ถ้ามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ถ้ามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง

ฝรั่งมีสำนวนหนึ่งที่ผมชอบ – “In the grand scheme of things” ตัวอย่างเช่น

“None of that really mattered, though, in the grand scheme of things.”

“I was disappointed not to get the job, but it’s not that important in the grand scheme of things.”

ในพจนานุกรมของเคมบริดจ์ แปลสำนวนนี้ว่า “all things considered” – เมื่อคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

มันคือการคิดโดยซูมออกมาให้เห็นภาพใหญ่ ว่าเรื่องที่เรากำลังเดือดเนื้อร้อนใจอาจไม่ได้สลักสำคัญเท่าที่คิด

ปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องชั่วคราว และมนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวได้เก่งกาจ

ไม่ว่าจะเลิกกับแฟน ทำธุรกิจเจ๊ง ประสบอุบัติเหตุ ตอนที่เราเจอเหตุการณ์ย่อมเจ็บปวดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อเราผ่านมันมาได้ ความทุกข์ร้อนจะลดทอนความหมายลงไปเรื่อยๆ

ผมเคยชวนเพื่อนมาอยู่บริษัทซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในฐานะสตาร์ตอัป แต่เพื่อนก็ไม่กล้าย้ายมา คงเพราะกลัวจะขาดความมั่นคงและเพราะกำลังวางแผนจะสร้างครอบครัว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้

แต่ตอนที่ผมโดนชวนมาทำสตาร์ตอัป ผมปรึกษากับแฟนแล้วว่าถ้าทำแล้วเวิร์คเราก็น่าจะมีความสุขและเติบโตไปกับมัน แต่ถ้าไม่เวิร์คเราก็แค่หางานใหม่ คิดว่ายังไงก็คงไม่อับจนหนทาง

การตัดสินใจหลายอย่างในชีวิต แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ในแง่ที่มันไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อมองในระดับ in the grand scheme of things แล้ว โอกาสน้อยมากที่การตัดสินใจครั้งใดจะทำให้ชีวิตเราพังจนยากเกินกอบกู้

สมัยที่ผมเขียนบล็อกใหม่ๆ ผมเคยกังวลใจว่าทำไมจำนวน follower ไม่ค่อยกระเตื้อง แต่พอคิดได้ว่าผมตั้งใจจะเขียนบล็อกไปอีก 20-30 ปีอยู่แล้ว การบรรลุยอดผู้ติดตามภายในเวลาที่กำหนดจึงไม่ใช่เป้าหมายที่สำคัญอีกต่อไป และผมก็มีความกล้ามากขึ้นที่จะทดลองอะไรหลายๆ อย่าง แม้ว่าบางบทความจะแป้ก แต่เมื่อคำนึงว่ามันจะเป็นเพียงหนึ่งในหลายพันบทความที่ผมจะได้เขียน ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่า ดีกว่าปล่อยให้คาใจเพราะเราไม่กล้าที่จะลอง

เช่นเดียวกับการลงทุน บางอย่างที่ผมลงเงินแล้วขาดทุนไป 70% ก็รู้สึกใจหาย แต่เมื่อมองว่ามันอาจเป็นเพียงไม่ถึง 3% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่เรามี ก็รู้สึกว่าไม่เป็นไร เงินทองไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็มา*

สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่ายังยึดติดอยู่กับกรอบเดิมๆ อาจเป็นเพราะเรามองใกล้เกินไป ปัญหาที่กลัวจึงดูยิ่งใหญ่เกินจริง – but in the grand scheme of things, they don’t really matter.

ถ้าเรามองให้ไกล เราจะไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงครับ


* วลี “เงินทองไปเที่ยว เดี๋ยวเดียวก็มา” ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมาจากนิยาย “ขอหมอนใบนั้น…ที่เธอฝันยามหนุน” ของประภัสสร เสวิกุล ครับ

เมื่อขาดความมุ่งหมายเราจะเมามายกับกิเลส

“A man who lacks purpose distracts himself with pleasure.”
-Anonymous

เมื่อชีวิตไร้ทิศทาง เราจะรู้สึกอ้างว้างท่ามกลางความวุ่นวาย

เมื่อทำงานเสร็จตามหน้าที่ เมื่อมีเวลาว่าง เราจะรู้สึกโหลงๆ โหวงๆ เหมือนมีอะไรขาดหายไป เหมือนควรจะมีความสุขแต่ดันไม่มี

เมื่อไม่อาจทานทนกับรอยรั่วในใจ เราจึงทำอะไรเพื่อหลบหลีกความรู้สึกนั้น

อาจจะเป็นการนอนไถฟีด อาจจะดูเน็ตฟลิกซ์ทีเดียว 10 ตอน อาจเข้าเว็บกดเอฟของแบบกระหน่ำ

สิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นคือความเพลิดเพลิน แต่เมื่อจบกิจกรรมความรู้สึกว่างเปล่าก็ยังกลับมาหลอกหลอน

Charles Kingsley เคยกล่าวไว้ว่า

“We act as though comfort and luxury were the chief requirements of life, when all that we need to make us happy is something to be enthusiastic about.”

การจะได้มาซึ่งความสุข บางทีเราไม่ได้ต้องการของหรูดูแพง เราแค่ต้องการบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกมีไฟ

และหนึ่งในวิธีจุดไฟ คือการหาจุดมุ่งหมายของตัวเองให้เจอ

จุดมุ่งหมายนั้นคล้ายดาวเหนือ ที่ทำให้เรารู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง เราไม่รู้หรอกว่าจะไปถึงเมื่อไหร่ หรือจะแม้กระทั่งจะไปถึงหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดมันทำให้เราไม่สะเปะสะปะทั้งทางกายและทางใจ

ใครสักคนเคยพูดเอาไว้ เมื่อเรารูู้ว่าเรากำลังไปไหน เราจะไม่กลัว

เมื่อเราไม่กลัว เราก็ไม่ต้องหลบหลีก เราไม่ต้องวิ่งหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว (pleasures)

หากเรารู้สึกว่าที่ผ่านมาเราปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับกองกิเลสมากเกินไป ความผิดอาจไม่ใช่มือถือหรือเน็ตฟลิกซ์ แต่มันคือตัวเราที่ไม่เคยหยุดคุยกับตัวเอง

หาจุดมุ่งหมายของเราให้เจอ อย่างน้อยก็สักหนึ่งอย่าง

แล้วอะไรที่เคยทำให้เราหลงทางจะไม่อาจทำร้ายเราได้อีกต่อไป

เหตุผลที่เราควรกอดกันให้เยอะๆ

ผมเพิ่งกลับจากจีนมาเมื่อค่ำวันเสาร์ เป็นการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยพอสมควรเพราะใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมจนถึงบ้านรวมแล้ว 14 ชั่วโมง

คืนวันเสาร์เลยหลับเป็นตาย ตื่นเช้ามาวันอาทิตย์ ก็รู้ตัวว่าลูกๆ ที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันขึ้นมานอนขนาบข้าง เข้ามาคลอเคลียใกล้ๆ ผมในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นเลยยื่นมือไปจับหัว ลูบผม และเอาตัวเขาเข้ามากอด

แล้วอะไรบางอย่างก็บอกผมว่า เราควรจะกอดกันไว้ให้เยอะๆ

เวลาเราอยากบันทึกความทรงจำ เรามักจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป

หรือถ้าเราอยากเก็บเสียงเอาไว้ด้วย เราก็จะใช้มือถือถ่ายวีดีโอ

แต่เราไม่สามารถใช้มือถือถ่ายกลิ่น ถ่ายรสชาติ หรือถ่ายสัมผัสเอาไว้ได้เลย

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ว่าในสัมผัสทั้งห้าของเรา ทำไมอุปกรณ์ที่เรามีจึงสามารถบันทึกได้แค่เสียงและภาพเท่านั้น

ผมมานั่งคิดดูเล่นๆ ก็ได้คำตอบว่า เพราะภาพและเสียงนั้นเป็นคลื่น (wave) ซึ่งสามารถถูก encode เป็น ข้อมูล binary คือเลข 0 กับ 1 ได้ และเราสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในการ regenerate ภาพและเสียงจากข้อมูลเหล่านั้นได้

แต่กับอีกสัมผัสทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รสชาติ หรือสัมผัส เราไม่สามารถจัดเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำกลับมา replay ทีหลังได้

เพราะกลิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ผูกติดอยู่กับโมเลกุล หรือถ้าพูดให้ลึกลงไปอีกก็คือ particle ซึ่งไม่สามารถเก็บเป็นข้อมูล binary แล้วใช้ไฟฟ้า regenerate กลิ่นขึ้นมาใหม่ ส่วนรสชาติก็อยู่กับ particle เฉกเช่นเดียวกัน ส่วนสัมผัสนี่ไม่แน่ใจว่าจะจำแนกเป็นอะไรดี

ดังนั้นเราจึงยังไม่มีเครื่องมือใดในชีวิตประจำวันที่จะสามารถใช้เก็บกลิ่น รสชาติ และสัมผัสเพื่อเอากลับมา replay ทีหลังได้ สิ่งที่วิทยาศาสตร์อาจจะทำได้คือการเล่นกับคลื่นไฟฟ้าในสมองของเราโดยตรงเพื่อให้เกิด “เวทนา” (ความรู้สึก) โดยที่ไม่ต้องมีผัสสะจากภายนอก แต่นั่นคงยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าถึงเทคโนโลยีแบบนั้นได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราควรกอดกันและสัมผัสกันไว้ให้เยอะๆ เพราะ “อุปกรณ์” เพียงชิ้นเดียวที่เรามีคือสมองของเราที่จะเก็บความรู้สึกดีๆ อันนี้เอาไว้ เพื่อให้เราได้ระลึกถึงด้วยความสุขเมื่อวันเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ

อย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป

คนจำนวนไม่น้อยน่าจะตกอยู่ในวังวนนี้

เมื่อทำอะไรล้มเหลว เรามักจะโทษความโชคร้าย

เมื่อทำอะไรสำเร็จ เราจะบอกว่าเป็นฝีมือของเราเอง

แต่เอาเข้าจริง ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมีทั้งโชคและฝีมือเป็นปัจจัย

บางคนทำถูกทุกอย่าง แต่จังหวะเวลาไม่เป็นใจก็อาจไม่ปัง

บางคนทำเหมือนคนแรก แต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาก็รุ่งโรจน์ได้อย่างไม่คาดฝัน

สิ่งที่ควรระวัง คืออย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป ว่าที่เรามาถึงจุดนี้ได้เพราะความเก่งกาจของเราล้วนๆ

เพราะมันจะทำให้เรากำเริบเสิบสาน อัตตาเปี่ยมล้น เราจะกลายเป็นคนไม่น่ารักโดยไม่รู้ตัว

เมื่อไหร่ที่เราสำเร็จ ให้ชื่นชมตัวเองในความพยายาม และให้ขอบคุณอะไรบางอย่างที่เปิดทางให้งานของเราออกดอกออกผลครับ

10 นาทีในวันนี้ดีกว่า 10,000 นาทีในอนาคต

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้อ่านหนังสือ Chasing Daylight ที่เขียนโดย Eugene O’Kelly อดีต CEO ของ KPMG

โอเคลลี่เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้หลังจากรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งสมอง และเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียง 3 เดือนครึ่ง

คำแนะนำในหนังสือที่ผมจำได้ดีเป็นพิเศษก็คือ “Move it up” – เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

ถ้าคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างในอนาคต ให้เลื่อนมันมาให้เร็วขึ้น

อยากจะเรียนกีตาร์? เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

อยากจะพาพ่อกับแม่ไปเที่ยว? เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

อยากจะเริ่มออกกำลังกาย? เลื่อนมาให้เร็วขึ้น

เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเวลาในอนาคตเรานั้นมีเหลืออยู่เท่าไหร่ หรือมีอยู่จริงรึเปล่า

แน่นอนว่าหลายเรื่องก็ทำตอนนี้ไม่ได้ ต้องทำงานเก็บเงินกันก่อน

แต่หลายเรื่องเราสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ แม้ว่ามันจะทำได้ไม่เต็มที่ แต่นั่นอาจไม่ใช่เหตุผลที่ดีเพียงพอที่จะบอกว่า “รอให้เราพร้อมกว่านี้ก่อนแล้วค่อยทำ”

เพราะการอดเปรี้ยวไว้กินหวานอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเสมอไป

บางคนอาจจะอยากจะเขียนนิยายมานานแล้ว โดยจินตนาการไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะมีเวลาว่างติดต่อกัน 2 สัปดาห์โดยที่ไม่มีใครมารบกวน และเมื่อนั้นแหละเขาจะรังสรรค์ผลงานชิ้นเยี่ยมออกมาได้แน่นอน

แต่ถ้าตลอดสิบปีที่ผ่านมาเราไม่เคยหาเวลาแบบนั้นได้เลย แล้วอะไรกันที่ทำให้เรามั่นใจว่าจะหาเวลาได้ในอนาคต?

แทนที่จะฝันหวานถึงเวลาที่มีมากมายในภายภาคหน้า ทำไมเราไม่ลองเริ่มต้นจาก 10 นาทีที่เราพอมีเหลือในวันนี้

สิบนาทีนั้นน้อยนิดมากจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเริ่มต้นจากวันนี้สิบนาที พรุ่งนี้อีกสิบนาที ผ่านไปหนึ่งเดือนเราจะได้ใช้เวลาเขียนนิยายถึง 5 ชั่วโมง

ถ้าเรามีอะไรที่อยากทำมานาน ลอง move it up ดูนะครับ แม้ว่ามันจะจำกัดจำเขี่ยแค่ไหน แม้ว่าเราจะไม่สามารถสร้างอะไรได้มากนักก็ตาม

เพราะ 10 นาทีในวันนี้มีค่ากว่า 10,000 นาทีในอนาคตครับ