วิธีระดมสมองของพนักงาน Google

20160623_Brainstorm3

เมื่อวานนี้ผมไปอ่านเจอบทความชื่อ How to brainstorm like a Googler  จากเว็บไซต์ Fast Company ครับ

มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเลยทีเดียว

อย่างแรกคือเขาได้ถ่ายวีดีโอขั้นตอนการระดมสมอง ใน Google โดยถ่ายทำแบบ Virtual Reality ทำให้เราดูวีดีโอแบบเห็นรอบทิศทาง 360 องศาได้ (เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว Mark Zuckerberg ก็เปิดตัว 360 photo บน Facebook)

ลองดูวีดีโอการระดมสมองของพนักงาน Google บน Youtube ได้ครับ (แต่ถ้ายังไม่อยากดูวีดีโอ เพราะกลัวเปลืองดาต้า ก็อ่านบล็อกต่อได้นะครับ ได้น้ำได้เนื้อเหมือนกัน!)

การระดมสมองของกูเกิ้ลมีสามขั้นตอนด้วยกัน

1. เข้าใจลูกค้า – Get to know the user
2. คิด 10 เท่า – Think 10x
3. สร้างของตัวอย่าง – Prototype

มาดูรายละเอียดในแต่ละข้อกันครับ

1. เข้าใจลูกค้า – Get to know the user

ถ้าเราจะระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาอะไรซักอย่าง ขั้นตอนแรกที่คือเข้าใจลูกค้าให้ดีเสียก่อน

ขั้นตอนนี้พวกเรามักจะลืมคิด เวลาจะทำ brainstorm ส่วนใหญ่เราก็จะเข้าห้องประชุม หยิบปากกาเขียนไวท์บอร์ด แล้วระดมสมองกันเลย ทั้งๆ ที่บางครั้งเราเองยังไม่เข้าใจเลยว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจปัญหาของลูกค้าผิด สิ่งที่เราทำออกมาก็ย่อมไม่ตอบโจทย์ เสียเวลาเสียความรู้สึกกันไป

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำ คือออกไปคุยกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าในที่นี้อาจจะเป็นพนักงานในองค์กร หรือใครก็ตามที่จะได้ประโยชน์จากงานของเราครับ

2. คิด 10 เท่า – Think 10x

แนวคิดนี้เป็นปรัชญาการทำงานของ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล

แทนที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น 10% จงหาทางทำให้มันดีขึ้น 10 เท่า

เพราะถ้าเราคิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นแค่ 10% เราก็มีแนวโน้มที่จะติดกับข้อจำกัดแบบเดิมๆ ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้มากมายนัก

แต่ถ้าเราตั้งใจจะให้มันดีขึ้น 10 เท่า เราต้องใช้ความกล้าที่จะทำลายกรอบความเชื่อเก่าๆ ระบบเก่าๆ และยอมทิ้งสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เพื่อไปหาสิ่งที่ยอดเยี่ยมสุดๆ

ไม่มีไอเดียไหนบ้าบอเกินไป ดั่งคำพูดของ Frederik Pferdt ประธานฝ่าย Innovation and Creativity ของกุูเกิ้ลที่กล่าวไว้ในวีดโอว่า “Just beyond crazy is fabulous!” – เมื่อเลยเถิดจากความบ้าก็คือความเยี่ยมยอด!

บทความยกตัวอย่างโจทย์ที่กูเกิ้ลต้องการให้ทุกคนในโลกนี้สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้

ถ้าคิดแบบ 10% วิธีการก็คือติดตั้งเครือข่ายไฟเบอร์ออพติคให้มากขึ้น

แต่เพราะกูเกิ้ลคิดแบบ 10x จึงได้ให้กำเนิด Project Loon ซึ่งใช้วิธีส่งบอลลูนขึ้นไปในชั้นบรรยากาศหลายลูกแล้วให้บอลลูนเหล่านั้นส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตลงมายังผู้คนบนพื้นดิน

การคิดแบบ 10 เท่าไม่ใช่เรื่องง่าย กูเกิ้ลจึงให้หลักการมาดังนี้

2.1 ต่อยอดไอเดียของกันและกัน (Build on each others’ ideas) การฆ่าไอเดียทิ้งเป็นเรื่องง่ายดาย ดังนั้นจงระวังคำพูดที่เราใช้เวลาเห็นไอเดียของเพื่อนๆ

แทนที่จะใช้คำว่า “no, but” ให้ใช้คำว่า “yes, and” แทน

no, but หมายถึงว่า “ไอเดียนี้ดูไม่เข้าท่าเลย แต่ฉันคิดว่า”

ขณะที่ yes, and คือ “โอเค และฉันคิดว่า…” การใช้ yes, and จะสร้างบรรยากาศแห่งการยอมรับและส่งเสริมความคิดของกันและกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2.2 ออกไอเดียให้เยอะๆ เข้าไว้ (Generate lots of ideas) – ณ จุดๆ นี้ ปริมาณสำคัญกว่าคุณภาพ ดังนั้นจงผลิตไอเดียออกมาให้มากที่สุด โดยให้แต่ละคนเขียนไอเดียของตัวเองลงกระดาษโพสต์อิท แล้วไปแปะไว้บนไวท์บอร์ด (ในวีดีโอมี 9 คน ระดมได้ 50 ไอเดียภายในเวลา 5 นาที)

2.3 เขียนแบบพาดหัวข่าว (Write headlines) – เวลาเขียนไอเดียลงโพสต์อิท ให้ใช้คำไม่เกิน 6 คำ ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนของตัวไอเดียเอง ลองคิดภาพว่าถ้าหนังสือพิมพ์มาทำข่าวไอเดียของคุณ เขาจะพาดหัวข่าวว่ายังไง

2.4 วาดภาพประกอบ (Illustrate) เพราะภาพวาดนั้นเข้าใจง่ายกว่าคำพูด

2.5 คิดการใหญ่ (Think Big) หรือคิดแบบ 10x นั่นเอง

2.6 อย่าด่วนตัดสิน (Defer judgment) อย่าวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียใดๆ ระหว่างที่เรากำลังระดมสมองกันอยู่ แต่จงช่วยกันต่อยอดไอเดียของกันและกัน

ในบทความพูดถึงแค่ 6 ข้อ แต่ในวีดีโอมีขั้นตอนการคัดสรรไอเดียด้วย คือหลังจากที่เราช่วยกันต่อยอดไอเดียของกันและกันแล้ว สุดท้ายก็ให้คนในกรุ๊ปโหวตไอเดียที่ตัวเองชอบที่สุดโดยการเอาสติ๊กเกอร์ไปแปะบนไอเดียที่เราชอบ ไอเดียไหนมีสติ๊กเกอร์มากที่สุดก็จะถูกคัดไปสู่ขั้นตอนถัดไปนั่นคือ…

3. สร้างของตัวอย่าง – Prototype

สิ่งที่เรามักจะทำกันหลังจากระดมสมองจนเหนื่อยแล้วก็คือ นัดประชุมครั้งต่อไปเพื่อมาเวิร์คกันต่อ

แต่สำหรับชาวกูเกิ้ล เขามองว่าเหล็กต้องตีตอนที่มันยังร้อน

เมื่อได้ไอเดียที่ชอบแล้ว ชาวกูเกิ้ลจะเริ่มสร้างของตัวอย่างหรือสินค้าต้นแบบทันที โดยตัวอย่างชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องดีเลิศอะไร ขอให้เป็นอะไรที่จับต้องได้ก็พอแล้ว เพื่อจะนำไปทดสอบและเรียนรู้ต่อได้ครับ

และนี่คือวิธีการระดมสมองแบบชาวกูเกิ้ล

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1

ทำไมเรื่องอย่างนี้ต้องเกิดกับเราด้วย?

20160622_WhyMe

เป็นคำถามที่ไม่ควรถาม

เพราะทีเวลาเรามีความสุข เจอสิ่งดีๆ เราไม่เห็นจะถามคำถามนี้บ้างเลย

เวลาทุกอย่างไปได้สวย เราจะเชื่อว่าเกิดจากตัวเราเอง

เวลาทุกอย่างไม่ได้เป็นดั่งใจ เราจะโทษปัจจัยภายนอก

เป็นความไม่เสมอต้นเสมอปลายทางความคิดที่เราควรหลีกเลี่ยง

ถ้าทุกอย่างไปได้สวย ก็เกิดจากตัวเอง

ถ้ามันจะแย่ ก็เกิดจากตัวเราเองเช่นกัน

แทนที่จะมามัวตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา

สู้เอาเวลามาทำอะไรที่มีประโยชน์ดีกว่า


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เราไม่ได้เห็นโลกอย่างที่มันเป็น

20160621_SeeThings

เราเห็นโลกอย่างที่เราเป็นต่างหาก

We don’t see things as they are
We see them as we are
– Anonymous*

เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เอาสิ่งที่เห็นไปประมวลผลผ่านความคิดและประสบการณ์เสมอ

และเมื่อประสบการณ์และวิธีคิดต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมต่างกัน

คนสองคนได้ยินประโยคเดียวกัน คนหนึ่งรู้สึกเฉยๆ อีกคนกลับเดือดร้อนจะเป็นจะตาย

คนสองคนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คนหนึ่งสนุกกับการคิดหาทางออก แต่อีกคนกลับเคร่งเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

คนสองคนมองมาที่เรา คนหนึ่งคิดว่าเราเป็นคนดี อีกคนคิดว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้

ดังนั้น อย่าเสียใจหากมีคนมองว่าเราใช้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราว่าเราก็ทำดีที่สุดแล้ว

เพราะการที่คนๆ หนึ่งจะมองเราว่าเราเป็นคนแบบไหน อาจไม่ได้สะท้อนตัวตนของเราเลย

แต่มันสะท้อนตัวตนของเขาต่างหาก


* คำพูดประโยคนี้ส่วนใหญ่จะบอกว่ามาจากนักเขียนชื่อ Anaïs Nin แต่ Quote Investigator บอกว่ามีหลายคนที่พูดประโยคนี้เลยไม่แน่ใจว่าเริ่มจากใครกันแน่ครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ป้ายนั้นมีสองด้าน

20160617_signage

ผมทำงานอยู่ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง และร้านป้าหยวกที่อยู่ข้างตึกคือที่ที่ผมกับพี่ที่ออฟฟิศจะฝากท้องสำหรับมื้อเที่ยง

แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ฝนตกหนักตั้งแต่เช้า พวกเราก็เลยไปกินข้าวที่โรงอาหารชั้น 9 ตั้งแต่ 11.30 เพราะรู้ว่าถ้าลงไปช้ากว่านี้อาจไม่มีที่นั่ง เพราะโรงอาหารคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเพราะว่าเขาไปกินนอกตึกไม่ได้

ผมสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำมากิน รสชาติอร่อยทีเดียว พร้อมกับคุยกับพี่ๆ ที่ไม่ได้กินชั้น 9 กันมานานว่า สงสัยวันนี้ป้าหยวกจะเหงาแย่เลยนะ ฝนตกแบบนี้คงไม่มีคนไปกินร้านป้าเค้าเท่าไหร่

กินของคาวเสร็จก็เดินไปซื้อขนมหวาน

ป้าคนที่ขายขนมกำลังมือระวิงกับลูกค้าคนก่อน ส่วนผมก็สั่งขนมที่ค่อนข้างซับซ้อนคือเอาทับทิมกรอบ+สับปะรด+วุ้นมะพร้าว ป้าก็รีบๆ งงๆ แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “ขอโทษจริงๆ นะ วันนี้ลูกค้ามาเร็วจนเตรียมของไม่ทันเลย”

ที่น่าสนใจคือระหว่างที่พูดคำขอโทษนั้น คุณป้าหน้าชื่นตาบานมาก


สมัยก่อนเวลาอ่าน a day หน้าแรกๆ ที่ผมจะพลิกไปอ่านคือการ์ตูน hesheit ของวิศุทธิ์ พรนิมิตร

การ์ตูนตอนหนึ่งเป็นรูปของผู้ชายที่กำลังยืนหน้าร้านคาเฟ่ที่มีป้าย “CLOSED” แขวนอยู่ แล้วคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ร้านจะเปิดเสียทีนะ”

ซักพัก ก็มีพนักงานสาวเดินมาพลิกป้ายจาก “CLOSED” เป็น “OPEN”

ผู้ชายก็ดีใจมาก พูดทำนองว่า “ดีจัง ร้านเปิดแล้ว” ว่าแล้วก็เดินเข้าร้าน

ส่วนพนักงานสาวที่ยืนมองป้ายจากในร้าน ก็เห็นคำว่า “CLOSED”

แล้วคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ข้างนอกจะเปิดเสียทีนะ”*


สมัยก่อน ผมเดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฉึกฉัก

ขึ้นรถที่สถานีหัวหมาก มาลงที่อโศก แล้วค่อยต่อรถใต้ดินมาลงสถานีลุมพินี

การขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหมากแต่ละครั้งจะมีอุปสรรคคือการข้ามถนนศรีนครินทร์ซึ่งมีรถเยอะอยู่ตลอด และสมัยก่อนยังไม่มีสะพานลอยให้คนข้าม

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับคนขึ้นรถไฟก็คือการข้ามถนนพร้อมรถไฟนั่นแหละ

สมมติว่าตอนเย็นผมนั่งรถไฟจากอโศกมาลงที่สถานีหัวหมาก ผมจะวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ข้ามถนนในจังหวะที่รถทั้งหลายยังโดนกั้นอยู่

เพราะถ้าพลาดจังหวะนี้ไป การข้ามถนนจะเป็นเรื่องยากมาก

อาจเป็นด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงอารมณ์เสียน้อยกว่าคนอื่นเวลาเจอรถติดนานๆ เพราะมีรถไฟมา


ในบางสถานการณ์ แม้คนกลุ่มหนึ่งจะเสียประโยชน์ แต่จะมีคนอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์

วันที่ฝนตก ป้าหยวกขายข้าวได้น้อยลง แต่ป้าชั้น 9 ขายขนมหวานได้มากขึ้น

“ร้านเปิด” สำหรับลูกค้า คือ “โลกปิด” สำหรับพนักงาน

คนขับรถอาจเสียอารมณ์เวลาต้องรถติดเพราะรถไฟมา แต่สำหรับคนที่เดินทางโดยรถไฟแล้ว ช่วงนี้คือนาทีทองของการข้ามถนน

ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่มักทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้คนอื่นยิ้มได้ เช่น

รถติดตรงสี่แยกอาจทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้เด็กขายพวงมาลัยยิ้มได้

ฤดูร้อนอาจทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้คนขายน้ำปั่นยิ้มได้

ฝนตกอาจทำใหเราหงุดหงิด แต่ทำให้ต้นไม้ยิ้มได้

เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิดหรือน่ารำคาญ ถ้าเราระลึกได้ว่ายังมีเพื่อนร่วมโลกที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์พวกนี้

ก็อาจช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลง และใจเย็นมากขึ้นครับ


* ขออธิบายเพิ่มเติมสำหรับคนที่อ่านแล้วงง เนื่องจากป้าย OPEN/CLOSED นั้นอยู่บนแผ่นอันเดียวกัน เมื่อร้านเปิด ถ้ามองจากนอกร้านจะเห็นคำว่า “OPEN” แต่ถ้ามองจากในร้าน ย่อมเห็นคำว่า “CLOSED” ซึ่งในความคิดของพนักงานสาวก็คือ เธอยังออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะปิดร้าน

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Closed by Jason

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ตกเครื่องบิน

20160616_flight

ใครเคยต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินบ้างครับ?

บางทีกว่าจะเก็บกระเป๋าเสร็จก็เลยเที่ยงคืน ตี 4 ก็ต้องตื่นมาอาบน้ำอาบท่าเพื่อไปให้ถึงสนามบินก่อนหกโมงเช้า

น่าแปลก ที่ถึงจะได้นอนแค่สี่ชั่วโมง แต่เรากลับไม่งัวเงีย ไม่ใจเสาะ ไม่เคยกด snooze เพื่อขอกลับไปนอนต่อ “อีกหน่อย” เหมือนวันทำงาน

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

หนึ่ง เพราะว่าเราตื่นเต้นกับการผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า

สอง เพราะว่าเราไม่อยากตกเครื่องบิน

ตั๋วก็ซื้อไปแล้ว ถ้าไปสายก็ไม่รู้จะหาตั๋วใหม่ได้หรือเปล่า การนอนต่ออีกหน่อยแม้เพียงสิบห้านาทีอาจทำให้แผนการผจญภัยรวนไปหมด

เราจึงไม่กล้านอนต่อเพราะเรามี “เดิมพันสูง” นั่นเอง


กลับกัน ในวันธรรมดา เรากลับกดปุ่ม snooze ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสายแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การออกจากบ้านช้าเพียง 15 นาที อาจทำให้เราต้องเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งชั่วโมง

ถ้าสัปดาห์หนึ่งเรา “นอนต่ออีกซักหน่อย” ซักสองครั้ง ก็เสียเวลาเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง หรือปีละประมาณ 100 ชั่วโมง

เราทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เดือนละสี่สัปดาห์ก็คิดเป็น 160 ชั่วโมง

ถ้าเราได้เงินเดือน 16,000 บาท แสดงว่าหนึ่งชั่วโมงของเรามีมูลค่า 16,000 บาท / 160 ชั่วโมง = 100 บาท

ในหนึ่งปี 100 ชั่วโมงที่เสียไป จึงมีมูลค่า 10,000 บาท

ซื้อตั๋วการบินไทยกรุงเทพ-ฮ่องกงได้เลย

ตัวเลขความเสียหายจะยิ่งสูงกว่านี้ ถ้าเราได้เงินเดือนแพงกว่านั้น

เช่นคนที่เงินเดือน 64,000 หนึ่งชั่วโมงจะมีมูลค่า 400 บาท (64,000 บาท หารเดือนละ 160 ชั่วโมง เท่ากับ 400 บาท)

100 ชั่วโมงที่เสียไปจึงมีมูลค่า 40,000 บาท ซื้อตั๋ว-ไปกลับสวิตเซอร์แลนด์ได้เลย

ประเด็นของผมก็คือ การที่เรานอนตื่นสายในวันธรรมดานั้น มันคือการ “ตกเครื่องบินผ่อนส่ง” ดีๆ นี่เอง

เป็นไปได้มั้ย ที่เราจะบอกตัวเองให้ตื่นโดยไม่กด snooze เพราะเราต้องรีบไปขึ้น “เที่ยวบินแห่งชีวิต”

เป็นเที่ยวบินที่ “เดิมพันสูง” เหมือนกัน

เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องให้ผจญภัย

และเราไม่รู้เลยว่าสายการนี้ยังเหลือเที่ยวบินอีกกี่เที่ยว

 


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com