ฉาบฉวย

20160514_Superficial

ถาม: คุณไม่ได้มองหรือว่าความสวยงามคือสินทรัพย์อย่างหนึ่ง อย่างที่คนสมัยนี้เขามองกัน

ตอบ: ไม่ ผมเกลียดความคิดนี้ ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แล้วก็จะรวย เงินก็จะเข้ามา เราเห็นกันหลายเคสแล้วว่าคนที่คิดแบบนี้มักจะตายกันมาเยอะ แล้วไม่ใช่เสียชีวิตนะ แต่แทนที่จะได้ดี เขาดันไปยึดติดกับอะไรไม่รู้ ทำให้เขาลืมไปว่าจริงๆ เขามีความสามารถแค่ไหน หรือเขาทำอะไรได้มากกว่านั้น การที่เขาคิดแบบนั้นมันเหมือนดูถูกตัวเองนะ แล้วผมก็เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ ด้วย คือเด็กสมัยนี้เข้ามาที่คลินิกด้วยความคิดแปลกๆ เช่น ต้องทำหน้าให้สวยๆ จะได้ได้งานดีๆ หรือจะได้แฟนดีๆ ที่มีฐานะ ซึ่งมันมากไป ผมมองว่านี่คือทุนนิยมสุดโต่ง

ถาม: จริงๆ แล้วผิดไหมที่คิดว่าถ้าสวยแล้วจะได้มี แฟนดีๆ หรือมีแฟนที่มีฐานะ คือ…ในความคิดเรา ถ้าคิดแบบนี้มันคงก้ำกึ่งว่าผิดหรือถูก แต่ถ้าคนทั่วไปเขาคิดแบบนี้แล้วหนทางจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือคุณคิดอย่างไร

ตอบ: ผมว่ามันเบรกไม่ได้หรอกเรื่องแบบนี้ มันอาจจะดีก็ได้กับบางคน แต่เขาต้องนึกไว้เสมอนะว่าเวลาเขาทำเขาต้องทำเพื่อความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ไม่ได้ทำไปเพื่อเอาใจใคร เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมันแย่นะ มันเหมือนกับต้องไปเป็นทรัพย์สินของใครสักคนตลอดชีวิต แล้วก็อย่าไปตีค่าตัวเองให้เป็นวัตถุขนาดนั้นเลย มันมีคน get เราได้มากกว่านั้น จริงๆ โลกมันไม่ได้ฉาบฉวยอย่างที่คนอื่นๆ พยายามให้เป็นหรอก จริงอยู่ที่บางอาชีพต้องการรูปร่างหน้าตา แต่มันไม่ใช่ทุกอาชีพ ผมพยายามจะบอกแบบนี้นะ แล้วการที่พยายามจะทำให้ตัวเองดูดีขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนอื่น คือทำแค่ในแบบของเรานี่แหละให้ดูดีขึ้น แบบนั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้มันมากไป

– สมิทธิ์ อารยะสกุล
a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


ผมเคยเขียนไว้ในตอนนกหลงทางว่า พริตตี้สวยๆ ที่มีแต่คนมองนั้น ภายในใจเขาอาจจะรู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึกๆ ก็ได้

เพราะหากเขาพึ่งพาแต่รูปร่างหน้าตา พอสองสิ่งนี้เสื่อมไป เขาจะไม่มีต้นทุนอื่นเหลือเลย

“ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ผมเห็นตรงข้ามกับหมอโอ๊คนะ ผมเชื่อว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นจริงๆ

แม้จะไม่ใช่อาชีพดาราหรือพริตตี้ แต่หน้าตาที่ดีก็ยังทำให้ได้งานง่ายขึ้น ขายของได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นงานเซลส์ งานพี่เลี้ยงเด็ก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องอยู่กับผู้คน

ขนาดเด็กกำพร้าที่มองหาผู้อุปการะ ผมก็ยังรู้สึกว่าเด็กที่หน้าตาดีนั้นมีโอกาสดีกว่าเด็กขี้เหร่

แต่กับดักของคนหน้าตาดีก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้น แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคน “มักง่าย” มากขึ้นด้วย

เพราะเมื่อมีแต่คนมาเอาใจ เราก็อาจหลงคิดไปว่าไม่ต้องทำตัวดีมากก็ได้ ไม่ต้องพูดเพราะก็ได้ เอาแต่ใจก็ได้ เพราะยังไงคนก็พร้อมจะให้อภัยอยู่แล้ว

แต่ก็อย่างที่หมอโอ๊คบอก โลกของเรามันไม่ได้ฉาบฉวยขนาดนั้น

ถ้าอยากจะเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ อยากมีเพื่อนแท้ และอยากมีคู่ชีวิตที่ดี ความหล่อความสวยอย่างเดียวมันไม่พอจริงๆ

สำหรับคนที่จะเข้ามาเป็นคนสำคัญของเรา สิ่งที่จะชี้ขาดว่าเราเป็นคน “น่ารัก” สำหรับเขาหรือไม่มันไม่ใช่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เพราะต่อให้เราจะจมูกโด่ง ตาโต ผิวขาว และหุ่นดีแค่ไหน ถ้าเราเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ อารมณ์ร้าย และไร้สมอง ข้อเสียเหล่านี้มันจะทำให้เราดูน่ารังเกียจไปเลย จนวันหนึ่งเราอาจจะโดนตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีบ้าง?”

ดังนั้นนอกจากความงามภายนอกแล้ว ก็อย่าลืมขัดเกลาความงามภายในด้วย

ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ ทัศนคติ น้ำใจ ซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ

ถ้าทำได้ เราก็จะเป็นนางฟ้าตัวจริง

ไม่ใช่นางฟ้าจำแลงที่งามแต่หน้าตาครับ


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเด็กสาวกับลิปสติก

20160513_Lipstick

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

โรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่งกำลังประสบปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน

นั่นคือเด็กๆ ที่เริ่มแตกเนื้อสาว กำลังหัดทาลิปสติก

เด็กๆ จะหัดทาลิปสติกในห้องน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่จะเป็นเพราะแฟชั่นหรืออะไรก็ไม่รู้ พอทาเสร็จแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะจูบกระจก ทิ้งรอยลิปสติกรูปริมฝีปากเอาไว้มากมาย

ทุกเย็นภารโรงจะทำความสะอาดกระจกเหล่านี้ แต่พอวันถัดมา รอยลิปสติกก็จะกลับมาอีก จนสุดท้ายอาจารย์ใหญ่ต้องลงมาจัดการเรื่องนี้เอง

อาจารย์ใหญ่เรียกภารโรงมาคุยที่ห้องน้ำที่กระจกเต็มไปด้วยรอยลิปสติก เสร็จแล้วก็เรียกกลุ่มเด็กที่สร้างปัญหามาที่ห้องน้ำ และอาจารย์ก็อธิบายว่า แฟชั่นทิ้งรอยลิปสติกของพวกเธอทำให้ภารโรงคนนี้เดือดร้อนแค่ไหน

(พอจะนึกภาพออกใช่มั้ยครับว่าเด็กสาวที่ยืนฟังอยู่นั้นจะมีท่าทีเบื่อหน่ายเพียงใด บางคนฟังไปหาวไปด้วยซ้ำ)

เพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำความสะอาดกระจกทุกคืนมันลำบากเพียงใด อาจารย์ใหญ่จึงบอกให้ภารโรงสาธิตให้ดู

ว่าแล้วภารโรงก็หยิบไม้ม็อบขึ้นมา จุ่มมันลงไปที่โถส้วม แล้วยกขึ้นเช็ดกระจก

จากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีรอยลิปสติกบนกระจกอีกเลย


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Lisbeth Sebastian’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กงล้อชีวิต

20160512_WheelOfLife

วันนี้อยากจะเอาเครื่องมือชิ้นหนึ่งมานำเสนอครับ

ชื่อของมันคือ The Wheel of Life

ผมรู้จักมันครั้งแรกจาก Tony Robbins โค้ชชื่อดัง แต่ถ้าเข้าไปใน Youtube ก็จะเจอคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากมาย เลยไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนคิดกันแน่

คอนเซ็ปต์ของกงล้อชีวิตคือให้มองว่าคนเรามีเรื่องสำคัญอยู่แปดอย่าง ได้แก่

  • หน้าที่การงาน
  • เพื่อนและครอบครัว
  • คนรัก
  • ความสนุก
  • สุขภาพ
  • การเงิน
  • โอกาสพัฒนาตนเอง
  • สภาพแวดล้อม

แล้วลองถามตัวเองว่า ในแต่ละเรื่อง เราให้คะแนนเท่าไหร่ จากหนึ่งถึงสิบ

ยกตัวอย่างเช่น

หน้าที่การงาน – 8
เพื่อนและครอบครัว – 7
แฟน/คนรัก – 9
ความสนุก – 6
สุขภาพ – 8
การเงิน – 7
โอกาสพัฒนาตนเอง – 8
สภาพแวดล้อม – 8

จากนั้นก็ลองมาพล็อตลงบนกร๊าฟดู ก็จะได้กร๊าฟออกมาหน้าตาอย่างนี้

20160512_075622

ถ้าเอาล้อนี้ไปใส่รถก็น่าจะพอวิ่งได้อยู่ ไม่ขี้เหร่เกินไปนัก

แต่สมมติว่าคุณเป็นคนที่เป็นดาวรุ่งขององค์กร ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือหาแฟน กงล้อชีวิตของคุณก็อาจจะเป็นอย่างนี้

20160512_075631

ดูแล้วอาจไม่สามารถเรียกว่าล้อได้เลยด้วยซ้ำ

เป้าหมายของการทำแบบฝึกหัดนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เราทำคะแนนได้เต็มสิบทุกด้าน

เป้าหมายคือทำยังไงให้ล้อมันเป็นวงกลมให้ได้มากที่สุด เพราะ “ล้อเล็ก” หรือ “ล้อใหญ่” ไม่สำคัญเท่ากับว่าล้อมันขรุขระหรือเนียนเรียบแค่ไหน

เรื่องสำคัญแปดอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องตายตัวนะครับ จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าแปดก็ได้ หรือจะเอาเรื่องไหนออกหรือเอาเรื่องไหนเข้ามาก็ได้ เพราะจริงๆ ตัวอย่างที่เอามาให้ดูยังขาดอีกด้านหนึ่งคือสภาพจิตใจ (spiritual)

ลองเอาไปเล่นดูนะครับ จะได้รู้ว่าเราเองควรจะปรับปรุงด้านไหน เพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่นและไม่พลิกคว่ำเสียกลางทางครับ


ขอบคุณตัวอย่างแบบฟอร์มจาก CTI: Wheel of Life 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปริศนารถบรรทุก

20160511_Trolley

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Justice: What’s the right thing to do ของ Michael J. Sandel ครับ

ดร.แซนเดลสอนวิชา “Justice” ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคอร์สนี้เป็นหนึ่งวิชาที่มีคนสนใจลงเรียนมากที่สุด

ผมเพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้าเลยยังไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนัก แต่เผอิญไปเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ไว้ก่อน


ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องออกตัวก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์จำลองที่บังคับให้คุณเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเท่านั้น เพื่อทดสอบว่าเราใช้หลักคิดอะไรในการเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง คำถามนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบเชาว์ปัญญาใดๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดนอกกรอบ และไม่ต้องคิดซับซ้อนเรื่องรายละเอียดนะครับ

สมมติว่าคุณกำลังขับรถบรรทุกด้วยความเร็ว 100 ก.ม.ต่อชั่วโมง พอมองไปข้างหน้าก็เจอคนงานกำลังทำถนนอยู่ห้าคน คุณพยายามจะลดความเร็วด้วยการเหยียบเบรค แต่ก็พบว่าเบรคแตก และคุณรู้แน่ๆ ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้รถบรรทุกจะพุ่งชนคนงานทั้งห้าคนและตายเรียบ

แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่า ตรงไหล่ทางยังพอมีช่องอยู่ แต่ก็มีคนงานอยู่ด้วยหนึ่งคน ถ้าขับรถลงไหล่ทางก็จะมีคนตายแค่คนเดียว

คำถามคือคุณจะเลือกทางไหนระหว่าง

1. วิ่งตรงต่อไปแล้วทำให้คนงานตาย 5 คน
2. วิ่งลงไหล่ทางแล้วทำให้คนงานตาย 1 คน

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ 2 เพราะแม้ว่าเราจะไม่อยากให้ใครตาย แต่ตายแค่หนึ่งคนย่อมดีกว่าตายห้าคน


เอาใหม่

รถบรรทุกเบรคแตกเหมือนเดิม มีคนงานห้าคนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่มีไหล่ทางและไม่มีคนงานอยู่บนไหล่ทาง

และคุณไม่ใช่คนขับรถบรรทุก แต่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานลอยที่รถบรรทุกจะต้องวิ่งผ่านก่อนชนคนงานทั้งห้าคน

คุณอยากจะช่วยคนงานทั้งห้าแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเป็นคนตัวใหญ่มาก คุณรู้ดีว่าถ้าผลักเขาตกลงไปบังเส้นทางรถบรรทุก ก็จะทำให้คนงานทั้งห้าคนรอด

คุณจะเลือกทำอะไรระหว่าง

1. ไม่ทำอะไรและปล่อยให้คนงานตาย 5 คน
2. ผลักคนตัวใหญ่ตกจากสะพาน คนๆ นี้จะตาย แต่คนงาน 5 คนจะรอด

ในสถานการณ์อย่างนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะเลือกทางเลือกแรกแทน


คำถามคือทำไมในสถานการณ์แรกเราเลือกทางที่จะให้มีคนตาย 1 คน ขณะที่สถานการณ์หลังเรากลับปล่อยให้มีคนตาย 5 คน?

ทำไมเราถึงเลือกใช้หลักการ “ขอให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด” ในสถานการณ์แรก แต่ไม่ใช้หลักการนี้ในสถานการณ์หลัง?

คุณอาจจะบอกว่า ก็คนอ้วนเขาไม่ได้ผิด เขามายืนอยู่เฉยๆ การไปผลักเขาตกจากสะพานเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในความเป็นจริง คนงานที่อยู่ตรงไหล่ทางก็ไม่ผิดเหมือนกัน เขาก็อยากมีชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าคนอ้วนเหมือนกัน

แล้วถ้าสมมติว่า ในสถานการณ์ที่สอง คุณรู้ว่าคนอ้วนนั้นตั้งใจทำให้รถบรรทุกเบรคแตก เพื่อฆ่าคนงานทั้งห้าคนนั้นทิ้ง การผลักคนอ้วนให้ตกไปบังรถบรรทุกนั้นอาจเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้นก็ได้


ผมชอบการทดลองทางความคิดแบบนี้ เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลักการที่เราเชื่อมั่นว่า “เป็นสากล” นั้น บางทีอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ก็ได้

คำที่ลอยเข้ามาในหัวของผมก็เช่น “เสรีภาพสื่อ” “ประชาธิปไตย” “สิทธิสตรี” “ความเท่าเทียม” “ความยุติธรรม” “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ฯลฯ

ในหนังสือเนื่องในความงาม ท่านเขมานันทะ กล่าวไว้ว่าหลักการนั้นก็เหมือนหลักที่เอาไว้พันวัว พอวัวกินหญ้าหมดแล้ว ก็ต้องย้ายหลักให้วัวไปกินหญ้าที่อื่น เพราะถ้าตั้งหลักไว้อยู่ที่เดียว วัวก็อาจอดตายได้

วันนี้จึงขอจบบทความเป็นคำถามปลายเปิดให้ไปคิดต่อเล่นๆ พลางๆ นะครับ

ส่วนในหนังสือ Justice จะมีคำตอบสำหรับปริศนารถบรรทุก รึเปล่าผมก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

บ้านเมืองจะเจริญ

20160510_Civilized

ถ้าทุกคนเพียงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

ผมเคยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทั้งหมดสี่ครั้ง คือนิวซีแลนด์ (สามปี), ซูริค (สามเดือน) ชิคาโก (สองเดือน) และปารีส (สามเดือน)

สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะมั่นใจได้ คือฝรั่งเขาไม่ได้ฉลาดไปกว่าเรา

โดยเฉพาะตอนที่ผมไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ถ้าวัดความเป็นเลิศทางวิชาการ ผมว่าเด็กไทยสู้ได้สบายๆ แถมผมยังรู้สึกว่าเด็กไทยเราขยันกว่าเด็กที่นั่นเสียอีก

แต่ทำไมคนในประเทศของเขาถึงคุณภาพชีวิตดีกว่าคนไทย?

จากความเห็นส่วนตัวล้วนๆ (ไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ) ผมคิดว่ามีสองสาเหตุใหญ่ๆ

คือโครงสร้างที่ดี กับการทำตามหน้าที่ของตัวเอง

“โครงสร้าง” ในที่นี้คือตลาดแรงงาน ความพร้อมของเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เอื้อให้คนในประเทศได้ใช้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา

เพราะต่อให้เราจบมาสูงหรือเรียนวิชาล้ำยุคมาแค่ไหน แต่ถ้าตลาดแรงงานไม่รองรับ เราก็ไม่สามารถนำความรู้มาต่อยอดเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาได้

ผมรู้จักคนๆ หนึ่งที่จบ molecular biology มาจากเมืองนอก แต่เมืองไทยไม่มีงานด้านนี้ เลยต้องผันตัวเองไปเป็นเทรนเนอร์

ส่วนเพื่อนผมอีกคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน nonlinear optics, photonics, nanometrology, and thermoelectricity แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าน่าจะหางานที่เมืองไทยลำบาก จึงเทียวไปเทียวมาระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่น

เรื่องความพร้อมของระบบและตลาดแรงงานนี่เป็นสภาพการณ์ที่ต้องยอมรับและคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาได้

แต่เหตุผลที่สอง เรื่องที่คนไทยไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราลงมือเปลี่ยนแปลงได้ทันทีเลย

หน้าที่ของนักการเมืองคือบริหารประเทศ เสียสละส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เสียสละผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

หน้าที่ของพระสงฆ์คือศึกษาและเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่ปลุกเสกเครื่อลางหรือสะสมความมั่งคั่ง

หน้าที่ของตำรวจ คือบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองและเป็นที่พึ่งของราษฎร ไม่ใช่เป็นเครื่องมือหารายได้ของผู้มีอำนาจ

หน้าที่ของครู คือถ่ายทอดความรู้ และถ่ายทอด “ความใฝ่รู้” ไม่ใช่ใช้อำนาจครูเกณฑ์นักเรียนไปทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน

หน้าที่ของผู้บริหารองค์กรคือเป็นผู้นำและตัวอย่างที่ดีให้แก่พนักงาน ไม่ใช่ตีกอล์ฟและเล่นการเมืองในบริษัท

หน้าที่ของพนักงานอย่างเราๆ คือทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จลุล่วง ไม่ใช่เล่นเฟซบุ๊ค ตอบกระทู้ และจับเข่าเมาธ์นาย

แน่นอน บางอย่างที่ผมกล่าวไปก็มีรากเหง้ามาจากโครงสร้างทางวัฒนธรรมเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรไม่ได้เลย

แม้หลายคนจะถูกระบบกลืนกินจนหลงลืมไปว่าเขามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร แต่ทุกวงการก็ยังมี “น้ำดี” อยู่

นักการเมืองน้ำดี ตำรวจน้ำดี ผู้บริหารน้ำดี

คนกลุ่มนี้จะไม่เอาโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองทำผิด

เพราะสุดท้ายแล้ว เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าสำนึกและศักดิ์ศรี

บ้านเมืองจะเจริญ ถ้าทุกคนเพียงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

ไม่ต้องฉลาด ไม่ต้องเก่งกาจ ไม่ต้องขยันมากก็ได้

แค่ทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีกับวิชาชีพและค่าตอบแทนที่ได้รับมา

ก็เกินพอแล้วที่จะผลักดันสังคมไทยไปในทิศทางที่ดี


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com