วันที่ฉันหยุดพูดกับลูกว่า “เร็วๆ หน่อย”

เมื่อเรามีชีวิตที่วุ่นวาย ทุกนาทีนั้นมีค่าเสมอ เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จ หรือไม่ก็ต้องเช็คมือถือ หรือไม่ก็ต้องรีบไปยังที่ถัดไป แต่ไม่ว่าเราจะพยายามเท่าไร ก็ดูเหมือนเราจะไม่เคยมีเวลาพอเลย

ชีวิตฉันเคยเป็นแบบนั้นอยู่สองปี ความคิดและการกระทำของฉันถูกครอบงำด้วย notifications เสียงสายเรียกเข้า และตารางที่แน่นเอี้ยด และแม้ว่าฉันอยากจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่ฉันก็มักจะสายเสมอ

เพราะว่าฉันมีลูกสาววัย 6 ขวบที่แสนจะใจเย็นนั่นเอง

เวลาที่เราต้องออกจากบ้านได้แล้ว ลูกจะใช้เวลาว่าจะเลือกกระเป๋าและมงกุฎ

เวลาที่ฉันเข้าเกียร์ D พร้อมจะเหยียบคันเร่ง ลูกจะขอใส่เข็มขัดนิรภัยให้น้องหมีก่อน

เวลาที่ฉันซื้ออาหาร takeaway และจะเดินออกจากร้าน ลูกจะหยุดคุยกับหญิงชราที่หน้าตาละม้ายคุณยายของเธอ

เวลาฉันอยากรีบเดินกลับให้ถึงบ้านเพื่อจะได้ไปออกกำลังกายซัก 30 นาที ลูกจะหยุดคุยและลูบหัวหมาทุกตัวที่มีคนพามาเดินเล่น

เวลาที่ฉันมีตารางเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลูกจะขอตอกไข่และเล่นทำกับข้าว

ลูกสาวคือของขวัญสำหรับคุณแม่เจ้าระเบียบอย่างฉัน แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวหรอกนะ เวลาชีวิตเราวุ่นวายเกินไป สายตาของเราก็มักจะมองอะไรได้ไม่กว้างนัก เราจะเห็นแค่สิ่งที่ต้องทำอันถัดไปเท่านั้นเอง และอะไรก็ตามที่ไม่ช่วยลดงานใน to do list เราก็จะถือว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกสาวทำให้แผนการฉันรวน ฉันจะคิดอยู่ในใจว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้นะ” (“We don’t have time for this.”)

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำพูดที่ฉันพูดกับลูกบ่อยที่สุดคือคำว่า “เร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย เราสายแล้วนะ”

“กินข้าวเร็วๆ หน่อย”

“แต่งตัวเร็วๆ หน่อย”

“แปรงฟันเร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย ถึงเวลานอนแล้ว”

และแม้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” จะไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับลูกแม้แต่น้อย ฉันก็ยังพูดมันออกมาอยู่ดี เผลอๆ จะพูดบ่อยกว่าคำว่า “แม่รักหนู” ซะอีก

ความจริงนี่มันทิ่มแทงนะ แต่มันก็เยียวยาด้วยเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเพิ่งรับลูกสาวคนโตมาจากโรงเรียน และพอกลับถึงบ้าน ถึงเวลาต้องลงจากรถ พอเห็นว่าน้องสาวของเธอทำอะไรช้าเกินไป ลูกคนโตของฉันก็เลยพูดออกมาว่า “ชักช้าจริงๆ เลย” ยิ่งเห็นเธอกอดอกและถอนหายใจ ฉันก็ได้มองเห็นตัวเองในร่างของลูกสาวคนโต

ณ วินาทีนั้น ฉันถึงได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาฉันเป็นคนตัวใหญ่ที่ชอบกดดันและชอบเร่งรีบคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยาก enjoy กับชีวิต

นิสัยเร่งรีบของฉันกำลังทำร้ายลูกสาวทั้งสองคน

ฉันสบตาลูกคนเล็กและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แม่ขอโทษนะที่แม่เร่งลูกตลอดเลย จริงๆ แล้วแม่ชื่นชมลูกนะที่ทำอะไรโดยไม่เร่งรีบ แม่ก็อยากจะทำให้ได้เหมือนลูกเหมือนกัน”

ลูกสาวทั้งสองคนประหลาดใจที่ฉันพูดแบบนั้นออกไป โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กที่ดวงตาเป็นประกาย ดูออกเลยว่าเธอดีใจที่ฉันยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

“แม่สัญญาว่าจากนี้ไปแม่จะใจเย็นกว่านี้” ฉันพูดพลางโอบเธอมากอดไว้ ส่วนลูกสาวก็ยิ้มไม่หุบเมื่อได้ฟังคำมั่นที่แม่เพิ่งให้กับเธอ

การหยุดใช้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร สิ่งที่ยากคือการเรียนรู้ที่จะรอคอยลูกสาวอันแสนใจเย็นต่างหาก เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับเราทั้งคู่ ฉันให้เวลาเธอมากขึ้นสำหรับการเตรียมตัวเวลาเราต้องออกไปที่ไหน และแม้จะทำอย่างนั้นแล้วบางทีเราก็ยังสายอยู่ดี แต่ฉันก็บอกนะตัวเองว่าเราจะสายแบบนี้อีกแค่ไม่กี่ปีหรอก แค่ช่วงที่ลูกยังเด็กอยู่เท่านั้นเอง

เวลาเราเดินไปร้านขายของ ฉันจะก้าวเท้าตามความเร็วของลูก และเวลาเธอหยุดดูอะไร ฉันจะพยายามไม่กังวลถึงเรื่องที่ฉันต้องทำและบอกตัวเองให้แค่เฝ้ามองเธอ

ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นในตัวลูกสาวมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มบนมือหรือรอยย่นบนหน้าเวลาลูกยิ้ม ฉันได้เห็นว่าคนที่เดินผ่านมามีปฏิกิริยาอย่างไรเวลาที่ถูกลูกชวนคุย ฉันเห็นเวลาลูกเจอแมลงสวยๆ หรือดอกไม้งามๆ เธอเป็นคนช่างสังเกต และคนช่างสังเกตในโลกนี้นั้นมีไม่มากนักหรอก และฉันก็ตระหนักได้ว่าลูกคือของขวัญอันล้ำค่าสำหรับจิตวิญญาณอันว้าวุ่นของแม่คนนี้

เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ฉันให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้ช้าลง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็พยายามลดความยุ่งเหยิงในชีวิตให้น้อยลงด้วย การทำอะไรอย่างใจเย็นนั้นต้องฝืนตัวเองพอสมควร และลูกสาวคนเล็กของฉันก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าฉันต้องพยายามต่อไป จริงๆ แล้วเธอเพิ่งเตือนฉันอีกครั้งเมื่อวันก่อนนี้เอง

วันนั้น เราสองคนปั่นจักรยานไปซื้อไอติมที่ร้านรถเข็น หลังจากซื้อไอติมให้เธอแล้ว เราก็นั่งลงที่ม้านั่งและลูกก็มองไอติมด้วยความตื่นเต้น

แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย “แม่ขา หนูต้องรีบกินรึเปล่า?”

น้ำตาฉันเกือบไหลออกมา บางทีเราคงไม่อาจลบรอยแผลเป็นแห่งชีวิตที่เร่งรีบได้

ในขณะที่ลูกมองมาที่ฉันและรอคำตอบ ฉันรู้ว่าฉันมีสองทางเลือก ระหว่างนั่งเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต หรือดีใจที่วันนี้ฉันได้พยายามทำสิ่งที่ต่างออกไป

ฉันเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน

“หนูไม่ต้องรีบเลยจ้ะ ค่อยๆ กินได้เลย”

แล้วเราก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย มีบางช่วงด้วยซ้ำที่เรานั่งเงียบๆ มองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

ฉันนึกว่าลูกจะกินไอติมจนหมดเกลี้ยง แต่ปรากฎว่าพอเธอกินใกล้จะเสร็จ เธอยื่นไอติมให้ฉันและบอกว่า “หนูเก็บคำสุดท้ายไว้ให้แม่นะคะ”

ฉันมอบเวลาให้กับลูก และเธอก็ตอบแทนฉันด้วยไอติมคำสุดท้าย ลูกสอนให้ฉันรู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นหวานหอมกว่าเดิมและความรักนั้นเกิดขึ้นง่ายดายกว่าเดิมหากเราเรียนรู้ที่จะใจเย็นกับชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการ

กินไอติม

เด็ดดอกไม้

ใส่เข็มขัดนิรภัย

ตอกไข่

เก็บเปลือกหอย

ดูแมลงเต่าทอง

เดินเล่น

ฉันจะไม่พูดอีกต่อไปแล้วว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” (“We don’t have time for this”) เพราะการพูดแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดว่า “เราไม่มีเวลาใช้ชีวิต” (“We don’t have time to live”)

การเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา คือทางเดียวที่จะใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง


ถอดความจากบทความของ Huffpost: The Day I Stopped Saying ‘Hurry Up’ by Rachel Macy Stafford

นิทานมือปืนรับเหมา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังเรื่องจริงที่ราวกับเป็นนิทานกันนะครับ

นายเหว่ยซึ่งเป็นนักธุรกิจมีเรื่องฟ้องร้องกับคู่แข่งชื่อนายตัน

นายตันกลัวจะแพ้คดีเลยคิดจะกำจัดนายเหว่ยไปให้พ้นๆ

นายตันจึงติดต่อมือปืนรับจ้างชื่อนายสีให้ไปจัดการนายเหว่ย โดยสัญญาว่าจะให้เงิน 2 ล้านหยวน (10 ล้านบาท) เมื่อทำงานสำเร็จ

นายสีรับงานมาแล้วก็ไปว่าจ้างมือปืนอีกคนชื่อนายโหมวในราคา 7 แสนหยวน

แล้วนายโหมวก็ไปว่าจ้างนายหยาง

ส่วนนายหยางก็ไปว่าจ้างมือปืนอีกคนนึง ชื่อนายหยางเหมือนกัน (คนละนามสกุล)

แล้วนายหยาง (2) ก็ไปว่าจ้างนายหลิง ในราคา 1 แสนหยวน

นายหลิงคิดว่าเงิน 1 แสนหยวนไม่คุ้ม จึงติดต่อนายเหว่ยให้ไปเจอกันที่ร้านกาแฟ แล้วเล่าให้นายเหว่ยฟังว่าเขากำลังจะถูกเก็บ เรามาทำแผนซ้อนแผนกันดีกว่า ซึ่งนายเหว่ยก็เอาด้วย

นายหลิงเลยจัดฉากถ่ายรูปที่นายเหว่ยถูกมัด แล้วส่งรูปไปบอกนายหยางว่าจัดการนายเหว่ยเรียบร้อย ส่วนนายเหว่ยก็ไปแจ้งความ

คดีความนี้ใช้เวลาถึงสามปี เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้เอาผิดเพราะขาดหลักฐาน แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสิน และพิพากษาให้นายตันผู้ว่าจ้าง รวมถึงมือปืนทั้ง 5 คนต้องติดคุกโดยมีโทษลดหลั่นกันไป

อ่านคดีนิทานนี้จบแล้วบางคนถึงกับอุทานว่า this is very Chinese!


ขอบคุณรูปภาพจาก Nanning Intermediate People’s Court

ขอบคุณเนื้อหาจาก:

BBC Hesitant hitmen jailed over botched assassination in China

Quora: Mathew P. Vanderburg’s answer to What are the most Chinese things in history?

ทำไมอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่มีปัญหาเรื่องการกราดยิง

เรามักจะได้ยินข่าวเรื่องกราดยิงในอเมริกาอยู่บ่อยๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมอเมริกาจึงดูเหมือนเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงประเทศเดียวที่ยังประสบปัญหานี้

มีคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจบน Quora จากคุณ Zbigniew Łobocki ซึ่งจบปริญญาเอกด้านอาชญาวิทยา

เขาบอกว่าปัญหากราดยิงในอเมริกาเป็นเหตุผลทางคณิตศาสตร์ครับ

“ถ้าสมมติว่ามีคน 100 คน

20 คนมีปัญหาทางจิตเวช

8 คนมีปัญหาเรื่องความขี้โมโห (anger issues)

8 คน IQ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแทบจะเป็นบุคคลไร้สมรรถภาพ

6 คนมีความสุดโต่งเรื่องจุดยืนทางการเมือง

10 คนติดยาหรือติดเหล้า

แล้วลองเอาปืน 120 กระบอกไปให้คนกลุ่มนี้ คิดว่าจะมีใครสักคนโดนยิงหรือไม่?

สัดส่วนด้านบนคือข้อมูลเชิงสถิติของประเทศอเมริกา ซึ่งรวมถึงจำนวนปืนด้วย

อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนมากกว่าจำนวนประชากร

หลายคนอาจรู้สึกว่าสวิตเซอร์แลนด์ก็มีปืนเยอะเหมือนกัน แต่สวิสก็มีปืนแค่ 27 กระบอกต่อประชากร 100 คนเท่านั้น* ส่วนอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน เมื่อมีปืนเยอะขนาดนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครจะหาปืนมาครอบครองไว้สักกระบอก

สมมติว่าวันหนึ่งมีคนที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้านบน (ขี้โมโห สุดโต่ง ติดยา ฯลฯ) ตื่นขึ้นมาแล้วโดนความมืดครอบงำ

ในยุโรป เขาอาจจะหยิบมีดหรือไม้เบสบอลออกไปอาละวาด ซึ่งมักจะลงเอยด้วยผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งและถ้าโชคร้ายก็อาจมีผู้เสียชีวิตสักหนึ่งหรือสองคน ส่วนเจ้าตัวก็คงถูกส่งไปโรงพยาบาลบ้า

ในอเมริกา คนแบบนี้ก็แค่หยิบปืนขึ้นมา เดินไปที่โรงเรียนแล้วก็เริ่มกราดยิง เพราะอเมริกามีปืน 120 กระบอกต่อประชากร 100 คน

ดังนั้นปัญหาเรื่องการกราดยิงจึงเป็นเรื่องทางคณิตศาสตร์ ถ้าเราสามารถลดจำนวนปืนต่อประชากรให้เหลือเพียง 30 กระบอกต่อ 100 คนได้ เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนก็จะมลายหายไป

แต่ถ้าคุณยังเรียกร้องสิทธิที่จะพกปืนกันแบบนี้ ก็จงยอมรับว่าการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์จะยังเกิดขึ้นต่อไป”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Zbigniew Łobocki’s answer to Why is America the only rich country that has frequent mass shootings?

* เผื่อใครสงสัยเหมือนผม – ประเทศไทยมีปืน 15 กระบอกต่อประชากร 100 คนครับ ดูข้อมูลได้ที่ Wikipedia: Estimated number of civilian guns per capita by country

* ปืนในสวิตเซอร์แลนด์ส่วนใหญ่อยู่ในบ้านของทหารที่ปลดประจำการแล้ว ปืนเหล่านั้นจึงไม่มีลูกกระสุน ประชากรพกปืนไม่ใช่เพราะว่าชอบมีปืน แต่พกไว้เผื่อต้องโดนเรียกไปเป็นทหารกองหนุน

“เก่งมาก”: คำที่พ่อแม่พูดกับลูกบ่อยที่สุด

ใครที่มีลูกเล็กๆ วัยไม่เกิน 6 ขวบ น่าจะได้ใช้คำว่า “เก่งมาก” อยู่บ่อยๆ

แม้ว่าคนจะเตือนว่าชมแบบนี้จะทำให้ลูกมี fixed mindset เราก็ยังไม่วายที่จะพูดอยู่ดี

เพราะในภาษาไทย การชื่นชมลูกว่า “พยายามได้ดีมาก” เพื่อให้เกิด growth mindset นั้นมันไม่เข้าปากเท่าไหร่ ส่วนฝรั่งใช้คำว่า “Good effort!” เป็นประจำอยู่แล้ว

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราชอบใช้คำว่า “เก่งมาก” ก็คือตอนที่ลูกเรียกให้เราดูผลงานของเขา แต่เราไม่ค่อยสนใจหรือให้ความสำคัญ

“พ่อๆ หนูวาดรูปสวยมั้ย”

(เงยหน้าจากมือถือ กวาดสายตาดูรูปนิดนึง) “เก่งมากจ้ะ” (แล้วก้มดูมือถือต่อ)

“แม่ๆ หนูต่อเลโก้เป็นรูปยานอวกาศด้วยนะ”

“เก่งมากจ้ะ”

“เก่งมาก” จึงเป็นเหมือนไพ่โจ๊กเกอร์ ไม่ว่าลูกจะเปิดไพ่อะไรมา เราก็จะตีกลับไปด้วยคำว่า “เก่งมาก” เสมอเพื่อที่เราจะได้กลับไปทำธุระของเราต่อ

ในหนังสือ “ชมลูกให้ถูก ติลูกให้เป็น” ของ Shimamura Hanako บอกว่าการชมเชยลูกนั้นมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ๆ

1.ชมเชยแค่ผิวเผิน (perfunctory)

2.ชมเชยโดยเน้นที่ตัวบุคคล (person focus)

3.ชมเชยโดยเน้นที่กระบวนการ (process focus)

การชมว่า “เก่งมาก” นั้นเป็นทั้งการชมแบบผิวเผิน และเป็นการเน้นที่ตัวบุคคล

ตัวอย่างของคำชมแบบเน้นตัวบุคคลก็เช่น

“ลายมือสวยมากเลยนะเนี่ย” หรือ “สมแล้วที่เป็นพี่คนโต”

ซึ่งการชมสองแบบผิวเผินหรือเน้นตัวบุคคลนั้นจะทำให้เด็กยึดติดคำชมและอาจมีอาการดังต่อไปนี้

-เด็กจะเน้นทำแต่พฤติกรรมที่ได้รับคำชม หากไม่ได้รับคำชมก็จะไม่ทำ
-เด็กจะคิดว่าตัวเองทำได้ดีแล้ว ไม่ต้องฝึกเพิ่ม (เช่นเราไปชมว่าเขาวาดรูปเก่งมาก ทั้งที่จริงแล้วยังปรับปรุงได้อีกเยอะ)
-เด็กจะกล้าทำสิ่งที่ท้าทายน้อยลง เพราะกลัวจะทำได้ไม่ดี

วิธีการชมเชยที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว สามารถทำได้ดังนี้

1.ชมเชยที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์

เราไม่ควรชมเรื่องความสามารถหรือบุคลิกภาพ แต่ควรชมท่าทีที่มีความพยายาม

สมมติว่าเด็กสอบได้ 100 คะแนน แทนที่จะบอกว่า “ลูกแม่นี่เก่งสุดๆ ไปเลย” ก็ควรชมว่า “ตั้งใจจนสอบได้คะแนนเต็มเลยนะ” หรือ “หลังจากลองมาหลายวิธี ในที่สุดครั้งนี้ก็ได้ 100 คะแนน!”

หากครั้งต่อไปเขาสอบได้คะแนนต่ำกว่าเดิม เขาก็จะไม่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ แต่จะเปิดใจลองหาวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้สอบได้คะแนนดีกว่าเดิม

  1. ชมเชยให้เป็นรูปธรรม

แทนที่จะชมแค่ “สุดยอด” หรือ “ใช้ได้!” เราควรจะบอกรายละเอียดให้มากขึ้น

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์เรา เราก็ควรจะใส่ใจผลงานของลูก และเอ่ยคำชมที่ทำให้ลูกรู้ว่าเขาทำดีเรื่องอะไร

“ใช้สีหลายสีเลย สวยจัง”

“ตรงนี้ตั้งใจเลือกสีให้ต่างจากจุดอื่นๆ สินะ”

  1. ตั้งคำถามให้มากขึ้น

บางทีเราก็ลืมนึกไปว่า เราสามารถพลิกคำชมเป็นคำถามแทนก็ได้

สิ่งสำคัญคือถามว่าเขารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และคำถามควรเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้เกิดบทสนทนาโต้ตอบระหว่างกัน

เช่นเวลาลูกต่อเลโก้มาโชว์ เราอาจตั้งคำถามว่า

“ทำเป็นรูปอะไร ไหนลองบอกหน่อยได้มั้ย”

หรือเวลาลูกคัดลายมือ แทนที่จะชมว่า “ลายมือสวยนะเนี่ย!” ก็อาจจะถามว่า

“ลองเขียนเองแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง”

หรือเวลาที่ลูกเลือกชุดเอง แทนที่จะชมว่า “น่ารักมาก” ก็อาจจะถามว่า

“ชอบสัตว์ตัวไหนบนเสื้อมากที่สุดหรือคะ?”


ถ้าให้สรุปรวบยอด ถ้าอยากจะให้คำชมของเรามีประโยชน์กับลูกจริงๆ เราต้องใส่ใจสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า ก้มมองมือถือให้น้อย เงยหน้าดูลูกให้เยอะ

เวลาชมก็อย่าชมแค่ผิวเผินหรือชมที่ตัวบุคคล แต่ให้ชมความพยายามหรือกระบวนการ

และสุดท้าย เราไม่จำเป็นต้องชมลูกทุกครั้ง เพราะเราสามารถตั้งคำถามเพื่อชวนลูกคุย ซึ่งจะทำให้เขาเข้าอกเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้นครับ

3 เหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่ง

คำใบ้: ไม่ใช่เพราะว่าเราขี้เกียจหรอกนะ

  1. เราอยากประสบความสำเร็จ แต่ความกลัวล้มเหลวของเรามีมากกว่า เราเลยไม่กล้าแม้แต่จะเริ่ม
  2. เราคิดว่าผลงานจะเป็นตัวบ่งชี้คุณค่าของเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หากเราทำได้ไม่ดี เราก็จะรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองถูกลดทอนลงไป ดังนั้นการผัดผ่อนไปเรื่อยๆ จึงเป็นวิธีการปกป้องตัวเองอย่างหนึ่ง
  3. เราอยากหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มทำงานชิ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความเบื่อ หรือความเครียด

ขอบคุณเนื้อหาจาก Dr Julie Smith: Three Reasons You’re Procrastinating