ทำไมอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่มีปัญหาเรื่องการกราดยิง

เรามักจะได้ยินข่าวเรื่องกราดยิงในอเมริกาอยู่บ่อยๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมอเมริกาจึงดูเหมือนเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวที่ยังประสบปัญหานี้

มีคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจบน Quora จากคุณ Zbigniew Łobocki ซึ่งจบปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยา

เขาบอกว่าปัญหากราดยิงในอเมริกาเป็นเหตุผลทางคณิตศาสตร์ครับ

“ถ้าสมมติว่ามีคน 100 คน

20 คนมีปัญหาทางจิตเวช

8 คนมีปัญหาเรื่องความขี้โมโห (anger issues)

8 คน IQ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบจะเป็นบุคคลไร้สมรรถภาพ

6 คนมีความสุดโต่งเรื่องจุดยืนทางการเมือง

10 คนติดยาหรือติดเหล้า

แล้วลองเอาปืน 120 กระบอกไปให้คนกลุ่มนี้ คิดว่าจะมีใครสักคนโดนยิงหรือไม่?

สัดส่วนด้านบนคือข้อมูลเชิงสถิติของประเทศอเมริกา ซึ่งรวมถึงจำนวนปืนด้วย

อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนมากกว่าจำนวนประชากร

หลายคนอาจรู้สึกว่าสวิตเซอร์แลนด์ก็มีปืนเยอะเหมือนกัน แต่สวิสก็มีปืนแค่ 27 กระบอกต่อประชากร 100 คนเท่านั้น* ส่วนอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน เมื่อมีปืนเยอะขนาดนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครจะหาปืนมาครอบครองไว้สักกระบอก

สมมติว่าวันหนึ่งมีคนที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้านบน (ขี้โมโห สุดโต่ง ติดยา ฯลฯ) ตื่นขึ้นมาแล้วโดนความมืดครอบงำ

ในยุโรป เขาอาจจะหยิบมีดหรือไม้เบสบอลออกไปอาละวาด ซึ่งมักจะลงเอยด้วยผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและถ้าโชคร้ายก็อาจมีผู้เสียชีวิตสักหนึ่งหรือสองคน ส่วนเจ้าตัวก็คงถูกส่งไปโรงพยาบาลบ้า

ในอเมริกา คนแบบนี้ก็แค่หยิบปืนขึ้นมา เดินไปที่โรงเรียนแล้วก็เริ่มกราดยิง เพราะอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน

ดังนั้นปัญหาเรื่องการกราดยิงจึงเป็นเรื่องทางคณิตศาสตร์ ถ้าเราสามารถลดจำนวนปืนต่อประชากรให้เหลือเพียง 30 กระบอกต่อ 100 คนได้ เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนก็จะมลายหายไป

แต่ถ้าคุณยังเรียกร้องสิทธิที่จะพกปืนกันแบบนี้ ก็จงยอมรับว่าการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์จะยังเกิดขึ้นต่อไป”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Zbigniew Łobocki’s answer to Why is America the only rich country that has frequent mass shootings?

* เผื่อใครสงสัยเหมือนผม – ประเทศไทยมีปืน 15 กระบอกต่อประชากร 100 คนครับ ดูข้อมูลได้ที่ Wikipedia: Estimated number of civilian guns per capita by country

* ปืนในสวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่อยู่ในบ้านของทหารที่ปลดประจำการแล้ว ปืนเหล่านั้นจึงไม่มีลูกกระสุน ประชากรพกปืนไม่ใช่เพราะว่าชอบมีปืน แต่พกไว้เผื่อต้องโดนเรียกไปเป็นทหารกองหนุน

“เก่งมาก”: คำที่พ่อแม่พูดกับลูกบ่อยที่สุด

ใครที่มีลูกเล็กๆ วัยไม่เกิน 6 ขวบ น่าจะได้ใช้คำว่า “เก่งมาก” อยู่บ่อยๆ

แม้ว่าคนจะเตือนว่าชมแบบนี้จะทำให้ลูกมี fixed mindset เราก็ยังไม่วายที่จะพูดอยู่ดี

เพราะในภาษาไทย การชื่นชมลูกว่า “พยายามได้ดีมาก” เพื่อให้เกิด growth mindset นั้นมันไม่เข้าปากเท่าไหร่ ส่วนฝรั่งใช้คำว่า “Good effort!” เป็นประจำอยู่แล้ว

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราชอบใช้คำว่า “เก่งมาก” ก็คือตอนที่ลูกเรียกให้เราดูผลงานของเขา แต่เราไม่ค่อยสนใจหรือให้ความสำคัญ

“พ่อๆ หนูวาดรูปสวยมั้ย”

(เงยหน้าจากมือถือ กวาดสายตาดูรูปนิดนึง) “เก่งมากจ้ะ” (แล้วก้มดูมือถือต่อ)

“แม่ๆ หนูต่อเลโก้เป็นรูปยานอวกาศด้วยนะ”

“เก่งมากจ้ะ”

“เก่งมาก” จึงเป็นเหมือนไพ่โจ๊กเกอร์ ไม่ว่าลูกจะเปิดไพ่อะไรมา เราก็จะตีกลับไปด้วยคำว่า “เก่งมาก” เสมอเพื่อที่เราจะได้กลับไปทำธุระของเราต่อ

ในหนังสือ “ชมลูกให้ถูก ติลูกให้เป็น” ของ Shimamura Hanako บอกว่าการชมเชยลูกนั้นมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ

1.ชมเชยแค่ผิวเผิน (perfunctory)

2.ชมเชยโดยเน้นที่ตัวบุคคล (person focus)

3.ชมเชยโดยเน้นที่กระบวนการ (process focus)

การชมว่า “เก่งมาก” นั้นเป็นทั้งการชมแบบผิวเผิน และเป็นการเน้นที่ตัวบุคคล

ตัวอย่างของคำชมแบบเน้นตัวบุคคลก็เช่น

“ลายมือสวยมากเลยนะเนี่ย” หรือ “สมแล้วที่เป็นพี่คนโต”

ซึ่งการชมสองแบบผิวเผินหรือเน้นตัวบุคคลนั้นจะทำให้เด็กยึดติดคำชมและอาจมีอาการดังต่อไปนี้

-เด็กจะเน้นทำแต่พฤติกรรมที่ได้รับคำชม หากไม่ได้รับคำชมก็จะไม่ทำ
-เด็กจะคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว ไม่ต้องฝึกเพิ่ม (เช่นเราไปชมว่าเขาวาดรูปเก่งมาก ทั้งที่จริงแล้วยังปรับปรุงได้อีกเยอะ)
-เด็กจะกล้าทำสิ่งที่ท้าทายน้อยลง เพราะกลัวจะทำได้ไม่ดี

วิธีการชมเชยที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว สามารถทำได้ดังนี้

1.ชมเชยที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์

เราไม่ควรชมเรื่องความสามารถหรือบุคลิกภาพ แต่ควรชมท่าทีที่มีความพยายาม

สมมติว่าเด็กสอบได้ 100 คะแนน แทนที่จะบอกว่า “ลูกแม่นี่เก่งสุดๆ ไปเลย” ก็ควรชมว่า “ตั้งใจจนสอบได้คะแนนเต็มเลยนะ” หรือ “หลังจากลองมาหลายวิธี ในที่สุดครั้งนี้ก็ได้ 100 คะแนน!”

หากครั้งต่อไปเขาสอบได้คะแนนต่ำกว่าเดิม เขาก็จะไม่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ แต่จะเปิดใจลองหาวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้สอบได้คะแนนดีกว่าเดิม

  1. ชมเชยให้เป็นรูปธรรม

แทนที่จะชมแค่ “สุดยอด” หรือ “ใช้ได้!” เราควรจะบอกรายละเอียดให้มากขึ้น

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์เรา เราก็ควรจะใส่ใจผลงานของลูก และเอ่ยคำชมที่ทำให้ลูกรู้ว่าเขาทำดีเรื่องอะไร

“ใช้สีหลายสีเลย สวยจัง”

“ตรงนี้ตั้งใจเลือกสีให้ต่างจากจุดอื่นๆ สินะ”

  1. ตั้งคำถามให้มากขึ้น

บางทีเราก็ลืมนึกไปว่า เราสามารถพลิกคำชมเป็นคำถามแทนก็ได้

สิ่งสำคัญคือถามว่าเขารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และคำถามควรเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้เกิดบทสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์ เราอาจตั้งคำถามว่า

“ทำเป็นรูปอะไร ไหนลองบอกหน่อยได้มั้ย”

หรือเวลาลูกคัดลายมือ แทนที่จะชมว่า “ลายมือสวยนะเนี่ย!” ก็อาจจะถามว่า

“ลองเขียนเองแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง”

หรือเวลาที่ลูกเลือกชุดเอง แทนที่จะชมว่า “น่ารักมาก” ก็อาจจะถามว่า

“ชอบสัตว์ตัวไหนบนเสื้อมากที่สุดหรือคะ?”


ถ้าให้สรุปรวบยอด ถ้าอยากจะให้คำชมของเรามีประโยชน์กับลูกจริงๆ เราต้องใส่ใจสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า ก้มมองมือถือให้น้อย เงยหน้าดูลูกให้เยอะ

เวลาชมก็อย่าชมแค่ผิวเผินหรือชมที่ตัวบุคคล แต่ให้ชมความพยายามหรือกระบวนการ

และสุดท้าย เราไม่จำเป็นต้องชมลูกทุกครั้ง เพราะเราสามารถตั้งคำถามเพื่อชวนลูกคุย ซึ่งจะทำให้เขาเข้าอกเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ

3 เหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่ง

คำใบ้: ไม่ใช่เพราะว่าเราขี้เกียจหรอกนะ

  1. เราอยากประสบความสำเร็จ แต่ความกลัวล้มเหลวของเรามีมากกว่า เราเลยไม่กล้าแม้แต่จะเริ่ม
  2. เราคิดว่าผลงานจะเป็นตัวบ่งชี้คุณค่าของเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หากเราทำได้ไม่ดี เราก็จะรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองถูกลดทอนลงไป ดังนั้นการผัดผ่อนไปเรื่อยๆ จึงเป็นวิธีการปกป้องตัวเองอย่างหนึ่ง
  3. เราอยากหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มทำงานชิ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความเบื่อ หรือความเครียด

ขอบคุณเนื้อหาจาก Dr Julie Smith: Three Reasons You’re Procrastinating

5 เคล็ดลับการทำงานกับเจ้านายที่ยุ่งตลอดเวลา

เชื่อว่าพวกเราหลายคนมีเจ้านายที่ยุ่งมาก ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับเรา ยุ่งจนลืมงานบางงานและเราต้องตามแล้วตามอีก

บางทีเราก็พยายามทำเต็มที่เพื่อให้เจ้านายแฮปปี้ขึ้น แต่ยิ่งเราทำมากเท่าไหร่ ก็เหมือนเจ้านายยิ่งดูห่างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี? วันนี้มีเคล็ดลับจาก Lifehacker มาฝากครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้: เลิกพยายามทำให้เจ้านายแฮปปี้ แต่จงเริ่มทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เจ้านายประหยัดเวลาได้มากขึ้น

เวลาเจ้านายยุ่งมากๆ สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากเห็นคืออีเมลหรือสไลด์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาอัดแน่นเพื่อโชว์ว่าเราทำการบ้านอะไรมาบ้าง และจะยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่สิ่งที่เขามองว่าสำคัญ

ถ้าเราเป็นคนประเภทที่กระตือรือร้นเกินไปที่จะเอาใจเจ้านาย นี่คือ 5 สิ่งที่เราควรระลึกไว้ครับ

1. เลิกพยายามทำให้เจ้านายแฮปปี้

เราไม่สามารถทำให้ใครมีความสุขได้ การที่เราพยายามไปทำให้เจ้านายมีความสุขจะทำให้เราเป็นทุกข์เสียเอง แถมอาจจะทำให้เจ้านายรำคาญด้วย สู้เราลงแรงไปกับการประหยัดเวลาให้เจ้านายดีกว่า

2. อย่าทำงานให้เจ้านายเหมือนทำงานให้ตัวเอง

ถ้าสไตล์การทำงานของเรากับเจ้านายเราไม่เหมือนกัน เราควรปรับสไตล์เพื่อให้ของออกมาเป็นแบบที่เจ้านายต้องการ

การที่เราเป็นคนที่ชอบรู้รายละเอียดทุกอย่าง ไม่ได้แปลว่าเจ้านายเขาจะอยากรู้ทุกอย่างเหมือนกับเรา

และถ้าเจ้านายเขาอยากให้เราส่ง meeting minutes หรืออีเมลสรุป แม้ว่าเราจะเห็นว่าน่าเบื่อก็ควรจะทำให้เขาหน่อย เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เขาสบายใจว่างานที่สั่งไปมันมีคนรับทราบและเขาไม่จำเป็นต้องมาคอยถามว่าถึงไหนแล้ว

การทำงานชิ้นนั้นให้เสร็จนั้นสำคัญ แต่การสื่อสารให้เจ้านายรู้ว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้วนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

3. เขียนอีเมลให้กระชับและใช้ bullet points

ยิ่งกระชับและชัดเจนเท่าไหร่ยิ่งดี อย่าลืมเช็คด้วยว่าหัวหน้าต้องการให้เราส่งเมลรูปแบบไหน บางคนชอบให้ส่งหนึ่งเมลต่อหนึ่งหัวข้อ บางคนชอบให้รวบรวมหลายหัวข้อส่งในเมลเดียว

หัวหน้าบางคนก็ชอบให้ตอบด้วยว่าเราได้รับอีเมลของเขาแล้ว ขณะที่หัวหน้าบางคนรอให้เราไปทำการบ้านก่อนแล้วค่อยมาตอบก็ได้ ดังนั้นจงเรียนรู้ด้วยว่าหัวหน้าต้องการให้เราตอบเมลเร็วแค่ไหน

4. เมื่อโอกาสเหมาะสม ให้หัดตัดสินใจด้วยตัวเอง

ถ้าหัวหน้าไม่ได้บอกมาว่าเรื่องนี้ห้ามตัดสินใจด้วยตัวเอง เราก็ควรจะใช้วิจารณญาณในการเลือกว่าจะตัดสินใจเรื่องบางเรื่องเพื่อให้โปรเจ็คมันเดินหน้าต่อไปได้

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจแล้วเราควรแจ้งหัวหน้าให้ทราบไว้ด้วย แต่เราไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากหัวหน้าทุกครั้ง จริงๆ แล้วหัวหน้าอาจจะโล่งใจด้วยซ้ำที่งานยังไปต่อได้โดยที่เขาไม่ต้องลงมาดูทุกอย่างด้วยตัวเอง

5. อย่าคาดหวังคำขอบคุณ (Don’t Expect Appreciation)

ถ้าเราเป็นคนที่แคร์คนอื่น และอยากทำให้หัวหน้าแฮปปี้ เราก็มีแนวโน้มที่จะ(แอบ)คาดหวังว่าหัวหน้าจะขอบคุณ กล่าวชมเชย หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงให้เราเห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของเรา

แต่เมื่อเรารู้ดีว่าหัวหน้านั้นงานยุ่งจนตัวเป็นเกลียว ความน่าจะเป็นที่เขาจะมีเวลามาคิดขอบคุณทุกคนที่ช่วยงานเขานั้นอาจมีไม่มากนัก

ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปกับความคาดหวัง และเสียใจที่ต้องผิดหวัง สู้เอาเวลาไปทำงานในแบบที่หัวหน้าต้องการ และเอาเวลาที่เหลือไปทำให้ตัวเองมีความสุขจะดีกว่า


ขอบคุณเนื้อหาจาก Lifehacker: How to Effectively Work for a Stressed-Out Boss by Elizabeth Grace Saunders

วันเวลาเป็นฝ่ายชนะเสมอ

ต่อให้ช่วงเวลานี้จะรุ่งโรจน์เพียงใด ถึงวันหนึ่งมันก็จะเข้าสู่ยุคเสื่อม ดังนั้นจงเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี และมีความสุขไปกับมัน – savor every moment.

ต่อให้จะเคยรักกันแค่ไหน แต่หากไม่ออกแรงรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ วันหนึ่งความรักก็ย่อมอ่อนแรงและโรยรา

ต่อให้พ่อแม่ของเราจะแข็งแรงเพียงใด แต่ความอนิจจังนั้นเป็นสิ่งแน่นอน เราจึงไม่ควรชะล่าใจ อย่าเพียงนับว่าท่านจะอยู่ได้อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่หน

ต่อให้เราอยากสต๊าฟลูกให้เป็นเด็กแบบนี้ตลอดไป สุดท้ายเขาก็จะต้องเติบโตและออกจากอ้อมอกเราไป ดังนั้นเวลาลูกมาขอให้เราอุ้ม ก็จงอย่าอิดออด เรามีโอกาสอุ้มเขาได้อีกไม่กี่ครั้งนักหรอก

ต่อให้ไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพียงใด สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

ต่อให้อยากอยู่ด้วยกันเพียงใด สุดท้ายก็ต้องจากกันอยู่ดี

ต่อให้คิดถึงเพียงใด สุดท้ายก็ไม่อาจเจอหน้ากันได้อยู่ดี

เพราะวันเวลาเป็นฝ่ายชนะเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากโพสต์ของพี่ปุ้ม พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา – 25 มิ.ย. 65