นิทานเครื่องบินตก

20160429_20160429

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คุณหมอ ทนายความ บาทหลวง และเด็กชายวัยห้าขวบกำลังไปเที่ยวเกาะด้วยกันด้วยเที่ยวบินส่วนตัว

ระหว่างที่บินอยู่นั้น เกิดปัญหาขัดข้องกับเครื่องยนต์ นักบินพยายามแก้เท่าไหร่ก็ไม่หาย จึงหันไปบอกผู้โดยสารทั้งสี่ว่า ต้องสละเครื่องบินแล้วครับ พูดเสร็จนักบินก็คว้าร่มชูชีพแล้วกระโดดหนีไป

โชคร้ายที่ร่มชูชีพเหลืออยู่แค่ 3 ชุด

คุณหมอคว้าร่มชูชีพขึ้นมาแล้วพูดว่า “ผมเป็นหมอ ผมยังต้องช่วยชีวิตคนอีกมาก ผมขออยู่ต่อแล้วกันนะ” แล้วก็กระโดดออกไป

ทนายความเห็นดังนั้นก็รีบคว้าร่มชูชีพบ้าง “ผมเป็นทนายความ และทนายความอย่างพวกเรานั้นฉลาดหลักแหลมที่สุด ประเทศชาติจำเป็นต้องมีคนอย่างผมอยู่” ว่าแล้วก็กระโดดออกไป

บาทหลวงหยิบร่มชูชีพอันสุดท้ายขึ้นมาแล้วยื่นไปให้เด็กน้อย “พ่อแก่มากแล้ว ยังไงก็อยู่ได้อีกไม่นาน ลูกเอาร่มชูชีพนี้ไปเถอะ ขอให้ลูกมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขนะ”

เด็กน้อยยื่นร่มชูชีพคืนให้บาทหลวง “ไม่เป็นไรครับหลวงพ่อ คุณอาคนที่ฉลาดที่สุดในโลกเขาหยิบกระเป๋านักเรียนผมไปครับ”


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สมบูรณ์แบบ

20160428_Perfect

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ความสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่สามารถเพิ่มอะไรได้อีกแล้ว แต่เกิดจากการที่เราไม่สามารถเอาอะไรออกไปได้อีกแล้วต่างหาก

– Antoine de Saint Exupéry


Search Engine
สมัยเป็นนักเรียนวิศวะปี 4 สิ่งหนึ่งที่ผมขาดไม่ได้เลยคือ Search Engine ชื่อดังอย่าง Yahoo, Altavista และ Lycos เพราะต้องใช้มันในการหาข้อมูลสำหรับทำ senior project

หน้าตาของ Search Engine สมัยนั้นเป็นอย่างนี้ครับ

This slideshow requires JavaScript.

พอเข้าทำงานที่รอยเตอร์ปี 2003 เพื่อนที่ออฟฟิศจึงแนะนำให้รู้จัก Google

ความรู้สึกแรกที่ใช้งานคือทำไมหน้าตามันจืดจัง

Google

และอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมากูเกิ้ลก็ครองโลก

โทรศัพท์มือถือ
กลางปี 2007 ผมได้เป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต และสิ่งหนึ่งที่บริษัทจะให้หัวหน้าทีมซัพพอร์ตทุกคนก็คือ Blackberry สมาร์ทโฟนที่เจ๋งและดังที่สุดในยุคนั้น เพราะขนาดเล็กพกพาง่าย แถมแป้นคียบอร์ดยังเป็นปุ่ม QWERTY ทำให้เขียนอีเมล์หากันได้อย่างรวดเร็ว สมัยนั้นใครๆ ก็ใช้ BB ส่งข้อความหากัน เพราะฟรีและรวดเร็วกว่า sms เยอะ

SONY DSC

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง สตีฟ จ๊อบส์และแอปเปิ้ลก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการสร้างโทรศัพท์มือถือที่มีแค่ปุ่มเดียว

IMG_2298

แล้วอีกแค่สองปีต่อมาไอโฟนก็ครองโลก

เก็บบ้าน
ถ้าใครเคยได้เรียนรู้หลักการจัดบ้านแบบ KonMari มาแล้ว จะเข้าใจว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือคัดเก็บแต่ข้าวของที่ spark joy เท่านั้น ของชิ้นอื่นๆ ที่ไม่ได้สร้างความชื่นใจให้กับเราแล้ว จงกล่าวขอบคุณแล้วปล่อยให้เขาไปทำหน้าที่กับเจ้านายคนอื่นดีกว่า

วิธีแบบ KonMari จะทำให้เราเหลือหนังสือและเสื้อผ้าในตู้น้อยลงไปกว่าครึ่ง แต่ที่แปลกคือเรากลับรู้สึกว่าเรา “มีครบ” ยิ่งกว่าเดิม อาการที่รู้สึกว่าต้องซื้อของมาเพิ่มนั้นแทบจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง

วิธีการจัดบ้านแบบคอนมาริ (จริงๆ ต้องอ่านว่าคมมาริ) กลายเป็นกระแสโด่งดังไปถึงอเมริกาและยุโรป และผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อย่าง คนโด มาริเอะ ก็ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกจากญี่ปุ่นที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Time ว่าเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

เขียนบล็อก anontawong.com 
เวลาผมเขียนบล็อกแล้วมานั่งแก้ไข ส่วนใหญ่ผมจะไม่เขียนอะไรเพิ่ม เพราะเนื้อหาทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดแล้ว

การแก้ไขจึงเน้นไปที่การตัดทอนเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่ค่อยมีประโยชน์ หรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาหลักออก

การเขียนบทความให้กระชับ แต่เนื้อหาครบถ้วนและกินใจคนนั้นเป็นอะไรที่ยากที่สุดในโลก

การใช้ชีวิต
ในวัยยี่สิบกว่าๆ ผมได้ลองทำอะไรหลายอย่างมาก เช่นไปเรียน sound engineering จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่ ทำวงดนตรีไปออดิชั่นตามผับ เตะบอลสัปดาห์ละสองครั้ง เล่นดนตรีออกงานของบริษัทเดือนเว้นเดือน เที่ยวผับศุกร์เว้นศุกร์ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันและการพบปะผู้คน

พอมาถึงวัยสามสิบกว่าๆ กิจกรรมเริ่มลดน้อยลง ยิ่งมีครอบครัวมีลูกแล้วด้วย วันๆ หนึ่งผมจึงทำได้แค่ไม่กี่อย่าง ตอนเช้าเขียนบล็อก กลางวันทำงาน ค่ำอยู่กับครอบครัวก็หมดวันแล้ว

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการทดลองว่าชอบอะไร  วัยสามสิบกว่าๆ คือวัยที่พอจะรู้แล้วว่าทางของเราคือทางไหน และต้องตัดอะไรออกไปบ้าง เพื่อจะทำกิจกรรมให้น้อยลง แต่ทำให้ “ลึก” ขึ้น

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

อ่านประโยคนี้แล้วผมเห็นภาพผู้ชายสองคน

คนหนึ่งเป็นเศรษฐีพันล้าน มีบ้านหลังใหญ่  มีภรรยาสวย และมีลูกๆ ที่น่ารักสามคน มีลูกน้องและบริวารมากมาย กิจการของเขากำลังเติบโตและเขายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายกิจการไปเรื่อยๆ

อีกคนเป็นนักบวช ไม่มีบ้านของตัวเอง ออกจาริกไปด้วยตัวคนเดียว นอกจากอัฐบริขารก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้วเช่นกัน

คุณคิดว่าชีวิตของใคร “สมบูรณ์แบบ”กว่ากันครับ?


ขอบคุณภาพจาก Internet Archive Wayback Machine: Yahoo, Altavista, Lycos, Google

Wikipedia: Blackberry, Flickr: iPhone


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

6 เหตุผลที่เราไม่ควรนินทาใคร

20160426_Gossip

1. คนถูกนินทาไม่ได้ดีขึ้น – เพราะเขาไม่ได้ยินว่าเรานินทาเขาเรื่องอะไร ดังนั้นต่อให้เรานินทาเท่าไหร่เขาก็ไม่ปรับปรุงตัว การนินทาจึงไม่ได้ส่งผลในทางดีใดๆ มากไปกว่าความสนุกปาก

2. ทำลายความไว้ใจ – ถ้าคนที่ถูกนินทาบังเอิญผ่านมาได้ยินจังหวะที่เรากำลังนินทาเขาพอดี ความไว้ใจและนับถือที่เขามีให้เราจะพังทลายและกอบกู้กลับมายากมาก เชื่อผม เพราะผมเคยโดนมากับตัว (นินทาเพื่อนสนุกปากแล้วหันหลังไปเจอมันพอดี) กว่าจะกลับมามองหน้ากันติดก็ต้องใช้เวลานานอยู่

3. ก่อพลังงานลบโดยใช่เหตุ – คำว่านินทาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการพูดถึงคนอื่นในทางลบ และเมื่อเราเข้าไปอยู่ในบทสนทนานั้นแล้ว เราก็จะรับพลังงานลบมา และมันจะอยู่กับเราไปตลอดวัน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพกายและใจ

4. ทำให้สมองฝ่อ – Great minds discuss ideas, average minds discuss events, small minds discuss people. – Eleanor Roosevelt

5. โดนนินทากลับ – คนที่พร้อมจะนินทาคนอื่นให้เราฟัง ก็คือคนที่พร้อมที่จะนินทาเราให้คนอื่นฟังเช่นกัน

6. มันไม่เท่ – คนจริงเขาไม่นินทากัน มีอะไรไม่พอใจก็บอกกันตรงๆ แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ถ้าบอกตรงๆ ไม่ได้จริงๆ (เช่นเขาอยู่ตำแหน่งสูงกว่าหรือเป็นคนเจ้าอารมณ์) เราก็อาจจะฝากคนอื่นที่เขานับถือกันให้ไปบอกก็ได้

จริงอยู่ โลกนี้ไม่มีใครไม่โดนนินทา

แต่เราสามารถทำให้โลกนี้มีคนที่ไม่นินทาใครได้นะครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ข้อสอบปรนัย

20160425_Choice

การใช้ชีวิตของคนเราบางทีก็เหมือนทำข้อสอบปรนัย

ทางเลือกที่เราเห็นมักจะมีสองสามทาง

และในบางกรณี คำตอบอาจจะเป็น “ถูกทุกข้อ” ก็ได้ เพราะไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้ทั้งนั้น

เวลาที่เราจมจ่อมกับปัญหาหนักๆ และเราบ่นกับใครๆ ว่าไม่มีทางออกนั้น จริงๆ แล้วคือยังไม่มีทางออกที่เราชอบหรือที่ง่ายพอต่างหาก

ซึ่งถ้ารู้ตัวว่าตกอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ทำได้สองอย่าง

คือเลือกทางออกที่ไม่ชอบน้อยที่สุด

หรือไม่ก็สร้างทางเลือกเพิ่ม เพราะเราไม่ได้ต้องเลือกแค่ ก. ข. ค. ง. ซะหน่อย

สำหรับคนที่หัวใจเปิดกว้างเพียงพอ ชีวิตจะไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่จะมีช้อยส์แค่สี่ข้อ

ชีวิตจะเป็นข้อสอบอัตนัยที่เราจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ที่คิดว่ามันตอบโจทย์

และเขาจะไม่ปล่อยให้คนอื่นมาให้คะแนนหรือให้ใครมาตัดสินว่าเขาสอบตกหรือสอบผ่าน

เพราะหนึ่งคำถาม มีได้หลายคำตอบเสมอ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เคล็ดลับความเทพ

20160425_God.png

Don’t practice until you get it right.
Practice until you can’t get it wrong.

อย่าซ้อมจนทำถูก ซ้อมจนไม่มีทางทำผิดเลยดีกว่า

– Anonymous

—–

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อบอย

บอยเคยทำงานอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ด้วยกัน ก่อนที่จะออกไปทำวงใน (Wongnai.com) อย่างเต็มตัวในฐานะ CTO

สมัยที่ยังอยู่ที่ทอมส้นรอยเตอร์ บอยเป็นมือกลองประจำวงดนตรีของบริษัท

งานใหญ่ที่สุดที่วงดนตรีเราจะเล่นคืองานเลี้ยงประจำปี และเพลงที่เราจะซ้อมกันคือเพลงร็อคๆ ที่คนรู้จักกันดีของวงอย่าง Big Ass หรือ Bodyslam

จำได้ว่างานสุดท้ายก่อนที่บอยจะออก บอยรับหน้าที่เป็นมือกลองเพลง “ความเชื่อ” (เพลงที่น้าแอ๊ด คาราบาวมาร่วมร้องว่า “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน” นั่นแหละครับ)

เพลงนี้กลองเล่นยากมาก โดยเฉพาะตอนขึ้นเพลง เพราะเครื่องดนตรีทุกชิ้นต้องเล่นแล้วหยุด-เล่นแล้วหยุดพร้อมกันโดยมีกลองเป็นตัวประคอง

จำได้ว่าซ้อมกันหลายรอบก็ยังไม่ลงตัวซักที จนบอยบอกว่าเขาคงต้องขอกลับไปซ้อมเพิ่มที่บ้านเยอะๆ ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้นั่นแหละ

“ซ้อมจนกว่ากล้ามเนื้อจะจำได้!!??” เพื่อนๆ ในวงส่งเสียงโอ้โหกึ่งแซวบอยว่าอะไรมันจะจริงจังปานนั้น

—–

13 เมษายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่นักบาสเกตบอลในตำนานคนหนึ่งลงเล่นเป็นครั้งสุดท้ายอีกด้วย

คนๆ นั้นคือโคบี้ ไบรอัน (Kobe Bryant) จาก L.A. Lakers ซึ่งลงสนามแข่งกับ Utah Jazz

ในสามนาทีสุดท้ายของเกม เลคเกอร์ตามยูท่าแจ๊สอยู่ถึงสิบแต้ม 84-94 แต่หลังจากนั้นโคบี้ก็โชว์ความเทพ และพาทีมกลับมาชนะ 101-96 ได้อย่างสุดสะใจ

สรุปเกมนั้นโคบี้ทำไปถึง 60 แต้ม ปิดฉากชีวิตบาสเกตบอลของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

นับตั้งแต่ไมเคิล จอร์แดนเลิกเล่นไป ก็มีโคบี้ ไบรอันนี่แหละที่เป็นไอดอลตัวจริงในวงการบาสเกตบอล NBA

ไม่ใช่เรื่องฟลุคที่โคบี้จะโดดเด่นมาตลอด 20 ปีที่ เพราะเขาเป็นคนขยันมาก

ตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย โคบี้ก็มาถึงคอร์ทบาสและเริ่มซ้อมตั้งแต่ตี 5 และไม่หยุดซ้อมจนกว่าจะชู๊ตลงครบ 400 ลูก แถมยังขอให้เพื่อนเล่นกับเขาแบบตัวต่อตัวจนกว่าจะเล่นกันครบ 100 ลูก  เวลาแข่งเกม NBA เสร็จ คนดูกลับบ้านหมดแล้ว แทนที่เขาจะพักผ่อน เขากลับมาลงสนามและซ้อมชู๊ตลูกต่อ

เพราะเขาซ้อมหนักกว่าทุกคน เขาจึงประสบความสำเร็จกว่าทุกคน

—–

โทนี่ ร๊อบบินส์ นักเขียนและ personal coach ชื่อดัง ได้เขียนสดุดีโคบี้ ไบรอันหลังจบเกมดังกล่าว

โทนี่บอกว่าจากการทีได้ร่วมงานกับคนระดับท๊อปๆ ในหลากหลายวงการ เขาได้เรียนรู้ว่าการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญนั้นมี 3 ระดับ (3 levels of mastery)

ระดับแรกคือความเชี่ยวชาญระดับสมอง (cognitive mastery) คือเราจดจำข้อมูลได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องพึ่งโพย

ระดับที่สองคือความเชี่ยวชาญระดับอารมณ์ (emotional mastery) นั่นคือเราได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราทำกับผลลัพธ์ยอดเยี่ยมที่จะตามมา จนการกระทำต่างๆ ของเรานั้นเป็นไปแทบจะโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้สมองคิดหรือไตร่ตรอง

ระดับสุดท้ายคือความเชี่ยวชาญระดับร่างกาย (physical mastery) นั่นคือ ถ้าเราได้ทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ กันอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ ทั้ง “ข้อมูล” และ “อารมณ์” จะถูกบันทึกลงในร่างกายของเรา

โทนี่บอกว่า เพราะโคบี้ไบรอันซ้อมหนักมากมาหลายสิบปี ทุกๆ สิ่งที่โคบี้ทำในคอร์ตจึงเป็นระดับ physical mastery และทำให้เขาโดดเด่นกว่าใครๆ

—–

ผมว่าสิ่งที่บอยบอกในวันนั้นว่าต้องฝึกตีกลองจน “กล้ามเนื้อจำได้” กับ “physical mastery” ที่โทนี่พูดถึง น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน

จึงเป็นบทสรุปว่า ถ้าเราอยากจะเทพด้านไหนก็ตามแต่ แค่รู้ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ แค่มีอารมณ์ร่วมก็ไม่พอ แต่ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีกจนกล้ามเนื้อของเราจำได้ จนเราสามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมจนแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเทพอย่างแท้จริง

ผมว่าคนอย่างสตีฟ จ๊อบส์ก็ซ้อมจนกล้ามเนื้อในร่างกายจำได้หมดแล้วว่า จะพูดจังหวะจะโคนอย่างไร จะใช้เสียงโทนไหน จะเดินในท่าทางแบบใด

หรือคนอย่างพี่ตูนบอดี้แสลมก็รู้แล้วว่าท่อนไหนต้องร้องยังไงถึงจะเข้าถึงอารมณ์ได้ดีที่สุด

หรือคนอย่างนิ้วกลม ที่เขียนหนังสือมามากมายจนถ้อยคำและความคิดถักทอออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ความสามารถระดับเทพๆ เหล่านี้ น่าจะเกิดจาก physical mastery ทั้งนั้นครับ

—-

ขอบคุณข้อมุลจาก Tony Robbins on LinkedIn: Kobe’s Legacy: We All Get What We Tolerate 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com