วันศุกร์ส่วนตัว

20160517_Friday

เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ผู้บริหารที่บริษัทผมท่านหนึ่งเขียนบล็อกโพสต์ชื่อว่า Meeting Free Fridays

โดยเขาให้เหตุผลว่า ในหนึ่งสัปดาห์ที่ยุ่งเหยิงนั้น เราควรจะมีซักวันหนึ่งที่ไม่ถูกขัดจังหวะด้วยการประชุม เราจะได้ใช้มันเพื่อทำงานสำคัญๆ ให้เสร็จ หรือวางแผนล่วงหน้า หรือคิดอะไรใหม่ๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เลยใช้เทคนิค time blocking โดยบล็อกเวลาใน calendar ของ Outlook ไว้เกือบตลอดวัน

ตารางวันศุกร์ผมจึงเป็นประมาณนี้

08.00 – 10.30 ทำงานชิ้นใหญ่
10.30 – 11.45 พัฒนาตัวเอง (Personal Development)
11.45 – 12.45 พักกลางวัน
12.45 – 13.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
13.30 – 15.00 เตรียม Weekly Highlights ที่จะส่งวันจันทร์
15.00 – 15.30 พักเบรค เดินเล่น
15.30 – 16.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
16.30 – 17.00 วางแผนสัปดาห์ต่อไป

วันศุกร์จึงเป็นวันทำงานที่ผมชอบที่สุดในสัปดาห์ เพราะเป็นวันที่มีเวลาให้ตัวเอง หรือ me time เยอะที่สุด และเป็นวันที่ผมเก็บกวาดงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย (เช่นการตอบอีเมล์บางฉบับ) จนหมดเกลี้ยง

พอหมดวันศุกร์ Inbox ใน Outlook ของผมจะเป็นศูนย์ และ Follow Up items ของผมก็จะเป็นศูนย์เช่นกัน ช่วยให้ผมพักผ่อนวันเสาร์อาทิตย์อย่างสบายใจ

ผมคงไม่กล้าบอกให้ทุกคนมาบล็อก calendar ของตัวเองทุกวันศุกร์นะครับ เพราะแต่ละคนก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน

แค่อยากจะสบันสนุนให้ทุกคนมีเวลาให้ตัวเองได้ทำงานโดยไม่ถูกขัดจังหวะ (interrupt) ถ้าไม่สามารถมี me time ได้ทั้งวัน อย่างน้อยทำได้ซักครึ่งวันหรือสองชั่วโมงก็ยังดีครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สองวันที่เราจะไม่กังวล

20160517_TwoDays

คือเมื่อวานนี้กับวันพรุ่งนี้

“There are two days in the week on which I never worry; One is yesterday and the other is tomorrow.”

– Robert Burdette

เพราะกังวัลเรื่องของเมื่อวานไปก็กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

ส่วนวันพรุ่งนี้ จะกังวลหรือไม่กังวลมันก็ต้องมาถึงชัวร์ๆ อยู่แล้ว

ถ้าอยากให้วันพรุ่งนี้ออกมาดี การกังวลถึงพรุ่งนี้ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือทำวันนี้ให้ดี เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนขี้กังวล ก็ขอให้กังวลแค่เรื่องวันนี้ได้มั้ย? ว่ามีอะไรที่ควรต้องทำแต่เรากำลังหลีกเลี่ยงอยู่บ้าง

กังวลได้ไม่ว่า แต่วางแผนให้มากกว่ากังวล

และลงมือทำให้มากกว่าวางแผนครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

นอนไม่หลับเพราะมีเพลงวนอยู่ในหัว?

20160516_LoopingMusic

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมมักมีปัญหานอนไม่หลับเพราะมีเพลงบางเพลงวนเวียนอยู่ในหัว

เป็นความรำคาญแบบหนึ่งที่หาทางออกลำบากยิ่ง

มาสมัยนี้ ไม่รู้เป็นเพราะเล่นดนตรีน้อยลงหรือฟังเพลงน้อยลงรึเปล่า ปัญหานี้จึงไม่ค่อยเกิดอีก

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้

อยู่ๆ ก็มีเพลง “ใครจะรู้” เพลงโคตรเก่าของพี่เบิร์ด ธงไชยสมัยยังเอ๊าะๆ โผล่เข้ามาในหัว

โชคดีที่คราวนี้ผมรู้วิธีรับมือกับปัญหานี้แล้ว

วิธีก็คือ ร้องเพลงที่วนอยู่ในหัวให้จบเพลงครับ (ร้องในใจก็พอนะ เดี๋ยวคนข้างๆ ตื่น)

ที่เรานอนไม่หลับเพราะเพลงวนหลูปนั้น เพราะเรากำลังประสบกับภาวะ Zeigarnik effect (คำแรกอ่านว่า “ซีการ์นิค”) ซึ่งกล่าวไว้ว่าคนเราจะจำสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าอยากให้เรา “ลืม” เพลงที่อยู่ในหัว (จะได้ไปนอนซักที) เราต้องร้องเพลงนี้ให้จบ

อ้าว แล้วถ้าจำเนื้อเพลงตอนจบไม่ได้ล่ะ?

ก็เปิดหาเนื้อร้องจากเว็บหรือฟัง Youtube ดูสิครับ

ใครเจอปัญหานี้ลองเอาไปใช้ดูนะครับ หลายคนบอกแล้วว่ามันได้ผลชะงัดนัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

20160515_Hardship

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ให้ระลึกว่า หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว เรายังผ่านมันมาได้เลย

เมื่อต้องเจอเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่กล้าทำ เช่นออกไปพูดหน้าห้องหรือเดินเข้าไปคุยกับสาวคนนั้น

ให้ระลึกว่า เรื่องที่น่าอายกว่านี้เราก็ยังเคยทำมาแล้วเลย

เมื่อต้องเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ ให้ระลึกว่า เราก็เคยเจ็บปวดเพราะคนอื่นมาแล้ว และเวลานั้นช่วยเยียวยาได้จริงๆ

มนุษย์เราทุกคนมีประสบการณ์ แต่มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเลือกใช้มันให้ถูกที่ถูกเวลา

ผมเชื่อว่าเรื่องเกือบทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา เราเคยผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น ต่างกันเพียงบริบทและความหนัก-เบา

ในเมื่อเราเคยผ่านมันมาได้แล้ว และวันนี้ก็ยังหายใจอยู่

ก็จงเชื่อเถอะว่า ถ้าเราต้องเจอมันอีกครั้ง เราก็จะผ่านมันไปได้อีกแน่นอน


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนตัวเล็ก

20160515_smallpeople

“Never believe that a few caring people can’t change the world. For, indeed, that’s all who ever have.”

อย่าคิดว่าคนที่ห่วงใยและทุ่มเทเพียงหยิบมือจะเปลี่ยนโลกไม่ได้
เพราะจริงๆ แล้วที่ผ่านมาก็มีแต่คนกลุ่มนี้แหละที่ได้เปลี่ยนโลก

– Margaret Mead


ความเชื่ออย่างหนึ่งที่เรามีกันก็คือ คนตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้?

แต่เราลืมไปว่า ก่อนที่จะมาเป็น “คนตัวใหญ่” คนเหล่านั้นก็เคยเป็นคนตัวเล็กๆ มาก่อนทั้งนั้น

ทนายชาวอินเดียคนหนึ่งที่ไปว่าความที่แอฟริกา ซื้อตั๋วรถไฟเฟิร์สท์คลาสแต่กลับถูกสั่งให้ย้ายไปที่นั่งของรถไฟชั้นสามเพียงเพราะเขาไม่ได้ผิวขาว พอเขาไม่ยอมก็ถูกโยนลงจากรถไฟ

ใครจะไปคิดว่าทนายตัวเล็กๆคนนี้จะกลายมาเป็น “มหาตมะ” ที่นำการต่อสู้โดยสันติจนอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ?

หรือเด็กสาวตัวเล็กๆ จากร้อยเอ็ดที่มาฝึกตีแบดในสนามของเจ้าของโรงงานขนมทองหยอด ใครจะไปคิดว่าเธอจะสามารถเอาชนะมหาอำนาจลูกขนไก่จากจีนและขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกได้?

บางทีการเป็น “คนตัวใหญ่” อาจไม่ยากอย่างที่คิด

เพราะ 99.9% ของมนุษย์คิดว่า “ตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้” การที่เราแคร์มากกว่าคนอื่นและออกแรง มากกว่าคนอื่นอีกซักหน่อย เราก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประชากร 0.1% หรือ 1 ใน 1000 ทันที

มีคนอีกไม่น้อยที่อาจมีความคิดที่คล้ายๆ กับเรา เพียงแต่เชื่อว่าตัวเองไม่มีแรง / ไม่มีเวลา / ไม่มีความสามารถ ก็เลยยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ดังนั้นหากมี 1 คนขึ้นมานำ อีก 999 คนที่มีความเชื่อเดียวกันก็พร้อมที่จะสนับสนุน

ยิ่งสมัยนี้เรามีเครื่องมืออย่างอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียด้วยแล้ว การหาแนวร่วมและส่งต่อความคิดยิ่งทำได้ง่ายขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นยุคที่คนตัวเล็กๆ อย่างเราสามารถสร้างความแตกต่างได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

ขอแค่ลงมือทำ และไม่ยอมแพ้เท่านั้นเอง


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com