กฎ 10 นาที

เราทุกคนล้วนมีสิ่งยั่วยวนที่อยากจะลดละเลิก

ของกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แอปบางตัวบนมือถือ ซีรีส์เกาหลีบางเรื่อง

หนึ่งวิธีที่จะช่วยได้ คือการทำให้การเข้าถึงสิ่งนั้นมันยากขึ้น เช่นไม่ซื้อขนมเข้าบ้าน และ logout จากแอปบางตัว

แต่ถ้าบางอย่างมันเลี่ยงที่จะมีอยู่ใกล้ตัวไม่ได้ เราก็อาจต้องพึ่ง willpower หรือพลังใจ

และกฎหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ คือกฎ 10 นาที

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกอยากทำเรื่องที่เรารู้ว่าไม่ดี ให้บอกตัวเองให้อดใจสัก 10 นาทีก่อน

เมื่อครบ 10 นาทีแล้ว ถ้ายังอยากอยู่ก็ค่อยทำ

แต่หลายครั้ง เมื่อผ่านไป 10 นาที ความอยากจะหดหาย และการหักห้ามใจอาจง่ายดายกว่าที่คิด

เมื่อเข้าใจธรรมชาติว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว โดยเฉพาะอารมณ์ของคน การรอเวลาให้ผ่านพ้นสัก 10 นาที อาจจะช่วยให้เราลดละเลิกในสิ่งที่เราแพ้ทางมาตลอดก็ได้นะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Nathaniel Eliason’s book review: The Willpower Instinct by Kelly McGonigal

บางทีก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดด

ประโยคหนึ่งที่หัวหน้าผมชอบพูดบ่อยๆ คือ take a leap of faith

Leap คือกระโดด

Faith คือศรัทธา

Take a leap of faith คือการกระโดดออกไปด้วยความเชื่อใจในอะไรสักอย่าง

ซึ่งมันต้องใช้กันบ่อยมากในวงการสตาร์ตอัพ เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่มีแผนที่ให้เดินตาม และไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะนำไปสู่สวรรค์หรือหุบเหว

ตัวผมเองเคย take a leap of faith มาแล้วหลายครั้ง

จากที่เรียนจบวิศวะไฟฟ้าแต่ไม่ชอบไฟฟ้า ก็เลยผันตัวเองมาเป็น software engineer

พอเป็น software engineer ก็ทำได้แค่กลางๆ เลยผันตัวเองไปเป็น technical support ซึ่งก็ทำได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้อินกับมันมาก

พอรู้ตัวอยู่สาย tech ไม่น่าจะรุ่ง เลยผันตัวเองไปทำงานสื่อสารองค์กร

และเมื่อหัวหน้าคนปัจจุบันชวนให้มาลองทำ HR ก็เลยต้องผันตัวเองอีกครั้ง และเชื่อว่านี่อาจไม่ใข่ครั้งสุดท้าย


สมัยทำงานที่แรก ทีมของผมเคยไป outing กันที่ค่ายทหารในหัวหิน

หนึ่งในฐานกิจกรรมคือการกระโดดหอ

ความสูงของหอนั้นไม่ได้สูงลิบลิ่ว แต่สูงในระดับที่ว่ากันว่ามันเล่นกับความกลัวของเราได้มากที่สุด

แม้จะมีอุปกรณ์เซฟตี้เต็มตัว แต่พอมองลงไปข้างล่างก็หวาดเสียวจนขาแอบสั่นอยู่เหมือนกัน

แต่เมื่อถึงตรงนั้นแล้ว จะไม่กระโดดก็น่าเสียดาย เลยต้องกลั้นหายใจและกระโดดลงมาพร้อมทั้งตะโกนดังลั่น

ใครที่เคยผ่านประสบการณ์นี้จะรู้ว่า มันจะน่ากลัวที่สุดแค่ตอนก่อนเรากระโดดเท่านั้น


อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อะไรที่เคยเป็น comfort zone มันอาจจะเป็น safe zone ก็จริง แต่ในยุคนี้ comfort zone มันอาจจะกลายเป็น dangerous zone ได้อย่างรวดเร็ว

เราเชื่อใจชีวิตพอมั้ย เราเชื่อใจตัวเองพอรึเปล่า ว่าต่อให้ทางข้างหน้ายังไม่เคลียร์นัก แต่เดี๋ยวเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้แหละ

เมื่อชีวิตมาถึงจุดุจุดหนึ่งที่มองลงไปแล้วขาสั่น แต่จะให้หันหลังก็น่าเสียดาย

ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ take a leap of faith

ก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดดออกไปเท่านั้นเอง

พายุบางลูกก็มาเพื่อเคลียร์เส้นทาง

“Not all storms come to disrupt your life, some come to clear your path.”
-Paulo Coelho

เราทุกคนย่อมต้องพานพบลมมรสุมของชีวิต

ระหว่างที่ฝ่าฟันพายุฝน เราอาจนึกบ่นอยู่ในใจว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา

แต่ใช่ว่าพายุทุกลูกจะมาเพื่อกลั่นแกล้งหรือรังแก หลายครั้งพายุก็เป็นพรซ่อนรูป

เมื่อทุกสิ่งราบเป็นหน้ากลอง ทางที่เคยปิดตายก็อาจเปิดกว้าง ความเป็นไปได้หลายอย่างอาจผุดพราย

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

และไม่มีพายุลูกไหนจะคงอยู่ตลอดไปครับ

คนโชคดีคือนักสะสมจุด

“ตอนเป็นอาจารย์ ผมมีโอกาสไปช่วยงานกระทรวงคมนาคม ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะได้มาทำงานการเมือง แต่มันคือการเชื่อมจุดของผม ผมเตรียมจุดไว้ หาความรู้ หาประสบการณ์ ช่วงนั้นผมนั่งอ่านเรื่องที่จะเข้าคณะรัฐมนตรีทุกวัน อ่านจนถึงเที่ยงคืน ทำแบบนั้นอยู่ 2 ปี อ่านแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตเราจะต้องไปทำงานในกระทรวง แต่อ่านเพราะอยากรู้ อ่านแล้วสะสมไว้ พอถึงเวลาที่ต้องเข้าไปทำงานการเมืองจริงๆ ผมตัดสินใจได้ทันที ผมมั่นใจว่าตัวเองทำได้ เพราะเรามีจุดที่สะสมไว้แล้ว

ช่วงที่เข้าไปทำงานในกระทรวงคมนาคม เชื่อมถึงตอนเป็นรัฐมนตรี ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องไฟแนนซ์เท่าไหร่ ผมก็ไปเรียน MBA เพื่อจะได้รู้เรื่องไฟแนนซ์และการบริหารธุรกิจ ต่อมาพอเกิดรัฐประหาร ผมกลายเป็นคนว่างงาน พี่ตึ๋ง – อนันต์ อัศวโภคิน ก็มาชวนผมไปเป็นซีอีโอของ Q House ถ้าผมไม่สะสมจุดจากการไปเรียน MBA ไม่รู้เรื่องไฟแนนซ์ ไม่รู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ผมคงไม่สามารถรับงานนี้ได้

ผมคิดว่าหัวใจที่สตีฟ จ็อบส์พูดคือสิ่งนี้ เราต้องสร้างจุดเอาไว้จากความอยากรู้อยากเห็น ความไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ จากนั้นก็แสวงหาความรู้ สั่งสมประสบการณ์ แล้วสักวันหนึ่งมันอาจได้ใช้ เหมือนที่นักปราชญ์กรีกชื่อเซเนกา (Seneca) กล่าวไว้ว่า ‘ความโชคดีคือโอกาสที่มาเจอกับการเตรียมตัว’ ถ้าโอกาสมาแต่คุณไม่เตรียมตัว โชคนั้นจะหลุดลอยไป สิ่งที่เราต้องทำคือลับมีดให้คมไว้ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมทำงานหลายอย่าง พยายามสะสมจุด เมื่อโอกาสเข้ามาก็เชื่อมจุดได้”

-ชัชชาติ สิทธิพันธุ์


ถ้อยคำด้านบนเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือ Leaders’ Wisdom ของคุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร แห่งเพจ 8 บรรทัดครึ่ง

“จุด” ในที่นี้คือการอ้างอิงถึงสิ่งที่สตีฟ จ็อบส์เคยให้สุนทรพจน์ไว้กับนักศึกษาสแตนฟอร์ดที่เรียนจบเมื่อปี 2005

“You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future.”

ในวันนี้ เราไม่อาจรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่จะสร้าง “จุด” อะไรขึ้นมาบ้าง

เราไม่อาจมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน ยิ่งในวันที่โลกผันแปรอย่างนี้ การวางแผนล่วงหน้า 3 ปี 5 ปียิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เราพอจะทำได้คือทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว ไม่ลำพองตน ไม่รังแกใคร มีน้ำใจ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนอยากทำงานกับคนเย่อหยิ่งและแล้งน้ำใจอยู่แล้ว

เดินหน้าสะสมจุดของเราเอาไว้ และเมื่อโอกาสเข้ามา เราก็อาจจะกลายเป็น “คนโชคดี” อย่างในตำราได้นะครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์อ.ชัชชาติจากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง สำนักพิมพ์ KOOB

สำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับว่าเราวัดกันตอนไหน

หนังสือ Atomic Habits ของ James Clear ถือเป็นหนึ่งในหนังสือ non-fiction ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา

แม้จะเปิดตัวมา 4 ปีแล้ว แต่ Atomic Habits ก็ยังติดชาร์ทของ Amazon มีคนเขียนรีวิวไปแล้วเกือบ 100,000 รีวิว และมียอดจำหน่าย 5 ล้านเล่ม

ถ้าคิดเล่นๆ ว่าเล่มนึงราคา 500 บาท และนักเขียนได้เงินเล่มละ 10% ของราคาปกแสดงว่าหนังสือเล่มนี้ทำเงินให้ผู้เขียนไปแล้ว 250 ล้านบาท

ฟังดูเส้นทางโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่เจมส์ เคลียร์บอกว่าที่มันดูสวยหรูเพราะเราเพิ่งมาวัดกันตอนนี้ต่างหาก

จริงๆ แล้วเจมส์เซ็นสัญญาที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปลายปี 2015

ถ้าวัดกันตอนปี 2016 หนังสือยังเขียนไม่เสร็จ ดังนั้นมันจึงเป็นความล้มเหลว

ถ้าวัดกันตอนปี 2017 หนังสือก็ยังไม่เรียบร้อยเช่นกัน

หรือตอนต้นปี 2018 หนังสือก็ยังไม่พร้อม ยังถือว่ามันยังล้มเหลวอยู่

กว่าหนังสือจะได้วางแผงในเดือนตุลาคม 2018 Atomic Habits เป็น “ความล้มเหลว” มาโดยตลอด

หนังสือเล่มเดิม คนเขียนคนเดิม เพียงแต่วัดผลในเวลาที่ต่างกัน

ดังนั้น การจะตัดสินสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ต้องดูด้วยว่าเราเลือกจะวัดกันตอนไหน

บางทีที่เรากำลังมองชีวิตว่าล้มเหลวอยู่นั้น อาจจะเพราะว่าเราวัดผลผิดจังหวะ

“You’re not failing. You’re just in the middle of succeeding.”
-James Clear

บางทีเราอาจไม่ได้ล้มเหลว

เราแค่กำลังอยู่กลางทางของความสำเร็จเท่านั้นเอง