ เพื่อจะมีเวลาเพียงพอกับการเที่ยวชมเมืองอื่นๆ อย่างไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรมาดลใจ ทำให้ผมคิดว่า แม้จะไม่ได้ไปดูบอลก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอเก็บตั๋วไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดี

ผมจึงเมล์ไปหาเบธานีว่าช่วยส่งตั๋วมาให้หน่อยนะ จะได้เก็บไว้ดูต่างหน้า ส่วนเราก็จองตั๋วไปยุโรปแล้วแต่คราวนี้จะไม่แวะไปอังกฤษเพราะถ้าไม่ได้ดูแมนยูก็ไม่รู้จะไปอังกฤษทำไม

แล้วเบธานีก็ถามกลับมาในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด คือเขาถามว่า จองตั๋วเครื่องบินแล้วหรือยัง? เขาอาจจะช่วยเปลี่ยนตั๋วเป็นเกมที่เจอกับ West Bromwich หรือ Arsenal ได้นะ!

ผมก็ตอบว่า อ้าว ก็เห็นทางทีมเซลส์บอกว่าเปลี่ยนตั๋วไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ใน Terms & Conditions ก็บอกว่าไว้อย่างนั้น

เบธานีก็ตอบว่า ถูกต้อง ตามหลักแล้วทำไม่ได้ แต่สำหรับกรณีนี้เขาจะลองปรึกษาหัวหน้าดู

วันถัดมา หัวหน้าของเบธานีก็ตอบเมล์ผมมาว่า เขาช่วยเปลี่ยนตั๋วจาก Man City เป็น Arsenal ให้แล้วนะ คราวนี้ลองดูซิว่าจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางของคุณเพื่อให้มาดูแมทช์นี้ได้รึเปล่า นี่จะเป็นแมทช์สุดท้ายของฤดูกาลที่แมนยูจะเตะในบ้าน ดังนั้นบรรยากาศจะเยี่ยมยอดมากแน่ๆ

ผมนี่โคตรดีใจจนตัวลอย

ความฝันที่รอคอยมาเกือบยี่สิบปีของผมใกล้เข้ามาอีกนิดแล้ว

—–

ป.ล. ผมรู้ตัวว่าเขียนมาเกือบสองตอนก็ยังไม่ค่อยได้เห็นอะไรเกี่ยวกับแมนยูเท่าไหร่ แต่ผมอยากจะบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการจองตั๋ว ข้อตกลงในสัญญาก่อนซื้อตั๋ว และน้ำใจที่ผมได้รับ จึงต้องขออภัยหากเรื่องมันอาจยืดยาวไม่ทันใจสำหรับบางท่านนะครับ ตอนหน้าสัญญาว่าจะพาไปถึง Old Trafford แน่นอน!

มหากาพย์เยือน Old Trafford – ตอนที่ 1

20150602_OldTrafford1

เพื่อนสนิทของผมทุกคนจะรู้ดีว่าทีมโปรดของผมคือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ผมเป็น “เด็กผี” มาร่วม 20 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอีริค คันโตน่ายังโลดแล่นอยู่ในสนาม แม้ตอนนั้นผมจะเรียนอยู่นิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่บ้ารักบี้และหาฟุตบอลดูได้ยากมาก

เมื่อเราสมัครใจจะเป็นสาวกของทีมใดทีมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หนึ่งในความฝันของเราคือการได้ไปเชยชมทีมที่รักติดขอบสนามซักครั้งในชีวิต

วันนี้ผมจะมาเล่าถึงฝันที่เป็นจริงครับ!

ผมแต่งงานไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และตั้งใจจะมีลูกเลย จึงรู้ตัวแล้วว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ ปีนี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้ทำ ก่อนที่จะต้องหยุดพักไปอีกหลายปี

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม ผมเลยลอง google ดูว่า แมนยูฯ มีเตะในบ้านเมื่อไหร่บ้าง ยิ่งถ้าได้ช่วงสงกรานต์ยิ่งดี

และโชคชะตาก็เป็นใจ แมนยูฯ มีแข่งกับแมนซิตี้ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดในวันที่ 11 เมษายน

เกมนี้ถือเป็นเกมระดับ 5 ดาวเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็น “ดาร์บี้แมทช์” ซึ่งหมายถึงเกมที่ทีมจากเมืองเดียวกันต้องมาเจอกันเอง จึงเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ไม่มีใครยอมใคร บู๊สะบั้นหั่นแหลก และกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายก็จะเร่าร้อนกว่าเกมทั่วๆ ไป

แค่คิดถึงบรรยากาศก็กระดี๊กระด๊าแล้ว

เมื่อรู้แล้วว่าอยากจะไปดูเกมส์ไหน ก็ google ไปตรงๆ เลยว่า manchester united manchester city match ticket

มีเว็บไซต์หลายๆ เว็บ ขึ้นมาให้เลือก แต่พอคลิ้กเข้าไปดูแล้ว ราคามันแพงเหลือหลาย อย่างต่ำๆ ก็เหยียบหมื่นบาทแล้ว และเท่าที่ดูก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตั๋วผีรึเปล่า ซื้อแล้วจะได้ตั๋วจริงๆ รึเปล่า

ผมเลยลองเข้าเว็บ manutd.com แทน และคลิกไปที่ Tickets & Hospitality 

ปรากฎว่าตั๋วของเกมนี้หมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ แต่ก็ยังไม่หมดหวังซะทีเดียว เพราะมันมีเซ็คชั่นที่เป็น Matchday VIP Tickets 

ซึ่งพอคลิ้กเข้าไปมันก็มี VIP หลายระดับ

ผมเลือก Lancashire Package เพราะว่ามันเป็นแพ็คเกจเดียวที่ยังพอมีที่นั่งเหลืออยู่

โดยแพ็คเกจนี้ระบุว่าจะมีเลี้ยงข้าวก่อนดูบอล มีของที่ระลึกให้ และพอดูจบก็กลับมาดื่มโน่นดื่มนี่ได้อีกนิดหน่อย

ค่าตั๋วก็ไม่แพงเท่าไหร่ แค่คนละ 299 ปอนด์หรือ 15,000 บาทเท่านั้น โอ้แม่เจ้า!

ผมเองเคยซื้อของราคาเกิน 10,000 บาทแค่สามชิ้น

ส่วนในแง่การซื้อประสบการณ์ ค่าตั๋วแพงสุดที่ผมเคยจ่ายคือประมาณ 5,000 บาทตอนไปดู The House of Dancing Water ที่มาเก๊า (อันนี้ก็ดีมากนะครับ แนะนำๆ)  พอมาเจอตั๋วราคาใบละ 15,000 ได้ดูบอล 90 นาที จึงทำให้คิดหนักอยู่เหมือนกัน

แต่พอถามตัวเองว่า อะไรหายากกว่ากัน

ระหว่างเงิน 30,000 บาท (ค่าตั๋วของผมกับแฟน)

กับการได้ไปอยู่ในบรรยากาศแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมทช์ในวันและเวลาที่ยังไม่มีภาระอะไร

คำตอบก็ชัดเจนในตัวมันเอง จึงคลิ้ก Next!

ถึงจะซื้อตั๋ว VIP แต่ที่นั่งก็ใช่ว่าจะดีมาก เพราะตามแผนผังที่นั่ง เราจะได้ที่นั่งในกลุ่ม NW3433 เป็นที่นั่งฝั่ง North West ระหว่าง Sir Alex Firguson Stand กับ West Stand ห่างจากสนามพอสมควรเลย

แต่ได้แค่นี้ก็เอาแล้ว ดีกว่าผัดวันประกันพรุ่งความฝันของเราไปจนถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

การจองตั๋วก็ไม่ยากอะไรครับ ทำตามสเต็ปไปเรื่อยๆ

จะมีช็อคนิดหน่อยตอนถึงหน้าสุดท้าย เพราะเขาเก็บภาษีอีกร้อยกว่าปอนด์ ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายจึงเป็น 717.60 ปอนด์หรือ 35,640 บาท (เรท GBP/THB ณ ตอนนั้น)  แต่มาถึงจุดๆ นี้แล้วก็ต้องกัดฟันคลิ้ก Confirm แล้วล่ะครับ

และนี่คือเมล์ที่เขาส่งมาหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยครับ

2015-06-02_100622
จะเห็นว่ามันขึ้นว่า (Date & KO TBC) ซึ่งย่อมาจาก Date & Kick Off To Be Concluded

เพราะแม้วันที่จะเป็นวันเสาร์ที่ 11 April แต่ก็มีโอกาสที่จะเลื่อนแมทช์ไปเตะวันอาทิตย์เพื่อการถ่ายทอดสดได้ แถมยังเลื่อนกลับมาเป็นวันเสาร์ได้อีกหากแมนซิตี้เข้ารอบลึกๆ ในฟุตบอลรายการ UEFA Champions League (ขอไม่ลงรายละเอียด)

ระหว่างนี้ ผมก็มีการเมล์ไปคุยกับทีมงาน Matchday VIP เพื่อจะถามเรื่องตั๋วฟุตบอล ซึ่งตามปกติจะส่งมาที่บ้านก่อนวันแข่งประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ผมขอไปรับที่หน้างานแทน เพราะมีโปรแกรมไปเที่ยวยุโรป กลัวว่าตั๋วกับผมจะสวนทางกัน

เมื่อได้ตั๋วบอลแล้ว วันถัดมาก็จองตั๋วเครื่องบินเลย โดยคิดว่าจะออกเดินทางคืนวันพุธที่ 1 เมษาแล้วกลับมาวันเสาร์ที่ 18 จะได้มีเวลาพักหนึ่งวันก่อนกลับไปทำงาน

แผนการก็คือไปเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟ/รถบัสไปเที่ยวยุโรปตะวันออกอย่างเวียนนาและปราก จากนั้นก็บินไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์ เสร็จแล้วค่อยลงมาเจอเพื่อนที่ลอนดอน แล้วนั่งรถไฟลงไปเที่ยวที่ปารีส จากนั้นจึงบินจากปารีสกลับเมืองไทย

จองตั๋วเครื่องบินเสร็จสรรพก็เดินหน้าทำวีซ่า Schengen ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกประเทศที่เราจะไปยกเว้นอังกฤษ ส่วนวีซ่าอังกฤษผมก็รอดูสถานการณ์ก่อนว่าสุดท้ายแล้วเกมจะเกิดขึ้นวันไหนกันแน่

ทุกอย่างดูราบรื่นดี

จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม

วันที่ผมรู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์!

โปรดติดตามตอนต่อไป

—–

ผมเขียนบล็อกทุกวัน วันละหนึ่งบล็อก สามารถติดตามกันได้ที่ http://facebook.com/anontawongblog นะครับ

5 คำศัพท์ทางพุทธศาสนาที่คุณอาจเข้าใจผิดตลอดมา

20150814_Picture for Blog

วันนี้วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้ อธิบายคำศัพท์บางคำ ที่ผมเชื่อว่ามีที่มาจากศาสนาพุทธ แต่หลังจากเราเอามาใช้นานๆ เข้าความหมายก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนเราอาจลืมความหมายเดิมไปแล้ว

ทั้งห้าคำนี้ อธิบายจากความเข้าใจของผมเอง ถ้าคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดอะไรไปก็ขออโหสิกรรมไว้ล่วงหน้า และขอให้ผู้รู้มาช่วยชี้แจงแถลงไขด้วยนะครับ

1.สังขาร
เวลาเราแก่ตัวลง เดินแป๊บนึงก็เหนื่อย นั่งแป๊บเดียวก็เมื่อย เราก็จะบ่นว่า “สังขารไม่เที่ยง” โดยมองว่าสังขารหมายถึงร่างกายที่ต้องโรยราไปตามอายุขัย

จริงๆ แล้วสังขารไม่ได้แปลว่าร่างกายเพียงอย่างเดียวนะครับ

สังขารยังหมายถึง “การปรุงแต่ง หรือ “สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง” อีกด้วย

ถ้าใช้ภาษาที่ง่ายที่สุด (แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมด) การปรุงแต่งก็คือสิ่งที่หัวสมองของเราคิดครับ ยิ่งเราเป็นพวกคิดมาก การปรุงแต่งก็จะยิ่งมากเป็นเงาตามตัว และสิ่งที่อยู่ในหัว ก็จะแสดงออกมาทางวาจาและการกระทำจนเกิดเป็นกรรม และเพราะจิตของเรามีการปรุงแต่งไม่สิ้นสุด เราจึงก่อกรรมไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เรากลับมาเกิดใหม่ไม่สิ้นสุด

พูดง่ายๆ ว่า สังขาร -> กรรม -> เวียนว่ายตายเกิด

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าสังขารก็คือ mental formations และ volitional activities (volitional activities แปลว่าการกระทำด้วยเจตนา)

2. เวทนา
เวลาเราเห็นน้องหมาโดนรุมกัดจนขาเป๋และช้ำเลือดช้ำหนอง เราจะบอกว่าหมาตัวนี้ “น่าเวทนายิ่งนัก” หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือน่าสงสารนั่นเอง

แต่คำว่าเวทนาในศาสนาพุทธ (ซึ่งอ่านออกเสียงว่า “เว-ทะ-นา”) ไม่ได้แปลว่าสงสาร แต่แปลว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิดใจ

เช่นถ้าเราคันหลัง นั่นก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง หรือเดินตากแดดแล้วรู้สึกเหมือนมีไฟมาเผาหัวนั่นก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่ง หรือร้อนตับแตกแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

เคยได้ยินคำคมของโกวเล้งที่ว่า “ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา” มั้ยครับ?

โกวเล้งกำลังพูดถึงเวทนาสองแบบ คือเวทนาที่เกิดทางกาย กับเวทนาที่เกิดทางใจ

เวทนาทางกายคือรสชาติของสุรา
เวทนาทางใจคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนร่ำสุรา

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าเวทนาก็คือคำว่า sensations และ feelings ครับ

3. ภาวนา
เราอาจจะเคยชินคำภาวนาในบริบทที่ใช้ในเพลง “ภาวนา” ของโก้ Mr.Saxman

ภาวนาให้ใจเธอนั้น ปฏิเสธคำเขาไป
ภาวนาให้ใครคนนั้น อย่าทำให้ใจเธอต้องหวั่นไหว

คำว่า “ภาวนา” จึงเหมือนเป็นการหวังลึกๆ ในใจ

แต่ในศาสนาพุทธ คำว่าภาวนาไม่ได้แปลว่าแอบหวังหรือแอบคิด แต่แปลว่าการเจริญหรือการบำเพ็ญ

หรือถ้าใช้ภาษาง่ายกว่านั้นก็คือการฝึกอบรมจิตด้วยการนั่งสมาธิและการฝึกวิปัสสนานั่นเอง

คำว่าภาวนาในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า spiritual cultivation

4. อธิษฐาน
แต่ก่อนผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าอธิษฐานคือการขอ หรือการจุดธูปแล้วบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ได้มารู้ทีหลังว่ามันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก

อธิษฐานแปลว่าการตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวที่จะรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับตัวเอง

เช่นหากเราอธิษฐานว่าจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ 5 นาที เราก็จะเพียรพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ได้ แม้ว่าม้นจะยากเย็นซักแค่ไหน

หรือถ้าเราอธิษฐานจิตว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สามกิโล เราก็จะทำตามข้อตกลงนี้ที่ให้ไว้กับตัวเองไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ

ยิ่งเราทำตามที่เราอธิษฐานได้มากแค่ไหน เราก็จะยิ่งเชื่อใจตัวเองมากขึ้น เป็นคนมีสัจจะมากขึ้น และใช้ชีวิตที่ถูกต้องเที่ยงตรงมากขึ้น

คำว่าอธิษฐานในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า resolution หรือ resolute determination นั่นเอง

5. บารมี
จริงๆ คำนี้ก็มีความหมายที่ดีมาก แต่คนไทยเราก็ใช้คำว่าบารมีไปในทางไม่ดีบ่อยครั้ง เช่น “บารมีล้นฟ้า” หรือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

บารมีที่เราใช้กันอยู่จึงหมายถึงผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล

แต่ในศาสนาพุทธ บารมีคือ “คุณสมบัติ” ที่จะทำให้คนๆ หนึ่งยิ่งใหญ่ หรือพูดง่ายๆ บารมีคือคุณงามความดีในแต่ละด้านของชีวิต

คนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องมีบารมีที่ “เต็ม” สิบประการ ได้แก่

ทาน ศีล เนกขัมมะ(บวช) ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

ใครเคยอ่านนิทานชาดกก็จะรู้ว่าในสิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในแต่ละชาติท่านจะบำเพ็ญบารมีใดบารมีหนึ่งอย่างยิ่งยวด

เรื่องที่เราน่าจะรู้จักกันดีที่สุดก็คือพระมหาชนกที่ได้บำเพ็ญ “วิริยะบารมี” ด้วยการว่ายน้ำในมหาสมุทรแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง

ผมเปิดในเว็บ เขาแปลบารมีเป็นภาษาอังกฤษว่า perfections แต่ผมว่าจะเข้าใจง่ายกว่าถ้าจะแปลว่า qualities (to be perfected) ครับ


สังขาร = กรรม = mental formations / volitional activities
เวทนา = sensations / feelings
ภาวนา = spiritual cultivation
อธิษฐาน = resolute determination
บารมี = qualities to be perfected

แม้คำเหล่านี้จะมาจากศาสนาพุทธ แต่หลายๆ คำโดยเฉพาะสามคำหลังก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกชาติทุกศาสนาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างการใช้งาน
เนื่องในวันวิสาขาบูชานี้ ผมกับแฟนก็ได้อธิษฐานว่าเราจะทำสมาธิภาวนาอย่างน้อยวันละ 10 นาทีติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน ซึ่งถ้าเราทำได้ก็น่าจะช่วยเสริมสร้างสัจจะบารมี เมตตาบารมี และอธิษฐานบารมีได้ไม่มากก็น้อย


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg