คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท

“Save a little money each month and at the end of the year you’ll be surprised at how little you have.”

― Ernest Haskins

เก็บเงินให้ได้เดือนละนิดหน่อยแล้วตอนสิ้นปีคุณจะแปลกใจที่คุณมีเงินเก็บแค่นิดหน่อย

Ramit Sethi ผู้เขียนหนังสือ I Will Teach You To Be Rich บอกว่าคนส่วนใหญ่ชอบถามคำถามร้อยบาท (จะซื้อกาแฟแก้วนี้ดีมั้ย) ทั้งที่จริงแล้วสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จด้านการเงินคือคำถามล้านบาท เช่นจะให้ลูกเรียนที่ไหน (โรงเรียนอินเตอร์ในเมืองไทยมีค่าเทอมตั้งแต่แสนกว่าบาทถึงล้านกว่าบาท)

นักประวัติศาสตร์นาม Cyril Parkinson ได้ตั้งกฎที่ชื่อว่า Parkinson’s Law of Triviality – กฎพาร์คินสันแห่งเรื่องไม่เป็นเรื่อง

กฎนี้ระบุว่า “ความใส่ใจต่อปัญหาจะแปรผกผันกับความสำคัญของปัญหานั้น” (The amount of attention a problem gets is the inverse of its importance.)

เพื่อให้เห็นภาพ พาร์คินสันให้เราจินตนาการถึงคณะกรรมการที่มีงบประมาณสามโปรเจ็กต์ให้พิจารณา

ตู้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์งบ 300 ล้านบาท

ซุ้มจอดรถจักรยานของพนักงานงบ 10,000 บาท

ขนมกับเครื่องดื่มสำหรับพนักงานงบ 1,000 บาท

คณะกรรมการอนุมัติตู้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์แทบจะทันที เพราะตัวเลขสูงเกินกว่าจะรู้ว่าแพงหรือไม่แพง ตัวเลือกอื่นก็ไม่อยากนึกถึง และไม่มีใครในคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญเรื่องพลังงานนิวเคลียร์

โปรเจ็กต์ซุ้มจักรยานนั้นใช้เวลาคุยนานกว่า พวกเขาเถียงกันว่าแค่ตั้งรางจอดจักรยานก็พอแล้วหรือไม่ หรือถ้าจะทำหลังคาควรจะใช้ไม้หรือใช้อลูมินัมดี

ส่วนขนมและเครื่องดื่มนั้นใช้เวลาคุยนานที่สุด เพราะคณะกรรมการทุกคนต่างมีความเห็นที่แน่วแน่ของตัวเองว่าควรใช้กาแฟยี่ห้อไหน คุ้กกี้รสอะไร ฯลฯ

เวลาที่เราคุยกับคนในครอบครัว เราก็มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ถกเถียงในเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญเช่นกัน


ข้อความด้านบนนี้ผมเรียบเรียงและดัดแปลงมาจากบทความชื่อ The Art and Science of Spending Money ของ Morgan Housel

มีทั้งหมด 13 ข้อ แต่ผมชอบข้อ 6 เป็นพิเศษ – Asking $3 questions when $30,000 questions are all that matter

เราจะคุ้นเคยกับคำสอนของ financial guru ที่บอกว่า ถ้าไม่กินกาแฟยี่ห้อ XX เป็นเวลากี่สิบปี เราจะมีเงินเก็บ YY บาท

จริงอยู่ว่าเรื่องเล็กน้อยนั้นก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญเลย เพราะ how you do anything is how you do everything.

แต่การใส่ใจเรื่องเล็กน้อยจะแทบไม่มีความหมาย ถ้าเราไม่จัดการเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกต้อง เพราะโลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Pareto Principle หรือกฎ 80/20

จะเลือกกินกาแฟแบรนด์ไหน จึงไม่สำคัญเท่ากับเราเลือกซื้อรถยี่ห้ออะไร

หรืออย่างการเลือกที่ทำงาน A กับ B – บริษัท A อาจให้เงินเดือนมากกว่า 10% แต่ถ้าบริษัท B มีปัจจัยอื่นๆ เช่นใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า ให้ทำงานที่บ้านได้บ้าง อยู่ในเซ็กเตอร์ที่กำลังเติบโต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันแล้วน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าฐานเงินเดือนที่น้อยกว่าบริษัท A

คนบางคนซื้อของกับแม่ค้าแล้วต่อราคาแล้วต่อราคาอีก แต่คนคนเดียวกันนี้กลับพร้อมลงทุนในเรื่องที่ตัวเองไม่มีความรู้เป็นเงินหลักแสนได้หน้าตาเฉย

เราใช้เวลากับคำถามร้อยบาทมากไปหรือไม่

เราใช้เวลากับคำถามล้านบาทน้อยไปหรือเปล่า

เป็นเรื่องน่าคิด และอาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้ครับ

เมื่อลูกน้องผลงานไม่เข้าตา

ให้วิเคราะห์ดีๆ ว่าเป็นเรื่องอะไร

1. แรงกระตุ้น (motivation)

2. ความสามารถ (capability)

ถ้าแรงกระตุ้นไม่มี ก็เป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะชี้ให้เขาเห็นว่า งานที่เรามอบหมายให้เขาทำนั้นมีความหมายอย่างไร ทั้งต่อทีม ต่อองค์กร และที่สำคัญที่สุดคือต่อตัวเขาเอง

การชี้ให้เห็นว่างานนี้มีความหมายต่อทีมหรือต่อองค์กรอย่างไร หัวหน้าต้องเข้าใจภาพใหญ่ว่า mission ขององค์กรคืออะไร ทิศทางของธุรกิจปีนี้จะไปทางไหน และสิ่งที่น้องทำมันไปส่งเสริมภาพใหญ่อย่างไรบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะได้จากการ 1:1 (อ่านว่า one on one) คือเราจะได้รู้ว่าอะไรคือความฝันและเป้าหมายที่น้องเราอยากไปให้ถึง

บางคนอยากซื้อบ้านให้แม่ บางคนอยากไปเที่ยวยุโรป บางคนอยากเป็น director บางคนอยากทำธุรกิจของตัวเอง

ถ้าเราสามารถ connect the dots ให้เขาเห็นว่างานที่เขาทำในวันนี้มันจะเพิ่มโอกาสให้เขาบรรลุความฝันเขาได้อย่างไร การสร้าง motivation นั้นก็ไม่ยากเลย

ถ้าเขามี motivation เต็มเปี่ยมอยู่แล้ว แต่ยังทำงานออกมาได้ไม่ดี แสดงว่าเป็นเรื่องของ capability

ซึ่งก็ต้องกลับมาดูว่าเราใช้คนถูกกับงานรึเปล่า เราคาดหวังกับน้องสูงเกินไปรึเปล่า เราสามารถโค้ชน้องหรือหาคนมาโค้ชน้องได้รึเปล่า

เมื่อลูกน้องผลงานไม่เข้าตา สาเหตุมักจะมาจากหนึ่งในสองข้อนี้

ซึ่งหัวหน้าที่ดีต้องหาให้เจอและเกาให้ถูกที่คันครับ

หาจุด threshold แล้วไปให้ถึง

Threshold ออกเสียงว่า ทเรชโฮลด์ หมายถึงค่าอินพุตที่น้อยที่สุดที่เครื่องมือวัด (instrument) เริ่มแสดงเอาต์พุตออกมา

ผมเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้น แม้จะไม่เก่งกาจแต่ก็พอประครับประคองจนจบเพลงได้ เช่นกีตาร์ เบส กลอง

แต่เปียโนหรือคีย์บอร์ด เป็นเครื่องดนตรีที่ต้องเรียกว่า “ยังเล่นไม่เป็น” แม้จะลองเรียนไปแล้วหลายครั้ง พอจะจับคอร์ดและเล่นโน้ตได้บ้างแต่ก็ยังห่างไกลที่จะไปเล่นในวงกับใครเขา

ผมเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่เกือบสามปีช่วงมัธยมปลาย แต่เมื่อไม่ได้ใช้มานานก็เลยไม่อาจสื่อสารในภาษานี้ได้ พูดได้แค่ประโยคง่ายๆ จำคำศัพท์ได้บางคำ แต่ถ้าจะต้องสื่อสารกับคนฝรั่งเศสก็คงเป็นเบื้อใบ้ ขณะที่ภาษาอังกฤษนั้น แม้จะเรียนจริงจังแค่สามปีช่วงมัธยมปลายเช่นกัน แต่ก็เป็นภาษาที่ได้ใช้มาตลอดและคิดว่าเอาตัวรอดได้แน่นอน

การที่คนเราจะมี “ความสามารถ” หรือ proficiency ถึงจุดหนึ่งจนเรามั่นใจว่า “เล่นเป็น” หรือ “เอาอยู่” นั้น ผมขอเรียกว่าเราผ่านจุด threshold มาแล้ว คือต่อจากนี้เมื่อมี input อะไรอีก เราก็สามารถสร้าง output ได้ด้วยตัวเอง

เหมือนการปั่นจักรยานสองล้อที่เป็นแล้วเป็นเลย หรือบวกลบคูณหารที่ทำได้แล้วเราก็จะไม่ลืมอีก

แต่ถ้าเรายังไม่สามารถไปถึงจุด threhold ได้ ก็แทบจะต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง ที่เคยลงทุนลงแรงเอาไว้นั้นไม่ได้ออกดอกออกผลคุ้มค่าเท่าไหร่

ผมคิดว่าเป้าหมายอย่างหนึ่งที่เราควรมี คือไปให้ถึงจุด threshold เหล่านี้ให้ได้ เพื่อจากนี้ไปจะได้ไม่ต้อง “เริ่มใหม่” ซ้ำไปซ้ำมา

ถ้าในฐานะคนทำงานประจำ เราก็ควรพาตัวเองไปให้ถึงระดับ manager หรือ director ให้ได้ เมื่อได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหัวหน้าคนได้แล้ว หรือเป็นผู้บริหารได้แล้ว ก็น่าจะได้รับโอกาสในอนาคตให้ได้ดูแลทีมอีก ซึ่งก็ย่อมจะได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงกว่าคนที่ไม่ได้เป็นหัวหน้า

(แน่นอนว่าในบางสายอาชีพเราก็สามารถมีเงินเดือนสูงๆ ได้โดยไม่ต้องเป็นหัวหน้าใคร เช่นสาย software development ที่ individual contributor ระดับเทพก็มีเงินเดือนหลักแสนได้ แต่สำหรับประเทศไทย การเป็นหัวหน้าคือเส้นทางที่เลี่ยงไม่ค่อยพ้นสำหรับคนอยากมีเงินเดือนสูงๆ)

สำหรับคนทำเพจ การมีคนตามหลักร้อยหรือหลักพัน อาจจะยังไม่เซฟ แต่ถ้ามีผู้ติดตามหลักหมื่นขึ้นไป (โดยที่ไม่ได้ซื้อยอดฟอล) ก็น่าจะเรียกว่าเป็นคนทำคอนเทนท์ได้เต็มปากเต็มคำ

สำหรับคนที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน ก็จะต้องหาทางสร้าง passive income ให้สูงกว่ารายจ่าย เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป (แต่ถ้ายังอยากทำงานอยู่ก็ไม่เสียหาย)

ศาสนาพุทธก็มีความเชื่อว่า คนเราควรไปให้ถึงโสดาบัน เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์อีกแล้ว

เมื่อเราสำรวจหลากหลายมิติในชีวิตของเรา เราจะพบว่ามีจุด threshold อยู่เต็มไปหมด บางจุดเราไปถึงมันเรียบร้อย บางจุดก็ยังไปไม่ถึง

การไล่เก็บ threshold ในเรื่องที่สำคัญกับเรา จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่คุ้มค่าและท้าทายครับ

ชีวิตคนเราต้องการความหลากหลาย

ผมได้ฟังการบรรยายของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียนหนังสืออย่าง The Black Swan และ Antifragile

ทาเล็บบอกว่า ตัววัดอย่างหนึ่งที่ทำนายการเสียชีวิตของคนได้ดีที่สุด คืออัตราการเต้นหัวใจที่มีความผันแปรต่ำ (low variablity of heart rate)

หมายความว่า ถ้านาย A และนาย B อายุเท่ากัน เพศเดียวกัน ค่าเลือดต่างๆ เหมือนกัน แต่นาย A มีอัตราการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอกว่านาย B – นาย A มีโอกาสจะเสียชีวิตมากกว่านาย B

อัตราการเต้นหัวใจที่สม่ำเสมอตลอดทั้งวันหรือทั้งสัปดาห์ ย่อมหมายความว่าร่างกายแทบไม่ได้ออกแรงเลย

หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าเราอยากมีชีวิตยืนยาว ก็ควรสร้างโอกาสให้หัวใจเต้นเร็วสลับกับเต้นช้า พูดง่ายๆ ก็คือเราควรออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจเต้นแรงขึ้นนั่นเอง

ทาเล็บยังบอกอีกว่า ตัววัดที่ทำนายการล้มละลายของบริษัทได้ดีที่สุด คือกระแสเงินสดที่มีความผันแปรต่ำ (low variability of cash flows) และ hedge fund (กองทุนบริหารความเสี่ยง) ที่ไม่มีความผันผวนเลย (no volatility) ก็มักจะเจ๊งภายในเวลาไม่นาน

ดังนั้นความผันผวนคือสิ่งที่มีประโยชน์ และอาจพูดได้ว่ามีความจำเป็นต่อชีวิตที่ยืนยาว


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่านักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวน เวลาเห็นหุ้นหรือกองทุนที่ตัวเองซื้อไว้ราคาตกก็เริ่มกังวลและอาจตัดสินใจเทขาย

Housel บอกว่าเราควรไม่ควรมองความผันผวนเป็นค่าปรับ (fine) แต่ให้มองว่าเป็นค่าธรรมเนียม (fee)

ค่าปรับคือสิ่งที่เราต้องจ่ายเมื่อทำอะไรผิด แต่ค่าธรรมเนียมนั้นเป็นเรื่องปกติ เหมือนเราจะเข้าสวนสนุกก็ต้องจ่ายค่าบัตรผ่านประตู

ดังนั้นความผันผวนของตลาดคือค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายเพื่อโอกาสทำกำไรในอนาคต


เชื่อว่าใครหลายคนที่อ่านบล็อกนี้ต้องการชีวิตที่เรียบง่าย เพราะมันสบายดี ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนคนอื่น

แต่ขณะเดียวกัน หากมันเรียบง่ายเกินไป ชีวิตก็อาจน่าเบื่อและจำเจ แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนจะหน้าตาเหมือนกันไปหมด พอมองย้อนกลับมาก็อาจไม่มีอะไรให้น่าจดจำนัก

ซึ่งก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต” นั้น สุดท้ายแล้วก็คือประสบการณ์ที่เราจดจำได้นั่นเอง

หากใครรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เสถียรเกินไป ก็อาจลองเพิ่มความหลากหลายเข้ามาในชีวิต ลองไปกินร้านใหม่ๆ ลงเรียนอะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้หัวใจได้เต้นแรงขึ้นบ้าง

เพราะชีวิตคนเราต้องการความหลากหลายครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก [THE DIGITAL FACTORY] Nassim Nicholas Taleb on Antifragile นาทีที่ 19-21

ป.ล. ผมพยายามไปค้นหาหลักฐานเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจและกระแสเงินสด ก็พบว่าอัตราการเต้นของหัวใจที่มีความผันแปรต่ำนั้นเป็นตัวทำนายการเสียชีวิตได้จริงๆ ส่วนเรื่องกระแสเงินสดนั้นยังไม่ค่อยชัดเจนครับ ดูรายละเอียดงานวิจัยบางส่วนตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้ครับ

Heart Rate Variability and Risk of All-Cause Death and Cardiovascular Events in Patients With Cardiovascular Disease: A Meta-Analysis of Cohort Studies

Power-Law Relationship of Heart Rate Variability as a Predictor of Mortality in the Elderly

Impending Bankruptcy: Examining Cash Flow Pattern of Distressand Healthy Firms

The Use of Cash Flow Statement in Predicting Business Failure

นิทานเรือจม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กสาววัยรุ่นเพิ่งผิดหวังจากการสอบมาหมาดๆ จึงเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง

ผ่านไปสองวัน พ่อจึงเดินไปเคาะประตูห้องลูกสาว ชวนไปพายเรือเล่นที่สวนสาธารณะ

ระหว่างที่พายเรือ พ่อก็เอ่ยขึ้นว่า

“น้ำเต็มบึงไม่ทำให้เรือจมหรอกนะ”

“ว่าไงนะคะพ่อ”

“เรือเราก็ลำเล็กนิดเดียว ลอยอยู่บนน้ำปริมาณมหาศาล แต่เรือก็ไม่จม”

“ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วสิคะ”

“แต่ถ้าเอาน้ำมาใส่ในเรือลำนี้สัก 10 ถัง เรือก็จมได้ จริงมั้ย”

“…”

“ลูกจำไว้นะว่า เรือจะจมไม่ใช่เพราะน้ำที่อยู่นอกเรือ แต่เป็นน้ำที่อยู่ในเรือ ตอนที่ลูกโตไปกว่านี้ จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับลูก เหมือนน้ำที่มีอยู่เต็มบึง ซึ่งมันทำอะไรเรือของลูกไม่ได้ ตราบใดที่ลูกไม่ปล่อยให้น้ำเข้าเรือ”


ขอบคุณประกายความคิดที่ได้จากภาพภาพหนึ่งในอินเทอร์เน็ต