กงล้อชีวิต

20160512_WheelOfLife

วันนี้อยากจะเอาเครื่องมือชิ้นหนึ่งมานำเสนอครับ

ชื่อของมันคือ The Wheel of Life

ผมรู้จักมันครั้งแรกจาก Tony Robbins โค้ชชื่อดัง แต่ถ้าเข้าไปใน Youtube ก็จะเจอคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากมาย เลยไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนคิดกันแน่

คอนเซ็ปต์ของกงล้อชีวิตคือให้มองว่าคนเรามีเรื่องสำคัญอยู่แปดอย่าง ได้แก่

  • หน้าที่การงาน
  • เพื่อนและครอบครัว
  • คนรัก
  • ความสนุก
  • สุขภาพ
  • การเงิน
  • โอกาสพัฒนาตนเอง
  • สภาพแวดล้อม

แล้วลองถามตัวเองว่า ในแต่ละเรื่อง เราให้คะแนนเท่าไหร่ จากหนึ่งถึงสิบ

ยกตัวอย่างเช่น

หน้าที่การงาน – 8
เพื่อนและครอบครัว – 7
แฟน/คนรัก – 9
ความสนุก – 6
สุขภาพ – 8
การเงิน – 7
โอกาสพัฒนาตนเอง – 8
สภาพแวดล้อม – 8

จากนั้นก็ลองมาพล็อตลงบนกร๊าฟดู ก็จะได้กร๊าฟออกมาหน้าตาอย่างนี้

20160512_075622

ถ้าเอาล้อนี้ไปใส่รถก็น่าจะพอวิ่งได้อยู่ ไม่ขี้เหร่เกินไปนัก

แต่สมมติว่าคุณเป็นคนที่เป็นดาวรุ่งขององค์กร ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือหาแฟน กงล้อชีวิตของคุณก็อาจจะเป็นอย่างนี้

20160512_075631

ดูแล้วอาจไม่สามารถเรียกว่าล้อได้เลยด้วยซ้ำ

เป้าหมายของการทำแบบฝึกหัดนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เราทำคะแนนได้เต็มสิบทุกด้าน

เป้าหมายคือทำยังไงให้ล้อมันเป็นวงกลมให้ได้มากที่สุด เพราะ “ล้อเล็ก” หรือ “ล้อใหญ่” ไม่สำคัญเท่ากับว่าล้อมันขรุขระหรือเนียนเรียบแค่ไหน

เรื่องสำคัญแปดอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องตายตัวนะครับ จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าแปดก็ได้ หรือจะเอาเรื่องไหนออกหรือเอาเรื่องไหนเข้ามาก็ได้ เพราะจริงๆ ตัวอย่างที่เอามาให้ดูยังขาดอีกด้านหนึ่งคือสภาพจิตใจ (spiritual)

ลองเอาไปเล่นดูนะครับ จะได้รู้ว่าเราเองควรจะปรับปรุงด้านไหน เพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่นและไม่พลิกคว่ำเสียกลางทางครับ


ขอบคุณตัวอย่างแบบฟอร์มจาก CTI: Wheel of Life 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปริศนารถบรรทุก

20160511_Trolley

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Justice: What’s the right thing to do ของ Michael J. Sandel ครับ

ดร.แซนเดลสอนวิชา “Justice” ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคอร์สนี้เป็นหนึ่งวิชาที่มีคนสนใจลงเรียนมากที่สุด

ผมเพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้าเลยยังไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนัก แต่เผอิญไปเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ไว้ก่อน


ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องออกตัวก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์จำลองที่บังคับให้คุณเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเท่านั้น เพื่อทดสอบว่าเราใช้หลักคิดอะไรในการเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง คำถามนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบเชาว์ปัญญาใดๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดนอกกรอบ และไม่ต้องคิดซับซ้อนเรื่องรายละเอียดนะครับ

สมมติว่าคุณกำลังขับรถบรรทุกด้วยความเร็ว 100 ก.ม.ต่อชั่วโมง พอมองไปข้างหน้าก็เจอคนงานกำลังทำถนนอยู่ห้าคน คุณพยายามจะลดความเร็วด้วยการเหยียบเบรค แต่ก็พบว่าเบรคแตก และคุณรู้แน่ๆ ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้รถบรรทุกจะพุ่งชนคนงานทั้งห้าคนและตายเรียบ

แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่า ตรงไหล่ทางยังพอมีช่องอยู่ แต่ก็มีคนงานอยู่ด้วยหนึ่งคน ถ้าขับรถลงไหล่ทางก็จะมีคนตายแค่คนเดียว

คำถามคือคุณจะเลือกทางไหนระหว่าง

1. วิ่งตรงต่อไปแล้วทำให้คนงานตาย 5 คน
2. วิ่งลงไหล่ทางแล้วทำให้คนงานตาย 1 คน

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ 2 เพราะแม้ว่าเราจะไม่อยากให้ใครตาย แต่ตายแค่หนึ่งคนย่อมดีกว่าตายห้าคน


เอาใหม่

รถบรรทุกเบรคแตกเหมือนเดิม มีคนงานห้าคนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่มีไหล่ทางและไม่มีคนงานอยู่บนไหล่ทาง

และคุณไม่ใช่คนขับรถบรรทุก แต่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานลอยที่รถบรรทุกจะต้องวิ่งผ่านก่อนชนคนงานทั้งห้าคน

คุณอยากจะช่วยคนงานทั้งห้าแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเป็นคนตัวใหญ่มาก คุณรู้ดีว่าถ้าผลักเขาตกลงไปบังเส้นทางรถบรรทุก ก็จะทำให้คนงานทั้งห้าคนรอด

คุณจะเลือกทำอะไรระหว่าง

1. ไม่ทำอะไรและปล่อยให้คนงานตาย 5 คน
2. ผลักคนตัวใหญ่ตกจากสะพาน คนๆ นี้จะตาย แต่คนงาน 5 คนจะรอด

ในสถานการณ์อย่างนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะเลือกทางเลือกแรกแทน


คำถามคือทำไมในสถานการณ์แรกเราเลือกทางที่จะให้มีคนตาย 1 คน ขณะที่สถานการณ์หลังเรากลับปล่อยให้มีคนตาย 5 คน?

ทำไมเราถึงเลือกใช้หลักการ “ขอให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด” ในสถานการณ์แรก แต่ไม่ใช้หลักการนี้ในสถานการณ์หลัง?

คุณอาจจะบอกว่า ก็คนอ้วนเขาไม่ได้ผิด เขามายืนอยู่เฉยๆ การไปผลักเขาตกจากสะพานเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในความเป็นจริง คนงานที่อยู่ตรงไหล่ทางก็ไม่ผิดเหมือนกัน เขาก็อยากมีชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าคนอ้วนเหมือนกัน

แล้วถ้าสมมติว่า ในสถานการณ์ที่สอง คุณรู้ว่าคนอ้วนนั้นตั้งใจทำให้รถบรรทุกเบรคแตก เพื่อฆ่าคนงานทั้งห้าคนนั้นทิ้ง การผลักคนอ้วนให้ตกไปบังรถบรรทุกนั้นอาจเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้นก็ได้


ผมชอบการทดลองทางความคิดแบบนี้ เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลักการที่เราเชื่อมั่นว่า “เป็นสากล” นั้น บางทีอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ก็ได้

คำที่ลอยเข้ามาในหัวของผมก็เช่น “เสรีภาพสื่อ” “ประชาธิปไตย” “สิทธิสตรี” “ความเท่าเทียม” “ความยุติธรรม” “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ฯลฯ

ในหนังสือเนื่องในความงาม ท่านเขมานันทะ กล่าวไว้ว่าหลักการนั้นก็เหมือนหลักที่เอาไว้พันวัว พอวัวกินหญ้าหมดแล้ว ก็ต้องย้ายหลักให้วัวไปกินหญ้าที่อื่น เพราะถ้าตั้งหลักไว้อยู่ที่เดียว วัวก็อาจอดตายได้

วันนี้จึงขอจบบทความเป็นคำถามปลายเปิดให้ไปคิดต่อเล่นๆ พลางๆ นะครับ

ส่วนในหนังสือ Justice จะมีคำตอบสำหรับปริศนารถบรรทุก รึเปล่าผมก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

บ้านเมืองจะเจริญ

20160510_Civilized

ถ้าทุกคนเพียงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

ผมเคยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทั้งหมดสี่ครั้ง คือนิวซีแลนด์ (สามปี), ซูริค (สามเดือน) ชิคาโก (สองเดือน) และปารีส (สามเดือน)

สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะมั่นใจได้ คือฝรั่งเขาไม่ได้ฉลาดไปกว่าเรา

โดยเฉพาะตอนที่ผมไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ถ้าวัดความเป็นเลิศทางวิชาการ ผมว่าเด็กไทยสู้ได้สบายๆ แถมผมยังรู้สึกว่าเด็กไทยเราขยันกว่าเด็กที่นั่นเสียอีก

แต่ทำไมคนในประเทศของเขาถึงคุณภาพชีวิตดีกว่าคนไทย?

จากความเห็นส่วนตัวล้วนๆ (ไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ) ผมคิดว่ามีสองสาเหตุใหญ่ๆ

คือโครงสร้างที่ดี กับการทำตามหน้าที่ของตัวเอง

“โครงสร้าง” ในที่นี้คือตลาดแรงงาน ความพร้อมของเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เอื้อให้คนในประเทศได้ใช้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา

เพราะต่อให้เราจบมาสูงหรือเรียนวิชาล้ำยุคมาแค่ไหน แต่ถ้าตลาดแรงงานไม่รองรับ เราก็ไม่สามารถนำความรู้มาต่อยอดเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาได้

ผมรู้จักคนๆ หนึ่งที่จบ molecular biology มาจากเมืองนอก แต่เมืองไทยไม่มีงานด้านนี้ เลยต้องผันตัวเองไปเป็นเทรนเนอร์

ส่วนเพื่อนผมอีกคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน nonlinear optics, photonics, nanometrology, and thermoelectricity แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าน่าจะหางานที่เมืองไทยลำบาก จึงเทียวไปเทียวมาระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่น

เรื่องความพร้อมของระบบและตลาดแรงงานนี่เป็นสภาพการณ์ที่ต้องยอมรับและคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาได้

แต่เหตุผลที่สอง เรื่องที่คนไทยไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราลงมือเปลี่ยนแปลงได้ทันทีเลย

หน้าที่ของนักการเมืองคือบริหารประเทศ เสียสละส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เสียสละผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

หน้าที่ของพระสงฆ์คือศึกษาและเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่ปลุกเสกเครื่อลางหรือสะสมความมั่งคั่ง

หน้าที่ของตำรวจ คือบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองและเป็นที่พึ่งของราษฎร ไม่ใช่เป็นเครื่องมือหารายได้ของผู้มีอำนาจ

หน้าที่ของครู คือถ่ายทอดความรู้ และถ่ายทอด “ความใฝ่รู้” ไม่ใช่ใช้อำนาจครูเกณฑ์นักเรียนไปทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน

หน้าที่ของผู้บริหารองค์กรคือเป็นผู้นำและตัวอย่างที่ดีให้แก่พนักงาน ไม่ใช่ตีกอล์ฟและเล่นการเมืองในบริษัท

หน้าที่ของพนักงานอย่างเราๆ คือทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จลุล่วง ไม่ใช่เล่นเฟซบุ๊ค ตอบกระทู้ และจับเข่าเมาธ์นาย

แน่นอน บางอย่างที่ผมกล่าวไปก็มีรากเหง้ามาจากโครงสร้างทางวัฒนธรรมเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรไม่ได้เลย

แม้หลายคนจะถูกระบบกลืนกินจนหลงลืมไปว่าเขามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร แต่ทุกวงการก็ยังมี “น้ำดี” อยู่

นักการเมืองน้ำดี ตำรวจน้ำดี ผู้บริหารน้ำดี

คนกลุ่มนี้จะไม่เอาโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองทำผิด

เพราะสุดท้ายแล้ว เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าสำนึกและศักดิ์ศรี

บ้านเมืองจะเจริญ ถ้าทุกคนเพียงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

ไม่ต้องฉลาด ไม่ต้องเก่งกาจ ไม่ต้องขยันมากก็ได้

แค่ทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีกับวิชาชีพและค่าตอบแทนที่ได้รับมา

ก็เกินพอแล้วที่จะผลักดันสังคมไทยไปในทิศทางที่ดี


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

โปสเตอร์ล่องหน

20160805_Poster

ไม่แน่ใจว่าผมเคยเล่าให้ฟังรึยังว่าผมทำงานด้านสื่อสารองค์กร (อ่านประวัติผมได้ที่นี่ครับ)

ส่วนหนึ่งของงานสื่อสารองค์กรคือการจัดกิจกรรม และประชาสัมพันธ์งานนั้นให้เพื่อนพนักงานรับทราบ

ช่องทางประชาสัมพันธ์ที่ใช้ก็คือการส่งอีเมล์, แชร์ลงในอินทราเน็ตของบริษัท, แปะโปสเตอร์, บอกผ่าน directors หรือ managers ให้ไปกระจายให้น้องๆ ในทีมต่อ

การแปะโปสเตอร์เป็นสื่อที่ผมไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนัก เพราะไม่ค่อยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบริษัทก็มีโปสเตอร์เรื่องอื่นๆ เยอะพอสมควรแล้ว

แต่สำหรับบางงานที่ใช้วิธีแปะโปสเตอร์ ผมจะมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ จะแปะโปสเตอร์แค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันงาน (ในกรณีที่ผู้เข้าร่วมไม่ต้องลงทะเบียนอะไรก่อนนะครับ ถ้าต้องลงทะเบียนก่อนก็อาจจะแปะล่วงหนัานานกว่านั้น)

ที่ผมแปะโปสเตอร์แค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันงาน เพราะรู้ว่าหลังจากที่คนเห็นโปสเตอร์นั้นซักหนึ่งสัปดาห์แล้ว โปสเตอร์นั้นจะค่อยๆ “จางลง” จนกลายเป็น โปสเตอร์ล่องหน” ไปในที่สุด

“โปสเตอร์ล่องหน” ที่ว่า จริงๆ แล้วก็ยังแปะอยู่ที่เดิม เพียงแต่พนักงานจะ “มองไม่เห็น” โปสเตอร์นี้อีกต่อไป เพราะชินตาจนสมองได้คัดมันทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าแปะโปสเตอร์ก่อนงานเร็วเกินไป พอใกล้วันงานจริง คนก็จะลืมสนิทเพราะไม่เคยกลับไปตั้งใจอ่านโปสเตอร์เหล่านั้นเลย

วันนี้ตอนเข้าออฟฟิศลองดูก็ได้ครับว่า โปสเตอร์ที่แปะๆ กันอยู่นั้น เราให้ความสนใจกับมันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่


สมองของคนเราเก่งมากเรื่องการคัดสิ่งที่เราเห็นอยู่ประจำออกไปจากสมอง

เช่นถ้าคุณเข้าเว็บไซต์ที่มีแบนเนอร์โฆณาหนักๆ เราจะ “ตาบอด” กับแบนเนอร์เหล่านั้นทันที ต่อให้มันจะกะพริบ จะโฉบไปโฉบมา หรือจะป๊อปอัพขึ้นมาทิ่มตาแค่ไหนก็เถอะ

เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าต้องเจอแน่ๆ เราจึงแทบไม่เคยอ่านข้อความในโฆษณาเลย

ในทางกลับกัน ถ้าเราเข้าเว็บสารานุกรมอย่าง Wikipedia แล้วเจอป๊อปอัพข้อความ เราจะสนใจทันที เพราะเราไม่เคยเห็นป๊อปอัพใน Wikipedia มาก่อน

สรุปก็คือ อะไรก็ตามที่เราคุ้นชิน เราจะตาบอดกับสิ่งเหล่านั้นโดยเราไม่รู้ตัว

ซึ่งก็นำมาสู่ประเด็นของผมในวันนี้ (อ้าว อ่านมาตั้งนานเพิ่งเข้าประเด็นเหรอเนี่ย)

ประเด็นของผมก็คือ ความดีของคนใกล้ตัวเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับโปสเตอร์

เราเห็นความดีนั้นทุกวัน จนเราหยุดเห็นมันไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนุ่มที่ขับรถมารับมาส่ง มานั่งรอเราจนดึกดื่น และฟังเราบ่นเรื่องที่ทำงานโดยไม่ขัดจังหวะเราซักคำ

หรือจะเป็นแฟนสาวที่ซื้อขนมมาฝาก พูดจาหวานหู และทำตัวติ๊งต๊องให้เรายิ้มได้

หรือจะเป็นแม่ที่คอยโอบอุ้มคนทั้งบ้าน ควบคุมรายรับรายจ่าย และหุงข้าวปลาอาหารให้พ่อและลูกๆ

เรามองไม่เห็น เพราะว่าเราคุ้นชินและคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องได้รับอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเขาทำอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจเรานิดหน่อย เราจะมองเห็นมันทันที เหมือนที่เรามองเห็นป๊อปอัพใน Wikipedia

พอความดีกลายเป็นโปสเตอร์ล่องหน เราก็เลยอาจหลงลืมไปว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีคนเหล่านี้ในชีวิต

คนกับโปสเตอร์แตกต่างกันที่โปสเตอร์นั้นหาใหม่ได้เรื่อยๆ

ถ้าไม่เห็นความดีของคนใกล้ตัวในวันนี้

ถึงวันที่เขาต้อง “ล่องหน” ไปจริงๆ

เราอาจหาใครใหม่มาแทนไม่ได้อีกแล้วนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อหลงคิดว่าตัวเราสำคัญนักหนา

20160505_selfimportance

ให้จำไว้ว่า หลุมศพนั้นเต็มไปด้วยคนที่สำคัญกว่าเราหลายเท่านัก

“The graveyards are full of indispensable men.”

– Charles de Gaulle

กับดักอย่างหนึ่งของคนบ้างานคือเผลอคิดไปว่างานที่เราทำนั้นสำคัญที่สุดในโลก

อีเมล์ต้องรีบตอบ รีพอร์ตต้องรีบทำ ประชุมก็ต้องรีบคุย บล็อกก็ต้องรีบเขียน

ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่มีอะไรที่ “ต้อง” ทำซักอย่างเดียว

วันหนึ่งถ้าเราลาออกจากงาน บริษัทก็จะหาคนใหม่มาแทนเราได้ในไม่ช้า

หรือถ้าวันหนึ่งผมหยุดเขียนบล็อกไป ผู้อ่านก็คงมีคนอื่นให้ติดตามอีกเยอะแยะ

เหมือนกับที่คนสำคัญของโลกไม่รู้กี่พันกี่หมื่นคนที่จากไป แต่ก็ไม่เคยทำให้โลกหยุดหมุนซะหน่อย

เพราะฉะนั้นอย่า take yourself too seriously ไปเลย

ทำงานของเราให้เต็มที่โดยใช้เวลาพอเหมาะพอควร แล้วเอาเวลาที่เหลือไปให้กับคนที่เรารักดีกว่านะ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com