กระแส

20150614_Majority

Whenever you find yourself on the side of the majority, it is time to pause and reflect.

เมื่อไหร่ก็ตามที่พบว่าตัวเองคิดแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเวลาที่เราควรหยุดและไตร่ตรองได้แล้ว

– Mark Twain

—–

คนไทยเรา มักจะมีนิสัย “เฮไหนเฮนั่น”

เราจึงมักจะเห็นปรากฎการณ์ที่ของบางสิ่งบางอย่างป๊อปปูล่าร์ชั่วข้ามคืนและจากไปอย่างรวดเร็ว

เอาที่จำได้คร่าวๆ

จตุคามรามเทพ
ริสต์แบนด์
โรตีบอย
คริสปี้ครีม
การ์เร็ตป๊อปคอร์น
แอพ SimSimi 
แอพ Draw Something 
โคล่ามาร์ช

ผมเองก็ไม่ใช่คนต่อต้านกระแส เพราะเชื่อว่ากว่าของสิ่งหนึ่งมันจะฮิตชึ้นมาได้ ก็จะต้องมีดี และควรค่าแก่ลิ้มลอง

ส่วนจะคุ้มขนาดที่ต้องไปเที่ยวแสวงหาหรือเข้าคิวเป็นชั่วโมงรึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

ขณะเดียวกัน เราก็ควรถามตัวเองด้วยว่า อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนการซื้อการ์เร็ตป๊อปคอร์นของเรา?

ก. อยากชิมว่ารสชาติมันจะเจ๋งซักแค่ไหนเชียว
ข. อยากให้เพื่อนเห็นว่าเราได้กินการ์เร็ตแล้วนะ

ถ้ากลับไปเมื่อซัก 10 ปีก่อน คนส่วนใหญ่น่าจะทำเพราะข้อ ก.ไก่

แต่การมาของ social media และ smartphone ทำให้รางวัลของการตามกระแสมีมากไปกว่าแค่ประสบการณ์ที่เราได้รับจากการซื้อหรือเสพสิ่งนั้น แต่ยังรวมไปถึง “การได้รับการยอมรับ” (validation) ที่สะท้อนจากจำนวนไลค์บน Facebook หรือ Instagram อีกด้วย

คนเราจึงตกอยู่ในกระแสเพราะข้อ ข. มากขึ้นทุกที คือไม่ได้รู้สึกว่าอยากกินหรอก แต่อยากให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าเราก็อินเทรนด์กับเขาอยู่เหมือนกัน

เราจึงโดนคลื่นแห่งแฟชั่นซัดไปทางนู้นที ทางนี้ที ไม่มีหยุดหย่อน

ถ้าเหนื่อยเมื่อไหร่ ลองปีนขึ้นมาฝั่งดูบ้างก็ได้นะครับ

นั่งดูกระแสผ่านมาแล้วผ่านไปก็เพลินดีเหมือนกัน

เริ่มที่เรา

20150613_OshoIndividual

สังคมอุดมคติไม่ใช่อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้
มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่พวกเราจะต้องเข้าไปที่ตัวต้นเหตุ ไม่ใช่ที่อาการ
ต้นเหตุนั้นอยู่ที่ระดับปัจเจก ไม่ใช่ในระดับสังคม

– Osho

—–

ทำไมเราถึงติดมือถือ?
ทำไมเราถึงเสพดราม่า?
ทำไมเราถึงอยากรู้เรื่องดารา?
ทำไมเราถึงชอบวิจารณ์นักการเมือง?

ผมว่าสาเหตุหลักเกิดจากใจที่ซุกซนและสนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว

เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อที่จะไปตามรู้และเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้

รู้แล้วได้อะไรบ้าง?

ความพอใจ / ความสนุก / ความเพลิดเพลิน / ความสาแก่ใจ

เราศึกษา แล้วเราก็วิจารณ์ว่าคนนั้นควรเป็นอย่างนี้ เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น

แต่เราใช้เวลาน้อยมากกับการหันกลับมาดูความคิด คำพูด และการกระทำของเรา

เราเข้มงวดกับคนอื่น แต่กลับผ่อนปรนกับตัวเอง

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราผ่อนปรนกับคนอื่นบ้าง แล้วเข้มงวดกับตัวเองขึ้นซะหน่อย?

เขาจะเป็นอย่างไรมันก็เรื่องของเขา เราไม่สามารถไปเปลี่ยนเขาได้

เพราะสำหรับคนที่โตๆ กันแล้ว เป็นไม้แก่แล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในเท่านั้น

แค่เปลี่ยนคนอื่นเพียงคนเดียว ยังเป็นเรื่องที่แสนยากเย็น

การที่เราวิพากษ์วิจารณ์หน่วยที่ใหญ่ไปกว่านั้นเช่น “สังคม” “ระบอบ” หรือ “บ้านเมือง” นั้น ไม่ยิ่งเป็นการเสียแรงเปล่าหรือ?

แทนที่จะวิจารณ์ความผิดพลาดของคนอื่น เราหันมาตามรู้ตามดูความคิดและจิตใจของเราจะดีกว่ามั้ย

เพราะถ้าเราซื่อตรงกับตัวเองมากพอ จะรู้เลยว่า ความขาดตกบกพร่องที่เราเห็นในคนอื่นนั้น ก็มีอยู่ในตัวเราไม่น้อย

เมื่อยอมรับประเด็นนี้ได้ การตามรู้ความคิดและการกระทำของตัวเองเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะสนุกไม่แพ้การเสพดราม่าหรือด่านักการเมืองเลยครับ

ใครจะอยู่ถึงมะรืนนี้?

20150612_Jackma

“Today is difficult, tomorrow is much more difficult, the day after tomorrow is very beautiful, but most die tomorrow evening.”

วันนี้ช่างยากเย็น พรุ่งนี้ยิ่งยากกว่าหลายเท่า มะรืนนี้จะงดงาม แต่พวกเราส่วนใหญ่จะตายตอนย่ำค่ำวันพรุ่งนี้

– Jack Ma

ผมเห็นหน้าแจ๊กหม่าครั้งแรกในร้านหนังสือตอนไปเที่ยวฮ่องกงเมื่อสงกรานต์ปีที่แล้ว

ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร แค่คิดว่าหน้าตาเหมือนคุณทักษิณชะมัด

เพิ่งมารู้ทีหลังว่าชายหน้าเหลี่ยมคนนี้คือเจ้าของ Alibaba เว็บขายส่งยักษ์ใหญ่จากเมืองจีนที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาอย่างยิ่งหลังจากที่แจ๊กหม่าพาอาลีบาบาเข้าตลาดหุ้นที่นิวยอร์คและเป็น IPO (มูลค่าของหุ้นในการเข้าตลาดวันแรก) ที่มีมูลค่าสูงสุดตลอดกาลถึง 21,800 ล้านเหรียญ (ส่วน IPO เฟซบุ๊คนั้นได้ที่ 8 ด้วยมูลค่า 16,007 ล้านเหรียญ)

เราคนไทยรู้กันดีอยู่แล้วว่าคนจีนนั้นขยันและทรหดแค่ไหน ใครที่อายุเกิน 30 อาจจะจำละครเรื่องลอดลายมังกร ตำนานของอาเหลียงที่มาเมืองไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบ เริ่มจากการทำงานเป็นจับกังจนสุดท้ายสามารถสร้างธุรกิจใหญ่โตได้

พวกเราที่เป็นคนรุ่น Millenials (คนที่เข้าสู๋วัยทำงานหลังปี 2000) อาจจะไม่เคยต้องดิ้นรนและขยันเท่าแจ๊กหม่าหรืออาเหลียง

แถมวัฒนธรรมการบริโภคที่ทุกอย่างมาไวไปไว ยิ่งทำให้เรายิ่งมีความอดทนน้อยลงไปอีกหลายเท่า

จนผมไม่แน่ใจว่า หากสถานการณ์บ้านเมืองหรือสถานการณ์โลกพลิกผัน เราจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้รึเปล่า

แจ๊กหม่าเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดถึงสามครั้ง เคยร่อนใบสมัครงานไป 30 ที่ก็ไม่มีใครรับ ขนาดสมัคร KFC ซึ่งมีคนสมัครทั้งหมด 24 คน แจ๊กหม่ายังอุตส่าห์เป็นคนเดียวที่เขาไม่รับ!

ถ้าเราเจอการปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างแจ๊กหม่า เราจะเสียเซลฟ์แค่ไหน แล้วเราจะยังสู้ต่อไปมั้ย?

“วันนี้ช่างยากเย็น พรุ่งนี้ยิ่งยากกว่าหลายเท่า มะรืนนี้จะงดงาม แต่พวกเราส่วนใหญ่จะตายตอนย่ำค่ำวันพรุ่งนี้”

หนทางวันข้างหน้าเราจะเจอเหตุการณ์ “วันนี้ช่างยากเย็น” อีกหลายครั้ง

จะมี Millenials ซักกี่คนที่จะอดทนต่อสู้จนได้เห็นความงดงามของวันมะรืนนี้?

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

เราไม่ควรมานั่งจ้องแสง

20150611_NotOurNature

อยากให้คุณช่วยอธิบายเพิ่มเติมที่เคยตอบกระทู้ไว้ใน http://www.bookcyber.com ที่ว่า “การอ่านในอินเตอร์เน็ตไม่ได้ความรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือ”

อ่านหนังสือมันมีความสบายเกิดขึ้น…(พูดเสียงสบาย) มันมีสัมผัสของกระดาษ…มันมีอารมณ์ มีอะไรมากกว่าจอเหลี่ยมๆ ผมคิดอย่างนั้นนะ แล้วเราต้องยอมรับเลยว่า มันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์เลยที่จะมานั่งจ้องแสง จ้องอะไรจ้าๆ ที่ออกมาจากจอนานๆ มันไม่ใช่ธรรมชาติเลย (ย้ำหนักแน่น) ถึงแม้ว่าข้อมูลข่าวสารในอินเตอร์เน็ตมันจะไปไกลเร็วแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายผมเชื่อว่า มนุษย์เราต้องอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับกระดาษ อยู่กับแสงธรรมชาติ ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า วัฒนธรรมที่สูงส่งที่สุดของมนุษย์ชาติน่าจะคือ กระดาษกับดินสอ

– ประภาส ชลศรานนท์ สัมภาษณ์ลง a day volume 1 number 1, September 2000

—–

ผมเคยเป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของนิตยสาร a day ครับ

ซื้อ a day ตั้งแต่เล่มแรก สมัยที่พี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เป็นบรรณาธิการ (คนอะไรชื่อ-นามสกุลเท่ชะมัด)

และถ้าผมจำไม่ผิด ผมมี a day ครบทุกเล่มตลอด 7-8 ปีแรกของนิตยสารเล่มนี้ มาปีหลังๆ นี่แหละที่ต้องเลือกซื้อเพราะไม่มีที่จะเก็บและไม่มีเวลาจะอ่าน

เมื่อคืนนี้อยากจะหา “เชื้อเพลิง” มาเขียนบล็อก เลยสุ่มหยิบ a day มาเล่มหนึ่ง ก็ดันหยิบได้ a day ฉบับปฐมฤกษ์มา และบทสัมภาษณ์ที่สำคัญที่สุดในเล่มนี้ก็คือบทสัมภาษณ์ของคุณประภาส ชลศรานนท์

ก็เลยได้เรื่องของพี่จิกมาเล่าเป็นวันที่สองติดต่อกัน ขอบคุณนะครับพี่จิก!

ผมลองเข้าไปดู http://www.bookcyber.com ปรากฎว่าเว็บหายไปแล้ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคำพูดนี้พี่จิกพูดไว้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว สมัยที่คนยังใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมากกว่าแล็ปท็อป มือถือฮิตที่สุดคือโนเกีย 3210  และโลกยังไม่เคยได้ยินคำว่า Kindle หรือ iPad

ดังนั้นการเสพสื่อออนไลน์ส่วนใหญ่ก็คือการอ่านผ่านจอมอนิเตอร์ 15 นิ้ว

“มันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์เลยที่จะมานั่งจ้องแสง จ้องอะไรจ้าๆ ที่ออกมาจากจอนานๆ มันไม่ใช่ธรรมชาติเลย”

ถ้าพี่จิกจำคำพูดนี้ได้ มาเห็นตอนนี้คงจะตกใจ เพราะเรากำลังใช้เวลากับจอจ้าๆ นี้มากกว่าปี 2000 ไม่รู้ตั้งกี่เท่า

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมยังเรียนอยู่ปี 3 เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่กับห้องเรียน หอพัก และสนามบอล เวลาที่ต้องจ้องคอมก็มีแค่ตอนทำรายงานบางชิ้น ซึ่งก็น่าจะไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง

มาเดี๋ยวนี้ผมจ้องจอคอมไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมงที่ทำงาน ต่อด้วยจอมือถืออีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และเมื่อมองไปในอนาคตก็ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจำนวนชั่วโมงจะลดลงแต่อย่างใด

“ผมเชื่อว่า มนุษย์เราต้องอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับกระดาษ อยู่กับแสงธรรมชาติ ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า วัฒนธรรมที่สูงส่งที่สุดของมนุษย์ชาติน่าจะคือ กระดาษกับดินสอ”

ผมก็เป็นคนนึงที่ยังนิยมอ่านหนังสือที่ทำจากกระดาษ เพราะมันสบายตากว่า ไฮไลท์ง่ายกว่า และพออยู่บนชั้นหนังสือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูงามตา แม้จะมีข้อเสียที่มันเก็บฝุ่นและกินพื้นที่ แต่ตอนนี้ก็อ่านหนังสือได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะมือถือดึงเวลาไปเกือบหมด

เวลาผมทำ To Do List แต่ละวัน ผมก็จะใช้ดินสอนเขียนบนกระดาษ A4 ข้อดีก็คือเราจะได้ไม่พยายามทำอะไรเยอะเกินไป และความรู้สึกตอนที่ใช้ดินสอนขีดคร่อมงานที่ทำเสร็จแล้วมันสะใจกว่าการติ๊ก “Done” ในคอมเยอะเลย

ผมเคยเขียนบล็อกถึงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราเรื่องว่า ใช้ iPad เยอะๆ มันไม่ดีนะ เพราะมันจะทำให้กลายเป็นคนแก่ใจร้อนและเสียเวลาในการทำกิจที่ควรทำ

ส่วนตัวเองก็พยายามจะลดเวลาอยู่กับจอคอมให้น้อยลง ด้วยการพักเบรกไปเดินเล่นบ่อยๆ และไม่ใช้คอมหรือมือถือหลังสี่ทุ่มเพราะมันจะทำให้นอนหลับไม่สนิท

แค่ 15 ปี พฤติกรรมพวกเรายังเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ ไม่อยากคิดว่าอาการ “ติดจอซินโดรม” จะหนักแค่ไหนในอีก 15 ปีข้างหน้า

ตาเริ่มล้าแล้ว คงได้เวลาพักไปเดินเล่น คงต้องขอจบบทความนี้ไปก่อน

แต่ก่อนจะไป ขอฝากวีดีโอเรื่องนี้ที่ผมคิดว่าทำออกมาได้เจ๋งดีครับ

นิทานชอล์กแท่งเดียว

20151006_Chalk

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมรอคอยวันอาทิตย์ให้มาถึงเสมอๆ

เพราะเป็นวันที่ผมจะได้อ่าน “มติชนหน้า 14” ซึ่งรวบรวมคอลัมน์นักเขียนเจ๋งๆ ไว้มากมาย อาทิเช่น ‘ปราย พันแสง, บินหลา สันกาลาคีรี, บัวไร, เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, ศุ บุญเลี้ยง

และคอลัมน์ที่ผมชอบที่สุดคือคอลัมน์ “คุยกับประภาส” โดยคุณประภาส ชลศรานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Workpoint และต้นทางไอเดียของรายการในตำนานอย่างเกมทศกัณฑ์ แฟนพันธุ์แท้ และ คุณพระช่วย

เมื่อวานพอดีได้คุยกับน้องสองคน ว่าจะทำยังไงถึงจะกระตุ้นให้คนในทีมมีความกระตือรือล้นมากขึ้น ผมเลยเล่าเรื่องชอล์กแท่งเดียวที่ผมเคยอ่านในคอลัมน์คุยกับประภาสให้น้องเค้าฟังครับ

วันนี้เลยอยากจะเอามาแชร์ในบล็อกนี้ด้วย เลยลองไป google แล้วก็เจอเรื่องนี้ถูกแบ่งปันไว้หลายที่มาก แต่แหล่งที่ดูจะแชร์บทความนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุดกลับเป็นเว็บไซต์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซะนี่!

ผมลอง Google เรื่องนี้เพื่อจะหาต้นทางภาษาอังกฤษดู ก็เจอเรื่องนี้ถูกเล่าไว้หลายที่เช่นกัน เช่นใน Business Insider

เรื่องจริงที่กลายเป็นตำนานนี้ว่าด้วยชายที่ชื่อว่า ชาร์ลส์ ชวาป (Charles Schwab) ซึ่งเป็นผู้บริหารคนสำคัญของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) เจ้าพ่อโรงงานเหล็กกล้าสมัยที่อเมริกากำลังสร้างรางรถไฟทั่วประเทศ  โดยคาร์เนกี้นั้นได้รับการจัดอันดับว่ารวยเป็นอันดับสองของ 20 คนที่รวยที่สุดตลอดกาล (บิล เกตส์ได้ที่ 6 และ บัฟเฟตต์ได้ที่ 19)

มาฟังนิทานจากคุณประภาสกันเลยดีกว่า

—–

ปี พ.ศ.2455 ชาร์ลส์ ชวาป ได้เข้ามาบริหารบริษัทผลิตเหล็กกล้าคาร์เนกี้ในอเมริกา ในขณะที่บริษัทอยู่ในสภาพย่ำแย่ การผลิตตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะปริมาณการหลอมเหล็กกล้าที่ได้น้อยลงจนไม่ได้ดุลกับค่าใช้จ่าย ฐานะของบริษัทจึงเริ่มง่อนแง่น

เย็นวันหนึ่ง ชวาปเดินเข้าไปในโรงงานเพื่อพูดคุยกับหัวหน้าคนงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“ผมพูดไปไม่รู้กี่ครั้ง คนงานใช้แรงงานก็อย่างนี้แหละครับ เรื่อยๆ เอื่อยๆ คิดไม่เป็น ถึงขั้นด่าพ่อด่าแม่ผมก็ทำมาแล้ว ก็ไม่เห็นพวกเขาจะขยันขึ้นเลย” หัวหน้าคนงานตอบชวาป

ในตอนนั้นเป็นเวลาที่คนงานกะกลางวันกำลังจะเลิกงาน และคนงานกะกลางคืนกำลังจะเข้าเวรแทน ชวาปเอ่ยปากขอชอล์กแท่งหนึ่งจากหัวหน้าคนงาน “วันนี้พวกคุณหลอมเหล็กได้เท่าไร”

“6 ตัน” หัวหน้าคนงานตอบ

ชวาปเอาชอล์กเขียนตัวเลข 6 ขนาดใหญ่ลงไปที่พื้น แล้วเดินกลับไป

ขณะที่หัวหน้าคนงานกำลังยืนงงอยู่ คนงานกะกลางคืนก็เริ่มทยอยกันมาเข้าเวร หลายคนสงสัยในเลข 6 ที่อยู่บนพื้น “มันคืออะไร”

“คุณชวาปเข้ามาถามว่าวันนี้หลอมเหล็กได้กี่ตัน อั๊วก็บอกไปว่า 6 ตัน คุณชวาปแกก็เลยเขียนเลข 6 ไว้ตรงนี้” หัวหน้าคนงานตอบพลางเกาหัวด้วยความงง

วันรุ่งขึ้นชวาปกลับไปที่โรงงาน เขาพบว่าเลข 6 ที่เขาเขียนไว้ที่พื้นได้ถูกคนงานกะกลางคืนลบออกไป และพวกเขาก็เขียนเลข 7 ลงแทนที่

เมื่อคนงานกะกลางวันเดินทางมาเข้าเวร และเห็นเลข 7 อยู่บนพื้น พวกเขาก็รู้แล้วว่าคนงานกะกลางคืนหลอมเหล็กได้มากกว่าพวกเขา เย็นวันนั้น เลข 8 ก็ถูกเขียนทับเลข 7 ที่ถูกลบไปอีก

ไม่ถึงเดือน โรงงานเหล็กกล้าคาร์เนกี้ก็สามารถหลอมเหล็กได้วันละถึง 20 ตัน และเพียงผ่านไปไม่ถึงปี บริษัทก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจเหล็กกล้าของอเมริกา เงินเดือนและสวัสดิการของคนงานดีขึ้นจนบริษัทอื่นต้องอิจฉา

ชอล์กแท่งเดียวแท้ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Idlelog 

ขอบคุณที่มาของบทความ Breastfeedingthai