เมื่อเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้

20160424_Problems

แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่คุณอยากทำดีกว่า

ทำไมปัญหาที่แก้ไม่ได้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป?

ก่อนอื่นเรามาทบทวนก่อนว่า นิยามของ “ปัญหา” คืออะไร

สำหรับผม เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเป็นปัญหาได้นั้น จะต้องมีปัจจัยสามอย่าง

1. เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา (มนุษย์)
2. เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้
3. เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา

เรื่องนั้นเกี่ยวกับเรา – ถ้านักวิทยาศาสตร์ออกมาประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนโลก เราจะมองว่ามันเป็นปัญหา แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ประกาศว่าปีนี้จะมีอุกกาบาตพุ่งชนดาว Alpha Centauri A ซึ่งอยู่ห่างจากเราหลายล้านปีแสง เราจะไม่มองว่าเป็นปัญหา

เราสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ – ถ้าผมบอกคุณว่าผมกำลังป่วยและจะอยู่ได้จนถึงอายุ 40 ปีเท่านั้น ผมย่อมได้รับความเห็นใจและได้รับความช่วยเหลือที่จะช่วยยืดอายุผมให้ยาวออกไปซักปีสองปีก็ยังดี แต่ถ้าผมบอกคุณว่าผมจะตายก่อนอายุ 120 ปี ผมคงไม่ได้รับความเห็นใจแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช่ปัญหา เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่เราทำอะไรไม่ได้ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

เราหยิบมันขึ้นมาเป็นปัญหา – รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหาแต่บางคนกลับไม่สนใจเลย เพราะแต่ละคนให้คุณค่ากับเรื่องแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับหนึ่งคน อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับอีกคนก็ได้ อย่างไรก็ดี ผมคงไม่ได้จะเรียกร้องให้เรา “ปล่อยวาง” กับทุกอย่าง เพราะสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ อะไรก็ตามที่ก่อความทุกข์กายหรือทุกข์ใจกับเรา เราก็ย่อมมองมันว่าเป็นปัญหาอยู่แล้ว

สำหรับปัญหาที่เราเจอทั่วไป อย่างน้อยมันต้องมีปัจจัยข้อแรกอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกนับขึ้นมาเป็นปัญหาตั้งแต่แรก และย่อมต้องมีปัจจัยข้อที่สองด้วยเพราะเราเชื่อว่าถ้าเราลงมือทำอะไรซักอย่าง เราจะแก้ปัญหานั้นได้

แต่พอเวลาผ่านไป ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นและจบไปแล้ว หรือปัญหาอาจจะยังไม่เกิด แต่เราเข้าใจแล้วว่าถึงทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ ก็ยังมีอีกสองทางเลือกคือ

– ตั้งโจทย์ใหม่
– วางปัญหาลงแล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป (let go and move on)

ขอยกตัวอย่างปัญหาคลาสสิคอย่างเช่นเรื่องความแก่ชรา

จริงๆ แล้วการแก่ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราแก่ขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แก้ไม่ได้ ปัญหาที่เราพยายามแก้กันอยู่จริงๆ คือปัญหาที่เรา “ดูแก่” ต่างหาก

นั่นคือเหตุผลที่ผู้หญิงซื้อครีมกระปุกเป็นพัน และผู้ชายหัวล้านยอมกินยาให้มีผมขึ้นเยอะๆ

ซึ่งแน่นอน วิธีการเหล่านี้ย่อมแก้ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ได้ไประยะหนึ่ง

แต่เมื่อถึงวันที่เราอายุ 70 ปี ครีมลดริ้วรอยและยาปลูกผมไม่ช่วยอะไรอีกต่อไป ปัญหาเรื่อง “ดูแก่” ของเราถือว่าจบไปแล้วเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้เราดูอ่อนวัยได้อีกแล้ว

เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งโจทย์ใหม่

ปัญหาไม่ใช่การที่เราดูแก่

ปัญหาคือการที่ใจเรารับไม่ได้ที่เราดูแก่ต่างหาก

เมื่อตั้งโจทย์ใหม่ได้ตรงประเด็น เราก็จะไม่จมจ่อมอยู่กับปัญหาที่แก้ไม่ได้ และสนุกกับการค้นหาคำตอบของโจทย์ใหม่ ว่าจะทำยังไงใจเราถึงจะยอมรับได้กับความจริงของชีวิต

จนถึงวันหนึ่งที่ใจเราฉลาดพอที่จะรู้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ที่ปัญหามันเป็นปัญหาเพราะว่าใจเราหยิบฉวยมันขึ้นมาเท่านั้น และเมื่อเราหยิบขึ้นมาเองได้ เราก็ย่อมวางมันลงเองได้

และเมื่อวันนั้นมาถึง ปัญหาก็จะไม่มีอีกต่อไปครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประสบการณ์กับความรู้

20160423_Experience

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

– นิรุตติ์ ศิริจรรยา
a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016
สัมภาษณ์ : กองบรรณาธิการ
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชราตรี

—–

อ่านคำสัมภาษณ์ของพระเอกรุ่นเดอะอย่างคุณนิรุตติ์แล้วทำให้ผมฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง

ว่าความรู้กับประสบการณ์มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในวันที่สมาร์ทโฟนและวายฟายได้กลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 & 34 เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคใดทำได้มาก่อน

เมื่อไม่รู้สิ่งใด เด็กป.4 อาจจะหาคำตอบได้เท่ากับเด็กป.ตรี เพราะทั้งคู่ก็ใช้กูเกิ้ลเป็นเหมือนกัน

อินเตอร์เน็ตนั้นมีคุณค่ามหาศาล แต่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกน้อยลง เพราะเวลาส่วนนั้นได้ถูกโยกย้ายมาอยู่หน้าจอคอมและจอโทรศัพท์เสียเกือบหมดแล้ว

ความรู้ที่เกิดจากการอ่านและฟังนั้นเป็นเพียงความรู้แบบผิวๆ  เทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการลงมือทำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

ที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือลูกของผม ที่จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอมากขึ้นทุกที จนแทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรผ่านการลงมือทำเลย

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

ถ้าลูกเสพความรู้ผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคเป็นหลัก ผมก็หวั่นใจจริงๆ ว่าวันหนึ่งจะเจอกรณีเดียวกัน คือผมไม่ได้อะไรจากการคุยกับลูก และลูกไม่ได้อะไรจากการคุยกับผม

ซึ่งในฐานะพ่อคนคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดน่าดู

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในตอนที่เขายังเด็กอยู่ คือเตือนตัวเองให้วางมือถือลงเวลาอยู่กับลูก ชวนเขาคุย ชวนเขาเล่น ชวนออกไปเดินในสวน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

และเพื่อให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตไม่ใช่ความรู้จากอุปกรณ์พลาสติกใดๆ

แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจต่างหาก

—-

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานแบ่งหน้าที่

20160422_Responsibilities

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

จิมกับจอห์นเป็นเพื่อนกัน จิมนั้นเพิ่งแต่งงานไปหกเดือนก็เริ่มทะเลาะกับภรรยาบ่อยๆ จึงไปปรึกษาจอห์นที่แต่งงานมา 12 ปีแล้ว

จิม: มึงมีเคล็ดลับอะไรถึงประคองชีวิตคู่กันมาได้นานขนาดนี้

จอห์น: อ๋อ กูก็แค่แบ่งหน้าที่กันชัดเจนเท่านั้นแหละ

จิม: แบ่งยังไง?

จอห์น: ที่บ้าน เมียกูจะตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ส่วนกูก็ตัดสินใจแต่เรื่องใหญ่ๆ

จิม: เมียมึงตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง?

จอห์น: ก็เรื่องจิ๊บจ๊อยอย่างจะไปจ่ายตลาดวันไหน จะซื้อแอร์ยี่ห้ออะไร จะเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ จะลงทุนเรื่องอะไรบ้าง จะส่งลูกเรียนโรงเรียนไหน จะจ้างแม่บ้านดีรึเปล่า อะไรพวกนี้แหละ ไม่ว่าเมียตัดสินใจยังไงกูก็เออออตามนั้น

จิม: แล้วมึงล่ะตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง?

จอห์น: กูตัดสินใจแต่เรื่องสำคัญๆ ว่ะ เช่นสรยุทธ์ควรลาออกมั้ย ประยุทธ์ต้องประกาศเลือกตั้งเมื่อไหร่ ฟันกาลควรถูกปลดรึยัง โดนัลด์ทรัมป์ควรจะได้เป็นประธานาธิบดีรึเปล่า เรื่องพวกนี้ไม่ว่ากูจะว่ายังไง เค้าก็ไม่เคยเถียงกูซักคำ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ตัดลมแต่ต้นไฟ

20160421_windfire

สมัยเรียนชั้นประถม เราทุกคนน่าจะเคยเข้าค่ายลูกเสือ

และกิจกรรมหนึ่งที่เราจะได้ทำกันก็คือเตรียมไฟไว้หุงข้าว

เริ่มจากหาอิฐหรือก้อนหินมาล้อมเป็นเตาในขนาดที่พอเหมาะกับหม้อสแตนเลสที่เราจะใช้หุงข้าว และเก็บเศษไม้แห้งๆ มาก่อเป็นเพิงอยู่ข้างในเตาอิฐ

จากนั้นเราก็ใช้ไฟแช็คหรือไม้ขีดไฟมาจุดไฟใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วสอดหนังสือพิมพ์นั้นไปที่ใต้เพิงเศษไม้ แล้วก็ต้องรีบคว้าสมุดมาพัดแรงๆ เพื่อให้ไฟลุกและจุดติด

ตอนนั้นก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าทำไมเวลาเอาลมพัดใส่แรงๆ แทนที่ไฟจะดับ ไฟกลับยิ่งลุกลาม มารู้ทีหลังจากวิชาวิทยาศาสตร์ว่าการเผาไหม้นั้นจำเป็นต้องใช้อ๊อกซิเจน

—–

การโกรธก็ไม่ต่างจากการจุดไฟหุงข้าวในค่ายลูกเสือ

ใจของเรามีเชื้อแห่งความโกรธที่เรียกว่าโทสะ เปรียบเหมือนเศษไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีอยู่แล้ว โดนประกายไฟหน่อยเดียวก็ลุกไหม้เอาง่ายๆ

ยิ่งคนที่อยู่ใกล้ชิดกันอย่างแฟนหรือสามีภรรยา โอกาสที่จะกระทบกระทั่งจนเกิดประกายไฟยิ่งสูง

สมมติว่าผมทำอะไรให้แฟนไม่ถูกใจจนโกรธขึ้นมา สิ่งที่ผมมักจะทำคือการพยายามหยุดความโกรธนั้นด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่ออธิบายเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าทำไมผมถึงทำอย่างนี้ และทำไมเธอถึงไม่ควรโกรธผม

หารู้ไม่ว่าการใช้เหตุผลก็เหมือนการเอาสมุดมาพัดลมเข้ากองไฟ แทนที่ไฟจะดับ มันกลับไหม้แรงขึ้น

คำพูดที่คิดว่าจะช่วยให้เธอเย็นลง กลับทำให้เธอโกรธกว่าเดิม

ระยะหลังๆ ถ้าแฟนโกรธ และผมมีสติพอ ก็จะบอกตัวเองว่าให้ “ตัดลมแต่ต้นไฟ”

เพราะรู้ตัวแล้วว่าเรายังไม่ชำนาญพอที่จะตัดไฟแต่ต้นลมได้ เพราะเรายังไม่ใช่น้ำ เรายังเป็นอ๊อกซิเจน

สิ่งเดียวที่ทำได้คือปิดปาก เพื่อจะได้ไม่พ่นอ๊อกซิเจนใส่ไฟที่กำลังลุกโชน

รอเวลาซักพัก ให้เศษไม้โดนไหม้จนหมด

ไฟก็จะดับไปเอง

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ต้นเหตุความล้มเหลว

20160420_Failure

“99% of failures come from the people who have the habit of making excuses”

“99% ของความล้มเหลวเกิดจากคนที่ชอบหาข้อแก้ตัว”

– George Washington Carver*

—–

ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่นความรู้ไม่เพียงพอ การสื่อสารผิดพลาด มั่นใจเกินเหตุ หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนล้มเหลวก็คือความเหยาะแหยะ

ตอนต้นปีตั้งใจว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำ พอทำไปซัก 3-4 ครั้ง เกิดขี้เกียจขึ้นมาก็จะอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ยังเล่นเฟซบุ๊ค/ดูซีรี่ส์ได้เป็นชั่วโมง

อีกสาเหตุหนึ่งแห่งความล้มเหลวก็คือเรามีความสนใจหลายอย่างเกินไป นี่ก็อยากทำ โน่นก็อยากทำ

ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะสนใจหลายๆ เรื่อง แต่ผิดที่คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรพร้อมกันได้หลายๆ เรื่อง

การทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ฝรั่งเขาเรียกว่า spreading yourself too thin ทำได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย มันก็เลยเอาดีไม่ได้ซักอย่าง เหมือนขุดบ่อหาน้ำบาดาล ยังไม่ทันเจอตาน้ำก็หนีไปขุดบ่ออื่นอีกแล้ว

เป็นการดีกว่าถ้าเราจะหยิบแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาทำก่อน และทำมันทุกวันจนกลายเป็นอุปนิสัย พอเรามั่นใจแล้วว่าเอาอยู่จึงค่อยหยิบเรื่องที่สองขึ้นมาทำต่อ

ถ้าเราเด็ดเดี่ยวพอที่จะทำทีละอย่าง เราก็จะมีเวลามากพอที่จะทำมันทุกวันแน่นอน เพราะฉะนั้นข้ออ้างว่าไม่มีเวลาก็จะตกไป

ข้อสำคัญอีกข้อคืออย่ารีบ ผมสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่า ถ้าออกตัวแรง มักจะหมดแรงกลางทาง

แทนที่จะวิ่งสุดกำลัง ลองวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเอาก็ได้ จะได้ไม่มาอ้างว่าเหนื่อยเกินไปด้วย

ขอแค่เพียงออกเดิน และไม่หยุดเดิน ยังไงก็ถึงจุดหมายปลายทางครับ

—–

* George Washington Carver เป็นคนละคนกับ George Washington นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com