ปัญหาเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

20150409_NoProblems

Ultimately… there are no problems. Only situations – to be dealt with now, or to be left alone and accepted as part of the ‘isness’ of the present moment until they change or can be dealt with. Problems are man-made, and need time to survive. They cannot survive in the actuality of Now.

ในความเป็นจริงแล้วในโลกนี้ไม่มี “ปัญหา” มีแต่ “สถานการณ์” ที่เราต้องรับมือในตอนนี้หรือปล่อยให้มันเป็นไปจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือจนกว่าเราจะทำอะไรกับมันได้ ปัญหาคือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา และต้องมีเงื่อน “เวลา” มาเกี่ยวข้อง แต่ปัญหาจะไม่มีทางผุดขึ้นได้เลยในสภาวะแห่งความเป็น “เดี๋ยวนี้”

-Eckhart Tolle (เอ็กค์ฮาร์ท โทลเล)

—–

สมมติว่ามีป่าแห่งหนึ่งที่ไม่มีคนหรือสัตว์อยู่เลย และอยู่ๆ ต้นไม้ก็ล้มลง ถามว่ามันจะมีเสียงหรือไม่? (If a tree falls in the forest and no one is there, does it still make a sound?)

บางคนก็ตอบว่ามี เพราะต้นไม้ล้มมันก็ต้องเกิดเสียงอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีใครได้ยินมันหรือไม่ก็ตาม

บางคนก็ตอบว่าไม่มี เพราะเวลาต้นไม้ล้ม สิ่งที่เกิดคือ “คลื่น” ที่เคลื่อนที่ไปในอากาศ สิ่งที่เราเรียกว่า “เสียง” นั้นจำเป็นต้องใช้อวัยวะอย่าง “หู” มา “รองรับ” เพื่อที่จะแปลคลื่นนั้นให้เป็นเสียง ดังนั้น ถ้าไม่มีอวัยวะอย่าง “หู” ของคนหรือสัตว์  “เสียง” ย่อมไม่มี

forests-231066_1280

—–

คุณเอ็กค์ฮาร์ท บอกว่า ปัญหาคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

มาลองคิดดูผมว่ามันก็จริง

เมื่อวานนี้ฝนตกหนักมาก รถติดกระจาย คนมาทำงานสายกันครึ่งออฟฟิศ

แต่ถ้ากรุงเทพไม่มีคนอยู่เลย ฝนตกหนักจะเป็น “ปัญหา” รึเปล่า?

หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่เราถือเป็น “ภัยพิบัติ” อย่าง แผ่นดินไหว สึนามิ พายุเฮอริเคน หิมะถล่ม

เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงเหตุการณ์ปกติทางธรรมชาติ แต่มันกลายเป็น “ปัญหา” เพราะมี “มนุษย์” อย่างพวกเรา “รองรับ”

เหมือน “หู” ที่มารองรับ “คลื่น” จนเกิดเป็น “เสียง” นั่นเอง

—–

เวลาเรานอนไม่หลับ เราจะกระสับกระส่าย ทุรนทุราย

เพราะอะไร?

เราไม่ได้ทุรนทุรายเพราะนอนไม่หลับ แต่เราทุรนทุรายเพราะความคิดว่า

1. พรุ่งนี้เราจะง่วงไปทั้งวันแน่ๆ
2. พรุ่งนี้หน้าเราจะโทรม
3. พรุ่งนี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่

เราทุรนทุราย ไม่ใช่เพราะ “สถานการณ์” ใน “ปัจจุบัน” (นอนไม่หลับ) แต่เพราะเราคิดถึง “ปัญหา” ที่จะเกิดขึ้นใน “อนาคต” ต่างหาก

แทนที่จะทุรนทุราย ทางเลือกที่ดีกว่าอาจจะเป็นการเริ่มต้นยอมรับว่า นอนไม่หลับก็ช่างมันสิ ดูซิว่าจะตื่นไปได้ซักกี่น้ำ

ดีซะอีก ไม่ง่วงอย่างนี้ สามารถทำอะไรได้เยอะแยะ แถมเงียบๆ อย่างนี้ไม่มีคนมารบกวนด้วย อยากอ่านหนังสือก็อ่าน หรืออยากจะนั่งคิดการใหญ่ก็ทำได้

shi-cricket-397935_1280

—–

ลองถามตัวคุณเองว่า ตอนนี้คุณมี “ปัญหา” อะไรบ้าง

แล้วถามตัวเองว่าปัญหาที่ว่านั้น มันคือสิ่งที่เกิดไปแล้ว หรือเป็นสิ่งที่เรากังวลว่ากำลังจะเกิดใช่มั้ย?

ถามตัวเองใหม่อีกครั้งว่า ณ วินาทีนี้ (ไม่ใช่พรุ่งนี้ ชั่วโมงหน้า หรือห้านาทีข้างหน้า ผมหมายถึง ณ วินาทีนี้เลย) คุณมีปัญหาอะไรจริงๆ หรือ?

ความน่าจะเป็นก็คือ ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ โลกยังคงหมุน คุณยังคงหายใจ ร่างกายยังทำงานปกติ ไม่มีใครมาทำอะไรคุณ

ชีวิตในปัจจุบันขณะ  คือชีวิตที่ปราศจากปัญหา

ปัญหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราคิดถึง “อดีต” หรือ “อนาคต” เท่านั้น

แต่ถ้าเราอยู่กับ “ปัจจุบัน” ได้จริงๆ เราจะมีแต่สถานการณ์ที่มันเป็นไป ที่เราอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้

clock-407101_1280

สถานการณ์ที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวก็มีอยู่สองชนิด คือสถานการณ์ที่เราทำอะไรได้ กับสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้

สำหรับสถานการณ์ที่เราทำอะไรได้ เรามีสองทางเลือก คือลงมือจัดการกับมันเดี๋ยวนี้ หรือเอาไว้จัดการวันหลัง

ส่วนสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้ เราก็มีสองทางเลือกเช่นกัน

1. ลุ้น กังวล และเคร่งเครียดไปกับมัน
2. วางมันลง และรอเวลาจนกว่าเราจะทำอะไรกับมันได้

พวกเราส่วนใหญ่มักจะทำข้อแรก ซึ่งใช้พลังงานสูง และไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ทางเลือกที่สองนั้นสร้างสรรค์กว่า คือเรารู้ตัวว่าเครียดไปก็เท่านั้น รอให้เรามีความพร้อมที่จะจัดการแล้วค่อยมาว่ากัน

และไม่แน่ เมื่อเวลาผ่านไป  “ความเป็นปัญหา” ก็อาจจะหมดลงด้วยตัวมันเอง

เพราะไม่มีปัญหาไหนที่จะคงอยู่ตลอดไปครับ

—–

Credits:
Google Books: The Power of Now – A Guide to Spiritual Enlightenment 

The Guardian: If a tree falls in the forest and no one is there, does it still make a sound?

พัลวัน

20150804_Multitasking

Muti-tasking is the ability to screw everything up simultaneously
– Jeremy Clarkson

Multi-tasking คือทักษะในการทำงานให้ไม่ได้เรื่องซักอย่าง
– เจเรมี่ คลากสัน

—–

เวลาผมเล่นเน็ตผ่านบราวเซอร์ Chrome ผมจะมีแท็บประมาณ 5-15 แท็บเปิดค้างไว้อยู่เสมอๆ จนแฟนผมชอบแซวว่า ทำไมต้องเปิดแท็บจำนวนมหาศาลขนาดนั้น

ตอนนี้ ถ้ามองไปด้านล่างสุดของจอ ผมมีโปรแกรมเปิดอยู่ 5 โปรแกรม – Notepad, Windows Explorer, Chrome, Evernote และ Excel

ทั้งๆ ที่ ณ ตอนนี้ผมจำเป็นต้องใช้ Chrome แค่อย่างเดียวเอง

ใจของเรานั้นซุกซน กระโดดไปมาตลอดเวลา

และจำนวนแท็บและโปรแกรมที่เราเปิดทิ้งไว้ ก็เป็นตัววัดที่ดีระดับนึงว่า เรามีความฟุ้งซ่านมากแค่ไหน

พูดจบประโยคข้างบน ผมก็เลยปิดทุกแท็บและทุกโปรแกรม ยกเว้นโปรแกรม Writer ที่ใช้เขียนบทความนี้อยู่

รู้สึกขึ้นมาได้ทันทีเลยว่า ใจโล่งขึ้น โปร่งขึ้น

ในยุคที่คนติด Facebook และ LINE กันงอมแงม สมาธิยิ่งสั้นลงเรื่อยๆ ความฟุ้งซ่านยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

และผมว่าอาการจะหนักกว่านี้เมื่อ wearable technology อย่าง Apple Watch เริ่มแพร่หลาย

ในอนาคตอันใกล้ ความสามารถในการทำ single-tasking อาจจะเป็นทักษะที่มีคุณค่ามาก

เพราะมันเป็นเรื่องที่น้อยคนนักจะทำได้

คุณล่ะครับ ตอนนี้เปิดโปรแกรมอยู่กี่ตัว เปิดแท็บอยู่กี่แท็บ?

ลองลดให้เหลือแค่แท็บเดียวดูมั้ย?

หนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราสุขน้อยลง

20150704_LessHappy

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมลองสังเกตตัวเองแล้วพบว่า วันไหนก็ตามที่ผมใช้เวลากับมือถือมากๆ คืนนั้น หรือวันถัดมาผมจะรู้สึก “อึนๆ”

ความรู้สึก “อึนๆ” นั้นอธิบายเป็นภาษามนุษย์ได้ลำบาก มันเป็นคลื่นอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนคนไม่ค่อยสบาย

ยิ่งใช้เวลากับมือถือมากเท่าไหร่ ความรู้สึกอึนๆ ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น

จะว่าไปมือถือก็เหมือนยาพิษที่ถูกเคลือบด้วยช็อคโกแล็ตนะครับ

ตอนอ่านฟีดในเฟซบุ๊คนี่มันก็เพลินทีเดียวแหละ เดี๋ยวเจอสาวสวย เดี๋ยวก็เจอวีดีโอฮาๆ เดี๋ยวก็ได้อ่านความรู้แปลกๆ (ส่วนน่าเชื่อถือรึเปล่านั่นก็อีกเรื่อง)

แต่พอหมดวัน เมื่อนับชั่วโมงที่เรา “จ่าย” ไปกับมือถือ เรากลับพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นสักนิด

และไอ้ความรู้สึกลึกๆ ว่าเราใช้เวลาไปอย่างเปล่าดายนี่แหละ ที่มันส่งผลให้เรารู้สึกอึนๆ ก่อนเข้านอน

เพราะยาพิษเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

—–

นอกจากเหตุผลทางจิตวิทยาแล้ว ก็ยังมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้วย

มันคือสิ่งที่เรียกว่า Blue Light หรือแสงสีน้ำเงินครับ

หลายคนอาจจะพอทราบว่าสีขาวเกิดจากสีทุกสีผสมกัน

ถ้าเอาสีในรุ้งกินน้ำ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง มารวมกัน ก็จะได้สีขาวเช่นกัน

Blue Light หรือส่วนที่เป็นแสงสีน้ำเงินนั้น ถูกใช้ในจอ LED เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ไอแพด แล็ปท็อป หรือทีวี

นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า Blue Light จะชะลอตัวการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน (melataonin) ในร่างกายของเรา

หน้าที่ของเมลาโทนินคือช่วยปรับนาฬิกาในร่างกายของเรา ช่วยให้เราหลับลึก และช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth hormone)

โดยปกติเมลาโทนินจะถูกผลิตออกมามากที่สุดในช่วงสี่ทุ่มถึงตีสาม แต่ถ้าเราเล่นมือถือในช่วงนี้ Blue Light จะส่งผลให้เมลาโทนินไม่ถูกผลิตออกมาเท่าที่ควร ทำให้เราหลับได้ไม่เต็มอิ่ม และมีอาการหงุดหงิดหรืออึนๆ ในวันถัดมานั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์บางคนมองว่า Blue Light มีผลร้ายยิ่งกว่านั้นอีก เช่น ดร.ริชาร์ด แฮนส์เลอร์ (Richard Hansler) จาก John Carroll University ที่บอกว่า Blue Light อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งมะเร็งบางชนิด

ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี่ไม่ได้จะขู่ให้กลัวนะครับ

แค่มาเตือนสติกันเฉยๆ ว่า คุณกำลังกินยาพิษอาบลูกอมอยู่นะ

แล้วเราจะหลีกเลี่ยงผลเสียจาก Blue Light ได้ยังไง?

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ อย่าใช้มือถือหลังสี่ทุ่มครับ

ระหว่างวันก็หาอะไรเตือนให้ตัวเองมองอย่างอื่นนอกจากจอคอมหรือจอมือถือเสียบ้าง

นอกจากนี้ ถ้ามีเครื่องที่ใช้ระบบแอนดรอยด์ ก็สามารถลง Application ชื่อ Blue Light Filter ได้

ส่วนคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป หรือ MacBook ก็มีโปรแกรม F.lux

ทั้ง Blue Light Filter และ Flux คือโปรแกรมที่ช่วยปรับแสงของหน้าจอให้เหมาะสมกับเวลาของวัน

แต่ผมว่าใช้แล้วก็ไม่ค่อยสบายตาเท่าไหร่ และก็ไม่รู้ด้วยว่ามันได้ผลจริงๆ รึเปล่า

แทนที่จะปรับหน้าจอ ปรับพฤติกรรมตนเองน่าจะดีกว่า

—–

มีคำคมฝรั่งประโยคหนึ่งที่ผมชอบมาก

เวลาเราเห็นคนทำงานหนัก ๆ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่มีเวลาให้ลูกเมีย เราจะเตือนเขาว่า

Nobody on their deathbed wished they had spent more time at the office – ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย”

ผมเลยขอยืมมาปรับให้เข้ากับยุคสม้ยซะหน่อย

Nobody on their deathbed wished they had spent more time on their iPad

ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะได้เล่น iPad มากกว่านี้ซะหน่อย”

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

Credits:

Gigaom : What is the blue light from our screens really doing to our eyes?

Wikipedia : เมลาโทนิน

ทุกอย่างมันถูกต้องอยู่แล้ว

20150604_EverythingIsRight

“ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”
หลวงพ่อชา สุภฺทโท

—–

เวลาเกิดเรื่องที่เราไม่ชอบใจ เราจะบอกว่า “เรื่องนี้มันไม่ถูก”

คำถามคือไม่ถูกอะไร?

ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่ถูกใจเรา?

จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง ก็คือไม่ถูกใจเรานั่นแหละ

เพราะเวลาเราคิดอะไร เรามักจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็น “มาตรฐาน” ที่เอาไว้วัดทุกอย่าง

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะ “มาตรฐานของเรา” คือมาตรฐานเดียวที่เรามี และหยิบมาใช้ได้สะดวกที่สุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า มาตรวัดของเราไม่ได้ถูกต้องเที่ยงตรง

เพราะเรายังมีรัก มีเกลียด มีลำเอียง แถมความรู้ที่เรามีก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งหมด

ผิดสำหรับเรา อาจจะถูกสำหรับคนอื่นก็ได้

แทนที่จะตัดสินว่าเรื่องนี้ถูก เรื่องนี้ผิด คนนั้นถูก คนนี้ผิด

เอาเวลามาขัดเกลามาตรวัดของเราให้เที่ยงก่อนดีกว่ามั้ย?

พูดเมื่อดีกว่าเงียบ

20150405_SpeakOrSilence

Do not speak unless it improves on silence
– Unknown

อย่าพูด ยกเว้นเสียแต่มันจะดีกว่าความเงียบ
– นิรนาม

—–

สมองของคนเรานั้นคิดตลอดเวลา

บางสำนักบอกว่าเรามีความคิดวันละ 20,000 ความคิด

บางสำนักก็บอกว่าวันละ 50,000

และส่วนหนึ่งของความคิด ก็หลุดออกมาเป็นคำพูด

—–

เคยรู้สึกมั้ยว่าถ้าเราต้องนั่งเงียบๆ กับคนที่ไม่คุ้นเคย ความเงียบนั้นจะกลายเป็น dead air ที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัดและผลักให้เราหยิบเรื่องอะไรก็ได้ขึ้นมาคุยกับเขา

ที่เราพูดออกไปเพราะว่าอะไร?

เพราะอยากรู้จักเขามากขึ้น? เพราะกลัวเสียมารยาท? หรือเพราะว่าความเงียบมันอึดอัดเกินไป?

ถ้าอยากรู้จักกันมากขึ้นจริงๆ ผมก็สนับสนุนให้คุยกันนะ เพราะการพูดคุยทำให้เราสนิทกันมากขึ้น

แต่ในบางสถานการณ์ ถ้าเราไม่รู้จะคุยอะไรจริงๆ การบังคับตัวเองให้พูดออกมา อาจจะได้เพียงประโยคอันว่างเปล่า และทำให้ dead air หนักกว่าเดิมหลังจากพูดจบแล้ว

ในสถานการณ์อย่างนี้ ความเงียบอาจจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ดีกว่าคำพูดใดๆ นะครับ