ทุกอย่างคือการผจญภัย

20150315_InconvenienceOrAdventure

การผจญภัยคือการมองความไม่สะดวกในแง่ดี
ความไม่สะดวกคือการมองการผจญภัยในแง่ร้าย
– จี เค เชสเตอร์ตัน

เราทุกคนล้วนมีอะไรให้หงุดหงิดกับเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ

รถติด
ลูกงอแง
แฟนใช้อารมณ์
หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ
คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด

แต่ถ้าเรามองเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเหล่านี้เป็นเหมือนเกมให้เราผ่านด่าน ชีวิตก็จะไม่เครียดเกินไปนัก

รถติด ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้คุยกับแฟนเรื่องไปเที่ยว ส่วนถ้าตัวคนเดียว ก็อาจจะเป็นสัญญาณอันดีให้เราตื่นเช้าขึ้นหรือหาเส้นทางใหม่

ลูกงอแง ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกปรือวิชาความเป็นพ่อเป็นแม่ ว่าเราจะหลอกล่อลูกยังไงให้ลูกฟังเรามากขึ้น

แฟนใช้อารมณ์ ก็ถือเป็นการฝึกเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหาหนทางที่จะช่วยให้แฟนอารมณ์ดีขึ้นโดยเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด

หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเป็นคน assertive ยิ่งขึ้น กล้าที่จะลอง say no กับหัวหน้า ในขณะเดียวกันก็คิดทางออกให้เค้าด้วย

คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด ก็ลองกินเส้นนั้นดู ไม่แน่หรอกเราอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบเส้นนี้เลยก็ได้

ประเด็นก็คือ เราหงุดหงิดเพราะใจเราเรียกร้องให้โลกหมุนไปในแบบที่เราคิด ทั้งๆ ที่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าโลกก็หมุนไปในแบบของมัน แต่เผอิญ “ใจ” เรายังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความจริงนี้เหมือนที่ “สมอง” ของเราเข้าใจ

เราสามารถ “บิด” “ความไม่สะดวก” ทุกชนิดให้กลายเป็นเกมที่ช่วยให้เรา “อัพเลเวล” ได้ทั้งนั้น

แน่นอน มันไม่ง่าย

แต่มันก็มีประโยชน์กว่าแอบบ่นหรือก่นด่าจริงมั้ย?

ความอับอาย

20150314_WoundOnTheBack

บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ
โรโร โนอา โซโล – One Piece

การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ผมผูกพันมากที่สุด

ช่วงประถมกับมัธยม ผมโตมากับเรื่องโดราเอมอน และ ดราก้อนบอล

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นต้นมา ก็มีแค่ One Piece เรื่องเดียวนี่แหละที่ผมติดตามอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

One Piece เขียนโดยอาจารย์เออิจิโร่ โอดะ  (Eiichiro Oda) ลงตีพิมพ์ครั้งแรกใน Shonen Jump เมื่อเดือนสิงหาคม 2540

ผ่านมาเกือบ 18 ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะถึงตอนอวสานแต่อย่างใด (แต่ผมว่าเลยครึ่งทางมาแล้วล่ะ)

One Piece ว่าด้วยเรื่องเด็กหนุ่มชื่อ มังกี้ ดี ลูฟี่ย์ (Monkey D. Luffey) ที่มีเป้าหมายจะเป็น “จ้าวแห่งโจรสลัด” ด้วยการครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ชื่อว่า One Piece

ลูฟี่จึงออกทะเลเพื่อเฟ้นหาพรรคพวกมา “ลงเรือลำเดียวกัน”

พรรคพวกคนแรกของลูฟี่คือ โรโร โนอา โซโล (Roronoa Zoro) ซึ่งเป็นนักล่าค่าหัวโจรสลัด และมีเอกลักษณ์ที่การใช้ดาบพร้อมกันถึงสามเล่ม

โซโลมีจิตวิญญาณ “ซามูไร” อย่างเต็มเปี่ยม คือเข้มงวดกับตัวเอง รักในศักดิ์ศรี ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

ความปราถนาสูงสุดของโซโลคือการเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลก

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อจู่ๆ “ชายตาเหยี่ยว” หรือ “จูลาคิล มิฮอว์ค” ซึ่งเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลกตัวจริงปรากฎตัว

โซโลจึงขอ “ประดาบ” กับชายตาเหยี่ยวคนนี้

ปรากฎว่า วิชาสามดาบที่โซโลภูมิใจนักหนา กลับทำอะไรมิฮอว์คที่ “ต่อให้” ด้วยการใช้ “ดาบจิ๋ว” ขนาดเท่ามีดพกไม่ได้เลย

แต่เมื่อโซโลแสดงความกล้าหาญด้วยการสู้ไม่ถอย มิฮอว์คเลยให้เกียรติด้วยการยอมใช้ “ดาบดำ” สำหรับการสู้กันในดาบสุดท้าย

โซโลทุ่มแรงเฮือกสุดท้ายด้วยท่า “ดาบสามโลก”

แต่แล้วดาบของโซโล่ก็แตกทลาย ทำอะไรมิฮอว์คไม่ได้แม้แต่น้อย

โซโลยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี หันหน้ามายืนกางแขนให้มิฮอว์ค แล้วกล่าวว่า

“บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ”

แล้วมิฮอว์คก็กล่าวว่า “ยอดเยี่ยม” ก่อนที่จะฟันโซโลด้วยดาบดำจนโซโลล้มลงไปกอง

—–

ฉากการปะทะระหว่างโซโลและชายตาเหยี่ยวนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ 51 ซึ่งผมน่าจะได้อ่านเมื่อประมาณปลายปี 2541

ยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่า โซโลจะไปยืนกางแขนให้ชายตาเหยี่ยวฟันซ้ำทำไม

และประโยคที่ว่า “บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ” แปลว่าอะไร

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

การที่คนเราจะเกิดบาดแผลกลางหลังได้นั้นมีอยู่สองสาเหตุ

สาเหตุแรกคือการโดนลอบกัด ซึ่งย่อมไม่เกิดขึ้นระหว่างการประลองของนักรบที่มีศักดิ์ศรีอยู่แล้ว

อีกความเป็นไปได้หนึ่งที่จะมีแผลกลางหลัง ก็คือการโดนทำร้ายในระหว่างที่เรากำลังหันหลังวิ่งหนีคู่ต่อสู้

และแผลกลางหลังแบบที่สองนี่เองคือสิ่งที่โซโลหมายถึง

โซโลพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง และจะไม่หันหลังให้กับคู่ต่อสู้คนใด

เขายอมที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ดีกว่าขี้ขลาดแล้วรอด

ความกล้าหาญของผมคงไม่ได้หนึ่งในร้อยของโซโล แต่อย่างน้อยประโยคนี้ก็ช่วยเตือนใจผมอยู่เสมอว่า “คนจริง” เป็นยังไง

ใครไม่เคยอ่านการ์ตูน One Piece ลองดูนะครับ มันสนุกจริงๆ

แถมยังได้ข้อคิดบางอย่างที่จะอยู่ติดตัวคุณไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ

ถ้าอยากชิมลาง ลองกูเกิ้ล การ์ตูน One Piece ดูก็ได้

หรือถ้าอยากดูแบบเป็น Animation ก็เข้า Youtube แล้วหา โซโล มิฮอว์ค ก็จะเจอเช่นกัน (แต่ภาพไม่สวยเท่าการ์ตูนภาพนิ่งนะครับ)

หากติดใจ อย่าลืมสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ Siam Inter Comics ด้วยนะครับ!  ตอนที่ 51 นี้อยู่ในเล่มที่ 6 ตามปกด้านล่างครับ

เพราะไม่รู้

20150313_Impossible

พวกเค้าไม่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยลงมือทำจนสำเร็จ
มาร์ค ทเวน

เรื่องบางอย่างรู้มากเกินไปก็ไม่ดี

เพราะมันจะเป็นการตีกรอบให้เรามากเกินควร

ก่อนหน้านี้ ใครจะคิดว่าคนเราสามารถเป็นสุขล้นพ้นได้ด้วยการตามดูทุกข์

หรือใครจะเชื่อว่าเหล็กสามารถขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้าได้

หรือการปลุกแบรนด์ที่ตายไปแล้วให้ฟื้นขึ้นมาจะเป็นไปได้

หรือธุรกิจที่ชวนทุกคนให้เปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามานอนค้างจะมีลูกค้า

ลองมองไปรอบๆ ตัวเรา

ทุกอย่างมันเคยเป็นสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ทั้งนั้น

ความรู้และประสบการณ์เป็นสิ่งจำเป็นให้เราก้าวเดินอย่างมีหลักการและด้วยความระมัดระวัง

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ปล่อยให้สองสิ่งนี้มากำหนด “กรอบความเป็นไปได้” ให้กับเราเกินควร

เหมือนที่สตีฟ จ๊อบส์เคยกล่าวเอาไว้ Stay Hungry, Stay Foolish* จงหิวกระหายและโง่เขลา

ไม่ใช่โง่เขลาในแง่ไม่มีความรู้ แต่โง่เขลาพอที่จะกล้าทำในสิ่งที่ “คนฉลาด” เค้าไม่ทำกัน

คนที่ foolish เหล่านี้นี่แหละที่ทำให้โลกนี้พัฒนา และน่าสนใจอยู่เสมอ

—–

*หมายเหตุ ถ้าแปลงเป็น Stay Lazy, Stay Stupid ก็จะตรงกับบล็อกเมื่อวานซืนพอดีเลย!

สงสารหรือเมตตา

20150312_PityOrCompassion

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว ผมและคณะราว 14 คนมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ที่จังหวัดชลบุรีครับ

ตามข้อมูลหน้า About ใน Facebook page บ้านหลังนี้มีเด็กในความดูแลทั้งสิ้น 125 คน

ออทิสติก 45 คน
สติปัญญา 55 คน
พิการทางสายตา 2
พิการทางการได้ยิน 2 คน
พิการซ้อน 2 คน
มีปัญหาทางการเรียนรู้ 15 คน
พิการร่างกาย 4 คน

ผมได้ถ่ายรูปไว้บ้าง แต่ไม่อยากเอามาลงเพราะยังไม่ได้ขออนุญาต

เลยขอเอาภาพจาก Page ของเขามาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ ถ้าผิดมารยาทจะได้ผิดน้อยหน่อย

(ถ้าคลิ้กไปที่ภาพก็จะลิงค์ไปที่ page ของเขาเลย)

20150312_Boonchoo

20150312_Boonchoo2

เด็กเหล่านี้จะมี “ภาพจำ” ที่ชัดเจนมาก เรามองแค่แว้บเดียวก็รู้แล้วว่าเขามีอะไรไม่ปกติ

พวกเราคุยกับน้องเขา แต่หลายคนพูดออกมาแล้วเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

เราเข้าไปเล่นกับเด็กๆ บ้าง แต่ก็ไม่กล้าแตะต้องตัวเด็กมากนัก

เพื่อนร่วมทริปส่วนใหญ่ของผมเป็นผู้หญิง ผมเห็นหลายคนน้ำตาซึม

ตัวผมเองก็รู้เลยว่าไม่ค่อยกล้าสบตาเด็กเท่าไหร่ เหมือนรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ หรืออาจจะกลัวที่จะมองภาพที่ไม่สวยงาม

แล้วผมก็นึกถึงคำพูดของหลายๆ คนว่า ไปบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อนแล้ว จะหดหู่ไปทั้งวัน

ผมเองเคยไปเยี่ยมบ้านเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่รามอินทรามาแล้วครั้งหนึ่ง และรู้สึกหดหู่เอามากๆ จริงๆ

แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าครูบุญชู รวมทั้งอาสาสมัครที่ต้องมาดูแลเด็กกลุ่มนี้อยู่ทุกวัน เขาทำ (ทน) ได้ยังไง

—–

ก็เลยกลับมาที่คำถามเบสิคที่ว่า ทำไมเราถึงรู้สึกหดหู่เวลาอยู่กับคนกลุ่มนี้?

คำตอบที่ได้ก็คือ

– เราสงสารเขาที่เกิดมาเป็นอย่างนี้
– เราเห็นแล้วว่าอนาคตของเด็กเหล่านี้คงจะไปไหนได้ไม่ไกล
– แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ใจลึกๆ ของเราก็รู้สึกว่า “เขาเป็นคนละพวกกับเรา” และนั่นคือสาเหตุที่แท้จริงที่เราไม่ลงไปคลุกคลีกับเขามากนัก อย่าว่าแต่กอดเลย แม้แต่จับตัวเรายังไม่อยากทำ เพราะเรายังรู้สึกรังเกียจพวกเขา แม้จะเป็นการรังเกียจแบบเบาบางก็ตาม

ฟังดูไม่หล่อเลย แต่มันเป็นเรื่องจริง

—–

ตอนที่ครูบุญชูคว้าไมค์เพื่อเล่าถึงที่มาของบ้านหลังนี้ และเด็กกลุ่มนี้ให้ฟังนั้น น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าคุณครูสงสารเด็กพวกนี้

ผมไม่คิดว่าคุณครูเขาใช้คำว่า “สงสาร” หรือ “หดหู่” ซักครั้งเดียวด้วยซ้ำไป

เขาแค่มองว่า ถ้าเขาไม่ทำ เด็กกลุ่มนี้ก็จะลำบาก เขาก็เลยตัดสินใจรับเด็กเหล่านี้มาเลี้ยง

นี่คือครูบุญชูครับ (ผมสีดอกเลา)

20150312_Boonchoo3

ถ้าไม่ใช่สงสาร มันจะเป็นเพราะอะไร?

ผมก็เลยคิดเอาเองว่า การที่ครูบุญชูอุทิศตนให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะครูบุญชูมี “เมตตา” นั่นเอง

แต่ก่อนผมเคยคิดว่า เมตตา กับ สงสาร มันก็คือๆ กันนี่แหละ

แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ว่า คำสองคำนี้แตกต่างอย่างไร

คุณล่ะ คิดว่าสงสารกับเมตตาต่างกันยังไง?

—–

สำหรับผม ความสงสารนั้นเป็นพลังงานลบ มันจึงทำให้เรารู้สึกเศร้า และหดหู่ทุกครั้งที่เราสงสารใคร

และถ้ามองให้ละเอียดลงไปอีก ก็จะพบว่าความสงสารนั้นมีโทสะกิเลสเจือปนอยู่ นั่นคือเหตุผลที่เรารู้สึกโกรธนิดๆ แทนเด็กที่ต้องมาเผชิญโชคชะตาแบบนี้

และจิตที่เป็นอกุศลย่อมไม่เหมาะกับการทำงาน

นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กล้าสบตา และไม่สามารถอยู่กับเด็กเหล่านี้นานๆ ได้

—–

ขณะที่ความเมตตาเป็นพลังงานบวกครับ

และคนที่มีเมตตา จะไม่มีอารมณ์เศร้าเจือปนอยู่เลย

เพราะใจเป็นกุศล ใจจึงพร้อมที่จะทำงาน

นอกจากนั้น ความลึกซึ้งของคนที่มีเมตตาก็คือ เขามองว่าคนที่เขาแสดงความเมตตาด้วยนั้นเป็น “พวกเดียวกัน”

ขณะที่เวลาเราสงสารใครนั้น เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนอื่น หรือเป็นกลุ่มอื่น และเราคงไม่มีทาง (และไม่อยาก) เป็นแบบเขา

ความเมตตาจะทำให้เราเดินเข้าหา

ความสงสารจะทำให้เราเบือนหน้าหนี

คราวหน้า ถ้าได้ไปเยี่ยมบ้านครูบุญชูอีก

ผมจะพยายามเลิกสงสาร และหัดมีเมตตาดูบ้าง

เผื่อว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าคราวที่แล้วครับ

ไม่ฉลาดแล้วยังไม่ขยัน

20150311_StupidLazy

เดี๋ยวนี้ผมเจอเยอะมาก, คนสมัยใหม่ที่ “โง่” ไม่พอ แต่ยังเลือก “ขี้เกียจ” เพิ่มเข้าไป
– CookieCoffee.com

เมื่อประมาณสองเดือนที่แล้ว ผมได้อ่านบทความเรื่อง 4 ความจริงที่คนเรียนไม่จบมหา’ลัย ไม่กลับมาเล่าให้คุณฟัง ของคุณ CookieCoffee ซึ่งผมชอบมาก โดยเฉพาะประโยคที่ลอกมาให้อ่านด้านบน

ฟังดูเหมือนปากจัด แต่ถ้าเข้าไปอ่านทั้งบทความจะเข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร

วันที่ได้อ่านนั้นก็คิดในใจว่า วันหนึ่งจะเขียนถึงประโยคนี้

แล้ววันนี้ก็มาถึง ด้วยเหตุผลสามข้อ

1. เมื่อวานซืน ผมเขียนเรื่อง “โปรดอ่านสักนิดก่อนคิดทำธุรกิจ MLM (ธุรกิจเครือข่าย)” ด้วยเจตนาจะให้ข้อมูลอีกมุมหนึ่ง เผื่อว่าหากใครจะตัดสินใจลงไปทำธุรกิจนี้ จะใช้ข้อมูลนำทางแทนที่จะใช้ความอยากรวยนำทาง

2. เมื่อวานนี้ไปเข้าเรียนวิชา Marketing Communication Strategy ที่ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ สอน ซึ่งอาจารย์ได้พูดถึง 8 เทรนด์ค่านิยมผู้บริโภค 58 ที่จัดทำโดยบริษัทเอ็นไวโรเซล จั่วหัวมาเทรนด์แรกก็นี่เลย “อยากรวยทางลัด”

3. ค่ำวันนี้ ป่าน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wongnai เล่าประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนเข้าทำงานให้ฟังว่า เด็กสมัยนี้ (โดยเฉพาะเด็กกรุงเทพ) อยากได้งานสบายและเงินดี และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการได้ทำงานที่ท้าทาย หรือโอกาสที่จะได้พัฒนาทักษะเท่าไหร่นัก

ก็เลยเป็นคำถามที่น่าคิดว่า

ถ้าเด็กสมัยใหม่จำนวนมากอยากรวยทางลัดจริงๆ

1. มันเกิดจากอะไร?
2. มันเป็นปัญหารึเปล่า?
3. ถ้าเป็นปัญหา แล้ว “ผู้ใหญ่” อย่างเราจะช่วยอะไรได้มั้ย?

1.มันเกิดจากอะไร

คำถามนี้ยากจัง พยายามนั่งคิดนิ่งๆ มาหลายนาที ก็ได้คำตอบคร่าวๆ แค่สองข้อ (ซึ่งส่วนตัวยังไม่พอใจกับคำตอบเท่าไหร่)

1.1 คนถูกกระตุ้นให้ใช้เงินมากขึ้น
ตอนชั้นประถม ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 3 บาทเท่านั้น ไม่มีกระเป๋าสตางค์ และสมบัติชิ้นเดียวที่ผมต้องระวังไม่ให้โดนโขมยคือกล่องดินสอสามชั้นสุดเท่ห์ของผม

พ่อผมเคยให้แบงค์ยี่สิบบาทไปซื้อขนม ผมใส่กระเป๋ากางเกงแล้วปั่นจักรยานไปปากซอย ปรากฎว่าเงินหาย กลับมาถึงบ้านผมเข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำอยู่ไม่ต่ำกว่าครึ่่งชั่วโมง เพราะไม่กล้าสู้หน้าพ่อ

มองกลับมาวันนี้ แม้แต่เด็กประถมก็มีมือถือเครื่องละหลายพันใช้กันแล้ว

ถ้าตอนเด็กๆ ผมต้องมาดูแลของมูลค่านับพันผมคงเครียดตายเลย

หรือ รปภ.สมัยนี้ รายได้น่าซักเกือบๆ หมื่น หรือหมื่นต้นๆ แต่ก็ซื้อไอโฟนมาใช้กัน

แถมยอมจ่ายตังค์ค่าดาต้าเพื่อจะได้เล่นเน็ตเหมือนคนอีกกลุ่มที่มีรายได้หลายหมื่นหรือเป็นแสน

คนสมัยก่อนถ้ามีเงิน 100 อาจจะใช้แค่ 50

แต่สมัยนี้ มี 100 ก็ใช้ 90 หรือบางคนก็ใช้ 120 เลย

1.2 ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ

เราอ่านเฟซบุ๊ค แช็ทไลน์ และอะไรต่อมิอะไร เพราะใจของเราต้องการ “ที่เกาะ”

“เกาะ” การยอมรับผ่านจำนวนคนที่ไลค์โพสต์ของเรา
“เกาะ” เรื่องชาวบ้านผ่านการอ่านกระทู้ดราม่า
“เกาะ” ติดข่าวการเมืองและการโต้เถียงทางความคิด

เราเอาใจไปเกาะเรื่องข้างนอก เพราะมันสนุกกว่าการกลับมาสนใจเรื่องของตัวเอง

(เรื่องของตัวเองในความหมายของผม คือการสำรวจตัวเอง และการรู้จิตรู้ใจของตัวเองนะครับ)

เมื่อต้องไปเกาะแต่เรื่องนอกตัว ก็เลยใช้ชีวิตแบบเปลือกๆ ตามไปด้วย

และเปลือกส่วนใหญ่ก็ราคาแพงซะด้วยสิ

2. มันเป็นปัญหารึเปล่า?

ผมว่าเป็นนะ

ถ้าคิดจะรวยทางลัดโดยไม่ต้องทำงานหนัก ผมว่าเป็นปัญหาที่ควรให้ความสำคัญทีเดียว

เพราะการทำงานหนัก คือการสร้างคุณค่า

(ทำงานหนักไม่ได้แปลว่าทำงานถึกนะครับ เราสามารถทำงานอย่าง smart แต่ก็ยังทำงานหนักได้เช่นกัน)

ถ้าคุณทำงานแบบสบายๆ เช้าชามเย็นชาม ก็เป็นไปได้ว่าคุณไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเท่าไหร่

ซึ่งย่อมส่งผลเสียหายต่อส่วนรวม

เพราะผมนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าคนในประเทศส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบเหยาะแหยะ สังคมจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร

3. แล้วผู้ใหญ่อย่างเราทำอะไรได้บ้าง?

ผมว่าสิ่งที่เราพอจะทำได้ คือการเป็นตัวอย่างที่ดี และช่วยเตือนสติเขาว่า โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ

หรือที่คุณคิดว่ามันได้มาฟรีๆ หรือได้มาง่ายๆ นั่นน่ะ มันก็จะไม่ยั่งยืน

เพราะธรรมชาติก็มีแนวทางของมันอยู่

คุณจะปลูกมะม่วง คุณก็ต้องพรวนดินให้ร่วน ใส่เมล็ดและกลบฝังแล้ว ก็ต้องคอยรดน้ำใส่ปุ๋ย

เท่านั้นยังไม่พอ คุณยังต้องอดทนรอคอยวันเวลาให้มันออกดอกออกผลอีก

ถ้าคุณหวังว่า วันนี้แค่โยนเมล็ดมะม่วงลงไปบนดิน แล้วพรุ่งนี้ต้นมะม่วงก็จะโตพอให้เก็บลูกมะม่วงมากินได้เลย ก็เป็นการคาดหวังที่ผิดธรรมชาติเอามากๆ

แม้ว่าในโลกสมัยนี้ อาจจะมี “มะม่วง” ที่โตข้ามคืนอย่างที่ว่าก็ได้

แต่คำถามก็คือ

แน่ใจแล้วเหรอว่ามันเป็น “มะม่วง” ?

และคุณอยากกินมะม่วงพันธุ์นั้น (“มะม่วงพรรค์นั้น”) ไปตลอดชีวิตจริงๆ หรือ?