6 เหตุผลที่เราไม่ควรนินทาใคร

20160426_Gossip

1. คนถูกนินทาไม่ได้ดีขึ้น – เพราะเขาไม่ได้ยินว่าเรานินทาเขาเรื่องอะไร ดังนั้นต่อให้เรานินทาเท่าไหร่เขาก็ไม่ปรับปรุงตัว การนินทาจึงไม่ได้ส่งผลในทางดีใดๆ มากไปกว่าความสนุกปาก

2. ทำลายความไว้ใจ – ถ้าคนที่ถูกนินทาบังเอิญผ่านมาได้ยินจังหวะที่เรากำลังนินทาเขาพอดี ความไว้ใจและนับถือที่เขามีให้เราจะพังทลายและกอบกู้กลับมายากมาก เชื่อผม เพราะผมเคยโดนมากับตัว (นินทาเพื่อนสนุกปากแล้วหันหลังไปเจอมันพอดี) กว่าจะกลับมามองหน้ากันติดก็ต้องใช้เวลานานอยู่

3. ก่อพลังงานลบโดยใช่เหตุ – คำว่านินทาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการพูดถึงคนอื่นในทางลบ และเมื่อเราเข้าไปอยู่ในบทสนทนานั้นแล้ว เราก็จะรับพลังงานลบมา และมันจะอยู่กับเราไปตลอดวัน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจ

4. ทำให้สมองฝ่อ – Great minds discuss ideas, average minds discuss events, small minds discuss people. – Eleanor Roosevelt

5. โดนนินทากลับ – คนที่พร้อมจะนินทาคนอื่นให้เราฟัง ก็คือคนที่พร้อมที่จะนินทาเราให้คนอื่นฟังเช่นกัน

6. มันไม่เท่ – คนจริงเขาไม่นินทากัน มีอะไรไม่พอใจก็บอกกันตรงๆ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ถ้าบอกตรงๆ ไม่ได้จริงๆ (เช่นเขาอยู่ตำแหน่งสูงกว่าหรือเป็นคนเจ้าอารมณ์) เราก็อาจจะฝากคนอื่นที่เขานับถือกันให้ไปบอกก็ได้

จริงอยู่ โลกนี้ไม่มีใครไม่โดนนินทา

แต่เราสามารถทำให้โลกนี้มีคนที่ไม่นินทาใครได้นะครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ข้อสอบปรนัย

20160425_Choice

การใช้ชีวิตของคนเราบางทีก็เหมือนทำข้อสอบปรนัย

ทางเลือกที่เราเห็นมักจะมีสองสามทาง

และในบางกรณี คำตอบอาจจะเป็น “ถูกทุกข้อ” ก็ได้ เพราะไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้ทั้งนั้น

เวลาที่เราจมจ่อมกับปัญหาหนักๆ และเราบ่นกับใครๆ ว่าไม่มีทางออกนั้น จริงๆ แล้วคือยังไม่มีทางออกที่เราชอบหรือที่ง่ายพอต่างหาก

ซึ่งถ้ารู้ตัวว่าตกอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ทำได้สองอย่าง

คือเลือกทางออกที่ไม่ชอบน้อยที่สุด

หรือไม่ก็สร้างทางเลือกเพิ่ม เพราะเราไม่ได้ต้องเลือกแค่ ก. ข. ค. ง. ซะหน่อย

สำหรับคนที่หัวใจเปิดกว้างเพียงพอ ชีวิตจะไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่จะมีช้อยส์แค่สี่ข้อ

ชีวิตจะเป็นข้อสอบอัตนัยที่เราจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ที่คิดว่ามันตอบโจทย์

และเขาจะไม่ปล่อยให้คนอื่นมาให้คะแนนหรือให้ใครมาตัดสินว่าเขาสอบตกหรือสอบผ่าน

เพราะหนึ่งคำถาม มีได้หลายคำตอบเสมอ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เคล็ดลับความเทพ

20160425_God.png

Don’t practice until you get it right.
Practice until you can’t get it wrong.

อย่าซ้อมจนทำถูก ซ้อมจนไม่มีทางทำผิดเลยดีกว่า

– Anonymous

—–

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อบอย

บอยเคยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ด้วยกัน ก่อนที่จะออกไปทำวงใน (Wongnai.com) อย่างเต็มตัวในฐานะ CTO

สมัยที่ยังอยู่ที่ทอมส้นรอยเตอร์ บอยเป็นมือกลองประจำวงดนตรีของบริษัท

งานใหญ่ที่สุดที่วงดนตรีเราจะเล่นคืองานเลี้ยงประจำปี และเพลงที่เราจะซ้อมกันคือเพลงร็อคๆ ที่คนรู้จักกันดีของวงอย่าง Big Ass หรือ Bodyslam

จำได้ว่างานสุดท้ายก่อนที่บอยจะออก บอยรับหน้าที่เป็นมือกลองเพลง “ความเชื่อ” (เพลงที่น้าแอ๊ด คาราบาวมาร่วมร้องว่า “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน” นั่นแหละครับ)

เพลงนี้กลองเล่นยากมาก โดยเฉพาะตอนขึ้นเพลง เพราะเครื่องดนตรีทุกชิ้นต้องเล่นแล้วหยุด-เล่นแล้วหยุดพร้อมกันโดยมีกลองเป็นตัวประคอง

จำได้ว่าซ้อมกันหลายรอบก็ยังไม่ลงตัวซักที จนบอยบอกว่าเขาคงต้องขอกลับไปซ้อมเพิ่มที่บ้านเยอะๆ ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้นั่นแหละ

“ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้!!??” เพื่อนๆ ในวงส่งเสียงโอ้โหกึ่งแซวบอยว่าอะไรมันจะจริงจังปานนั้น

—–

13 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่นักบาสเกตบอลในตำนานคนหนึ่งลงเล่นเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย

คนๆ นั้นคือโคบี้ ไบรอัน (Kobe Bryant) จาก L.A. Lakers ซึ่งลงสนามแข่งกับ Utah Jazz

ในสามนาทีสุดท้ายของเกม เลคเกอร์ตามยูท่าแจ๊สอยู่ถึงสิบแต้ม 84-94 แต่หลังจากนั้นโคบี้ก็โชว์ความเทพ และพาทีมกลับมาชนะ 101-96 ได้อย่างสุดสะใจ

สรุปเกมนั้นโคบี้ทำไปถึง 60 แต้ม ปิดฉากชีวิตบาสเกตบอลของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่ไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่นไป ก็มีโคบี้ ไบรอันนี่แหละที่เป็นไอดอลตัวจริงในวงการบาสเกตบอล NBA

ไม่ใช่เรื่องฟลุคที่โคบี้จะโดดเด่นมาตลอด 20 ปีที่ เพราะเขาเป็นคนขยันมาก

ตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย โคบี้ก็มาถึงคอร์ทบาสและเริ่มซ้อมตั้งแต่ตี 5 และไม่หยุดซ้อมจนกว่าจะชู๊ตลงครบ 400 ลูก แถมยังขอให้เพื่อนเล่นกับเขาแบบตัวต่อตัวจนกว่าจะเล่นกันครบ 100 ลูก  เวลาแข่งเกม NBA เสร็จ คนดูกลับบ้านหมดแล้ว แทนที่เขาจะพักผ่อน เขากลับมาลงสนามและซ้อมชู๊ตลูกต่อ

เพราะเขาซ้อมหนักกว่าทุกคน เขาจึงประสบความสำเร็จกว่าทุกคน

—–

โทนี่ ร๊อบบินส์ นักเขียนและ personal coach ชื่อดัง ได้เขียนสดุดีโคบี้ ไบรอันหลังจบเกมดังกล่าว

โทนี่บอกว่าจากการทีได้ร่วมงานกับคนระดับท๊อปๆ ในหลากหลายวงการ เขาได้เรียนรู้ว่าการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญนั้นมี 3 ระดับ (3 levels of mastery)

ระดับแรกคือความเชี่ยวชาญระดับสมอง (cognitive mastery) คือเราจดจำข้อมูลได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องพึ่งโพย

ระดับที่สองคือความเชี่ยวชาญระดับอารมณ์ (emotional mastery) นั่นคือเราได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราทำกับผลลัพธ์ยอดเยี่ยมที่จะตามมา จนการกระทำต่างๆ ของเรานั้นเป็นไปแทบจะโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้สมองคิดหรือไตร่ตรอง

ระดับสุดท้ายคือความเชี่ยวชาญระดับร่างกาย (physical mastery) นั่นคือ ถ้าเราได้ทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ กันอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ ทั้ง “ข้อมูล” และ “อารมณ์” จะถูกบันทึกลงในร่างกายของเรา

โทนี่บอกว่า เพราะโคบี้ไบรอันซ้อมหนักมากมาหลายสิบปี ทุกๆ สิ่งที่โคบี้ทำในคอร์ตจึงเป็นระดับ physical mastery และทำให้เขาโดดเด่นกว่าใครๆ

—–

ผมว่าสิ่งที่บอยบอกในวันนั้นว่าต้องฝึกตีกลองจน “กล้ามเนื้อจำได้” กับ “physical mastery” ที่โทนี่พูดถึง น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน

จึงเป็นบทสรุปว่า ถ้าเราอยากจะเทพด้านไหนก็ตามแต่ แค่รู้ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ แค่มีอารมณ์ร่วมก็ไม่พอ แต่ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีกจนกล้ามเนื้อของเราจำได้ จนเราสามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมจนแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเทพอย่างแท้จริง

ผมว่าคนอย่างสตีฟ จ๊อบส์ก็ซ้อมจนกล้ามเนื้อในร่างกายจำได้หมดแล้วว่า จะพูดจังหวะจะโคนอย่างไร จะใช้เสียงโทนไหน จะเดินในท่าทางแบบใด

หรือคนอย่างพี่ตูนบอดี้แสลมก็รู้แล้วว่าท่อนไหนต้องร้องยังไงถึงจะเข้าถึงอารมณ์ได้ดีที่สุด

หรือคนอย่างนิ้วกลม ที่เขียนหนังสือมามากมายจนถ้อยคำและความคิดถักทอออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ความสามารถระดับเทพๆ เหล่านี้ น่าจะเกิดจาก physical mastery ทั้งนั้นครับ

—-

ขอบคุณข้อมุลจาก Tony Robbins on LinkedIn: Kobe’s Legacy: We All Get What We Tolerate 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เมื่อเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้

20160424_Problems

แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่คุณอยากทำดีกว่า

ทำไมปัญหาที่แก้ไม่ได้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป?

ก่อนอื่นเรามาทบทวนก่อนว่า นิยามของ “ปัญหา” คืออะไร

สำหรับผม เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเป็นปัญหาได้นั้น จะต้องมีปัจจัยสามอย่าง

1. เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา (มนุษย์)
2. เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้
3. เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา

เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา – ถ้านักวิทยาศาสตร์ออกมาประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก เราจะมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนดาว Alpha Centauri A ซึ่งอยู่ห่างจากเราหลายล้านปีแสง เราจะไม่มองว่าเป็นปัญหา

เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ – ถ้าผมบอกคุณว่าผมกำลังป่วยและจะอยู่ได้จนถึงอายุ 40 ปีเท่านั้น ผมย่อมได้รับความเห็นใจและได้รับความช่วยเหลือที่จะช่วยยืดอายุผมให้ยาวออกไปซักปีสองปีก็ยังดี แต่ถ้าผมบอกคุณว่าผมจะตายก่อนอายุ 120 ปี ผมคงไม่ได้รับความเห็นใจแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช่ปัญหา เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่เราทำอะไรไม่ได้ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหาแต่บางคนกลับไม่สนใจเลย เพราะแต่ละคนให้คุณค่ากับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับหนึ่งคน อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับอีกคนก็ได้ อย่างไรก็ดี ผมคงไม่ได้จะเรียกร้องให้เรา “ปล่อยวาง” กับทุกอย่าง เพราะสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ อะไรก็ตามที่ก่อความทุกข์กายหรือทุกข์ใจกับเรา เราก็ย่อมมองมันว่าเป็นปัญหาอยู่แล้ว

สำหรับปัญหาที่เราเจอทั่วไป อย่างน้อยมันต้องมีปัจจัยข้อแรกอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกนับขึ้นมาเป็นปัญหาตั้งแต่แรก และย่อมต้องมีปัจจัยข้อที่สองด้วยเพราะเราเชื่อว่าถ้าเราลงมือทำอะไรซักอย่าง เราจะแก้ปัญหานั้นได้

แต่พอเวลาผ่านไป ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นและจบไปแล้ว หรือปัญหาอาจจะยังไม่เกิด แต่เราเข้าใจแล้วว่าถึงทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ ก็ยังมีอีกสองทางเลือกคือ

– ตั้งโจทย์ใหม่
– วางปัญหาลงแล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป (let go and move on)

ขอยกตัวอย่างปัญหาคลาสสิคอย่างเช่นเรื่องความแก่ชรา

จริงๆ แล้วการแก่ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราแก่ขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แก้ไม่ได้ ปัญหาที่เราพยายามแก้กันอยู่จริงๆ คือปัญหาที่เรา “ดูแก่” ต่างหาก

นั่นคือเหตุผลที่ผู้หญิงซื้อครีมกระปุกเป็นพัน และผู้ชายหัวล้านยอมกินยาให้มีผมขึ้นเยอะๆ

ซึ่งแน่นอน วิธีการเหล่านี้ย่อมแก้ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ได้ไประยะหนึ่ง

แต่เมื่อถึงวันที่เราอายุ 70 ปี ครีมลดริ้วรอยและยาปลูกผมไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ของเราถือว่าจบไปแล้วเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้เราดูอ่อนวัยได้อีกแล้ว

เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งโจทย์ใหม่

ปัญหาไม่ใช่การที่เราดูแก่

ปัญหาคือการที่ใจเรารับไม่ได้ที่เราดูแก่ต่างหาก

เมื่อตั้งโจทย์ใหม่ได้ตรงประเด็น เราก็จะไม่จมจ่อมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ และสนุกกับการค้นหาคำตอบของโจทย์ใหม่ ว่าจะทำยังไงใจเราถึงจะยอมรับได้กับความจริงของชีวิต

จนถึงวันหนึ่งที่ใจเราฉลาดพอที่จะรู้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ที่ปัญหามันเป็นปัญหาเพราะว่าใจเราหยิบฉวยมันขึ้นมาเท่านั้น และเมื่อเราหยิบขึ้นมาเองได้ เราก็ย่อมวางมันลงเองได้

และเมื่อวันนั้นมาถึง ปัญหาก็จะไม่มีอีกต่อไปครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประสบการณ์กับความรู้

20160423_Experience

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

– นิรุตติ์ ศิริจรรยา
a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016
สัมภาษณ์ : กองบรรณาธิการ
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชราตรี

—–

อ่านคำสัมภาษณ์ของพระเอกรุ่นเดอะอย่างคุณนิรุตติ์แล้วทำให้ผมฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง

ว่าความรู้กับประสบการณ์มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในวันที่สมาร์ทโฟนและวายฟายได้กลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 & 34 เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคใดทำได้มาก่อน

เมื่อไม่รู้สิ่งใด เด็กป.4 อาจจะหาคำตอบได้เท่ากับเด็กป.ตรี เพราะทั้งคู่ก็ใช้กูเกิ้ลเป็นเหมือนกัน

อินเตอร์เน็ตนั้นมีคุณค่ามหาศาล แต่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกน้อยลง เพราะเวลาส่วนนั้นได้ถูกโยกย้ายมาอยู่หน้าจอคอมและจอโทรศัพท์เสียเกือบหมดแล้ว

ความรู้ที่เกิดจากการอ่านและฟังนั้นเป็นเพียงความรู้แบบผิวๆ  เทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการลงมือทำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

ที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือลูกของผม ที่จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอมากขึ้นทุกที จนแทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรผ่านการลงมือทำเลย

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

ถ้าลูกเสพความรู้ผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคเป็นหลัก ผมก็หวั่นใจจริงๆ ว่าวันหนึ่งจะเจอกรณีเดียวกัน คือผมไม่ได้อะไรจากการคุยกับลูก และลูกไม่ได้อะไรจากการคุยกับผม

ซึ่งในฐานะพ่อคนคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดน่าดู

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในตอนที่เขายังเด็กอยู่ คือเตือนตัวเองให้วางมือถือลงเวลาอยู่กับลูก ชวนเขาคุย ชวนเขาเล่น ชวนออกไปเดินในสวน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

และเพื่อให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตไม่ใช่ความรู้จากอุปกรณ์พลาสติกใดๆ

แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจต่างหาก

—-

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่